การกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์

    พลังของถงอี้

            ข้างๆลานประลองศิษย์สืบทอดที่แข็งแกร่งทั้ง10 คนต่างมีที่นั่งประจำของตัวเองมันบ่งบอกถึงตำแหน่งตัวแทนบนที่นั่งสูงสุดอู๋เซิ่งในชุดเขานั่งอยู่ใบหน้าหล่อเหลาและกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาทำให้ศิษย์สืบทอดคนอื่นๆแปลกใจ

            “ก่อกำเนิดขั้นสูงงั้นเหรอไม่ธรรมดาจริงๆอายุ 15 ปีเองแต่กลับทำได้ขนาดนี้แล้ว” ศิษย์สืบทอดนามจั่วฟางกล่าว

            “แต่การต่อสู้ไม่ได้วัดกันแค่พลังอย่างเดียวต้องดูว่าฝีมือของเขาแข็งแกร่งขนาดไหน”เอี้ยกู่กล่าว

            “แต่ฉินอู่เหยาไม่ใช่แข็งแกร่งกว่างั้นเหรอพลังของนางถึงระดับวิญญาณแล้ว”ถูหยางกล่าว

            “อย่าพึ่งไปคาดเดาเลยรอดูต่อไปเถอะ”เฟิงโหวกล่าว

            แต่ละคนล้วนเป็นศิษย์หลักที่โดดเด่นพวกเขาทั้งหมดเกือบถึงระดับวิญญาณกันแล้วซึ่งหลังจากนี้ทางผู้อาวุโสหลายคนได้เตรียมให้พวกเขาทะลวงระดับเพื่อเตรียมความพร้อมกันแล้วแน่นอนว่าเม็ดยาเหล่านั้นอู๋เซิ่งเป็นคนปรุงมันด้วยตัวเองแต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ประกาศออกไป

            “เอาละวันนี้จะมีการประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่จะเป็นตัวแทนของสำนักพวกเราก่อนอื่นศิษย์สายในจะทำการประลองกันเองก่อนเพื่อและมีเพียง 10อันดับแรกที่จะสามารถท้าทายศิษย์สืบทอดได้” เมี่ยวจื่อทำหน้าที่แทนเมี่ยวอิงเยว่ในตอนนี้และอธิบายกฎออกไป

            “นี่น้องเล็กเจ้าว่าในศิษย์สายในมีคนพอใช้ได้หรือไม่”ต้วนหนิงเอ๋อกระซิบหาอู๋เซิ่ง

            “ก็พอมีบ้างแต่ว่ารากฐานของพวกเขายังขาดไปบ้างแถมไม่มีคนชี้แนะที่ดีจึงยากมากที่จะต่อกรกับท่านได้”อู๋เซิ่งยิ้ม

            “ข้าตอนนี้อยู่ระดับก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์แล้วหลังจากจบการประลองข้าก็จะปิดด่านเพื่อทะลวงขั้นแล้วพวกเขาจะมาเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้อย่างไร”ต้วนหนิงเอ๋อกล่าว

            ทั้งต้วนหนิงเอ๋อและหว่านเอ๋อล้วนเป็นศิษย์สืบทอดที่แข็งแกร่งแน่นอนว่าย่อมเป็นหนึ่งในตัวแทนของสำนักอย่างแน่นอน

            “ศิษย์น้องข้าได้ยินว่าเจ้าได้ฝึกฝนทักษะเมฆาเหมันต์ฉบับปรับปรุงแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”ฉินอู่เหยาถามหว่านเอ๋อ

            “อ้อมันยอดเยี่ยมมาก มันดีกว่าฉบับเดิมมากเลยละทั้งง่ายต่อการทำความเข้าใจและสามารถใช้ได้หลากหลาย”หว่านเอ๋อยิ้มอย่างมีความสุข

            “ดีขนาดนั้นเลยงั้นเหรอข้าขอดูด้วยได้หรือไม่” ฉินอู่เหยาเกิดความสนใจขึ้นมา

            “ถามศิษย์พี่ใหญ่เลยเขาเป็นคนดัดแปลงและมอบมันให้สำนักของพวกเรา” หว่านเอ๋อชี้ไปทางอู๋เซิ่งที่นั่งหลับตาอยู่เพราะการต่อสู้น่าเบื่อเกินไปอู๋เซิ่งจึงหลับตาพักผ่อน

            “เขาทำมันได้ยังไง”ฉินอู่เหยาคิด ยิ่งน่าได้ยินข่าวลือของอู๋เซิ่งมากเท่าไหร่นางก็คิดว่ามีบางอย่างไม่สมเหตุสมผลต่อให้มีอาจารย์เป็นเซียนแต่เด็กคนหนึ่งไม่มีทางแตกฉานวิชาของสำนักได้เร็วขนาดนี้อย่าลืมว่าอู๋เซิ่งเข้าร่วมกับสำนักได้ไม่ถึง1 ปีเลยด้วยซ้ำ

            “ไม่ต้องกลัวหรอกน่าศิษย์พี่ใหญ่ใจดีจะตาย ข้าจะบอกให้นะ ข้าหนะเป็นขอทักษะนี้มาจากศิษย์พี่ใหญ่ด้วยตัวเองเลยนะไม่งั้นท่านประมุขก็ไม่แน่ว่าจะรู้”หว่านเอ๋อกล่าวโอ้อวดออกมา

            “งั้นเหรอ”ฉินอู่เหยานั้นไม่เคยพูดคุยกับอู๋เซิ่งมาก่อนแน่นอนว่าย่อมไม่รู้ว่าจะเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไร

            “ทักษะนี้ข้ามอบให้กับสำนักแล้วอยากฝึกก็ไปขอทางสำนักได้เลยไม่ต้องมาขอข้าก็ได้”อู๋เซิ่งกล่าว

            “เห็นไหมข้าบอกแล้วเขาใจดีจะตาย”หว่านเอ๋อยกนิ้วให้

            ขณะนั้นเองการประลองก็ใกล้จะจบลงแล้วซึ่งครั้งนี้ถงอี้ไม่ได้ปกปิดพลังของตัวเองอีกนางเปิดเผยพลังออกมาซึ่งพลังของนางแข็งแกร่งไม่ต่างจากศิษย์สืบทอดเลย

            “ในที่สุดก็ยอมเปิดเผยพลังงั้นเหรอ”อู๋เซิ่งยกยิ้ม

            “เจ้ารู้จักนางด้วยงั้นเหรอ”ต้วนหนิงเอ๋อแปลกใจ

            “เคยไปทำภารกิจเมื่อครึ่งปีก่อนด้วยกันตอนนั้นข้ารู้ว่านางซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้” อู๋เซิ่งกล่าว

            “ทำไปทำไม”ต้วนหนิงเอ๋อไม่เข้าใจ

            “สำหรับศิษย์ธรรมดาที่ไม่มีเบื้องหลังบางครั้งโดดเด่นเกินไปก็ใช่ว่าจะดีดูข้าเป็นตัวอย่างสิ”อู๋เซิ่งกล่าว

            ต้วนหนิงเอ๋อเข้าใจทันทีทั้งตระกูลจางและผู้อาวุโสสูงสุดคงไม่อยากเห็นศิษย์คนไหนที่โดดเด่นกว่าคนของตัวเองปรากฎดังนั้นสำหรับคนฉลาดอย่างถงอี้จึงเลือกที่จะเก็บซ่อนพลังเอาไว้เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมอย่างเช่นวันนี้

            “เอาละศิษย์สายในทั้ง 10 คนข้าให้เวลาพักแก่พวกเจ้าจากนั้นพวกเจ้าสามารถเลือกว่าจะท้าทายศิษย์สืบทอดทั้ง10 ได้แต่เจ้ามีสิทธิ์ท้าทายแค่ครั้งเดียวเพราะงั้นคิดให้ดี” เมี่ยวจื่อกล่าว

            “เอาละจะมีคนท้าทายข้าหรือเปล่านะ”อู๋เซิ่งมองไปยังคนเหล่านั้นแต่กลับไม่มีใครกล้าสบตากับอู๋เซิ่งเลย

            “นี่พวกนั้นกลัวหมดแล้วดูเหมือนข่าวลือของเจ้าจะทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนไม่กล้าสบตากับเจ้าเลย”หว่านเอ๋อกล่าว

            “ข่าวลืออะไรข้าไม่เห็นรู้เลย”อู๋เซิ่งตกใจ

            “เจ้ามัวแต่ฝึกฝนอย่างเดียวแล้วจะไปรู้เรื่องอะไรบางคนนั้นนำเรื่องที่เจ้าสังหารศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักเฟยหยางมาบอกเล่าบวกกับสังหารนักฆ่าที่แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียวและในกลุ่มยังมีระดับวิญญาณหลายคนศิษย์ที่ได้ยินเรื่องนี้ก็พากันตกใจกลัวเพราะถ้าเป็นพวกเขาอยู่จุดเดียวกับเจ้าคงตกตายไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”ต้วนหนิงเอ๋อหัวเราะออกมา

            “ถ้างั้นข้าก็ว่างเลยหนะสิ”อู๋เซิ่งถอนหายใจและโคจรทักษะเมฆาเยือกแข็งเล่นอยู่คนเดียวทันที

            “ข้าขอท้าสู้กับศิษย์พี่ซูหยวน”ถงอี้เป็นคนแลกที่ฟื้นฟูเสร็จและท้าสู้

            “ดูเหมือนข้าจะเจอกับตัวปัญหาเสียแล้ว”ซูหยวนรับรู้ได้ถึงพลังของถงอี้และประเมินอีกฝ่ายไว้สูงจึงไม่ได้ประมาท

            “ข้าแปลกใจมากที่เจ้าซ่อนพลังมาจนถึงวันนี้”ซูหยวนกล่าว

            “จิตใจมนุษย์นั้นยากจะคาดเดาเพื่อความปลอดภัยข้าจำเป็นต้องทำ”ถงอี้กล่าว

            “มาเถอะหากเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าสิทธิ์นั้นก็ควรจะเป็นของเจ้า” ซูหยวนถือดาบคู่และใช้การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนเข้าหาถงอี้

            “เมฆาอสนีเก้าบรรจบ”ถงอี้ดวงตาเปล่งประกายอสนีส่งเสียงร้องคำรามออกมาจากร่างของนางแผ่กระจายไปรอบๆทำให้ซูหยวนต้องถอยหลังออกไป

            “ทักษะนี้มันหนึ่งในทักษะที่ยากจะฝึกฝนของหุบเขาเฟยเซียงแม้แต่บรรดาผู้อาวุโสในตอนนี้ก็ไม่มีใครฝึกฝนสำเร็จเจ้าทำได้ยังไง”ซูหยวนตกใจ

            “บังเอิญโชคดีเท่านั้น”ถงอี้ประกบมือ อสนีกลายเป็นปักษาขนาดเล็กหลายร้อยตัวเข้าโจมตีซูหยวนจากทุกทิศทาง

            ซูหยวนในตอนแรกใช้ดาบคู่ในมือโจมตีปัดป้องเอาไว้แต่ไม่นานใบหน้าของซูหยวนก็เปลี่ยนไปเพราะร่างกายของเขาเริ่มรู้สึกด้านชา

            “แย่แล้วนี่คือเป้าหมายของเจ้า” ซูหยวนตกใจ

            “ถูกต้องปักษาอสนีทะยานไม่ใช่ทักษะที่เอาไว้โจมตีอย่างเดียวแต่มันยังช่วยทำให้ร่างกายของศัตรูด้านชาจนไร้ความรู้สึกไปชั่วขณะ”ถงอี้เคลื่อนไหวมาถึงตรงหน้าอีกฝ่ายฝ่ามือของนางยื่นออกไป

            “ฝ่ามือเมฆาอสนี”

            “ตูม!!!!!!!!!!!”

            ร่างของซูหยวนกระเด็นออกไปและตกสนามประลองทันทีหลายคนอึ้งกันหมดแม้แต่ผู้อาวุโสหลายคนก็ยังยืนขึ้น ศิษย์ที่ยอดเยี่ยมแบบนี้พวกเขากลับไม่เคยสังเกตุเห็นเลย

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณอ่าน