[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    136 สำรวจ

    “ที่นี่อย่างนั้นเหรอ”


    ตงฟางในชุดสีดำเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นธาตุลม มองจ้องไปบนแผนที่ในมือของเขาสลับกับมองไปยังพื้นที่หุบเขาด้านล่าง หลังจากเดินทางออกจากหมู่บ้านไป๋ เขาได้มาถึงสถานที่ตามข่าวลือเกี่ยวกับกล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบ  สมุนไพรที่สามารถรักษาวิญญาณยุทธ์ให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่เขากลับต้องบินวนบนท้องฟ้าเรื่อยๆไม่หยุด เนื่องจากว่าแผนที่ที่ได้รับมาไม่ละเอียด ทำให้เขาไม่รู้จักแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบ


    อย่างไรก็ตาม การบินของตงฟางกลับทำให้เขาเห็นผู้คนมากมายหลายพันคน กำลังตั้งค่ายอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เพื่อตามหากล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบเหมือนกัน เขาจึงดักฟังคนกลุ่มนี้คุยกันเพื่อเพิ่มข้อมูลให้กับเขา


    —---------------------------


    แอด~!


    เสียงประตูบ้านแง้มเปิดเล็กน้อย พลางมีสายตาของใครบางคนสอดส่องไปรอบๆหมู่บ้านเพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ  ทว่าสิ่งที่ควรจะเรืองแสงกลับถูกปิดทำให้หมู่บ้านไป๋ไม่มีแสงสว่างในตอนกลางคืน ทุกอย่างล้วนมืดมิดไม่สามารถมองเห็นได้ถนัดตา หากไม่ใช้ทักษะดวงตาในการมอง  


    ป๋อเหวินกลับไม่หยุดจ้อง เขาพยายามมองหาจุดที่มีแสงจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตะเกียงภายในหมู่บ้าน หวังจะหาตัวตงฟางที่เดินทางออกไปในช่วงดึกนี้ แต่เขากลับพบเพียงแค่คนที่ผู้นำหมู่บ้านส่งมาดูพวกเขาเท่านั้น



    —----------------------


    “พวกเขาเป็นยังไงบ้าง”


    “ยังปกติดี ทุกคนอยู่ในบ้านไม่มีใครออกไปไหน”


    “อืม แสดงว่าพวกเขาอยู่ได้ เอาล่ะไม่ต้องไปรบกวนพวกเขาแล้ว”


    ผู้นำหมู่บ้านบอกน้องชายของเขาไปพักผ่อน ความหวาดระแวงกลัวว่าเด็กหนุ่มทั้ง 8 จะไม่สามารถอยู่ในบ้านพักที่จัดเตรียมเอาไว้ให้สลายหายไป เพราะเด็กหนุ่มทั้ง 8 สามารถอาศัยอยู่ภายในบ้านได้ โดยไม่มีใครออกมาโวยวายขอบ้านพักที่ใหญ่กว่านี้หรือขอความสะดวกสบายที่ดีกว่านี้


    —-----------------------


    “หัวหน้า คนของเราสำรวจรอบๆดูแล้ว ยังไม่พบถ้ำที่ว่าเลย”


    “พวกนั่นล่ะ เป็นยังไง”


    “พวกมันก็ยังคงออกตามหาเหมือนเรา”


    กลุ่มคนสวมใส่ชุดเกราะหรูหราพูดด้วยท่าทางดุดัน มองจ้องไปยังเนื้อย่างบนกองไฟ พลางฟังคำอธิบายจากคนที่ออกไปสำรวจรอบๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน พวกมันกลับไม่ได้หยุดพักเพราะกลัวกลุ่มอื่นๆจะพบเส้นทางเข้าไปในถ้ำของกล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบ


    ตลอดทั้งคืนตงฟางเขาเลิกบินตามหาสถานที่เข้าไปเก็บกล้วยไม้เจ็ดกลีบ เนื่องจากว่ามีบางอย่างพยายามขัดขวางพลังจิตของเขาไม่ให้ตรวจสอบสถานที่แห่งนี้ จึงทำให้หลายพื้นที่เกิดเป็นที่ว่างไม่สามารถตรวจสอบได้ จนแผนที่พลังจิตในหัวของเขาที่สร้างขึ้นเกิดเป็นวงกลมสีดำ หากจะลงไปสำรวจตงฟางคิดว่าต้องใช้เวลาหลายคืนถึงจะสำรวจพื้นที่ว่างเหล่านี้ทั้งหมด เขาจึงเปลี่ยนไปดักฟังกลุ่มคนทั้ง 5 กลุ่มกำลังแข่งกันตามหาถ้ำ


    ซึ่งถ้ำที่เขาแอบฟังเป็นสถานที่ที่ให้กำเนิดกล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบ เดิมทีถ้ำแห่งนี้เคยเป็นถ้ำของนักหลอมยาคนหนึ่ง เขาใช้มันหลอมยาและบ่มเพาะพลัง แต่หลังจากที่เขาพอใจกับทุกๆอย่าง เขาจึงเดินทางจากไป ทิ้งไว้เพียงแค่กล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบที่สามารถเติบโตได้ภายในถ้ำเท่านั้น 


    แต่การจะเข้าไปเก็บกลับยากมาก เพราะไม่มีใครจดจำเส้นทางของถ้ำได้เลยสักคน เนื่องจากหุบเขาแห่งนี้มันเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ จึงปรับเปลี่ยนเส้นทางเข้าถ้ำตลอดเวลาที่มีคนเข้าไป


    ด้วยการที่มันเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ จึงทำให้คนทั้ง 5 กลุ่มพยายามกระจายกำลังกันตามหาปากทางเข้าถ้ำ


    “จะเช้าแล้วสิ”


    ตงฟางมองไปยังเวลาที่ใกล้จะเช้า เขาจำเป็นต้องเดินทางกลับเพื่อไม่ให้ใครสงสัยเขามากไปกว่านี้ แต่ก่อนกลับเขาไม่สามารถทิ้งสถานที่แห่งนี้เอาไว้ได้ จำเป็นต้องทิ้งหูและตาเอาไว้สอดส่อง  ตงฟางจึงกรีดข้อมือตัวเองจนมีเลือดปริมาณมหาศาลไหลทะลักออกมารวมตัวกันสร้างรูปลักษณ์มนุษย์ตัวสีแดงขึ้นมาตรงหน้าเขา


    “อย่าให้ใครเห็น เน้นสำรวจหาทางเข้าถ้ำ”


    ตงฟางเอ่ยกับอสูรโลหิต สิ่งที่เกิดมาจากทักษะตุ๊กตาโลหิตของนิกายโลหิตที่เขาได้รับสืบทอดมาจากผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2


    โดยอสูรโลหิตที่อยู่ตรงหน้าของตงฟาง สร้างมาจากเลือดของผู้คนมากมายที่เขาได้ฆ่าไประหว่างอาศัยอยู่ในสถาบันแล้วถูกพวกมันฆ่าลอบสังหาร  มันเป็นอสูรโลหิตที่สามารถทำตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างดี มีความสามารถในการต่อสู้ที่สูงมากๆ เพียงแต่ว่าทักษะของผู้นำนิกายโลหิตยังมีข้อบกพร่องอยู่หนึ่งอย่างที่ตงฟางรับรู้ได้ผ่านการใช้งานอสูรโลหิต


    ข้อบกพร่องของอสูรโลหิตคือมันไม่มีจิตใจ แม้จะแข็งแกร่งมากมันกลับรู้เพียงแค่วิธีพุ่งเข้าไปทุบทำลาย ตงฟางจึงใช้วิธีการสลักวิญญาณของนักเล่นแร่แปรธาตุลงไปให้มัน จนทำให้อสูรโลหิตของเขาสามารถรับคำสั่งได้มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสามารถเรียนรู้รูปแบบต่อสู้ได้อีกด้วย จนไม่ต้องสู้ด้วยการเหวี่ยงอาวุธทุบทำลายด้วยพลังอันบ้าคลั่งแล้วการใช้พลังจิตของเขาที่ใช้สะกดจิตมัน ยังทำให้เขาควบคุมมันได้ดีจนอสูรโลหิตมีความสามารถไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง


    บู้ม~!


    เมื่อปล่อยอสูรโลหิตให้ทำงาน ตงฟางก็รีบบินกลับไปยังหมู่บ้านไป๋ เขาต้องทำงาน 2 อย่างด้วยกันคือการเก็บกล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบและรักษาชาวบ้าน  ถึงแม้พลังจิตของเขาจะมีความสะดวกมาก สามารถรักษาของชาวบ้านหมู่บ้านไป๋และเคลียร์ปัญหาทุกอย่างได้ ตงฟางกลับไม่คิดทำ เพราะเขากลัวว่าหากงานจบเร็ว เขาจะมีงานใหม่ทำจนต้องเดินทางออกห่างจากสถานที่เก็บกล้วยไม้วิญญาณเจ็ดกลีบ


    —-----------------------------


    “กลิ่นนี้มัน~!”


    คนจากสถาบันทั้ง 3 เดินออกมาจากบ้านพัก พลางมองไปยังร่างของสัตว์อสูรตัวใหญ่ 10 เมตรกำลังถูกย่างบนกองไฟข้างๆบ้าน ด้วยการนำสมุนไพรหลายอย่างโรยลงไปบนตัวของมันจนส่งกลิ่นหอมไปทั่ว แต่เมื่อคนทั้ง 7 ใช้จมูกแยกแยะกลิ่นหอมของเนื้อออกมา พวกเขาก็พบเข้ากับกลิ่นของสมุนไพรระดับ 4 จากกลิ่นที่พวกเขาแยกแยะออกมานี้พวกมันล้วนเป็นสมุนไพรหายากทั้งนั้น 


    “เขาบ้าหรือเขารวย” คนของสถาบันดารากระซิบคุยกัน เสียงนี้กลับดังเข้ามาในหูของตงฟางได้เช่นเดิม


    “มาสิ มีใครอยากกินมันกับข้าไหม”


    ตงฟางมองไปยังกลุ่มของเขาที่เดินออกมาจากบ้าน ทุกคนต่างสวมใส่ถุงมือและหน้ากากเตรียมจะออกไปสำรวจทุกๆอย่าง  แม้ตงฟางจะกวักมือเรียกพวกเขาต่างเดินจากไปเพราะอาหารเช้าพวกเขากินมาแล้วหลังจากผู้นำหมู่บ้านให้คนของเขายกมาให้


    “นึกว่าพวกตึกยาของสถาบันเฟยเทียนหมกมุ่นแค่สถาบันเดียว สถาบันอื่นก็หมกมุ่นเหมือนกันหมดสินะ”


    ตงฟางใชัมีดตัดชิ้นเนื้อกินอย่างช้าๆ สิ่งที่เขาทำตอนนี้ก็เพื่อทดสอบเท่านั้น หากเป็นคนจากหมู่บ้านอื่นถ้ารู้ว่าสัตว์อสูรที่เขาย่างเป็นระดับ 5 แล้วยังหมักด้วยสมุนไพรระดับ 4 เพื่อย่างมัน พวกเขาจะต้องวิ่งเข้ามากินอย่างแน่นอน แม้สมุนไพรระดับ 4 จะไม่ได้นำมาหลอมเป็นยา การนำมาสร้างเป็นเครื่องเทศก็ทำให้รับผลของยาเช่นเดิม เพียงแต่มันจะมีความเป็นยาลดลงมากจนไม่มีใครกล้านำมาทำเป็นเครื่องเทศ


    ระหว่างตัดเนื้อย่างกินไปช้าๆนี้เองตงฟางได้มองไปยังบ้านหลายร้อยหลังเพื่อดูปฎิกริยาของชาวบ้าน การจะหาสาเหตุของโรคเขาจำเป็นต้องรู้อารมณ์ของชาวบ้านด้วย ว่าให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน


    การส่งกลิ่นหอมยั่วยวนออกไปไม่มีใครปิดความอยากอาหารได้อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นชาวบ้านที่เก็บตัวอยู่ในบ้าน รอรับเพียงแค่ข้าวจากหัวหน้าหมู่บ้านและคนที่พอมีแรงขยับตัวทำงาน เนื้อชิ้นโตนี้จะทำให้ทุกคนสนใจมัน แต่หากชาวบ้านไม่สนใจ เขาก็พอจะสรุปได้ว่าคนนอกหมู่บ้าน อาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเกลียด ความเกลียดนี้เองอาจจะนำไปสู่เรื่องราวต่างๆที่ทำให้ชาวบ้านป่วย


     “พี่ชายคะ” หญิงสาวอายุราว 5 ขวบสวมใส่เสื้อผ้าปิดมิดชิดมองเห็นเพียงแค่ดวงตา 


    “หิวเหรอ”


    “มะ….ไม่ค่ะ หนูจะขอแบ่งมันไปให้แม่ของหนูสักหน่อย แม่ต้องการน้ำนมไปให้น้องชายของหนู” หญิงสาวตัวน้อยกล่าวด้วยความกล้าๆกลัวๆ


    “งั้นนี่พี่ชายแบ่งให้ ถ้าอยากได้เพิ่มให้มาอีกนะ พี่ชายกินคนเดียวไม่หมดหรอก”


    ตงฟางตัดเนื้อชิ้นใหญ่ใส่ลงไปในจานไม้ น้ำหนักของมันราว 10 กิโลกรัมได้ หญิงสาวตัวน้อยที่ได้เนื้อไปก็รีบวิ่งกลับบ้าน ตงฟางจึงใช้หูทิตย์ของเขาตามไปดูพบว่าหญิงสาวตัวน้อยนำเนื้อไปให้แม่ของเธอจริงๆ


    “แม่ดูนี่ มีพี่ชายใจดีให้เนื้อหนูมาด้วย แม่ลุกขึ้นมาก่อนนะคะ” หญิงสาวตัวน้อยค่อยๆพยุ่งร่างของแม่ขึ้นมาจากเตียง ตั้งแต่ป่วยแม่ของเธอไม่สามารถเดินได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน ทำให้เธอต้องคอยดูแลตลอดเวลา


    “ไม่ใช่ของพ่อเหรอจ๊ะ”


    “ไม่ค่ะ พ่อยังไม่กลับมา หนูได้กลิ่นหอมจึงเดินไปดู พบเข้ากับพี่ชายคนหนึ่งกำลังย่างเนื้อก้อนใหญ่มากๆ กินทั้งหมู่บ้านก็ไม่หมด พี่เขาบอกด้วยนะว่าถ้าไม่พอให้ไปขอเพิ่ม”


    “อย่าไปรบกวนพี่ชายเขาอีกนะจ๊ะ”


    “อือ แม่กินก่อนนะจะได้มีน้ำนม”


    ก็อกก็อกก็อก


    ประตูหน้าบ้านถูกเคาะเบาะๆจำนวนสามครั้งด้วยกัน สร้างความสงสัยให้เด็กน้อยและผู้เป็นแม่มาก เธอจึงเดินไปเปิดประตูหน้าบ้านจนพบเข้ากับเนื้อก้อนใหญ่อีกก้อน เธอจึงมองไปรอบๆเพื่อหาเจ้าของกลับไม่พบจึงถือเข้ามาถามแม่ของเธอ


    “แม่คะ ดูเหมือนว่าพี่ชายจะนำเนื้อมาให้หนูเพิ่ม”


    “ถ้ามีโอกาสอีกต้องขอบคุณพี่ชายนะ แล้วก็อย่าออกไปนอกบ้านอีก”


    “ค่ะ หนูขอนำมันไปเก็บก่อนนะคะ”


    ตงฟางแอบฟังหญิงสาวตัวน้อยและแม่ของเธอพูดคุยกัน จากน้ำเสียงทำให้เขารู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีความเกลียดคนนอก เขาจึงเดินไปรวมกลุ่มกับคนทั้ง 7 ที่กำลังเดินตามหัวหน้าหมู่บ้านไปเยี่ยมผู้ป่วยในหมู่บ้านแห่งนี้พลางใช้เนื้อก้อนใหญ่ที่เขายกไปด้วยสำรวจชาวบ้านทุกๆคน


    “ป๋อเหวิน อาการเป็นยังไงบ้าง” ตงฟางกระซิบกับป๋อเหวินพลางยกเนื้อเสียบไม้ไว้ด้านหลัง


    “อาการของโรคเหมือนในจดหมาย ผู้ป่วยจะมีตุ่มหนองเกิดขึ้นตามตัวมันคันมากๆ แต่พวกเขาไม่สามารถเกาได้เพราะยิ่งเกาตุ่มก็ยิ่งใหญ่ หากมันแตกจะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากๆ”


    “จ่ายยาให้พวกเขายัง”


    “สถาบันดารานำยาแก้คันให้คนที่พวกเราไปดูอาการวันนี้แล้ว ส่วนสถาบันอี้หมิงพวกเขาให้ยาตัวหนึ่งที่บอกไม่ได้ว่าเป็นยาอะไร”


    “ชิงอี้ล่ะ”


    “พวกเขายังไม่ได้ทำอะไร นอกจากตรวจอาการ”


    ป๋อเหวินเดินเข้าไปในบ้านหลังที่พวกเขามาถึง โดยมีผู้นำหมู่บ้านเป็นคนช่วยพูดกับชาวบ้าน จนพวกเขาสามารถเข้าไปในบ้านได้ ระหว่างป๋อเหวินตรวจดูอาการป่วยไปเรื่อยๆ ตงฟางได้หยิบสมุดบันทึกของป๋อเหวินขึ้นมาดู เขาอยากรู้การจัดลำดับอาการป่วยว่ามีกี่ระยะ  ระยะไหนเรียกระยะเริ่มต้น ระยะไหนเรียกระยะกลาง ระยะไหนเรียกระยะสุดท้ายทำได้เพียงนอนรอความตาย 


    “เสร็จแล้ว”


    ป๋อเหวินปล่อยมือของหญิงชราพลางนำยาฟื้นฟูระดับ 1 มอบให้หนึ่งเม็ดเพื่อดูอาการ ส่วนคนของสถาบันดาราและสถาบันอี้หมิงพวกเขาก็มอบยาให้เช่นกันเป็นยาแก้คันและยาที่ยังคงเป็นปริศนา แต่ก่อนจะออกจากบ้านตงฟางไม่ลืมตัดเนื้อแบ่งใส่จานยื่นให้ผู้ป่วย


    “เอาอาหารของเจ้าออกไปซะ”


    “คุณยาย ข้าพึ่งย่างเสร็จเลยนะ”


    ตงฟางพยายามยื่นเนื้อให้หญิงชรา ผู้นำหมู่บ้านกลับเข้ามาไกล่เกลี่ยบอกตงฟางห้ามยื่นอาหารให้ชาวบ้านเพราะพวกเขาไม่ยอมกินอาหารจากภายนอก หากไม่ผ่านผู้นำหมู่บ้านก่อนพวกเขาจะไม่กิน





    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน