ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 72 ช็อกโลก

           หลินนั่วอีโดดเด่นอย่างยิ่งภายใต้แสงจันทร์ทั่วร่างกระจ่างตา โอบล้อมไปด้วยแสงเรื่อเรือง เธอเดินห่างออกไปสมทบกับคนอีกกลุ่ม

            สุดท้าย เธอโบกมือเบาๆ ปีนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จากไปทั้งอย่างนั้น

            ฉู่เฟิงหมุนตัว เดินกลับมากลางสวน

            เมื่อครู่ที่เขาเล่นหัว ลามปาม ก็เพียงต้องการปิดบังตัวตนแต่ตอนนี้ดูท่าหลินนั่วอีจะฉลาดเกินไป บางทีเธออาจจะรู้ตั้งแต่แรก

            ฉู่เฟิงกลับคืนสู่ความสงบ ท่าทางเหลาะแหละหายไปเขาเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง

            คำพูดของหลินนั่วอีซ่อนข่าวสารล้ำค่าไว้มากมายจนเขาแทบเต้น

            เขาถามเรื่องศิษย์แห่งศากยะ หลินนั่วอีไม่ตอบ แต่กลับพูดถึงพี่ชายของมู่

            “ยี่สิบเอ็ดปีก่อน...” ฉู่เฟิงครุ่นคิด

            เพื่อความมั่นใจ เขาค้นข้อมูลด้วยเครื่องมือสื่อสาร พลันพบเพจที่เกี่ยวข้องมากมายล้วนเป็นข่าวของหลายปีก่อน

            “อย่างนี้เอง!” เขาพยักหน้า

            หลังยุคแห่งความเรืองรอง ในช่วงเวลาอันยาวนานมีภัยพิบัติลึกลับเกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา สำหรับคนธรรมดาแล้วยังไม่อาจหาคำตอบได้จนกระทั่งวันนี้

            เมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อนก็เพิ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง!

            ตอนนั้น สนามแม่เหล็กโลกแปรปรวน ทำให้การสื่อสารทุกแห่งถูกตัดขาดอีกทั้งยังเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วโลก ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่อาจประเมินได้!

            ในบางพื้นที่เกิดแสงแม่เหล็กสว่างไสวแทงนัยน์ตา เจิดจ้าอย่างยิ่ง

            นี่เป็นเพียงเหตุที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง แต่จริงๆแล้วเกิดเหตุพิสดารอะไรขึ้นกันแน่ คนทั่วไปนั้นไม่อาจรู้ได้จนกระทั่งวันนี้

            “นี่คงเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงช่วงนั้นอาจจะมีที่ใดที่หนึ่งที่เกิดลูกไม้วิเศษขึ้นเพียงแต่ว่าเทียบกันไม่ได้กับตอนนี้!” ฉู่เฟิงพูดกับตัวเอง

            ตอนนี้สิ การเปลี่ยนแปลงมาถึงจริงๆ แล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเสียด้วย!

            ยี่สิบเอ็ดปีก่อน บางทีอาจจะมีมนุษย์พิเศษเกิดขึ้นแล้วเพียงแต่มีจำนวนน้อยนิด

            หลินนั่วอีเอ่ยถึงช่วงเวลานั้น เอ่ยถึงเรื่องของพี่ชายของมู่เท่ากับว่าไขความกระจ่างให้เขาเป็นอย่างมากจากตรงนี้ก็สามารถคาดเดาอะไรได้อีกหลายอย่าง

            ส่วนศิษย์แห่งศากยะ เชียนเยี่ย ที่ต่อสู้กับงูขาว ตัวตนที่แท้จริงก็คือมนุษย์พิเศษ

            หลินนั่วอีพูดถึงพี่ชายของมู่ ก็เท่ากับว่าตอบคำถามเรื่องศิษย์แห่งศากยะเพราะว่าพวกเขาเป็นมนุษย์พิเศษในช่วงเวลาเดียวกัน!

            แล้วในขณะเดียวกัน เธอก็แอบเตือนให้ระวังพี่ชายของมู่หรือเปล่านะ?

            และเพราะเช่นนี้ ฉู่เฟิงเดาต่อ บางทีเธออาจจะรู้แล้วว่าเขาคือหนิวหมัวหวังและเป็นคนสังหารมู่

            อรุณรุ่ง แสงแรกแห่งวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกหวงหนิวก็ตื่นแล้ว มันเผ่นพรึ่บออกไปที่สวน จ้องถังไม้เขม็งใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง

            ฉู่เฟิงเองก็วิ่งมาด้วย เขาวาดหวังเสียยิ่งกว่าหวงหนิวเสียอีก

            “มอ!”

            หวงหนิวคั่งแค้น เพราะในถังไม้ไม่มีวี่แววของต้นอ่อนเลยทำให้มันผิดหวังและหดหู่อย่างยิ่ง

            หนึ่งวัน สองวัน...

            แค่พริบตาก็ผ่านไปแล้วสี่วัน ภายนอกเกิดเรื่องขึ้นมากมาย อย่างบริเวณรอบๆเขาไท่หังซานปรากฏกองกำลังทหารขึ้น มีการลำเลียงอาวุธหนักร้ายแรงทุกรูปแบบ

            ชัดเจนว่า นี่คือการเตรียมรับมือกับงูขาว!

            แต่ว่า งูขาวไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย ว่ากันว่า มันมุดเข้าไปในหุบเขาเลื้อยตามแม่น้ำหายไป ซึ่งทำให้ผู้คนต่างก็กระวนกระวายใจ

            หากมันปรากฏตัวขึ้นอีกรอบ คงไม่แคล้วเกิดการนองเลือด

            หลายวันมานี้ ในอินเทอร์เน็ตมีรายงานข่าวสารพัดเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการต่อสู้บนเขาไท่หังซาน เรื่องราวไม่น้อยหลุดรั่วออกมา

            อย่างเช่น เรื่องที่มู่ถูกสังหาร!

            สมาชิกคนสำคัญของเทียนเสินเซิงอู้ที่เป็นคนที่มาจากตระกูลมู่นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

            อย่างน้อย มีรูปอันเลือนรางที่มนุษย์พิเศษคนหนึ่งถ่ายภาพไว้ได้หนิวหมัวหวังสะบัดดาบเดียวก็สะบั้นหัวของมู่กระเด็น หมดจดอย่างยิ่ง

            จากเหตุการณ์นี้ หนิวหมัวหวังจึงเป็นที่รู้จักกันทั่ว

            เขากล้าสังหารมู่ ทั้งยังกล้าต่อกรกับเทพปีกเงิน

            เขาใช้คันศรยิงใส่มนุษย์พิเศษผู้ยืนอยู่บนปลายสุดของพีระมิดหากคิดจะไม่เป็นจุดสนใจย่อมเป็นไปไม่ได้

            “น่าเสียดาย ไม่ได้ถ่ายรูปตอนง้างศรยิงเทพปีกเงินจากความทรงจำของมนุษย์พิเศษที่อยู่ในเหตุการณ์ มันน่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่สุด!”

            คนไม่น้อยต่างรู้สึกเสียดาย อยากเห็นภาพนั้นด้วยตาของตัวเอง

            “บางทีอาจจะมีคนอัดวิดีโอไว้ ที่มีผู้กำกับบ๊องๆคนหนึ่งวิ่งตามเก็บภาพอย่างไม่คิดชีวิตน่ะ” มีมนุษย์พิเศษบอกเรื่องนี้ต่อคนภายนอก

            แต่โจวอี่เทียนหายตัวไปแล้ว คนจำนวนมากตามหาเขาแต่ก็ไม่เจอ

            มีคนคาดเดาว่า เขากับผู้ช่วยหลายคนนั้นไม่สามารถหนีรอดออกมาได้ล้วนตายอยู่ในเขางูขาว

            แต่ก็ยังมีคนพูดว่า เขาถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิญตัวไปแล้วนำเอาข้อมูลที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมดไปวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจกับความน่ากลัวของงูขาว

            “วางใจเถอะ โจวอี่เทียนต้องโผล่ออกมาแน่ ยังไม่ตายอย่างแน่นอนเขายังมีสุดยอดซีรีส์ตำนานลึกลับที่ต้องฉายอยู่นะ!”

            บางคนมั่นใจอย่างมาก พูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเป็นเช่นนั้นแน่นอน

            ศึกครั้งนี้ ร่างคงกระพันของเทพวัชระเองก็เป็นจุดสนใจอย่างมากมีคนถ่ายรูปเขาตอนต้านรับลูกกระสุน ห้าวหาญอย่างยิ่ง แล้วก็ยังมีอีกรูปเป็นรูปตอนที่เขากำลังสะบั้นหัวหมูป่าตัวเท่ารถถังนั่นพอดี

            นอกจากนี้ บรรดาหลินนั่วอี เจียงลั่วเสิน ศิษย์แห่งศากยะ เชียนเยี่ยเทพปีกเงิน ล้วนกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนถกเถียงกันอย่างมาก

            เหตุการณ์ที่เขางูขาว ก่อให้เกิดกระแสลุกลามใหญ่โตหลายวันผ่านไปก็ยังไม่อาจสงบลงได้

            ผู้คนได้พบเห็นความน่ากลัวของสัตว์พิเศษจึงเกิดความหวาดหวั่นต่ออนาคตอย่างยิ่ง!

            วันที่ห้า หวงหนิวรอไม่ไหวแล้วเพราะวัวยักษ์สีดำเริ่มเร่งเร้าให้มันออกเดินทาง อีกทั้งยังบอกมันว่าในเวลาอันใกล้นี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้น

            หวงหนิวเขี่ยดินในถังไม้ออก พิจารณาเมล็ดพันธุ์อย่างละเอียดลออ

            ฉู่เฟิงเองก็เข้ามามุงกับมันด้วย

            มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แถมยังเปลี่ยนไปมากอีกด้วย!

            เมล็ดพันธุ์เปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีทั่วเมล็ด เต็มไปด้วยสัญญาณแห่งชีวิตลวดลายที่พาดพันปกคลุมไปทั่ว

            แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีต้นอ่อนงอกออกมา

            ฉู่เฟิงวางมันบนมือ ทำให้ยิ่งรู้สึกได้ถึงพลังลึกลับบางอย่าง มันน่าตกใจลวดลายพวกนั้นยิ่งมองก็ยิ่งซับซ้อน เหมือนอย่างกับเก็บซ่อนความลับบางอย่างไว้

            พูดไม่ออก บอกไม่ถูก มันเป็นแค่ความรู้สึก

            “ฉันจะรอ!”

            หวงหนิวปฏิเสธวัวยักษ์สีดำ ยืนยันที่จะรอต่ออีกหลายวัน

            แล้วก็รออย่างนี้ไปอีกห้าวัน หนึ่งคนหนึ่งวัวเฝ้ารอให้เมล็ดพันธุ์งอกต้นอ่อน หวังว่ามันจะทำให้พวกเขาสมหวัง

            แต่แล้วพวกเขาก็ต้องผิดหวัง รวมเวลาทั้งหมดผ่านไปร่วมสิบวันแต่มันกลับไม่มีสัญญาณใดๆ โผล่พ้นผิวดินขึ้นมาเลย

            หวงหนิวขุดดินขึ้นมาดูอีกครั้ง ที่ทำให้มันกระวนกระวายก็คือครั้งนี้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย สภาพเหมือนกับเมื่อหลายวันก่อนเขียวขจีและโปร่งใสอย่างยิ่ง

            “ไม่มีความคืบหน้าเลย” ฉู่เฟิงผิดหวัง หรือว่า “ก้อนดินวิเศษ”ขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ก้อนนั้นก็ยังใช้ไม่ได้ไม่มีสารอาหารมากพอที่จะหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ให้งอกต้นอ่อน?

            “ฉันจะทนรอ!”

            หวงหนิวหมดความอดทน หากก็ยังเขี่ยพื้นบอกเช่นนี้ มันตัดสินใจรอต่ออีกหน่อย!

            วันที่สิบสามหลังจากเสร็จศึกเขาไท่หังซาน วันนี้ สภาพอากาศขมุกขมัวจากนั้นก็ค่อยๆ มืดลงจนท้ายที่สุด ฝนเทอย่างหนักลงพื้นที่ทางตอนเหนือฟ้าแลบฟ้าร้อง สภาพอากาศน่ากลัวอย่างยิ่ง

            “สวรรค์ ภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว!”

            “งูขาวโผล่มาฆ่าล้างเมืองแล้ว!”

            ...

            วันนี้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง งูขาวปรากฏตัว เขย่าแผ่นดินในอินเทอร์เน็ตเกิดกระแสปั่นป่วน

            ผู้คนต่างหวาดกลัวกันถึงที่สุด

            งูขาวฆ่าล้างเมือง ผลที่ตามมาอันน่าสยดสยองเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ทุกแห่งหนบนโลกนี้ต่างก็แตกตื่น

            วันแห่งหายนะมาเยือนเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างเขาไท่หังซานออกไปหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรมีจำนวนประชากรราวๆ หนึ่งแสนห้าหมื่นคน

            ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ งูขาวตัวมหึมาทะยานตามแรงลมพุ่งตรงมายังเมืองนี้ กวาดล้างทั้งเมืองจนราบคาบ

            “นี่...มันน่ากลัวเกินไปแล้ว ที่มันบอกว่าจะฆ่าล้างเมือง นี่คือทำจริงๆหรือนี่!”

            “งูขาวเคยขู่ว่าจะฆ่าล้างเมืองสองเมือง แสดงว่ายังเหลืออีกเมืองหนึ่งน่ะสิ!”

            ผู้คนต่างก็หวาดผวา

            เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ผู้คนทั่วโลกต่างก็สั่นสะท้าน ต่อให้เป็นต่างประเทศก็ไม่ละเว้นพวกเขารับรู้ได้ว่า หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา

            บนโลกนี้ จ้าวแห่งสัตว์กลายพันธุ์ย่อมไม่ได้มีแค่ตัวเดียว!

            งูขาวทะยานฟ้า สร้างความหวาดผวาไปทุกแห่งหน

            กองทัพเริ่มเคลื่อนไหว ยิงจรวดนำวิถีออกไป หากก็ไม่สามารถยับยั้งมันได้หลังจากโจมตีแล้วงูขาวก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว โดยมุดหายลงไปในแม่น้ำเช่นเคย

            กลุ่มโพธิจีนส์ สถาบันวิจัยก่อนยุคฉิน เทียนเสินเซิงอู้สถาบันวัฒนธรรมต่างแดน ... กลุ่มทรงอิทธิพลอย่างน้อยเจ็ดแปดกลุ่มร่วมมือกันรวบรวมมนุษย์พิเศษระดับหัวกะทิทีมหนึ่ง ติดตามกองทัพเข้าล้อมปราบงูขาว

            ทว่า งูขาวพอเข้าโจมตีแล้วก็ล่าถอยรวดเร็ว ไม่พบแม้แต่ร่องรอย

            ความรวดเร็วของมันก็เรื่องหนึ่งแต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือสัมผัสปาฏิหาริย์ของมันที่ช่วยให้มันหลบพ้นภยันตรายต่างๆได้

            ในวันเดียวกัน งูขาวปรากฏตัวขึ้น ณเมืองที่อยู่ห่างเขาไท่หังซานออกไปสองร้อยกิโลเมตร มันลงมืออีกครั้ง

            ท้องฟ้าดำทะมึน บรรยากาศทึบทึม พายุฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องฟ้าแลบครั่นครื้นฝนตกทางตอนเหนือเป็นบริเวณกว้างบางพื้นที่ต่อให้ยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า

            การล้อมปราบงูขาวภายใต้สภาพอากาศเช่นนี้ ยากเย็นแสนเข็ญอย่างไม่ต้องสงสัย

            ฟ้าดินมืดมิด มีเพียงยามที่ฟ้าแลบแปลบเท่านั้นจึงจะพอมองเห็นสิ่งรอบตัวได้กดดันและหดหู่อย่างยิ่ง

            เมืองขนาดเล็กนี้มีจำนวนประชากรราวสองแสนคน ยามที่สายฟ้าฟาดลงก่อให้เกิดแสงสว่างผู้คนพลันมองเห็นงูยักษ์สีขาวตัวหนึ่งเลื้อยตามทางเข้ามาในเมือง

            ปัง!

            พอหางงูสะบัด อาคารก็ถล่มลงมา

            ต่อมา มันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเลื้อยพันจากอาคารหนึ่งไปยังอีกอาคารหนึ่ง แล้วออกแรงเพียงเล็กน้อยตึกทั้งตึกถูกรัดพังทลาย น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง!

            “เป้าหมายตอนนี้อยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ครั้งนี้อย่าให้มันหนีไปได้!” คนในกองทัพคำรามอย่างเกรี้ยวกราด นัยน์ตาแดงฉาน

            จากนั้น งูขาวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางพายุฝนซัดสาด ท่ามกลางสายฟ้าแลบระรัวมันหายตัวไปอีกครั้งจนได้

            มันไม่ได้ลงมือไล่ล่าแค่ผู้คน แต่กับอาคารบ้านเรือนก็ไม่เว้นมันทำลายเมืองเล็กๆ นี้จนราบคาบ!

            เฉกเช่นเดียวกันกับเมืองก่อนหน้านี้ หลังจากที่มันจากไป ทุกสิ่งทุกอย่างพังราบเป็นหน้ากลอง

            กลับกลายเป็นว่า อาคารบ้านเรือนในทั้งสองเมืองถูกทำลายเรียบกระนั้นจำนวนผู้คนที่บาดเจ็บล้มตายก็มีจำนวนไม่น้อยเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก

            ล้างเมือง สมดังคำพูด งูขาวกราดกวาด ทำลายเมืองไปสองเมือง

            โชคเพียงอย่างเดียวก็คือ มันเลือกที่จะไม่ลงมือกับเมืองใหญ่ทั้งยังไม่โจมตีคนทุกคน มันเพียงแค่ทำลายสิ่งก่อสร้าง ทำลายจนราบคาบแล้วก็จากไป

            คนส่วนใหญ่โชคดีรอดชีวิตหวุดหวิด แต่ก็มีคนไม่น้อยที่เสียชีวิต เมืองเล็กๆสองเมืองเปลี่ยนสภาพกลายเป็นซากปรักหักพัง

            งูขาวจากไปอย่างรวดเร็ว มันหายไปทั้งอย่างนั้น

            ทั้งมนุษย์พิเศษที่แข็งแกร่ง ไหนจะจรวดนำวิถีล้วนแล้วไม่อาจกักตัวมันไว้ได้ มันหลบไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้

            วันนั้น ข่าวแพร่กระจายไปทั่วโลก

            นี่เป็นหายนะครั้งใหญ่ เป็นลางบอกเหตุอันตรายบางอย่าง

            เป็นเหตุการณ์ช็อกโลก!

            ทุกสื่อรายงานข่าวกันอย่างล้นหลามไม่ว่างเว้นผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด อีกทั้งสร้างความหวาดหวั่นอย่างไม่สิ้นสุดเช่นกัน

            “รีบไปเถิด อยู่ต่อไม่ได้แล้ว!” วัวยักษ์สีดำมาถึงบ้านจะพาหวงหนิวเดินทางไปด้วย

            “รออีกสองสามวันนะ!” หวงหนิวไม่เต็มใจมันไม่อยากละทิ้งกลางคัน

            “ฟ้าดินแปรปรวนหนักขึ้น เราหวั่นใจว่าที่นี่จะมีอันตรายมาเยือนอีกทั้งหากคิดจะไปยังเขตเขาคุนหลุน ยังต้องเดินทางอีกกว่าสิบหมื่นลี้”วัวยักษ์สีดำเคร่งเครียดอย่างมาก

            คำพูดของมันชวนให้ตกใจเป็นอย่างมากมันแฝงไว้ด้วยความหมายอันน่ากลัวอย่างยิ่ง

            “ขอเวลาอีกสองสามวัน!” หวงหนิวพยายามยื้อ

            ...

            ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ทุกแห่งหนล้วนปั่นป่วนเกิดเรื่องน่ากลัวขนาดนี้ จะให้สงบอยู่ได้อย่างไรกัน?

            ผู้คนล้วนถกเถียงกันเกี่ยวกับงูขาว มันไม่เกรงกลัวอาวุธหนักทั้งยังสามารถหลบหลีกได้ล่วงหน้า ช่างน่าปวดหัวและน่ากลัว

            ทุกแห่งหนบนโลกนี้ พากันแสดงความคิดเห็นนำเสนอวิธีช่วยกำจัดงูยักษ์กันอย่างต่อเนื่อง

            เพียงไม่นาน ก็เกิดเรื่องใหญ่อีกเรื่อง ทำเอาความสนใจเรื่องงูขาวตกวูบ

            ก็เพราะผ่านไปเพียงสองวันเท่านั้นสถานที่ที่หนึ่งฟากตะวันตกของโลกเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้น!

            มังกรดำตัวหนึ่งปรากฏกาย เกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง ปากพ่นเปลวเพลิงร้อนแรงเผาผลาญแผ่นดินวอดวาย ร้ายกาจดุดันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

            วันนั้น มันทำลายเมืองไปหนึ่งเมือง ผู้คนร่วมห้าแสนคนถูกสังหารเรียบ

            มังกรดำบ้าคลั่ง มันกางปีกมังกรคู่มหึมา พ่นไฟร้อนแรงเผาผลาญทุกสิ่งอย่างพื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลืออะไรเลย

            วันนั้น มังกรดำคำรามลั่น บอกว่ามีคนมาขโมยไข่มังกรของมันไปนี่เป็นต้นเหตุของหายนะครั้งนี้

            ทั่วโลกต่างสั่นสะท้าน พลังทำลายล้างของมังกรดำมหาศาล

            “มันเป็นกิ้งก่ากลายพันธุ์ตัวหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าเปลี่ยนไปเป็นมังกรดำได้!”

            “น่ากลัวเกินไปแล้ว ฉันรู้สึกว่าวันสิ้นโลกใกล้เข้ามาแล้ว!”

            ...

            ทางฝั่งตะวันตกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            “ต้องฆ่ามันให้ได้!”ตัวแทนซีกโลกฝั่งตะวันตกตะเบ็งอย่างโกรธแค้น

            “พวกเรามีปีนใหญ่อานุภาพร้ายแรง ในยามคับขัน อนุญาตให้ใช้อาวุธต้องห้ามได้มันหนีไม่รอดแน่!”

            “เป้าหมายปรากฏตัว ล็อกเป้าเรียบร้อย!”

            สงครามล่ามังกรอุบัติขึ้น ผู้คนทั่วโลกต่างก็จับตามอง

            อย่างน้อยจ้าวมังกรดำตัวนี้ก็ไม่มีทางมุดลงแม่น้ำหนีไปได้คนจำนวนมากมั่นใจว่าสามารถสังหารมันได้ภายในเวลาไม่นาน

            “ไอ้ลูกวัว เอ็งจะไปไม่ไป?!”วัวยักษ์สีดำหมดความอดทน เพราะรู้สึกกระวนกระวายขึ้นทุกที มันสังหรณ์ใจว่าหากไม่รีบเดินทางล่ะก็ จะต้องเกิดเหตุวุ่นวายใหญ่โตอย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน