"นับว่าเป็โชคดีของข้ายิ่งนัก ถึงแม้นจะร่วงหล่นมาจากหน้าผาสูง แต่เพราะมีสุดยอดวิชาตัวเบาของท่านอาจารย์จึงทำให้ร่างกายล่องลอยได้ไม่ต่างจากขนนก บวกกับในเหวลึกแห่งนี้ยังมีกิ่งไม้ขนาดใหญ่งอกออกมา ทำให้ข้าสามารถเหยียบพวกมันไว้ ไม่ต้องตกลงไปที่ก้นเหวเหมือนเ้าหวู่เกา มันจะตายหรือไม่นะ ถ้าตายเสียก็คงดีแผ่นดินจะได้สูงขึ้นอีกหน่อย แต่ก็ไม่แน่เพราะตัวมันมีทั้งวิชา กายเหล็กพันชั่งขั้นสี่ และ วิชากายามารโลหิตคลั่งขั้นที่สอง ด้วยสองวิชานี่ที่ทำให้ร่างของมันแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แม้นจะยังฝึกไม่สำเร็จจนถึงขั้น อยู่ยงคงกระพัน แต่ก็คงมากพอจะลดอาการบอบช้ำภายในได้"
ฉิงฟงเอยขึ้นในขณะที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่ พร้อมกับทอดตามองลงไปก้นเหวเบื้องล่างที่ลึกจนมิอาจประมาณได้
จากนั้นฉินฟงก็แหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบน ถึงแม้ตัวมันจะไม่ได้ตกลงไปเหมือนหวู่เกา แต่มันก็มิอาจกลับขึ้นไปได้เช่นกัน เพราะฉินฟงตกลงมาค่อนข้างจะลึกเกือบถึงตรงกลางของหุบเหวเลยทีเดียว หาก้ากลับขึ้นไปมันคงต้องมีปีกบินเท่านั้น ฉินฟงกวาดตามองไปรอบ ๆ ตัว ก่อนจะได้พบกับชะง่อนผาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่ำลงไปเล็กน้อย พร้อมถ้ำขนาดใหญ่ "ถ้ำกระนั้นรึ? ก็ดีเหมือนกัน จะให้อยู่บนกิ่งไม้เช่นนี้ตลอดไปก็คงจะมิได้ ลองเข้าไปดูดีกว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังพอใช้หลบแดดฝน หรือบางทีข้าอาจจะโชคดีเจอทางออกก็เป็ได้" เมื่อฉินฟงตัดสินใจได้ดังนั้นมันจึงใช้ปลายเท้าเตะพื้นกระโจนพุ่งทะยานลงไปยังเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงหน้าถ้ำฉินฟงก็ก้าวเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง มันเองก็ไม่แน่ใจว่าภายในจะมีสิ่งใดรออยู่ แต่ไม่น่าจะมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่แน่ ๆ ภายในถ้ำค่อนข้างโอ่โถง กว้างขวางพอสมควร และมีแสงสว่างร่ำไรที่สาดส่องเข้ามาจากภายนอก แต่หากยามนี้เป็เวลาค่ำคืนก็คงจะมืดน่าดู ฉินฟงเดินเข้าไปลึกภายในถ้ำ ลึกขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศทั้งเงียบ ทั้งเย็นะเื บางทีสุดทางของถ้ำนี้อาจจะไร้ทางออก เป็แค่ทางตันก็เป็ได้ หากเป็เช่นนั้นมันจะทำเช่นไรต่อก็ยังมิรู้ได้
ฉินฟงยังคงก้มหน้าเดินต่อไป จนในที่สุดก็มาถึงห้องขนาดใหญ่.. ห้องงั้นรึ? เป็ไปได้ยังไง ทำไมในถ้ำถึงมีห้องอยู่ได้ ฉินฟงเบิกตามองไปรอบกายด้วยท่าทางใ ในห้องแห่งนี้มีแท่นหินสี่เหลี่ยมขนาดพอสมควรคล้ายเตียงวางตั้งอยู่ และบนแท่นหินก็มีกระบี่สีเทา ๆ ที่ทำจากหินปักไว้ ฉินฟงมุ่นคิดมองมันด้วยความประหลาดใจ "กระบี่หินเช่นนั้นหรือ..น่าแปลกยิ่งนัก ข้าไม่เคยเจอกระบี่แบบนี้มาก่อนเลย ใครกันนะ สร้างมันขึ้น และเอามาปักไว้ในสถานที่แห่งนี้ แต่แบบนี้ก็ยืนยันได้แล้วว่า นอกจากข้าแล้ว ก็เคยมีคนอื่นเข้าในถ้ำแห่งนี้เช่นกัน"
หัวใจของฉินฟงพลันพองโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง บางทีคนผู้นั้นอาจจะค้นพบทางออก และ กลับออกไปนานแล้ว ตัวมันเองก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน ฉินฟงเร่งกวาดตามองไปรอบห้องอย่างถี่ถ้วน และมันก็ได้พบกับทางไปต่ออยู่หลังแท่นหิน มันไม่รอช้ารีบพุ่งตัวตรงไปอย่างรวดเร็ว มันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าหากออกไปได้ แล้วจะทำอันใดต่อ ป่านนี้สำนักเก้าัของมันจะเป็เช่นใด พรรคมารจะทำอะไรกับพวกลูกศิษย์ และ….เสี้ยวอี้หลาน นางจะปลอดภัยดีหรือไม่ ฉินฟงมิอาจรู้เื่ราวใด ๆ ได้เลยในยามนี้
และแล้วเส้นทางก็นำพามันมาถึงยังห้องขนาดกว้างอีกห้อง…ฉินฟงถึงกับยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ไม่มี ไม่มีทางออก รอบกายของมันมีแต่กำแพงถ้ำ กับ ก้อนหินขนาดมหึมารูปร่างแปลกประหลาดหนึ่งก่อนที่วางอยู่
ความหวังของฉินฟงพังทลาย ๆ มันพลันทรุดเข้าลงกับพื้นทันที "นี่ข้า…จะต้องตายเป็ผีเฝ้าถ้ำกระนั้นรึ…" ฉินฟงหน้าซีดเผือดไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวออกมาอย่างสิ้นหวัง แต่ในขณะนั้นสายตาของมันก็มองเห็นแสงริบหรี่ลอดออกมาจากก้อนหินั์ก้อนนั้น ฉินฟงไม่รอช้ารีบลุกขึ้น และเข้าไปดูใกล้ มิใช่เพียงแค่แสง หากแต่ยังมีลมเอื่อย ๆ พัดเข้ามาด้วย แน่แล้วด้านหลังของหินก็คือทางออก..!!
ดวงตาของฉินฟงพลันสว่างวาบเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และความมุ่งมั่น มันไม่รอช้าเร่งโคจรพลังลมปราณสูงสุด ไปที่ฝ่ามือก่อนจะพลิกม้วน แล้วฟาดใส่ไปยังก้อนหินก้อนนั้นสุดกำลัง ครืนนน…!!
เกิดแรงสั่นะเืไปทั่วทั้งถ้ำพร้อมเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หากแต่…ก้อนหินก้อนนั้นกลับมิได้มีรอยแตกร้าว หรือ ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด ฉินฟงใมาก นี่มันเป็ไปได้อย่างไรกัน มันไม่ถอดใจก่อนจะลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลก็ออกมาเหมือนเดิม ฉินฟงทั้งโมโห ทั้งหวาดกลัว มันใช้พลังลมปราณที่มีในร่างซัดเ้าก้อนหินออกไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่สุดท้ายก็มิอาจทำลายได้..
ฉินฟงอ่อนล้าหมดแรงจนถึงขั้นถอดใจยอมแพ้ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหมดสภาพบนพื้นถ้ำ และยามนั้นเองใบหน้าของฉินฟงก็เหลือบไปเห็นโครงกระดูกของใครบางคนกำลังนั่งพิงผนังถ้ำอยู่ไม่ห่างจากตัวของมันมากนัก..
นี่สิคงจะเป็บุคคลที่เข้ามาในถ้ำก่อนหน้านี้สินะ เขาเองก็มิอาจออกจากถ้ำได้เช่นกันหรือนี่ สุดท้ายก็ต้องกลายเป็ผีเน่าอยู่ในนี้ไปตลอดกาล แต่ก็คงไม่ต้องเหงาอีกต่อไปเพราะฉินฟงเองก็ใกล้จะมีชะตาเช่นนั้นเหมือนกัน ฉินฟงเริ่มทอดถอนหายใจ และปลงตก สุดท้ายตัวมันก็มาได้แค่นี้เองหรือ มันช่างอาภัพยิ่งนัก แถมยังทำให้ ไท่หยวนอี้ อาจารย์ของมันผิดหวังอีก ฉินฟงเริ่มคร่ำครวญรำพึงรำพันออกมา และในตอนนั้นเองสายตาของมันก็เริ่มสังเกตเห็นบางสิ่ง
โครงกระดูกที่มันกำลังดูอยู่ มีท่าทางก่อนตายแปลก ๆ หัวกะโหลกเชิดแหงนมองไปข้างบน นิ้วที่มีหยากไย่เกาะก็เหมือนกำลังชี้ไปในทางเดียวกัน ฉินฟงมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะมองขึ้นไปบนเพดานถ้ำ จากนั้นดวงตาของมันก็พลันเบิกกว้างอีกครั้ง บนนั้นเหมือนมีอักษรบางอย่างสลักอยู่ ฉินฟงค่อย ๆ เพ่งมองมันก่อนจะอ่านทีละบรรทัด
"กระบี่ศิลาฟ้าดิน หนัก 1700 จิน (1020 กิโลกรัม) กำเนิดจากหินประหลาดที่ตกมาจากฟ้า ถูกสร้างขึ้นด้วย เทพเซียนไร้นามผู้หนึ่ง แม้นใบดาบจะไร้คม แต่หากผู้สามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ คนผู้นั้นก็สามารถแยกภูผา ผ่าน้ำทะเลได้ดั่งใจนึก และยังมีความลับอีกมากมายเก็บซ่อนอยู่ภายในกระบี่หินศิลาฟ้าดิน มีแต่ อาวุธที่สร้างจาก หินศิลาฟ้าดินด้วยกันเท่านั้น ถึงจะทำลายได้ มิมี วรยุทธ์ใดในใต้หล้า หรือ กำลังภายในของผู้ใดทำลายมันได้ แม้นคนผู้นั้นจะมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใด..
มีเพียงแต่ผู้ที่คู่ควร และผู้ที่มีลมปราณกล้าแกร่งมากกว่าแปดสิบปี เท่านั้นถึงจะดึง กระบี่ศิลาฟ้าดินออกมาจากแท่นหินได้ เมื่อใดก็ตามทำลายหินศิลาฟ้าดินได้ก็จะสามารถออกจากถ้ำแห่งนี้ ได้แถมยังจะได้เคล็ดวิชา สายธารหวนคืน ที่ซุกซ่อนอยู่ในก้อนหิน อีกด้วย.."
"เคล็ดวิชา สายธารหวนคืน เองก็เป็วิชาที่เทพเซียนไร้นามคิดค้นขึ้น ผู้ฝึกสำเร็จจะสามารถ ย้อนอายุของตนไปอยู่ใน่ วัยเยาว์ วัยกลางคน หรือ กลับมาเป็วัยชราได้ทุกเมื่อที่้า
เพียงแต่กำลังภายใน กับลมปราณภายในร่างก็จะลดลงสองส่วน จากที่มีใน่อายุจริง ก่อนใช้วิชาด้วยเช่นกัน แต่เมื่อกลับคืนร่างเดิม ทุก ๆ อย่างที่หายไปก็จะกลับคืนมาเป็ปรกติ.."
ฉินฟงอ่านจบก็ลุกขึ้นมานั่งก่อนจะครุ่นคิดภายในใจ "กระบี่ศิลาฟ้าดิน กับเคล็ดวิชาสายธารหวนคืนกระนั้นรึ..ช่างน่าสนใจยิ่งนัก เกิดมาข้าก็พึ่งจะเคยได้ยินเื่ประหลาดเช่นนี้.. แล้วข้าจะใช้ผู้ที่คู่ควรกับมันหรือไม่นะ เื่ลมปราณคงไม่ต้องห่วง โชคดีที่ข้าได้รับสืบทอดมาจากท่านอาจารย์พอดี เอาล่ะอย่ามัวคิดให้เสียเวลาอยู่เลย อยากรู้ก็ต้องลองดูเท่านั้น.." ฉินฟงพลันลุกขึ้น ก่อนก้าวเดินกลับไปยังห้องที่มี กระบี่ศิลาฟ้าดินปักอยู่..
ฉินฟง กลับมายืนอยู่ตรงหน้าของ แท่นหินแท่นเดิม ก่อนจะหลับตาลง และเร่งโคจรลมปราณสูงสุดไปทั่วร่าง จากนั้นก็ใช้สองมือจับกุมที่ด้ามดาบ ฉินฟงทุ่มกำลังสุดตัวดึงดาบขึ้นมา มันกัดฟันส่งเสียงออกมาพร้อมใบหน้าแดงก่ำ กระบี่ศิลาฟ้าดินยึดติดแน่นกับแท่นหินราวกับว่ามันเป็เนื้อเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นฉินฟงก็ยังไม่คิดถอดใจยอมแพ้ ยามที่มันกำลังดึงสุดกำลัง ภายในหัวก็ครุ่นคิดบางอย่างไปด้วย หากกลับออกไปด้วยก็คงดี มันอาจจะใช้กระบี่หินเล่นนี้ผดุงคุณธรรม และช่วยเหลือผู้อื่น ดั่งเจตนารมณ์ของ ไท่หยวนอี้ อาจารย์ของมัน
ยามนั้นเองเหมือนกระบี่ศิลาฟ้าดินจะได้ยินความคิดของมัน เสียงแท่นหินปริแตกดังขึ้นทีล่ะนิด ทีล่ะนิดก่อนจะเริ่มร้าวไปทั่วก่อน และในที่สุดก็…ครืนนน..!! แท่นหินแตกออกเป็เสี่ยง ๆ และ กระบี่ศิลาฟ้าดินก็หลุดออกมา ฉินฟงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจสุดขีดแต่ทว่า…
"นะ หนัก ๆ ๆ ๆ ชะมัดเลย…นี่ขนาดข้าใช้ลมปราณที่มีในร่างจนถึงขีดสุดแล้วนะ" ฉินฟงหน้าเขียว หน้าแดง แทบจะยกกระบี่ศิลาฟ้าดินไม่ขึ้น มันพะอืดพะอมเป็อย่างยิ่งก่อน จะออกแรงลากกระบี่ไปอีกห้องอย่างแช่มช้า พอไปถึงก็เหงื่อแตกเต็มใบหน้า หอบฮัก ๆ ลิ้นห้อยออกมาอย่างน่าเกลียด แถมยามนี้ท้องของมันก็ส่งเสียงร้องออกมาดังลั่นเพราะความหิว นับจากตอนที่มันโดนหลอกให้กินอาหารใส่ยาพิษของพรรคมารนี่ก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้ว หากยังออกไปหาอะไรกินนอกถ้ำไม่ได้ มันคงไม่รอดแน่ ฉินฟงเลือกจะนั่งพัก ทำสมาธิ และโคจรลมปราณอีกครั้ง มันรู้ดีว่ายามนี้ยังมิอาจใช้กระบี่ศิลาฟ้าดินได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็น่าจะพอยกขึ้นมาเหวี่ยงได้สักครั้งเพื่อทำลายก้อนหินขนาดใหญ่ตรงหน้า..
พอฉินฟงหายเหนื่อย และพร้อมมันจึงลุกขึ้นยืน พร้อมใช้สองมือจับกระบี่ศิลาฟ้าดินยกขึ้น กระบี่หนักอึ้งจนแขนสองข้างของมันสั่นเทา ราวกับแขนจะหลุดออกจากร่าง จากนั้นฉินฟงก็พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะกัดฟันสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด และกลั่นเอาไว้ จากนั้นก็เดินลมปราณพร้อมยกกระบี่ศิลาฟ้าดินขึ้นเหนือหัว ฟาดใส่ ก้อนหินตรงหน้าอย่ารวดเร็ว…โครมมมม..!! กระบี่ศิลาฟ้าดินกระแทกกับ หินศิลาฟ้าดินจนมันแตกออกเป็เสี่ยง ๆ กระจัดกระจายไปทั่วห้อง เกิดเป็ฝุ่นควันลอยคละคลุ้ง จนฉินฟงไอสำลัก และพอทุกอย่างจางลง เบื้องหน้าของฉินฟงก็คือ ทางเดินที่มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา ปลายสุดทางดูเหมือนจะเป็ป่าขนาดใหญ่ ฉินฟงรอดแล้ว
…
ฉินฟงถึงกับเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความยินดี มันทรุดตัวนั่งลงก่อนจะหายใจเข้าออกแ่เบา จากนั้นจึงมองเห็นคัมภีร์เล่มหนึ่งตกอยู่ตรงหน้า คัมภีร์ เคล็ดวิชาสายธารหวนคืนนั้นเอง ฉินฟงเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น และเปิดดู นิดหน่อย ภายในเล่มมีเนื้อหาที่ลึกลับซับซ้อน หาก้าฝึกจริง ๆ จำเป็จะต้องใช้เวลาศึกษาอยู่พอสมควร ฉินฟงเก็บมันเข้าไปในเสื้อ และก้าวเดินออกไปนอกถ้ำเพื่อ หาของกินเป็อันดับแรก นับเป็โชคดีของมันยิ่งนัก ในป่าแถวนี้อุดมสมบูรณ์เป็อย่างมากมีทั้งผลไม้ ลำธาร และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ เช่นกระต่าย หรือกวาง อาศัยอยู่ หากเป็ที่นี่ละก็ฉินฟงคงอยู่ไปได้ตราบนานเท่าที่้า..
หลังจากฉินฟงอิ่มท้องมันก็เริ่มหาเศษไม้มาจุดไฟทำคบเพลิงเพื่อให้อาศัยอยู่ในถ้ำยามค่ำคืนได้ ฉินฟงตั้งใจแล้วว่าจะอยู่แถวนี้ไปอีกสักปีหรือสองปี หนึ่งเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ของ ไท่หยวนอี้ต่อจนแตกฉาน สองเพื่อฝึกใช้กระบี่ศิลาฟ้าดินให้ชำนาญ และสาม…เพื่อฝึก เคล็ดวิชา สายธารหวนคืน จะดีแค่ไหนหากมันสามารถท่องไปทั่วหล้าด้วยร่างหนุ่มแน่นเหมือนตอนก่อนที่มันจะถูกหลู่อิงฉานสังหาร ถึงแม้นจะต้องแลกกับกำลังภายใน และลมปราณสองส่วนที่ลดลง แต่นั่นก็เป็เพียงส่วนน้อยที่หายไป เมื่อเทียบกับทั้งหมดที่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างไท่หยวนอี้ที่มอบให้มัน
นับจากวันนั้นฉินฟงก็มุ่งมั่น ฝึกฝน ทุกสิ่งที่์มอบให้มัน จนวันเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป..สองปี
..
..
..
..
ณ ธารน้ำใส กลางป่าลึก ปรากฏร่างชายหนุ่มอายุราว ๆ สิบเจ็ด สิบแปดปีผู้หนึ่งกำลังชะโงกดูใบหน้าของตนเองในน้ำอยู่ "นี่นะรึ ใบหน้าของท่านอาจารย์เมื่อครั้งยังหนุ่ม หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา เอาล่ะจากนี้ไปมันจะเป็ใบหน้าของข้าแล้ว และข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอีกแน่นอน จริงสิ ไหน ๆ ก็ไหน แล้วข้าขอกลับไปใช้ชื่อเดิมของข้าด้วยดีกว่า เพราะฉินฟงคนเก่านั้นเป็แค่สวะปลายแถวในพรรคมารที่ตายจากไปนานแล้ว ไม่มีใครรู้จักข้าหรือจำข้าได้หรอก แถมใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของอาจารย์ในวัยนี้ก็คงไม่มีใครจำได้เช่นกัน ผู้าุโรุ่นเดียวกันคงจากไปหมดแล้ว เท่าที่ข้ารู้ ปรมาจารย์ทั้งสามนั่นก็ไม่ได้โตมากับท่านอาจารย์ หากแต่มารู้จักกันตอนวัยกลางคนยามก่อตั้งสำนักร่วมกัน ข้าจะใช้ร่างนี้ใบหน้านี้ได้อย่างหมดห่วง" ฉินฟงแย้มยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะลุกขึ้น และ ก้าวเดินออกมาจากป่า ที่เขาอยู่มาเกือบ ๆ สองปีพร้อม กับกระบี่ศิลาฟ้าดินที่กลางหลัง ยามนี้ไม่มีปรมาจารย์ ไท่หยวนอี้ชั่วคราว จะมีก็เพียง จอมยุทธ์หนุ่มนามว่า ฉินฟง ที่กำลังจะออกท่องไปทั่วทั้งเก้า ดินแดน เพื่อผดุงความยุติธรรมและ พานพบกับเื่ราวมากมาย…
-จบภาค สำนักเก้าั-