เช้าวันใหม่ในจวนตระกูลฉินเริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉินอวี้เดินเข้ามาหาลู่ชิงด้วยท่าทางร่าเริงเป็นพิเศษ ฝีเท้าของเขาดูเบาสบาย ใบหน้าที่เคยอมทุกข์กลับผ่องใสจนปิดไม่มิด แม้ลู่ชิงจะทำเพียงแค่นั่งจิบน้ำชาประหนึ่งบัณฑิตผู้ไม่รู้ความ แต่มุมปากของเขาก็ลอบหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย เพราะเขาย่อมเดาได้เป็นอย่างดีว่าพายุแห่งความน่ายินดีที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้มีต้นตอมาจากสิ่งใด
ความครึกครื้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกระเบียงทางเดิน เมื่อข่าวลือปาฏิหาริย์จากเรือนหลังถูกส่งต่อกันด้วยความตื่นเต้น อาการเจ็บป่วยลึกลับของผู้เฒ่าฉินที่เคยทำให้จวนทั้งจวนมืดมนดุจถูกเมฆหมอกปกคลุม บัดนี้กลับกระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็วชนิดที่หมอหลวงยังต้องอ้าปากค้าง ร่างกายที่เคยซูบซีดจนเห็นกระดูกกลับมีเลือดฝาดคืนมาวันต่อวัน กระทั่งเวลาผ่านไปเพียงสามราตรี อาการของผู้เฒ่าฉินก็กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างน่าอัศจรรย์ประหนึ่งได้รับการชุบชีวิตใหม่
ทว่าความสั่นสะเทือนในตระกูลฉินยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เมื่อจอมราชันเฒ่าผู้ผ่านความเป็นความตายมาได้ก้าวออกมาจากห้องพักด้วยรัศมีพลังที่เข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า ท่านไม่ได้เอ่ยถึงสาเหตุของการหายป่วยอย่างชัดเจน แต่คำพูดหนักแน่นที่ก้องกังวานไปทั่วลานบ้านกลับทำให้เหล่าลูกหลานต้องยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตระหนก
"ข้าจะถือโอกาสแห่งโชควาสนาที่ได้รับในคืนนั้นเพื่อบรรลุขั้น!"
ถ้อยประกาศนั้นเปรียบเสมือนอัสนีบาตที่ฟาดลงกลางใจคนฟัง เพราะการเลื่อนระดับขั้นในขอบเขต "จอมราชัน" นั้นมิใช่เรื่องราวที่นึกจะทำก็ทำได้ ยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนใช้เวลาทั้งชีวิตทุ่มเทบำเพ็ญเพียรจนตัวตายก็ยังไม่อาจก้าวข้ามกำแพงนี้ไปได้แม้เพียงครึ่งก้าว แต่การที่ผู้เฒ่าฉินได้รับ "พลังลึกลับ" บางอย่างที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มาชำระล้างเส้นชีพจรในคืนนั้น ย่อมทำให้ฐานรากของท่านมั่นคงจนมองเห็นหนทางสู่ระดับที่เหนือกว่าได้อย่างชัดแจ้ง
สิ้นคำกล่าว ท่านผู้เฒ่าก็สะบัดชายเสื้อเร้นกายเข้าสู่ห้องลับลึกสุดของจวนเพื่อปิดด่านบำเพ็ญเพียรในทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวังมหาศาลและความกดดันอันยิ่งใหญ่ที่แผ่กระจายออกมาจากห้องลับนั้น เหล่าลูกหลานและผู้คุ้มกันต่างประจำตำแหน่งอย่างขะมักเขม้น พยัคฆ์เฒ่าแห่งตระกูลฉินกำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมเขี้ยวเล็บที่แหลมคมยิ่งกว่าเดิม และนั่นหมายความว่าอำนาจที่เคยสั่นคลอนของตระกูลฉิน กำลังจะถูกหลอมรวมกลับมาแข็งแกร่งอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง
เช้าวันแรกของการสอบจอหงวนเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหมึกและความกดดันที่สัมผัสได้ในชั้นบรรยากาศ การสอบรอบแรกนี้คือ "การสอบลายมือ" ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้าที่พิสูจน์ถึงความสุขุมและความเพียรพยายามของปัญญาชน เพื่อป้องกันการเล่นพรรคเล่นพวกและการใช้ชื่อเสียงตระกูลเข้าข่ม ขบวนการสอบจึงถูกจัดขึ้นอย่างรัดกุมด้วยวิธีการ "สุ่มหมายเลข" ประจำตัวบัณฑิตแต่ละคน หมายเลขเหล่านั้นจะถูกใช้เขียนลงบนใบคำตอบแทนชื่อและแซ่จริง เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินของเหล่ากรรมการจะเป็นไปอย่างยุติธรรม โดยไร้ซึ่งอคติจากชาติตระกูลและภูมิหลังของผู้นั้น
ตลอดสองข้างทางจนถึงทางเข้าสนามสอบอันกว้างขวาง เสียงวิพากษ์วิจารณ์และสนทนาเกี่ยวกับระเบียบการสอบใหม่นี้ดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย เหล่าบัณฑิตหนุ่มไปจนถึงผู้มีวัยจากทั่วทุกมุมแว่นแคว้นต่างพากันจับกลุ่มแลกเปลี่ยนทัศนะ บางคนมีสีหน้ามั่นใจในทักษะการคัดอักษรของตน ขณะที่บางคนกลับแสดงอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองไปยังมหาชนที่หลั่งไหลเข้ามา
บัดนี้ เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่กลับดูคับแคบลงไปถนัดตา เมื่อคลื่นมนุษย์ในชุดบัณฑิตเรือนแสนชีวิตจากดินแดนอันไกลโพ้นจนถึงเมืองท่าติดทะเล มารวมตัวกัน ณ สนามสอบแห่งนี้อย่างพร้อมเพรียง ภาพของบัณฑิตที่เข้าแถวเรียงรายกันสุดสายตาประหนึ่งกระแสน้ำที่ไร้จุดจบ ช่างเป็นภาพที่น่าเกรงขามและประกาศถึงความสำคัญของการสอบในครั้งนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังประตูสนามสอบที่กำลังจะเปิดออก เพื่อตัดสินชะตาชีวิตของตนเองท่ามกลางคู่แข่งนับแสนคนจากทั่วดินแดน
ท่ามกลางเกลียวคลื่นแห่งผ้าไหมและอาภรณ์เนื้อดีของเหล่าบัณฑิตเรือนแสนที่พยายามแต่งกายให้ดูสง่างามเพื่อเสริมสง่าราศี กลับปรากฏบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งดูแปลกแยกและโดดเด่นออกมาอย่างน่าประหลาด ลู่ชิง ยืนสงบนิ่งอยู่ในแถวด้วยชุดบัณฑิตสีซีดจางจนเกือบขาว เนื้อผ้าหยาบกร้านตามจุดต่าง ๆ ปรากฏรอยเย็บและรอยซ่อมปะชุนด้วยด้ายหลากเฉดสีอย่างประณีตแต่มิอาจซ่อนความอัตคัดได้ ย่ามใบเก่าที่เขาสะพายไว้ข้างกายดูหนักอึ้งและมีรอยถลอกปอกเปิก แต่นั่นคือคลังปัญญาที่เขาพกติดตัวมา
พฤติกรรมและความเป็นอยู่ที่ดู "ซอมซ่อ" ของเขา กลายเป็นหัวข้อชั้นดีให้บรรดาบัณฑิตที่ยืนอยู่รายรอบหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสายตาดูแคลน
"ดูนั่นสิ... นั่นบัณฑิตหรือขอทานหลุดมาในสนามสอบกันแน่? ชุดปะชุนเสียจนดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไร ยังกล้าจะมาประลองลายมือกับพวกเราอีกรึ" บัณฑิตหนุ่มในชุดสีครามเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"ข้าว่าเขาคงลืมพกค่าอาหารมาด้วยกระมัง ถึงได้ดูซูบซีดเช่นนั้น สนามสอบจอหงวนคือสถานที่ของมังกรและพยัคฆ์ ลายมือของผู้ที่ไม่มีแม้แต่เงินซื้อชุดใหม่ จะไปมีพลังหนักแน่นได้อย่างไรกัน" อีกคนเสริมพลางสะบัดพัดจีบในมืออย่างโอ้อวด
เสียงนินทาเหล่านั้นลอยกระทบโสตประสาทของลู่ชิงราวกับสายลมเฉื่อยชา เขาไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองหรือน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่น้อย ดวงตาของเขายังคงนิ่งสงบดุจสระน้ำลึกที่ไร้ระลอกคลื่น สำหรับเขาแล้ว เสื้อผ้าภายนอกเป็นเพียงเปลือกนอกที่ไร้แก่นสาร ตำรามากมายที่เขาเพียรพยายามศึกษาอย่างหนักตลอดสิบปีเต็มในหุบเขาชิงหมิง ความรู้ที่กลั่นกรองมาจากหยาดเหงื่อและแรงกายแรงใจ เขาจะเดิมพันทุกอย่างไว้กับการสอบในวันนี้
เขารู้ดีว่าลายมือที่เขากำลังจะจรดลงบนใบคำตอบนั้น มิได้มาจากน้ำหมึกและพู่กันราคาแพง แต่มาจากจิตวิญญาณและความเข้าใจในวิถีแห่งปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน