ตอนที่34 ยกระดับพลัง
เปรี้ยง!
ฉึก!
ตูม!
คลื่นกระบี่อัสนีสีทองพุ่งพรวดผ่านอากาศไปพื้นหิมะก็พลันถูกแยกออกเป็นร่องรอยการถูกตัดผ่านมันมุ่งตรงเข้าหาหม่าตุงที่ตามเฟิงอี้มาอย่างมิลดละ
“ทลายภูผา!”บุรุษหม่าตุงคำรามลั่นพร้อมกับหวดค้อนสำแดงวิชาของตนออกมาพลังทำลายล้างอันหนักแน่นราวกับว่าสามารถกดทับขุนเขาได้
คลื่นพลังอัดกระแทกสีน้ำตาลเข้มพลันพุ่งพรวดออกไปเข้าต้านรับคลื่นกระบี่อัสนีสีทองของเฟิงอี้
ครื้น!
ตูม!
พลังทั้งสองเข้าต่อต้านรุกล้ำกันไปมาก่อนที่จักระเบิดสลายไปทั้งสองแต่ทว่าร่างของหม่าตุงก็ถูกแรงระเบิดอัดกระแทกจนถอยออกไปหลายเมตร
“เป็นคลื่นกระบี่ที่ร้ายกาจมาก!”หม่าตุงขมวดคิ้วแน่นก่อนที่จักทอดสายตาไปมองทางเฟิงอี้อีกคราแต่ทว่ากลับมิเห็นร่างเฟิงอี้เสียแล้ว
สวบ! สวบ!
หลังจากที่สร้างการหยุดชะงักของกลุ่มคนได้แล้วเสี่ยวฉุนที่มีความเร็วที่น่าอัศจรรย์ก็พุ่งออกหางมาไกลในชั่วพริบตา
“มุ่งตรงไปตีนเขาตรงนั้น”เฟิงอี้เอ่ยสั่งทันใดนั้นเสี่ยวฉุนก็วิ่งออกไปทางที่เฟิงอี้บอกในทันที
ตีนเขาตรงนี้เป็นตีนเขาที่มีหิมะปกคลุมทั้งยังมีหิมะตกลงมาจนราวกับเม็ดฝนมันสามารถบดบางวิสัยทัศน์ได้เป็นอย่างดี
หากมิใช้สัมผัสพิเศษแล้วล่ะก็มิมีทางรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตอื่นได้เลย
“หยุดตรงนี้แหละ”ตรงนี้คือถ้ำใต้ตีนเขาซึ่งมันใหญ่พอที่จักให้เสี่ยวฉุนเข้าไปได้อย่างมิมีปัญหาอันใด
วืด! วิ้ง! วิ้ง!
เมื่อมองดูรอบๆแล้วเฟิงอี้ก็วาดมือขึ้นในอากาศทันใดนั้นตัวอักขระบรรพกาลไท่กั๋วสีน้ำตาลเข้มก็ปรากฏขึ้น
วิ้ง!
ม่านแสงสีน้ำตาลเข้มปรากฏขึ้นปิดทางเข้าถ้ำเอาไว้นี่คือพลังงานของค่ายกลป้องกันของเฟิงอี้ที่สร้างขึ้นมาเพียงง่ายๆเพราะว่าเฟิงอี้จักใช้มันป้องการโจมตีของเหล่าคนที่ไล่ตามมามินานเท่านั้น
“คงจักสามารถต้านทานเอาไว้ได้ชั่วเวลาหนึ่ง”ว่าแล้วเฟิงอี้ก็มิรอช้าทำการนั่งลงขัดสมาธิพร้อมกับเอาทรัพยากรมากมายออกมา
มีผลึกสวรรค์ระดับต่ำถึงหนึ่งร้อยก้อนและแก่นทานตะวันม่วงหลายสิบเม็ด
“น่าจักเพียงพออยู่กระมั้ง?”หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปแล้วคงมิต้องครุ่นคิดให้ยุ่งยากเหมือนกับเฟิงอี้เพราะว่าทรัพยากรขนาดนี้สามารถยกระดับพลังจากระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่3ไปขั้นที่4ได้อย่างแน่นอนและแม้แต่ขั้นที่5หรือขั้นที่6ก็ยังทะลวงไปถึงได้
“ข้าจักให้พวกเจ้าได้รู้สำเหนียกว่าริอาจเป็นศัตรูกับคนเช่นข้าจักได้รับผลเช่นไร"เม็ดทานตะวันม่วงถูกกลืนลงไปพร้อมกันทั้งสิบเม็ดในทันที
ขนาดของมันก็เหมือนกับเม็ดทานตะวันปกติจึงมิได้เป็นปัญหาอันใดในการกลืนกิน
ฉับพลันที่เฟิงอี้กลืนเม็ดทานตะวันม่วงเข้าไปพลังสวรรค์อันมหาศาลก็เดือดผล่านอยู่ในกายของเฟิงอี้แต่ทว่าเฟิงอี้ก็มิได้กักเก็บพลังสวรรค์ในทันที
เคล็ดวิชาอัสนีสะเทือนสวรรค์ถูกสำแดงออกมาทันใดนั้นพลังสวรรค์มากมายถูกหมุนวนกลั่นกรองอย่างบ้าคลั่งจนภายนอกร่างกายของเฟิงอี้เปล่งประกายสีทองเจิดจรัส
เส้นสายอัสนีสีทองแผ่กระจายออกมาเล็กๆน้อยๆรอบบริเวณอยู่ตลอดเวลา
อ๊าว!
เสี่ยวฉุนมองดูเฟิงอี้ด้วยดวงตาที่เป็นประกายพลังสวรรค์ที่เฟิงอี้คายออกมานั้นมากมายยิ่งนักและยังบริสุทธิ์กว่าปกติด้วย
พลังสวรรค์ที่เฟิงอี้คายออกมานั้นหาใช่ว่ามันเป็นพลังสวรรค์ที่ยอดแย่ไม่แต่ทว่ามันกลับบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพลังสวรรค์ที่อยู่ในอากาศมากมายนัก
เสี่ยวฉุนรับรู้ได้ถึงพลังสวรรค์ที่บริสุทธิ์มันก็มิรอช้าเริ่มดูดซับกักเก็บในทันทีแต่ทว่าเฟิงกลับลืมตาและเอ่ยเสียงดุดันขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้! อย่าได้ดูดซับมันอย่างละโมบเช่นนั้น”เฟิงอี้มิมีทางให้เสี่ยวฉุนทำผิดพลาดเหมือนตนในกาลก่อนเป็นแน่จึงได้เอ่ยห้ามขึ้นด้วยเสียงแข็ง
“หากเจ้าจักดูซับเจ้าต้องกลั่นกรองอย่างช้าๆและกักเก็บไว้เพียงส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่านั้นอย่างละโมบ”
อ๊าว…
ราวกับว่าเสี่ยวฉุนนั้นเข้าใจในคำกล่าวของเฟิงอี้มันมิได้ดูซับอย่างละโมบอีกต่อไปมันพิจารณาพลังสวรรค์ที่จักเปลี่ยนให้เป็นลมปราณให้ดีขึ้น
ทำการกลั่นกรองเท่าที่มันจักทำได้สัตว์อสูรนั้นมันมีเคล็ดวิชาติดตัวตามเผ่าพันธ์ุของพวกมันมันจักรับรู้วิธีการดูดซับและกระบวนการกลั่นกรองหรือกักเก็บพลังเองโดยธรรมชาติ
ฟูว! แก๊ว! แก๊ว! แซด!
หลังจากที่ค่อยๆพิจารณาพลังสวรรค์ที่จักดูซับอย่างดีแล้วหรือกลั่นกรองมันจนบริสุทธิ์เท่าที่มันจักทำได้เสี่ยวฉุนก็กักเก็บในทันที
พลังสวรรค์ที่เฟิงอี้คายหรือกำจัดออกมานั้นหาได้น้อยที่ไหนกันดังนั้นแม้ว่าเสี่ยวฉุนจักกลั่นกรองให้พลังสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นลมปราณที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จักทำได้ก็ตามแต่ทว่ามันก็ยังมิใช่ปริมาณที่น้อยเลย
ระดับพลังของเสี่ยวฉุนรุดหน้าขึ้นมาในทันทีฉับพลันนั้นเสี่ยวฉุนก็คล้ายกับว่าได้กลายเป็นร่างเป็นเทพอสูรอัสนีก็มิปานเส้นสายอัสนีที่มันปลดปล่อยออกมาเป็นสีเหลืองทองที่แทบจักเหมือนกับอัสนีสีทองของเฟิงอี้ทุกประการ
ทั้งโพรงถ้ำที่เฟิงอี้และเสี่ยวฉุนหลบอยู่นั้นสว่างไสวจนราวกับว่ามีดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆจำลองปรากฏขึ้นก็มิปานในเวลานี้หิมะที่ปกคลุมอยู่รอบบริเวณถ้ำถูกหลอมละลายกลายเป็นไออย่างน่าอัศจรรย์
“มันอยู่นั่น!”กลุ่มคนของสำนักปื๋อฉางและสำนักม่วงเมฆาในที่สุดก็หาที่หลบซ้อนของเฟิงอี้เจอพวกเขามิรอช้าที่จักมุ่งหน้าเข้าหาเสี่ยวฉุนและเฟิงอี้เลยแม้แต่น้อย
สวบ! สวบ!
ฉับพลันพวกเขาก็หยุดอยู่หน้าปากถ้ำเพราะมองเห็นพลังค่ายกลที่ขวางทางเอาไว้
“ค่ายกลป้องกันเช่นนั้นหรือ? ทำลายมัน!”
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…
ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยครับผมXD