ลำดับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป
วินาทีที่กองทัพของกัสถอนตัวจากสนามรบ บทสรุปของสงครามในครั้งนี้ก็ปรากฏขึ้นในที่สุด
ทว่านักรบของตระกูลเขี้ยวทองคำคล้ายกับไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกมันยังคงสับสนและปรับตัวไม่ทันอยู่บ้างเพราะพวกมันไม่คิดว่าศัตรูจะถอนตัวจากไปได้เร็วและเป็นระเบียบถึงเพียงนี้
ไม่เพียงเท่านั้นคำพูดสุดท้ายของอีกฝ่ายยังทำให้พวกมันตกตะลึงจนหัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
ทว่าพวกมันก็ไม่มีเวลาให้ตกตะลึงนานนักเพราะเสียงกรีดร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของสหายที่อยู่ข้างกายเรียกสติของพวกมันกลับคืนมาเสียก่อน
เมื่อพวกมันหันกลับไปเห็นสหายที่มีลูกศรปักอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พวกมันก็ได้สติและรีบดึงลูกศรทั้งหมดออกมาอย่างเร่งรีบ
การฝืนดึงออกมานั้นทำให้เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วสนามรบ ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในสนามรบแปรเปลี่ยนเป็นเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
เมื่อครึ่งเทพอาวุโสของตระกูลเขี้ยวทองคำเห็นแบบนั้น มันก็หันไปมองกัสด้วยความโกรธเกรี้ยว
“กัสโทนีย่า!! เจ้ายังไม่หยุดอีกหรือ เจ้าพ่ายแพ้แล้ว!! ทำไมถึงยังไม่หยุดอีก!!”
กัสเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ก่อนจะตระหนักถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้เมื่อเห็นสายตาของคนในตระกูลเขี้ยวทองคำที่มองไปยังนักรบของพวกมัน
“ท่านต้องการให้ข้านำลูกศรกลับมาใช่หรือไม่”
“ใช่!! เจ้ายังต้องถามอีกหรือ อย่าได้แสร้งทำเป็นโง่เขลา!!”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด จากนั้นก็ส่งเสียงกระซิบไปหาบลูอายเพื่อบอกให้เธอเรียกลูกศรทั้งหมดกลับคืนไป
เพียงอึดใจบลูอายก็ทำตามที่กัสสั่ง จากนั้นภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็ปรากฏขึ้น เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเหล่านักรบหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกลายเป็นเสียงครางที่อ่อนแรงและกลิ่นคาวเลือดที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างน่าตระหนก
เมื่อครึ่งเทพอาวุโสเห็นแบบนั้น ดวงตาของมันก็เบิกกว้างขึ้น พริบตานั้นมันก็ตระหนักว่ามันทำพลาดแล้วที่สั่งให้กัสนำลูกศรกลับไปในทันที
วินาทีนั้นดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นก็หันไปทางกัสและสบเข้ากับดวงตาของเขาที่แฝงไว้ด้วยความสมใจ
“เจ้าแสบนักนะกัสโทนีย่า..”
“ท่านจะว่าข้าเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นคนร้องขอให้ข้านำมันกลับไปเอง”
พูดแล้วกัสก็เค้นเสียงออกมาเบาๆ ก่อนจะบินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นของอีกฝ่าย หรือสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารแต่อย่างใด
สิ่งเดียวที่กัสสนใจในตอนนี้มีเพียงการช่วยเหลือนักรบของเขาเท่านั้น เขาบินตรงไปยังค่ายนักรบ จากนั้นกางม่านพลังวิญญาณขึ้นเพื่อป้องกันการแทรกแซงของศัตรู จากนั้นก็หันไปทางนักรบที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตอนนี้ได้รับการปฐมพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย
อาการของนักรบที่บาดเจ็บไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยารักษาที่เขาเตรียมเอาไว้ออกฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อรวมกับมาตรการที่วางไว้อย่างรัดกุม อาการบาดเจ็บที่ได้รับจึงถูกรักษาอย่างรวดเร็ว
เมื่อกัสมาถึงเขาก็หยุดทักทายบลูอายเล็กน้อยและปลอบใจเธอกับภรรยาคนอื่นๆ อยู่หลายคำ ก่อนจะตรงเข้าไปช่วยรักษานักรบของเขาด้วยพลังอำนาจของเทพเทวะ ทำให้นักรบทั้งหมดถูกรักษาจนหายสนิทอย่างรวดเร็ว
อาการบาดเจ็บทั่วไปได้รับการรักษาจนหายในทันทีด้วยเวทมนตร์รักษาที่ร่ายออกมาจากเทพเทวะ จะเหลือก็เพียงอาการบาดเจ็บที่แฝงคุณสมบัติพิเศษบางประการที่ยากจะรักษาและต้องใช้เวลาที่นานอยู่บ้าง
ในส่วนนี้กัสไม่เป็นห่วงเพราะตระกูลอันดูวเดธของเขาชำนาญในการรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากความผิดปกติอยู่แล้ว
สิ่งที่ทำให้กัสและภรรยาทุกคนรู้สึกไม่ดีก็มีเพียง ‘ศพ’ ของนักรบที่เสียชีวิตในการต่อสู้เท่านั้น
กัสตรวจสอบสภาพของนักรบที่เสียชีวิตอย่างละเอียดแล้วกัดฟันด้วยความโกรธเมื่อเขาพบว่าบาดแผลทั้งหมดนั้นแฝงไว้ด้วยพิษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายพลังชีวิตในศพโดยเฉพาะ
“พวกมันวางแผนเอาไว้จริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของกัส สีหน้าของเหล่าภรรยาก็เปลี่ยนไป รวมไปถึงแม่ทัพทั้งสามที่ยืนอยู่ด้านข้างที่สีหน้าเปลี่ยนเป็นดำมืดในทันที
“กัส..พวกเราจะทำยังไงต่อ”
“พวกเราทำอะไรไม่ได้แล้ว..พิษนี้ทำลายโอกาสในการชุบชีวิตไปแล้ว พวกเราทำได้เพียงนำศพของทุกคนกลับไปและทำพิธีศพเท่านั้น”
ทันทีที่กัสพูดจบบรรยากาศภายในค่ายก็กลายเป็นโศกเศร้าทันที น้ำตาของบลูอายไหลรินออกมาเป็นสายจนทำให้กัสรู้สึกปวดใจเป็นที่สุด
เขาดึงตัวบลูอายเข้ามากอดแน่นและปลอบโยนเธอหลายคำ จากนั้นก็มองกลับไปยังด้านของตระกูลเขี้ยวทองคำที่มีบรรยากาศไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ เนื่องจากวิธีที่กองทัพของเขาใช้นั้น ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างจากวิธีที่ตระกูลเขี้ยวทองคำใช้สักเท่าใดนัก
ตระกูลเขี้ยวทองคำใช้พิษทำลายศพ เพื่อขัดขวางไม่ให้กัสใช้เวทมนตร์ชุบชีวิตที่โด่งดังของตระกูลอันดูวเดธ ส่วนตัวกัสเองก็ใช้ลูกศรสูบชีพดูดกลืนพลังชีวิตและพลังวิญญาณจากศัตรู ซึ่งรวมไปถึงศพของนักรบที่เสียชีวิตด้วย
เมื่อเทียบกันแล้วความสูญเสียของกัสนั้นต่ำกว่าตระกูลเขี้ยวทองคำมาก
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นความสูญเสียก็ยังเป็นความสูญเสีย แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครเลยที่สามารถทำใจยอมรับมันได้ในทันที
กัสไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาปล่อยให้ทุกคนปลดปล่อยความรู้สึกโศกเศร้าออกมาจนพอใจ จากนั้นออกคำสั่งให้เก็บค่ายเพื่อเตรียมตัวกลับ
ศพของนักรบที่ไม่อาจชุบชีวิตได้ถูกบรรจุใส่โลงศพที่เตรียมเอาไว้เพื่อนำกลับไปทำพิธีศพในดันเจี้ยน
จากนั้นไม่นานค่ายทั้งหมดก็ถูกรื้อถอนด้วยคุณสมบัติ ‘เรียกคืน’ ของเหรียญตรานักรบ ค่ายนักรบที่ใช้เวลาสร้างหลายชั่วโมง จึงหายไปในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เมื่อเก็บของจนเสร็จ นักรบทั้งหมดก็มายืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่กัสจะเรียกกระบี่วิญญาณออกมาเพื่อนำทั้งหมดกลับเข้าไปในดันเจี้ยน
ก่อนจะกลับไปกัสก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารของอีกฝ่าย เขาจึงหันกลับไปมองครั้งหนึ่ง มองดูครึ่งเทพอาวุโสที่มองมาทางเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว
กัสหยุดมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาและนำขบวนทัพกลับเข้าไปในดันเจี้ยน จากนั้นก็ส่งทุกคนกลับไปพักผ่อน ซึ่งรวมไปถึงภรรยาทุกคนของเขาด้วย
แม้กระทั่งสองสาวทั้งสองที่ไม่ได้ทำอะไรมากนักในครั้งนี้ ก็ยังถูกเขาสั่งให้กลับไปพักเพราะต่อให้พวกเธอไม่ได้ออกแรงสักเท่าไหร่ แต่การเผชิญหน้ากับศัตรูบนสนามรบก็ยังทำให้พวกเธอสูญเสียแรงกายแรงใจไปมาก
เมื่อน้องสาวทั้งสองกลับไป รอยยิ้มบนใบหน้าของกัสก็จางหายไปอย่างช้าๆ เขานั่งพักอยู่ในห้องทำงานนานหลายนาที ก่อนจะตัดสินใจติดต่อไปหาฟลาวเวอร์และเรียกเธอให้มาหา
ไม่นานนักฟลาวเวอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนหวานและท่าทางที่ยั่วยวนใจเช่นเดิม
ทว่าครั้งนี้กัสมองข้ามรอยยิ้มและท่าทางของเธอไปโดยสิ้นเชิงและจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่ลึกล้ำของเธออย่างไม่พอใจ
“ทำไมเจ้าถึงไม่ทำตามแผน”
“ทำไมงั้นหรือนายท่าน..เหตุผลมันก็ง่ายๆ เพราะมันไม่มีประโยชน์ยังไงละ”
ดวงตาของกัสหรี่ลงเล็กน้อย เขาทวนคำพูดของฟลาวเวอร์ในใจ ก่อนจะหลับตาลงและถอนใจออกมาเบาๆ เพราะเขาไม่อาจปฏิเสธคำพูดของฟลาวเวอร์ได้
เหตุผลที่เธอไม่ทำตามแผนที่วางไว้นั้น เป็นเหตุผลที่ยากจะปฏิเสธได้และเขาก็ต้องยอมรับว่ามันไม่มีประโยชน์จริงๆ
เมื่อฟลาวเวอร์เห็นกัสเงียบไป รอยยิ้มของเธอก็อ่อนลงเล็กน้อย ท่าทางยั่วยวนที่เธอพยายามแสดงออก กลายเป็นอ่อนหวานและนุ่มนวลขึ้นมา ราวกับเธอต้องการปลอบโยนเขา
ทว่ากัสนั้นรู้ดีว่าเธอไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นเลย ทั้งหมดที่เธอทำได้ก็เพื่อทำให้เขารู้สึกพึงพอใจเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขาขัดขวางแผนการของเธอ
“ทำแบบนี้แล้วมีประโยชน์อะไรงั้นหรือฟลาวเวอร์..”
“แน่นอนว่ามีประโยชน์!! ท่านลองคิดดูสินายท่าน นิสัยของตระกูลเขี้ยวทองคำเป็นเช่นไร ข้าคิดว่าท่านน่าจะทราบไม่มากก็น้อยและท่านน่าจะรู้ว่าพวกมันจะทำยังไงกับนักรบที่บาดเจ็บในครั้งนี้”
ได้ยินแบบนั้นดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มตระหนักถึงแผนการของฟลาวเวอร์ได้โดยที่ไม่ต้องรอให้เธออธิบาย
ความเข้าใจของกัสที่มีต่อฟลาวเวอร์นั้นอาจจะไม่มากนัก แต่ในด้านของนิสัยและทิศทางในการวางแผนนั้น เขาคิดว่าเขาเข้าใจฟลาวเวอร์มากพอสมควร
“เจ้า..คิดที่จะกระตุ้นเมล็ดพันธุ์กาฝากพวกนั้นสินะ”
“ถูกต้อง!! ตอนนี้ข้าไม่กล้ากระตุ้นพวกมันเพราะมีสายตาของพวกหมาแก่จ้องมองอยู่ แต่ถ้านักรบพวกนั้นถูกส่งกลับไป ด้วยนิสัยของตระกูลเขี้ยวทองคำ พวกมันคงไม่สนใจนักรบพวกนั้นมากนัก ถึงตอนนั้นข้าจะฉวยโอกาสกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์กาฝากงอกออกมา!! จากนั้นพวกมันก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดกาฝากของข้าอย่างแท้จริง”
ได้ยินแบบนั้นหัวใจของกัสก็เย็นเยือกไปชั่วขณะเพราะแผนการของฟลาวเวอร์นั้น เต็มไปด้วยความอำมหิต ยิ่งคิดถึงจำนวนของนักรบที่ถูกปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยากจะยอมรับ
ทว่ากัสก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะเขาไม่สามารถพูดอะไรได้ เนื่องจากแผนการของฟลาวเวอร์ไม่ได้ละเมิดข้อตกลงที่เขาทำร่วมกับเธอ
ตราบใดที่แผนการของเธอไม่ละเมิดข้อตกลงนี้ กัสก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เขาจึงนั่งเงียบไปนานหลายนาที ก่อนจะโบกมือเบาๆ เป็นเชิงไล่เพราะเขาไม่มีอะไรที่ต้องการรู้อีก
ฟลาวเวอร์เห็นแบบนั้นก็ยิ้มหวานและจากไปด้วยความยินดี จังหวะการก้าวเดินของเธอเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากัสก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะเขาเข้าใจความคิดในตอนนี้ของเธอดี
‘หวังว่าแผนการของเจ้าจะไม่ข้ามขีดจำกัดของข้านะฟลาวเวอร์’
กัสทอดถอนใจอยู่ในใจ พลางคิดถึงความเป็นไปได้ของแผนการต่อจากนี้และคิดถึง ‘วิธีการ’ ฝังเมล็ดพันธุ์กาฝากของฟลาวเวอร์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
คิดถึงจุดนี้หัวใจของกัสก็เย็นเยือกไปทั้งดวงและอดรู้สึกสงสารเห็นใจตระกูลเขี้ยวทองคำไม่ได้
แม้กัสจะไม่ได้ติดตามแผนการของฟลาวเวอร์ ทว่าเขาก็คาดเดาผลลัพธ์ของแผนการนี้ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งหลังจากคาดเดาได้ กัสก็ตัดสินใจเปิดระบบติดตามที่ซ่อนไว้เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของฟลาวเวอร์ตลอดเวลาทันที
หลังจากนั้นกัสก็หยุดพักช่วงสั้นๆ ด้วยความรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้าง
ความพ่ายแพ้ที่ได้รับในครั้งนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของเขาสักเท่าไหร่เพราะเขาเข้าใจสงครามดีและรู้ดีว่านักรบของตระกูลเขี้ยวทองคำแข็งแกร่งขนาดไหน
แม้ว่าอุปกรณ์เวทมนตร์ของเขาจะพัฒนาความสามารถในการต่อสู้และความแข็งแกร่งของร่างกายได้ แต่ในด้านของจิตใจนั้น มันยากที่จะพัฒนาได้ ทำให้นักรบของเขามีจิตใจที่อ่อนแอกว่าหากเทียบกับร่างกายของพวกมัน
ด้วยเหตุนี้ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย แต่เพราะวางแผนมานาน เตรียมการมามาก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหวังในชัยชนะ
แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาเป็นความพ่ายแพ้ กัสก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ่อนล้าอยู่ในใจ
ทว่าความรู้สึกนี้คงอยู่ไม่นานนักเพราะเขามีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่ตามมาหลังจากพ่ายแพ้
การฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้ การฟื้นฟูสภาพจิตใจและการกระตุ้นให้ความกล้าหาญเติบโต
ไม่ว่างานไหนก็ล้วนเป็นงานที่ยากลำบากทั้งสิ้น แม้กระทั่งการฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้ที่ง่ายที่สุด กัสก็ยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน เขาถึงจะสามารถส่งนักรบของเขากลับเข้าไปในดันเจี้ยนได้
ส่วนการฟื้นฟูสภาพจิตใจนั้น กัสต้องใช้เวลานานถึงครึ่งปี เขาถึงจะทำให้สภาวะของนักรบในกองทัพกลับมาเหมือนเดิมได้
ทว่าการกระตุ้นให้ความกล้าหาญเติบโตนั้นทำได้ยากเกินไป แม้จะผ่านไปนานหลายเดือน จนกระทั่งเกมชิงอำนาจย้อนกลับมาอีกครั้ง กัสก็ยังไม่สามารถกระตุ้นความมุ่งมั่นที่จะชนะของนักรบในกองทัพให้กลับคืนมาได้
ด้วยเหตุนี้กัสจึงจำต้องยอมปล่อยมือจากเกมชิงอำนาจในปีนี้ไปอย่างเสียไม่ได้
แต่หลังจากปล่อยมือไป กัสก็ได้ข่าวที่ทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขาพบว่าตระกูลโฮลี่บลัดได้ส่งกองทัพของพวกมันมาต่อสู้กับตระกูลเขี้ยวทองคำ
เหตุการณ์นี้ทำให้กัสตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปดูเวลาด้วยความสับสนและนิ่งอึ้งไปนานหลายนาที
‘ลำดับเหตุการณ์เปลี่ยนไปอีกแล้ว..ตระกูลที่เคลื่อนไหวเป็นตระกูลแรกไม่ใช่ตระกูลล้านแมลง แต่เป็นตระกูลโฮลี่บลัด! เวลาที่พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวก็เร็วกว่าเดิมถึง 3 ปี!’
กัสสูดหายใจเข้าไปลึกๆ เพื่อตั้งสติ พลางทบทวนลำดับเหตุการณ์ในความทรงจำ ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความรู้สึกขมขื่นเมื่อเขาพบว่าลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ของเขา คลาดเคลื่อนจากชีวิตก่อนจนหมดสิ้น ทำให้เขาไม่อาจใช้ข้อมูลจากชีวิตก่อนมาคำนวณการเคลื่อนไหวของตระกูลใหญ่ได้อีก
“ช่วยไม่ได้นะ..”
หลังจากถอนหายใจออกมาเบาๆ กัสก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเพราะเขาจำได้ว่าหลังจากตระกูลใหญ่ทั้ง 12 เริ่มปะทะกันผ่านเกมชิงอำนาจ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัว ส่งผลให้หลังจากนั้น โอกาสที่จะยึดครองเมืองแห่งดันเจี้ยนติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จะลดต่ำลงอย่างมาก
ในตอนนี้ตระกูลเขี้ยวทองคำสูญเสียอย่างหนักจากการต่อสู้กับกองทัพของเขาในครั้งก่อน ตอนนี้พวกมันต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของตระกูลโฮลี่บลัดอีก ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็น่าจะมากขึ้นไปอีก
กัสจึงเฝ้าจับตามองการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนจะต้องถอนหายใจด้วยความผิดหวังเมื่อพบว่าตระกูลโฮลี่บลัดเลือกสงครามที่ต่อสู้กันด้วยจำนวนเพียง 1 พันคนเท่านั้น
นอกจากนั้นผลลัพธ์จากการต่อสู้ยังจบลงที่ความพ่ายแพ้ของตระกูลโฮลี่บลัด ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากองทัพที่ถูกส่งมานั้น ไม่ใช่กองทัพหลักของตระกูล แต่เป็นกองทัพที่ถูกส่งมาเพื่อหยั่งเชิงตระกูลเขี้ยวทองคำเท่านั้น
ความสูญเสียที่ตระกูลเขี้ยวทองคำได้รับจึงไม่รุนแรงนัก แต่ก็ยังทำให้กัสพึงพอใจไม่น้อยเพราะแนวทางที่ตระกูลโฮลี่บลัดใช้ทำลายศัตรูนั้น มันเป็นการทำลายถึงรากฐานของพลังชีวิต ด้วยเหตุนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตระกูลเขี้ยวทองคำจึงใหญ่มาก
มันอาจจะเทียบได้กับการสูญเสียที่เกิดจากลูกศรสูบชีพของกัสเสียด้วยซ้ำ
แต่เพราะจำนวนคนที่เข้าสู่สงครามมีจำนวนน้อยเกินไป ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจึงมีจำกัดและไม่สามารถลดความแข็งแกร่งของตระกูลเขี้ยวทองคำได้มากนัก
ทว่ากัสก็ยังพึงพอใจเพราะต่อให้สูญเสียไม่มาก แต่มันก็ยังทำให้อีกฝ่ายสูญเสีย ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการของกองทัพศัตรู
ในขณะที่กัสเฝ้ามองอยู่นั้น เขาก็ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของฟลาวเวอร์อยู่เสมอ เขาจึงรู้ว่าแผนการของฟลาวเวอร์นั้น ประสบความสำเร็จอย่างน่ากลัว
การแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์กาฝากของเธอประสบความสำเร็จอย่างมาก เธอสามารถเพิ่มจำนวนหุ่นเชิดกาฝากได้อย่างรวดเร็วและยังพัฒนารูปแบบของเมล็ดพันธุ์กาฝากรูปแบบใหม่ขึ้น
ทว่าผลลัพธ์ของเมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่นี้คืออะไรนั้น กัสเองก็ไม่ทราบเช่นกัน เนื่องจากฟลาวเวอร์ซ่อนผลลัพธ์จากการทดลองของเธอเอาไว้ทั้งหมดทำให้เขามองไม่ออกว่าเธอกำลังคิดอะไร
แต่ก็แน่นอนว่าต่อให้ฟลาวเวอร์ซ่อนเอาไว้ดียังไง หากกัสต้องการรู้จริงๆ เขาก็มั่นใจว่าทำได้ เพียงแต่เขาไม่มีเวลาว่างมากนัก เขาจึงมองข้ามแผนการของฟลาวเวอร์ไป
ทว่ากัสก็ไม่ได้รู้เลยว่า ฟลาวเวอร์ได้พัฒนาเมล็ดพันธุ์กาฝากของเธอจนน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าและทำให้แผนการที่เธอวางเอาไว้สำเร็จไปก้าวหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้เขาพลาดโอกาสที่จะช่วยเหลือเผ่าหมาป่าทองคำไปโดยไม่รู้ตัว