TREE WORLD ปฐพีวินาศโลก

    38 บทที่38 เลื่อนลั่นสนั่นขุนเขา

    TREE WORLD

    ปฐพีวินาศโลก

     

    By  :  Jackmysoul

    แจ็ก มายโซล  : เขียน

     

     

     

     

    บทที่ 38

    เลื่อนลั่นสนั่นขุนเขา

             

            ทีมหน่วยสอดแนมของไลซามานด์ยืนยันว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติจริงค่ายทหารเล็กๆที่เคยมีหน้าที่เพียงปกป้องนักท่องเที่ยวไม่ให้หลงเข้าไปในป่าดงดิบที่เป็นเขตอันตรายอย่างหุบเขาหมอกอาถรรพ์เพียงเท่านั้นตอนนี้กลับติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมออกรบ ซึ่งปกติจะมีทหารประจำการไม่เกินร้อยนายแต่ขณะนี้พบว่ามีการเสริมกำลังรบเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงการเดินทัพเคลื่อนพลด้วยจำนวนทหารขนาดหนึ่งกองพันที่ติดอาวุธครบมือ และยังประกอบไปด้วยยานรบ ยานขนส่งยานลำเรียงยุทธภัณฑ์อีกเป็นจำนวนมาก หากเรียกว่าคลังแสงเคลื่อนที่จะเข้าใจง่ายกว่า

            แต่ที่น่าแปลกใจคือค่ายทหารที่มีกำแพงล้อมรอบขอบชิด นับพื้นที่ยังไงก็ไม่เกินครึ่งสนามฟุตบอลแต่กลับสามารถบรรจุกองทหารและยุทธ์ภัณฑ์ได้ทั้งกองพัน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเบียดเสียดยัดเยียดกันเข้าไปได้ทั้งหมดอีกทั้งยังไม่มีทีท่าจะหยุดการเสริมกำลัง

            “อืม...น่าแปลกจริงๆ”ผมให้ความเห็น “หรือว่าพวกนั้นหาที่ซ่อนเราเจอแล้วเตรียมบุกเข้ามา...” ความจริงตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าการทุ่มกำลังทหารของรัฐบาลถึงขนาดนั้นจะเกินเหตุเพราะหน่วยลับที่ส่งออกมายังพลาดท่าเสียที และอย่างน้อยผมกับเจทก็ตกอยู่ในฐานะกบฏที่ขายความลับของชาติสมควรจับตัวไปสำเร็จโทษโดยเร็วที่สุด

            พลันเริ่มรู้สึกตื่นตัวเลือดในกายสูบฉีดแรงขึ้น ความตึงเครียดส่งผลให้เส้นเลือดที่ขมับเต้นกระตุก หากว่าพวกทหารค้นพบฐานลับของผมและโอบล้อมเข้ามาเท่ากับโดนต้อนจนมุมบนยอดเขา

            สมาชิกทั้งครอบครัวถึงคราวต้องจบสิ้นแน่

            “คงไม่น่าจะใช่ครับนายท่าน...ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่ากองทหารที่ถูกส่งมาไม่ได้หยุดพักที่ค่ายทหารแต่กลับหายลับเข้าไปในเขตป่าดงดิบของหุบเขาหมอกอาถรรพ์...” ไลซามานด์ทัดทาน

            ผมรู้ว่ามันเป็นการคาดเดาที่อ้างอิงฐานข้อมูลมันมีความเป็นไปได้ แต่ยังคับข้องอะไรอีกหลายอย่าง

            “ถ้างั้นคงโล่งอก...แต่อย่าเพิ่งวางใจบางทีอาจมีลับลมคมในซ่อนอยู่” ผมกล่าวเตือนพลางถอนหายใจ

            “เดี๋ยวก่อน!!! ว่าไงนะ...ไม่น่าเป็นไปได้”ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอย่างมาก และยังสร้างความหวาดวิตกให้เพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง

            ก็ในเมื่อหุบเขามรณะนั้นทางรัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้ใครผ่านเข้าไปเพราะทุกคนล้วนต้องตายด้วยหมอกพิษหรือไม่ก็หายสาบสูญอย่างปริศนา แต่ตอนนี้กลับส่งทหารเข้าไปตายเสียเอง...หรือมีเงื่อนงำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล

            ผมสันนิษฐานพลางขมวดคิ้ว

            หรือพวกนั้นค้นพบวิธีสำรวจหุบเขาโดยที่สามารถรอดชีวิตภายในหมอกพิษแล้วยังกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย?

            แต่จะว่าไปรัฐบาลมีศูนย์ผลิตยุทธภัณฑ์ที่เป็นถึงระดับไฮเทคโนโลยีของโลก เรื่องสร้างชุดเกราะที่ทนต่อสารละเหยอย่างหมอกพิษคงไม่เกินความสามารถหรือบางทีอาจง่ายดายกว่านั้น เพียงใช้แค่สารเคมีบางอย่างฉีดเข้าไปในอากาศก็สามารถลบล้างสภาพหมอกพิษจนสิ้นฤทธิ์ไปเลยก็เป็นไปได้...

             

            นอกจากนี้หน่วยสอดแนมยังพบการเคลื่อนไหวผิดปกติทางทิศทางตรงกันข้ามกับค่ายทหารอีกด้วยสายสืบทำการสอดแนมต่อเนื่อง จึงปรากฏพบว่ามีกองกำลังอีกกลุ่มที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงผู้คนมุ่งมาจากคนละเส้นทาง ไม่ได้จัดแถวเป็นระเบียบอย่างพวกกองทัพทหารเพราะกองกำลังเหล่านี้กลับเป็นเพียงพวกชาวบ้านพลเมืองส่วนใหญ่จะทำการคลุมหน้าและอำพรางร่างกาย อาวุธที่ใช้เป็นเพียงปืนลูกซองและมีดดาบไม่ได้มียุทธ์ภัณฑ์ที่ดูล้ำยุคและน่าหวาดหวั่นอย่างเช่นกองทัพ

            กองกำลังอีกกลุ่มที่ไม่ใช่พวกทหาร

            ถ้าอย่างนั้นทำให้ต้องคิดถึงฝ่ายตรงข้ามหรือจะเป็น...

            ‘ พวกกบฏต่อต้านรัฐบาล ’ !!!!!

            “พวกนั้นเป็นพวกกบฏครับนายท่าน” สายสืบไลซามานด์รายงาน ทำให้การวิเคราะห์กระจ่าง ไม่ใช่แค่ความเห็นตรงกัน

            “กองกำลังชาวบ้านแต่งกายรัดกุมแต่เมื่อได้สำรวจรายละเอียดจากกล้องส่องไกล พิจารณาแล้วว่ากองทัพกลุ่มนี้เป็นเหล่านักยุทธ์แฝงตัวน่าจะมีพวกสำนักบูเทนโดชิเป็นแกนนำครับ นายท่าน”

            “ถ้าอย่างนั้นคงเป็นพวกกบฏจริงๆ”ผมสรุปตามข้อมูลเบื้องต้น

             

            ฝ่ายแรกเป็นกองกำลังทหารเดินทัพพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากปิดล้อมทางเข้าออกของหุบเขาหมอกอาถรรพ์

            อีกฝ่ายเป็นกองทัพกบฏนักยุทธ์แม้เสียเปรียบเรื่องจำนวนและอาวุธ แต่ก็มิใช่จะถูกปราบปรามได้โดยง่าย

             

            ผมสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีภาวนาอย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย

            เพราะหากว่าสำนักบูเทนโดชิเป็นแกนนำกองกำลังนักยุทธ์เหล่านี้จริงนั่นหมายถึงเจ้าสำนักที่ชื่อเกล ผู้ที่ผมสงสัยว่าเป็นหัวหน้ากบฏต่อต้านรัฐบาลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด ผู้ถูกขนานนามว่าฆาตกรระดับเทพอสูร ผู้เชี่ยวชาญการสังหารคนหมู่มากด้วยมือเปล่าหากเขาปรากฏตัวขึ้นที่นี่

            มันอาจจะกลายเป็นการรบพุ่งที่ยืดเยื้อยาวนานยากจะรู้ผลแพ้ชนะ จนถึงขั้นลุกลามเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่

            !!!!!

            แต่พวกนั้นมาทำอะไรในที่อันตรายอย่างหุบเขามรณะเช่นนี้และจุดหมายที่ทั้งสองกลุ่มมุ่งไป ยังเป็นภายในขอบเขตหุบเขาหมอกอาถรรพ์อีกด้วยและกองกำลังทั้งสองฝ่ายต่างกำลังเดินทางถึงจุดปะทะได้ทุกขณะกองทัพกับกบฏกำลังจะเผชิญหน้ากัน

            เรื่องบังเอิญหรืออะไรดลใจให้พวกมันต้องมาไล่ล่าฆ่าฟันกันในบริเวณฐานที่มั่นสุดท้ายของผมด้วย

             

            บ้าชิบ!!!!...สบถยังไม่ทันขาดคำ

             

            ตูม!!!!

             

            เปรี้ยง!!!!!

             

            ตูม!!!!

             

            ปังปัง ปังงงงงงง!!!!!

             

            เกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเสียงปืนกลดังลั่นต่อเนื่องไม่ขาดสาย เสียงกระหน่ำถี่รัวของมันยังสะท้อนกึกก้องย้อนกันไปมาทั้งหุบเขาเฆี่ยนตีความหวาดหวั่นขวัญผวาให้ตื่นพุ่งสะดุ้งกลัว บังคับฉากความตายหายนะฝังลงในห้วงสำนึกทั้งยังบังเกิดคลื่นเสียงฉีกกระชากทั่วไปในอากาศ ผลกระทบส่งต่อมาถึงกระท่อมไม้ไผ่ทรงโดมจนไหวกระเพื่อม

            แสงสว่างวาบให้เห็นเป็นหย่อมเปลวไฟถูกแรงลมกระพือโหม และกลุ่มเขม่าดำควันหมอกคละคลุ้งไปทั่วป่ารกชัฏรอบบริเวณหุบเขาหมอกอาถรรพ์

            ภาพและเสียงดังกล่าวกระชากจิตวิญญาณหลุดหายราวบังเกิดจากการคำรามของพญามัจจุราช

            สร้างความแตกตื่นมหาศาลให้กับสัตว์น้อยใหญ่รอบบริเวณป่าเขาฝูงนกกานานาชนิดล้วนแตกรัง พลันกระชากปีกบิน จนเซถลาไร้ทิศทาง แย่งชิงที่ว่างในอากาศหนีตายขึ้นฟากฟ้าฝูงพรองฮอร์นสัตว์ป่าประจำท้องถิ่นเร่งฝีเท้าเร็วกว่าม้าเป็นสองเท่า พวกมันตกใจสุดขีดต่างพากันส่งเสียงหลงระงมร้าวแข่งกันร้องตระเบ็งราวกับกำลังถูกเชือด ทุกตัวตกอยู่ในอาการหวาดผวาพุ่งพล่านร้อนรนวิ่งกระจัดกระจายหนีตายกันทุกตัวตน ไม่ต่างจากพวกฝูงนกกาแตกรัง

             

            เกิดสงครามขึ้นจริงๆ!!!

             

            ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านการสู้รบเปิดฉากด้วยการยิงลูกระเบิดถล่มใส่กัน ตามด้วยอาวุธปืนนานาชนิดถูกระดมกระสุนสาดซัดราวกับทั้งผืนป่าตกอยู่ท่ามกลางพายุฝนเหล็ก

            ผืนป่ากำลังลุกเป็นไฟจากเพลิงสงครามเทือกเขาหินผาแข็งแกร่งมั่นคงยังพังครืนลงมาแทบหนึ่ง หลังถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ

            เกิดวงคลื่นกระจายตัวเป็นวงแหวนแผ่จากศูนย์กลางพลังทำลายล้างพัดพาเศษหินฝุ่นดินปลิวกระจัดกระจายทุกทิศทางไม้ใหญ่ยืนต้นในผืนป่าลู่ลมล้มโค่นตามแรงอัดกระแทกแผ่นดินเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหวราวกำลังเกิดหลุมยุบสูบกลืนธรณี พร้อมกันนั้นยังระเบิดสุ้มเสียงคุ้มคลั่งดังก้องฟ้าเขย่าพสุธา

             

            อนุภาพของขีปนาวุธเพียงลูกเดียวยังทลายขุนเขากวาดล้างหินผาหายไปในพริบตานี่คือวิธีต่อกรกับเภทภัยระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ทางเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นส่งต่อแม้เพียงส่วนเล็กน้อย หากตกอยู่ในเงื้อมือบุคคลผู้ล้มเจ็บใกล้ตายยังทรงความอ่อนแอลำพังขอเพียงมีแรงกระดิกนิ้ว ยังกลับมีน้ำมือบงการอาวุธร้ายแรง ขนาดสามารถสั่นสะเทือนขุนเขาทลายปฐพีนี่เป็นความสามารถเล็กจ้อยจากอาวุธเพียงชิ้นเดียวยังสร้างความหวาดหวั่นถึงเพียงนี้อย่าว่าแต่ยุทโธปกรณ์ของทหารทั้งกองทัพ 

             

            ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายสงครามระหว่างมนุษย์เกิดขึ้นภายใต้อาณาเขตของหุบเขาหมอกอาถรรพ์ฝ่ายกองทหารประกอบไปด้วยยุทธภัณฑ์สงครามและจำนวนพลอาวุธครบมือกระหน่ำยิงใส่ฝ่ายกองทัพกบฏอย่างไม่ยั้งมือ

            ภายในเวลาไม่นานฝ่ายต่อต้านที่เป็นประชาชนที่ต่อสู้ด้วยมีดดาบปืนผาหน้าไม้บ้างและกบฏนักยุทธ์ที่เป็นชนพื้นถิ่นที่พอมีฝีมือเข้าปะทะประชิดตัวฝ่ายตรงข้ามด้วยปราณยุทธ์บ้างอาวุธบ้างล้วนแตกพ่ายถอยร่นไม่เป็นขบวน

             

            ท่ามกลางสงครามสู้รบยังมีเส้นทางสงบสายหนึ่งที่ยังไม่ถูกรบกวน เหล่าสมาชิกของสำนักบูเทนโดชิกำลังเคลื่อนพลด้วยเท้าอย่างเร่งรีบผู้ที่นำหน้าขบวนฝ่าป่าหนามรกชัฏมาก็คือ เจ้าสำนัก เกล เกลเทนล่าและเหล่าผู้อาวุโสของสำนัก...แล้วกลุ่มที่วิ่งตามมาสมทบจากอีกเส้นทางหนึ่งก็คือกลุ่มบรรดาลูกศิษย์ของเขา

            ระหว่างนั้นที่กลางขบวนคาราวาน ปรากฏกลุ่มนักยุทธ์ชนพื้นถิ่นกลุ่มหนึ่งที่ถูกกองกำลังทหารไล่ล่าแต่ละคนมาหมดแรงบ้างล้มฟาดบ้างคุกเข่าล้มลงต่อหน้าสมาชิกของบูเทนโดนชิ นักรบนิรนามเหล่านี้ถูกยิงด้วยกระสุนปืนและโดนสะเก็ตระเบิดจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดพวกมันร้องขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับคือการเฉยชา ยังคงขยับขาก้าวเท้าต่อไป เพราะสำหรับบูเทนโดชิแล้วคนพวกนี้ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าไม่รู้ที่มา

            หลังจากนั้นยังมีชาวบ้านชาวพื้นถิ่นประกอบไปด้วยผู้เฒ่าผู้หญิงและเด็กติดตามหลังพวกนักยุทธ์เหล่านั้นมาติดๆไม่แน่ว่าพวกมันคือครอบครัวของสมาชิกฝ่ายก่อการกบฏพวกเขาต่างกระทำกริยาเช่นเดียวกันนั่นคือร้องขอความช่วยเหลือจากเหล่านักยุทธ์ผู้กล้าแกร่งเสียงสั่นเครือระงมอย่างเวทนาไปทั่วบริเวณ เกลจึงหยุดฝีเท้าชะงักกึกโดยฉับพลันส่งผลให้ทั้งขบวนหยุดการเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ

            การที่พวกมันร้องขอเพราะรู้ว่าสำนักบูเทนโดชิเป็นสำนักคุณธรรม  หวังจะให้มันช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากแม้คนนั้นจะเป็นโจรชั่วหรือพวกกบฏก็ตาม แต่สิ่งที่พวกมันไม่รู้มาก่อนก็คือบูเทนโดชิมักชิงชังคนพื้นถิ่นของโลกใบนี้ดูถูกดูแคลนว่าพวกมันช่างอ่อนแอและอายุสั้นอย่างเงียบเชียบเสมอมาพอมาประสบเหตุการณ์กลางป่าเขาที่ไม่มีสื่อสารมวลชนเข้าถึงเช่นแล้วยิ่งสถานะของพวกมันคือกบฏหนีตายจากสงครามยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เหล่าสมาชิกบูเทนโดชิจะแยแส

            ที่เกลหยุดชะงักไม่ใช่ความเมตตาส่งสาร แต่มันตรวจจับได้ถึงสิ่งผิดปกติที่เป็นอันตราย

            เกลเป็นคนแรกที่เงยหน้าขึ้นฟ้า

            จู่ๆขีปนาวุธฝูงหนึ่งพุ่งมาจากฟากฟ้า ตามมาด้วยเสียงฝ่าอากาศคำรามก้องมันถูกล็อกเป้าหมายเจาะจงให้ถล่มใส่พวกนักยุทธ์ชนพื้นถิ่นเหล่านั้นโดยเฉพาะ

            ทุกคนในที่นั้นไม่ยกเว้นแม้แต่เกล จ้องมองดูวิถีของขีปนาวุธลูกนั้นตาปริบๆ คาดคำนวณความเสียหายคงต้องคร่าชีวิตผู้คนภายในรัศมี1000เมตรอย่างแน่นอน ทั้งเหล่าสมาชิกบูเทนโดชิและเหล่านักยุทธ์ชนพื้นถิ่นรวมถึงชาวบ้านตาดำๆ ล้วนแต่หน้าซีดเผือดรู้ว่าความตายมาถึงตรงหน้าในเสี้ยววินาทีนี้อย่างไม่อาจรอดพ้น

            ไม่พูดไม่จาเกลย่อตัวสะกิดปลายเท้า กระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศสูงกว่าต้นไม้สามเท่าฝ่ามือสาดซัดออกไปวูบหนึ่ง เพียงฝ่ามือเดียวกลับเปลี่ยนทิศทางของขีปนาวุธได้อย่างอัศจรรย์!

            ปราณยุทธ์ที่ถูกใช้ออกมาเป็นคลื่นลมความแรงสูงชนิดหนึ่งที่ไม่ได้ทำให้ขีปนาวุธระเบิดแต่มันกลับใช้ผลักดันฝูงขีปนาวุธเหล่านั้นให้ย้อนวิถีกลับไปยังที่มา

             

            บรึม!!! บรึม!!!บรึม!!! บรึม!!! บรึม!!!

             

            ขีปนาวุธเหล่านั้นคืนสนองผู้ใช้กองทหารที่ไล่ติดตามพวกกบฏมากลายเป็นชิ้นเนื้อเศษกระดูก ตลอดจนละอองเลือดก็ถูกซัดปลิวหายวับไปในอากาศ

            กองทหารหน่วยนั้นทั้งหน่วยล้วนสิ้นชีวิตไม่เหลือซากชิ้นดีกระทั่งอาวุธยุทโธปกรณ์ยังกลายเป็นเถ้าถ่าน

             

            ผู้คนในกองคาราวานนั้นนอกจากผู้ที่เป็นสมาชิกบูเทนโดชิแล้ว ทุกคนล้วนแต่ปากอ้าตาค้างแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง พวกนักยุทธ์ชนพื้นถิ่นที่เลือดอาบ ต่างรำพึงรำพันไม่ต่างกัน“ต้องใช้ปราณยุทธ์ถึงระดับใด ถึงสามารถทำเช่นนี้ได้” !!!

            มีแต่เสียงชื่นชมอื้ออึงแต่ไม่มีคำขอบคุณใดถูกกล่าวเล็ดรอดออกมา เพราะพวกมันบ้างตื่นตะลึงบ้างสับสนอัศจรรย์ใจยังไม่รู้จักทำประการอื่นใด

            “ว้าว...สุดยอด...อาจารย์นี่คือวิชาใด”ผู้ที่ไม่แตกตื่น กลับถามขึ้นมาอย่างใคร่รู้ เขาคนนั้นก็คือหนึ่งในบรรดาศิษย์ชั้นหัวกะทิของสำนักที่ชื่อว่าเซ็ป นั่นเอง ข้างกายเขาปรากฏสีหน้ามึนตึงของศิษย์พี่เชนที่กำลังใช้สายตาปรามศิษย์น้องว่า ในเวลาเช่นนี้สมควรหรือไม่

            “ยังคงเป็นไร้รูปไร้นาม” สีหน้าราบเรียบปานไร้ความรู้สึกเกลพลางปลายตาสำรวจไปในหมู่ลูกศิษย์ที่เพิ่งตามมาสมทบ จึงค่อยรับรู้ว่าเจ้าฟาลโก้ศิษย์เอกหมายเลขหนึ่งของสำนักยังไม่โผล่หัวมา

            “ศิษย์พี่กับศิษย์น้องเล็กของพวกเจ้ายังไม่มากันอีกรึ?”เกลเริ่มขมวดคิ้ว ไม่รู้พวกมันมีปัญหาอะไรกัน

            “พวกเขาคงกำลังตามมาพวกเราล่วงหน้าไปก่อนดีไหมครับอาจารย์” เซ็ปกล่าวอย่างนอบน้อมระมัดระวังในใจพลางคิด เฮ้อ...ศิษย์พี่ศิษย์น้องเล็ก รีบมากันเถอะ พวกท่านทำอาจารย์โกรธแล้ว

            “โลกนี้ก็ใกล้จะตายวันตายพรุ่งกันอยู่แล้วทำไมถึงไม่รู้จักแยกแยะ มัวแต่พิรี้พิไร” หมุนตัวกลับไปนำขบวน เกลตำหนิพวกมันแล้วก็ไม่ใส่ใจอีกยังคงนำคณะมุ่งหน้าต่อไป แม้ทางข้างหน้าจะเป็นสนามรบก็ตาม

             

            พื้นที่นอกเมืองใกล้กับเขตชายขอบของเมืองชั้นนอก เป็นที่ตั้งของสำนักยุทธ์แห่งหนึ่งที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักยุทธ์อันดับหนึ่งของแผ่นดินมาเนิ่นนานหลายยุคหลายสมัย มันถูกก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมยุคโบราณที่มีความงดงามวิจิตรพิสดารอันน่าทึ่งที่ผู้คนในยุคนี้ไม่อาจสร้างเลียนแบบให้เหมือนฝีมือคนรุ่นบรรพชนได้อีกนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ประเมินค่ามิได้ ภายนอกดูยิ่งใหญ่อลังการด้วยลวดลายศิลปะโบราณภายในสำนักส่วนใหญ่เป็นพื้นที่โปร่งโล่ง เหมาะสำหรับฝึกฝนวรยุทธ์โถงทางเดินหลักโดดเด่นด้วยเหล่ารูปสลักปรมาจารย์แห่งยุคที่วาดมือวาดเท้าออกท่าทางเป็นกระบวนยุทธ์ต่างๆล้วนแต่แสดงเป็นท่าวิชาประจำของสำนัก ตั้งตระหง่านเรียงรายกันไปตลอดแถวตลอดแนว เมื่อยืนอยู่กลางโถงนี้แล้วอาจถูกความรู้สึกยิ่งใหญ่ดังขุนเขาแห่งยุทธ์กดทับขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

            ก่อนหน้านี้ทั้งสำนักยังเต็มไปด้วยผู้คนสันจรสับสนวุ่นวายบัดนี้เหลือเพียงสองชีวิตที่ยืนโต้เถียงกันอยู่โดดเดี่ยวกลางโถงทางเดินที่ประดับด้วยรูปสลักของเหล่าปรมาจารย์ที่สูงล้ำกว่าคนสามถึงสี่เท่า

            เสียงโต้เถียงดังสะท้อนก้องกันไปมาระหว่างโถงทางเดินกับเหล่ารูปสลักโลหะเหล่านั้นรูปหน้าบ้างเงียบขรึมบึ้งตึง บ้างเกรี้ยวกราดดุร้าย บ้างหัวเราะเยาะเย้ย ไม่ว่าหน้าไหนต่างแข็งค้างดูคล้ายสนอกสนใจว่าการทะเลาะเบาะแว้งของทั้งคู่จะถึงจุดจบอย่างไร

            ผู้คนที่อยู่ด้านนอกของประตูสำนักที่คอยชะเง้อผ่านบานประตูไม่รู้ว่าชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้โต้เถียงอะไรกันกลับมองดูเป็นการเง้างอนเสียมากกว่า หลังจากเสียเวลาอยู่นานสุดท้ายทั้งคู่ก็โผเข้าสวมกอดกันอย่างไร้เหตุผล

            “ต่อจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ” ในอ้อมกอด ฟาลโก้กล่าวอย่างสงบน้ำเสียงพลันเกิดความอบอุ่นขึ้นสายหนึ่ง “ไปกันเถอะ”

            “ห้ามคืนคำเด็ดขาด”ลูซี่ตอบเขาในอ้อมกอดเช่นกัน

            ก่อนก้าวเท้าพ้นธรณีประตูพวกเขาพลางย้อนมองกลับไปจ้องมองบรรยากาศของสำนักที่บัดนี้ต้องอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอยู่นานอย่างอาลัยอาวรณ์ทำราวกับนี่เป็นการอำลาครั้งสุดท้าย

      

    คล้ายกับเรื่องTREE WORLD ปฐพีวินาศโลก ที่คุณอ่าน