ยามที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าเสิ่นเหยาและเจียงอิ๋งอิ๋งก็เดินพ้นปากทางเข้าหมู่บ้านมาถึงจุดนัดพบเมื่อไปถึงเธอจึงพบว่ามีชาวบ้านทั้งชายและหญิงรวมถึงคนเฒ่าคนแก่และเด็กเล็กมารวมตัวกันอยู่หนาตาแล้ว
คนกลุ่มนี้มีทั้งคนในหมู่บ้านเดียวกับเธอและหมู่บ้านข้างเคียงเพราะที่นี่คือจุดจอดรถที่ใช้เดินทางเข้าสู่ตัวอำเภอ
เจียงอิ๋งอิ๋งสวมชุดเดรสกระโปรงที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จเมื่อวานไว้ด้านในแล้วสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าทหารอีกชั้นหากมองจากภายนอกจึงเห็นเพียงชายกระโปรงลายดอกไม้เล็กๆ โผล่พ้นออกมาดูพองาม
แม้จะดูสวยเด่นแต่ก็ไม่ถือว่าสะดุดตาจนเกินไปนัก
อึดใจต่อมาเสียงเครื่องยนต์ดัง ‘ตั้กๆ’ ของรถไถแว่วมาจากที่ไกลๆ เจียงอิ๋งอิ๋งจำคนขับได้ทันที เขาคือหลี่อิงจ้านคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง
“ลุงหลี่!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานใสก่อนจะหยิบ ‘หมั่นโถวข้าวโพด’ ที่ยังร้อนกรุ่นออกมาจากห่อผ้า“กินมื้อเช้าหรือยังคะ? ถ้าลุงไม่รังเกียจรับนี่ไปกินรองท้องก่อนไหมคะ!”
หลี่อิงจ้านได้ยินดังนั้นก็รีบโบกไม้โบกมือพัลวัน“ไม่ต้องๆ ลุงกินมาเรียบร้อยแล้ว!”
ปากก็ว่าไปอย่างนั้นแต่ในใจเขากลับนึกสงสัยปกติแม่หนูเจียงอิ๋งอิ๋งคนนี้ชอบเชิดหน้าจนลูกตาแทบจะไปอยู่ที่หน้าผากไม่เคยเห็นเธอพูดจามีสัมมาคารวะกับเขาแบบนี้มาก่อนเลย!
กลุ่มคนเข้าแถวทยอยขึ้นรถกระบะรถไถมีพื้นที่จำกัด ทุกคนจึงต้องนั่งเบียดเสียดกัน ไม่สบายตัวเท่าไรนัก
เจียงอิ๋งอิ๋งสวมกระโปรงมาจึงไม่สะดวกที่จะไปเบียดกับใครเธอเลยเลือกนั่งบริเวณส่วนหน้าสุดติดกับหัวรถไถ
ตรงข้ามกับเธอคือสองแม่ลูกเสิ่นหลิงและเสิ่นหงชุ่ยคนเดียวกับที่เคยคิดจะแย่งกระต่ายกลางทุ่งนาเมื่อวันก่อน
ทันทีที่เสิ่นหงชุ่ยเห็นหน้าเจียงอิ๋งอิ๋งสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็บึ้งตึงทันทีเธอเบือนหน้าหนีพร้อมกระซิบกระซาบกับเสิ่นหลิงว่า “แม่จะบอกแกไว้นะเป็ผู้หญิงต้องขยันทำมาหากิน วันนี้จะกินเนื้อ วันพรุ่งจะเข้าเมืองทำตัวเป็คุณหนูผู้ดี ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ใช่เทพธิดามาจากไหน!”
เสียงของเธอไม่เบาเลยสักนิดจนคนรอบข้างหลายคนพลอยได้ยินไปด้วยสายตาของทุกคนจึงพุ่งเป้ามายังเจียงอิ๋งอิ๋งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทันควัน
หากจะถามว่าเด็กสาวคนไหนในหมู่บ้านที่ี้เีและจองหองที่สุดถ้าไม่ใช่เจียงอิ๋งอิ๋ง ก็คงไม่มีใครกล้าเสนอชื่อเป็อันดับสอง...
ทว่าเจียงอิ๋งอิ๋งกลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองเธอเอนตัวพิงเสิ่นเหยาไว้กึ่งหนึ่ง เมื่อเห็นสายตาของเสิ่นหงชุ่ยตวัดมองมาเธอจึงแย้มริมฝีปากยิ้มหวานพลางเอ่ยว่า “ป้าหงชุ่ยคะบนฟันป้ามีเศษผักติดอยู่น่ะค่ะ!”
เสิ่นหงชุ่ยหน้าร้อนวูบด้วยความอับอายรีบก้มหน้าลงใช้มือแคะเขี่ยพัลวัน แต่แคะอยู่นานก็ไม่เจออะไรจนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามื้อเช้าเธอกินแค่แป้งข้าวโพดแผ่นเดียวจะไปมีเศษผักมาจากไหนกัน?
เธอตวัดสายตาพิโรธกลับไปก็เห็นเจียงอิ๋งอิ๋งทำตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา “อุ๊ยขอโทษนะคะป้าหงชุ่ย พอดีวันนี้หนูตื่นเช้าไปหน่อยเลยตาฝาดไปป้าคงไม่ถือสาหนูหรอกนะคะ?”
คนรอบข้างมีหรือจะไม่รู้ว่านี่คือการยอกย้อนหลายคนถึงกับกลั้นขำไม่อยู่จนหลุดหัวเราะพรืดออกมา
ใบหน้าของเสิ่นหลิงเปลี่ยนเป็สีแดงสลับเขียวเธอหันไปทางเสิ่นเหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ “นี่นายไม่คิดจะสั่งสอนเมียนายหน่อยหรือ?ยังไงนายก็เรียกแม่ฉันว่าป้า ปล่อยให้ยัยนี่ลามปามแบบนี้ได้ยังไง?”
เสิ่นเหยาปรายตามองเจียงอิ๋งอิ๋งครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับ “เธอก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าตาฝาด?”
เจียงอิ๋งอิ๋งได้ทีรีบยกมือกุมแก้มทำท่าทางประหนึ่งหญิงสาวแสนอ่อนหวาน“โถ่ พี่เสิ่นหลิงคะ น้องไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ อย่าโกรธกันเลยนะคะ!หรือถ้าพี่ไม่พอใจ จะด่าน้องกลับก็ได้นะ!”
เสิ่นหงชุ่ยโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงเตรียมจะอ้าปากด่ากราดแต่แล้วหลี่อิงจ้านที่ขับรถอยู่ด้านหน้าก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน“พี่สาว เด็กมันก็แค่พูดเล่นตามประสาคนปากไวอย่าไปถือสาหาความเด็กมันเลย ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ต้องมีเมตตาสิ!”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริงแต่แฝงความเด็ดขาดว่า“นี่ก็ใกล้จะถึงตัวอำเภอแล้ว ถ้าพวกคุณมาทะเลาะเบาะแว้งกันบนรถคราวหน้าก็อย่ามาขออาศัยรถตาแก่อย่างฉันไปไหนอีกเลยนะ!”
เสิ่นหงชุ่ยเม้มปากจนแทบจะห่อเืแต่เพราะเธอต้องนำไข่ไก่เข้าเมืองไปแลกของทุกสัปดาห์ จึงไม่กล้าต่อปากต่อคำอีกทำได้เพียงนั่งหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป
ส่วนเสิ่นหลิงที่ซ่อนมือไว้ด้านหลังกำหมัดแน่นจนสั่นหากจะบอกว่าเมื่อก่อนเธอแค่ริษยาในใบหน้าสะสวยของเจียงอิ๋งอิ๋งแต่ตอนนี้เธออยากจะกระชากปากยัยนี่ให้ฉีกถึงใบหูจริงๆ!
ครั้นยามฟ้าสางพวกเขาก็เดินทางมาถึงตัวอำเภอกันแล้ว
ใน่เวลานี้ระบบเศรษฐกิจเสรียังไม่ได้รับอนุญาตอย่างเต็มตัวทว่าสายลมแห่งการปฏิรูปก็ได้เริ่มพัดผ่านเข้ามาบ้างแล้วแม้ตลาดมืดยังคงเป็สิ่งต้องห้าม แต่ทางการก็ไม่ได้เข้มงวดกวดขันเหมือนแต่ก่อน
การนำข้าวของมาแลกเปลี่ยนกันจึงเป็เื่ที่รับรู้และยอมรับกันโดยนัย
ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงมักจะพกไข่ไก่หรือผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆติดตัวมาด้วยเพื่อหวังจะแลกเปลี่ยนเป็ข้าวของเครื่องใช้ในเมือง
เจียงอิ๋งอิ๋งสะพายเพียงห่อผ้าใบย่อมๆที่ดูเบาแรง ส่วนในอกเสื้อของเสิ่นเหยาก็ดูพองนูนเหมือนซุกซ่อนอะไรบางอย่างไว้
ในเมื่อเขาไม่พูดเจียงอิ๋งอิ๋งก็ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรขนาดนั้น
ทั้งสองเดินมาถึงตลาดเช้าอันแสนคึกคักในตัวอำเภอ่เวลานี้เป็เวลาที่ผู้คนกำลังเดินทางไปทำงานจึงเห็นคนงานจำนวนมากถีบจักรยานล้อใหญ่ผ่านไปมาไม่ขาดสาย
เจียงอิ๋งอิ๋งจิ๊ปากเบาๆจักรยานแบบนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะขี่ไม่เป็เสียด้วย...
เธอคำนวณเงินในมือที่มีอยู่ห้าสิบหยวนหากตัดเย็บเสื้อผ้าเหล่านี้ออกมาขายได้ ก็น่าจะได้กำไรราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบหยวน
ราคาจักรยานกับจักรเย็บผ้าก็น่าจะพอๆกัน ในเมื่อตั้งใจจะหาเงินสิ่งแรกที่ต้องซื้อย่อมต้องเป็จักรเย็บผ้าอย่างแน่นอน...
เสิ่นเหยาใช้คางบุ้ยใบ้ไปทางซอยด้านตรงข้าม“ฉันจะเข้าไปจัดการธุระข้างในก่อน เธอรอฉันอยู่ที่นี่อย่าเดินเตร่ไปไหนมั่วซั่วล่ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งดึงรั้งเขาไว้“สหกรณ์ร้านค้าอยู่ที่ไหนคะ?”
“เธอจะไปขายเสื้อผ้าที่สหกรณ์หรือไง?”
เสิ่นเหยามองเธอด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน“ขืนเธอคิดจะเอาไปขายที่นั่น มีหวังโดนจับเข้าคุกทันที!”
“ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสียหน่อย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเสยผมอย่างระอาใจใบหน้าขาวนวลแฝงรอยยิ้มที่หางตา ดูเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ยวนใจ
เสิ่นเหยาเริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจขึ้นมาทันควันเขาจึงพาเธอไปส่งถึงหน้าประตูสหกรณ์ร้านค้าเสียเลย “ทำตัวดีๆล่ะ เข้าไปเดินดูเฉยๆ ได้ แต่อย่าไปคุยกับคนแปลกหน้าสุ่มสี่สุมห้า!โดยเฉพาะพวกผู้ชาย!”
เธอไม่ใช่เด็กน้อยเสียหน่อย
แม้ในใจจะไม่เห็นด้วยแต่เจียงอิ๋งอิ๋งก็ยังขยับเข้าไปใกล้พร้อมรอยยิ้มประจบ“พี่เหยา พี่ดีกับฉันจังเลย! ฉันจะเชื่อฟังพี่นะคะ ตกลงไหม?”
เสิ่นเหยาสูดลมหายใจลึกใบหน้ากลับมาบึ้งตึงอีกครั้ง “อยู่ข้างนอกคนเดียวอย่าเที่ยวไปส่งยิ้มให้ใครเขาล่ะ!”
พูดจบเขาก็สาวเท้าก้าวยาวๆมุ่งหน้าไปยังซอยฝั่งตรงข้าม เขาต้องรีบไปรีบกลับ เพราะการปล่อย‘ตัวอันตราย’ แบบนี้ไว้ข้างนอกเพียงลำพังมันช่างน่ากังวลเสียจริง
ทันทีที่เสิ่นเหยาคล้อยหลังไปเจียงอิ๋งอิ๋งก็ปลีกตัวเข้าไปในซอยเล็กๆ ข้างสหกรณ์ถอดเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าตัวนอกออก เผยให้เห็นชุดเดรสลายดอกไม้ที่ซ่อนอยู่ภายใน
ผมของเธอหยักศกเล็กน้อยรวบไว้เป็หางม้าอย่างง่ายๆ ผิวของเธอขาวจัด ตัดกับริมฝีปากแดงก่ำดวงตาคู่งามฉ่ำน้ำดูเย้ายวน ชุดเดรสที่เธอสวมใส่มีรูปทรงสุภาพมิดชิดทว่ากลับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งอันเป็เอกลักษณ์ของผู้หญิงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเจียงอิ๋งอิ๋งก้าวเท้าเดินออกมาบรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะจืดจางไปถนัดตา
เปรียบเสมือนสีสันอันจัดจ้านที่พลัดหลงเข้าไปในภาพถ่ายสีขาวดำก่อให้เกิดแรงสั่นะเืของแสงสว่างที่น่าอัศจรรย์
ผู้คนรอบข้างต่างพากันจับจ้องมาที่เธอ
บ้างก็ชื่นชมบ้างก็สงสัย และบางส่วนก็แฝงไปด้วยเจตนาที่ไม่สู้ดีนัก...
ทว่าเจียงอิ๋งอิ๋งหาได้ใส่ใจไม่เธอเดินเข้าไปในสหกรณ์ร้านค้าด้วยความมั่นใจภายใต้สายตาที่พนักงานร้านส่งมาให้เป็ระยะๆเธอเลือกซื้อขนมและลูกกวาดด้วยท่าทีสงบนิ่ง
พนักงานที่ห่อขนมให้เธอนั้นดูมีความกระตือรือร้นเป็พิเศษเธอกวาดสายตามองเจียงอิ๋งอิ๋งั้แ่หัวจรดเท้า “แม่หนูชุดเดรสของเธอสวยเหลือเกิน! ไปซื้อมาจากไหนจ๊ะเนี่ย?”
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่ได้ปิดบังเธอเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะชุดนี้ฉันตัดเอง”
“ตัดเองหรือ? ตายจริงนี่คงต้องเป็นางฟ้าช่างทอผ้าจำแลงมาเกิดแน่ๆ ถึงได้มีฝีมือขนาดนี้!” พนักงานสาวอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ “แถมเนื้อผ้าก็น่าจะไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่ได้กล่าวอะไรต่อเธอแสร้งกวาดสายตามองไปยังกลุ่มผู้หญิงคนอื่นๆที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ในร้านอย่างมีนัยสำคัญก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างแช่มช้า