บทที่ 16 การเริ่มต้นของมหกรรมเตรียมสอบ พาร์ท 1
“อาเรีย.. นั่น.. อะไรเหรอ” อาคอนถามหลังจากที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเห็นลูกไฟสี่ห้าดวงลอยอยู่รอบๆตัวลูกศิษตัวน้อย
หลังจากที่อาคอนกลับมาที่บ้านในวันที่เขาแนะนำโทบี้ไปขโมยของสองสามชิ้น เขากลับมาและพบว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของตนตั้งใจที่จะศึกษากะโหลกเล็กๆที่ตนพึ่งได้รับอย่างจริงจัง นั่นทำให้อาคอนไม่อยากรบกวนการเรียนรู้ของเธอ เขาจึงปล่อยให้เธอศึกษาด้วยตัวของเธอเอง
เขาเข้าใจดีว่าหากอยู่ในช่วงที่มีแรงบัลดาลใจมากเช่นนี้ การทำสิ่งต่างๆจะมีประสิทธิภาพเป็นเท่าตัว และอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด การไปรบกวนเธออาจจะทำให้แรงบันดาลใจที่ว่าหายไป จึงดีกว่าที่จะไม่เข้าไปยุ่ง
หลายวันผ่านไปที่เขาไม่ได้รบกวนช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจของเธอ ผลลัพธ์ที่ได้นั้น เหนือความคาดหมายของอาคอนไปมาก
ไม่มีแม้แต่เสี้ยวความคิดที่เขาคาดการณ์ว่าอาเรียจะได้ลูกไฟวิญญาณสี่ห้าดวงมาลอยอยู่รอบตัว
“นี่เป็นเวทมนตร์ที่ข้ากับสคัลได้มาหลังจากหาวิธีแก้ปัญหาการควบคุมเวทมนตร์ของข้า”อาเรียตอบคำถาม
คลิ๊ก**
อาคอนล้วงกระเป๋าของตนก่อนที่จะนำอุปกรณ์เวทย์ที่ลักษณะเหมือนแว่นขยายออกมา
“เป็นเวทย์เสน่ห์(Enchant)ที่ประหลาดมาก” อาคอนวิเคราะห์หลังจากที่ดูอย่างใกล้ชิด
“เวทย์เสน่ห์เดิมทีก็เป็นเวทย์ที่ประหลาดลี้ลับอยู่แล้วนี่ เพียงได้ศึกษาเวทย์ในยุคปัจจุบันไม่นานประกอบกับเด็กน้อยที่ชาญฉลาดเช่นอาเรียให้มุมมองใหม่ๆ การที่เราจะพัฒนาเวทย์ใหม่สักบทได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
สคัลซึ่งในปัจจุบันเป็นหัวกะโหลกเล็กๆอธิบาย
อย่างที่สคัลกล่าว เวทย์เสน่ห์นั้นเป็นกลุ่มเวทย์ที่ลี้ลับมาก ลือกันว่าบางจำพวกของเวทย์เสน่ห์ถูกหวงห้ามและจัดเป็นกลุ่มมนต์ดำในหมู่ชนเผ่าอสูร
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับเวทย์เสน่ห์น้อย เพียงแค่การศึกษาเวทย์เสน่ห์เหมือนกับการมองลงไปในหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง แม้ว่าสิ่งที่รู้จะมีมากแต่สิ่งที่ไม่รู้ก็ยังคงมากกว่าอยู่ดี
เวทย์เสน่ห์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นชินกันดีก็มักเป็นพวกเวทย์เสริมพลังรวมถึงเวทย์คำสาปต่างๆเวทย์จำพวกนี้มักจะส่งผลระยะหนึ่งและใช้พลังเวทย์ต่ำ
“แล้วอย่างนี้จะนับเป็นเวทย์ของใคร”นี่เป็นคำถามสำคัญที่อาคอนต้องถาม
อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้ที่คิดค้นเวทย์บทใหม่นั้นจะถูกนับว่าเป็นจอมปราชญ์ซึ่งมีความเข้าใจโครงสร้างเวทย์บทนั้นอย่างสมบูรณ์จนไม่จำเป็นต้างร่ายเวทย์ยาวๆหรือใช้ผ่านหนังสือเวทย์ ซึ่งหากเป็นเวทย์ของอาเรียนั่นก็หมายความว่าเธอใช้เวทย์บทนี้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสคัลและมีความสามารถในการควบคุมพลังเวทย์ที่บ้าคลั่งของเธอเต็มที่ แต่หากเป็นเวทย์ของสคัลนั่นหมายความว่าสคัลจะเป็นฝ่ายที่คอยควบคุมการร่ายเวทย์และอาเรียเป็นเพียงแหล่งพลังเวทย์ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นเขาจะต้องมีมาตรการป้องกันเมื่อเวทย์นี้ถูกใช้เพื่อความปลอดภัยของเธอ
“มันก็พูดยากนะ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นบทเวทย์ของเราทั้งคู่ หลักการคือข้าสามารถดึงพลังเวทย์จากแหล่งพลังเวทย์ใดๆออกมาในลักษณะลูกไฟวิญญาณแต่ก็อย่างที่เห็น มันทำอะไรไม่ได้หากไม่มีส่วนที่ใช้ดึงพลังซึ่งนั่นเป็นส่วนที่อาเรียใช้ แทนที่จะบอกว่านี่คือเวทย์บทเดียว มันคือเวทย์สองบทที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้หากไม่ได้ใช้ร่วมกัน”สคัลพยายามอธิบาย
“ข้าขอโทษนะอาเรีย แต่นี่เป็นพันธสัญญาของเจ้ากะโหลกกับข้า..ข้าต้องทำบางอย่างกับเวทย์นี่ที่เป็นของเจ้ากะโหลกบางส่วน”
เด็กหญิงพยักหน้ารับ อาคอนจึงเริ่มเปิดหนังสือเวทมนตร์แห่งการสร้างสรรค์โลกสายโซ่อักขระสีดำพุ่งเข้าไปทะลวงผ่านลูกไฟวิญญาณรอบตัวอาเรียอยู่สักพักก่อนที่อาคอนจะหันกลับมาถามอาเรียอีกครั้ง “เจ้าไว้ใจเจ้ากะโหลกนี่แค่ไหน ค่อยตอบข้าทีหลังก็ได้เพราะมันสำคัญมากใช้เวลาคิดให้ดี”
“ในตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าข้าไว้ใจสคัลได้ขนาดไหน แต่ข้าคิดว่าในอนาคตข้าอาจต้องฝากชีวิตไว้กับสคัล”ผิดคาดที่อาเรียตอบในทันที แต่เมื่อคิดถึงความฉลาดของเธออาคอนเดาว่าเธอควรจะเข้าใจปัญหาอยู่แล้วและคงคิดคำตอบของคำถามนี้มาก่อนและนี่คือสิ่งที่เธอเลือก
“ข้าจะไม่บอกว่าเจ้าควรจะใช้ชีวิตของเจ้ายังไง ข้าเป็นอาจารย์ไม่ใช่เจ้าชีวิต และข้าก็หวังในฐานะอาจารย์ว่าเจ้าจะใช้ชีวิตในแบบที่เจ้าต้องการ
ข้าจะไม่บอกว่าเมื่อเจ้าทำสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วจะไม่เสียใจกับมัน แต่อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่เจ้าเลือก
แต่ในฐานะอาจารย์นี่คือความจริงที่ข้าสามารถบอกเจ้าได้ อย่าให้ใครหรือแม้แต่ตัวเจ้าเองมาบอกเจ้าว่าไม่มีทางเลือก
เพราะมันมีทางเลือกอยู่เสมอ”อาคอนลูบหัวเด็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
อาเรียหลับตาของเธอเมื่อถูกลูบหัวและพยักหน้ารับไปด้วยทำให้ลักษณะของเธอในตอนนี้ดูน่ารักเป็นอย่างมาก
“อ๊าาา.. เด็กน้อยที่น่ารักขนาดนี้แน่นอนว่าข้าต้องปกป้องเธอด้วยชีวิต ไว้ใจข้าได้..”สคัลกล่าวหลังจากเห็นท่าทางที่น่ารักของอาเรีย
“ท่านตายไปแล้วตาแก่ คงจะปกป้องใครด้วยชีวิตไม่ได้หรอก”
ในตัวเมืองเศียรมังกรที่วิทยาลัยนักล่า ที่นี่เป็นจุดลงทะเบียนของผู้ที่จะเข้าร่วมมหกรรมเตรียมสอบที่จะจัดขึ้นในวันนี้
เด็กหลายคนมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่อาจไม่เข้าร่วมด้วยเหตุผลส่วนตัวเช่นกัน
คนที่ไม่เข้าร่วมส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่มั่นใจในผลการสอบจริงมากและไม่ต้องการเปิดเผยทักษะใดๆของตนในการเตรียมสอบเช่นนี้ อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ร่างกายไม่พร้อมเข้าร่วมเช่นลูกศิษย์คนหนึ่งของลูน่าที่ถูกอาเรียจัดการไป ร่างกายของเขายังคงต้องการพักฟื้นอีกสักพักเพื่อให้พร้อมที่สุดในรอบสอบจริง
“ข้าเองก็เป็นนักเรียนทำไมข้าถึงไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมขอรับ!!”
“เอ่อคือว่า....มันก็.. ”
“แล้วถ้าเป็นข้าสามารถเข้าร่วมได้มั้ย??” เด็กชายอีกคนเดินมาถามกรรมการที่จุดลงทะเบียน
“แน่นอนว่าได้..” กรรมการตอบกลับในทันที
“แล้วทำไมถึงมีแค่ข้าที่เข้าร่วมไม่ได้”เด็กชายยังโอดครวญกับคณะกรรมการ
“เจ้าไปเผลอทำเรื่องแย่ๆมารึเปล่า อย่าบอกนะว่าเจ้าไปแอบดูห้องน้ำหญิงมาเลยถูกคาดโทษแบบนี้”เด็กชายอีกคนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“เลิกพูดเล่นซะทีสโตนหากคนอื่นเชื่อเรื่องของเจ้าขึ้นมาภาพลักษณ์ของข้าคงพังพินาศหมดพอดี”
“เอาน่าๆ แจ็ค ไหนๆเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมแล้วข้าก็นั่งเชียร์เป็นเพื่อนเจ้าอยู่ข้างนอกนี่แล้วกัน”
“แต่…ทำไมแค่ข้าที่ไม่สิทธิ์”
กรรมการที่จุดลงทะเบียนทำได้เพียงยิ้มแห้งๆให้กับคำถามของแจ็คเพียงเท่านั้น ทั้งคู่ย้ายออกจากจุดลงทะเบียนหลังจากนั้นเสียงวิจารณ์ก็เริ่มขึ้น
จากรูปลักษณ์ภายนอกสโตนเป็นเด็กชายที่อายุราวๆสิบห้าปี สวมปลอกแขนเหล็กและชุดคลุมสีดำทั้งตัวด้านในชุดคลุมเป็นเสื้อกล้ามและกางเกงขายาวสีดำดูสบายๆ ใบหน้าของเขาดูเป็นคนไม่จริงจังเท่าใดนัก เขาเป็นเด็กหน้าตาดีที่แทบจะไม่มีมาดของนักสู้อยู่เลยซักนิด ขัดกันมากกับท่าทางที่องอาจและจริงจังของแจ็คที่นั่งข้างๆ
“แจ็คกับสโตน เด็กสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดในวิทยาลัยนักล่า..มีอะไรน่าสนใจในการเตรียมสอบทำไมคนอย่างแจ็คถึงอยากเข้าร่วม..หรือบางทีอาจจะมีรางวัลพิเศษอะไรรออยู่”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นสโตนก็ต้องอยากเข้าร่วมด้วยสิ แต่ดูเหมือนจะไปนั่งขอบสนามกันทั้งคู่ แม้ว่าท่านดาลัสไม่ใช่คนประเภทที่คอยติดตามข่าวแต่สโตนก็มาจากหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ถ้ามีรางวัลพิเศษที่ว่าจริงคงต้องได้ยินอะไรมาบ้าง….”
เด็กที่มั่นใจในการสอบจริงซึ่งไม่คิดจะลงทะเบียนร่วมในมหกรรมนี้เริ่มหารือกัน
“เอาไงดีล่ะ”
“เวลายังเหลือ คอยดูอีกสักหน่อยดีกว่า..หืมม”
“พวกนั้น..”
“อืมม..นี่แหละหนึ่งในตัวเต็ง ถ้าเราเข้าร่วมก็ต้องเลี่ยงพวกเธอนี่แหละ”
ในตอนนั้น อานิต้า แชลเธีย และอาเรีย มาลงทะเบียนพร้อมๆกัน
บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปทันที แม้ว่าจะมีคนไม่มากที่คุ้นเคยกับใบหน้าของอาคอนแต่แทบทุกคนรู้จักใบหน้าของอาเรียดี ลูกศิษย์ของอาคอน เด็กหญิงที่ลือกันว่าแข็งแกร่งพอๆกับแจ็คและสโตน
“ดูเปลี่ยนไปจากที่เจอครั้งก่อนนิดหน่อยแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เธอดูจะอันตรายขึ้นแฮะ”
แจ็คกล่าวหลังจากที่ตรวจสอบอาเรียด้วยเลนส์พิเศษ
“ก็ถ้าเป็นนักเวทย์อุปกรณ์ของนายก็วิเคราะห์ได้หมดอยู่แล้วนี่ ยังไงการรับมือกับเธอสำหรับนายก็คงเป็นเรื่องไม่ยาก”
“เจ้าประเมินเธอต่ำไปหน่อยนะสโตน สิ่งที่ทำให้อุปกรณ์ของข้ารับมือกับนักเวทย์ได้เป็นเพราะจักรกลและอุปกรณ์ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทย์ทำให้การตรวจจับพลังเวทย์เพื่อจ่ายพลังงานเป็นสิ่งแรกๆที่ถูกพัฒนาขึ้น การตรวจจับข้อมูลทางเวทย์ของอีกฝ่ายจึงทำได้ง่าย
แต่เธอคือผู้สืบทอดฉายาแอนตี้เมจการโจมตีทางเวทมนตร์นั้นไม่ส่งผลกับอะไรกับเธอเลย ยิ่งไปกว่านั้น พลังเวทของเธอยังสูงมากๆ และเธอเรียนรู้วิธีร่ายเวทย์จากท่านอาคอน”แจ็คอธิบายอย่างใจเย็น
“ต่อให้พลังเวทย์ของเธอสูงมากเธอก็ยังคงเป็นแค่เด็กพลังเวทย์ของเธอคงไม่มากขนาดทะลวงเกราะจักรกลรบรุ่นใหม่ๆได้หรอก”
“ปริมาณพลังเวทย์ของเธอเท่าที่เห็นก็พอๆกับท่านอาคอน”
“หา??!!”
“แถมเมื่อก่อนดูเหมือนว่าเธอจะควบคุมพลังเวทย์ที่มหาศาลนั่นไม่ได้เลยต้องให้ท่านอาจารย์ช่วยสร้างอุปกรณ์ที่คอยควบคุมพลังเวทย์ให้ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็จำกัดการใช้พลังเวทย์ของเธอด้วย แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ใช้มันแล้ว”
เหงื่อเริ่มไหลที่หน้าผากของสโตน
“ท่านอาคอนไปขุดเด็กคนนั้นมาจากไหน”