ทงบีโฮเงียบไปอีกครั้ง..
สายตาของเขาจับจ้องมาที่ผมแน่นิ่งไม่กะพริบ ราวกับจะเจาะทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปดูว่าในหัวผมคิดอะไรอยู่
มันยืนนิ่งไม่ไหวติง นิ่งจนเหมือนรูปปั้น แต่ไม่ใช่ความนิ่งแบบว่างเปล่า หากเป็นความนิ่งของคนที่กำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่สำคัญเกินกว่าจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
แววตาของมันกวาดไล่ไปทั่วตัวของผม
ไล่จากปลายผมถึงปลายนิ้วราวกับอ่านท่าที หาเบาะแส หาแรงจูงใจ หาแม้กระทั่งช่องโหว่ในความตั้งใจของผม
หมอนั่นคงพยายามตรวจหาเจตนาแฝงของทุกคำที่พูดของผม ว่ามันจริงแค่ไหน มันหลอกแค่ไหน และมันจะพาไปเจอกับอะไร
แล้วทันใดนั้น.. ดาบทาจิของหมอนั่นก็ขยับ!
ในวินาทีนั้นเอง..
ผมเห็นว่าท่าทางของทงบีโฮเริ่มเปลี่ยนไป
มือของหมอนั่นยังกดดาบไว้ แต่บ่าเริ่มคลาย เข่าเริ่มย่อเล็กน้อย และแรงที่เคยตึงตังกลับผ่อนลง
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ลดดาบของตัวเองต่ำลงช้า ๆ โดยไม่มีท่าทีจะฟันอีก
ไม่มีแม้แต่อาภรณ์แห่งศัตรูหลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้น
มันคือการถอนตัวจากการปะทะ..
ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะ 'ยอมรับ'
ผมเห็นแววลังเลสุดท้ายวูบผ่านในดวงตาของทงบีโฮ เลยไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไป
ผมขยับเท้าเข้าใกล้เพียงก้าวเดียว ไม่มากพอให้เขารู้สึกคุกคาม แต่พอจะให้เขารู้ว่าผมจริงจัง
ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยในระดับอก คล้ายคนกำลังวางไพ่สำคัญลงบนโต๊ะ
เสียงของผมเปล่งออกไปอย่างหนักแน่น พร้อมกับแววตาที่ไม่หลบเลี่ยง
เพื่อกดจังหวะสุดท้ายให้มันต้อง 'เลือก' ทันที
“อีกอย่าง..
ข้าไม่รู้หรอกว่าตระกูลตงเป็นคนสั่งทำลายตระกูลของเจ้าหรือไม่
แต่ถ้าเจ้าปล่อยให้ข้าเจอกับตงเสวี่ยซานเอง
เจ้าจะได้เห็นพลังที่จริงของมันโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิต
จะได้รู้ว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน.. มีวิชาอะไรซ่อนอยู่บ้าง..
ทั้งหมดนี้ เจ้าจะได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย
เป็นข้อมูลที่จะพาเจ้าไปสู่การประเมินย่างก้าวของเจ้าในอนาคต”
ผมผ่อนลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ทงบีโฮอย่างไม่วอกแวก
“ซ้ำ..
ถ้าหากว่าข้าสามารถเอาชนะตงเสวี่ยซานได้
ตอนนั้นชื่อเสียงของตระกูลตงก็จะยิ่งเหม็นเข้าไปใหญ่
ยิ่งกว่าที่เจ้าจะทำได้ด้วยตัวเจ้าเองเสียอีก
เพราะการพ่ายแพ้ต่อหน้า 'ข้า' คนที่ทุกคนต่างเข้าใจว่าข้าถูกซื้อตัวไปโดยคนตระกูลตง
จะเป็นตราบาปที่ฝังลึกในประวัติศาสตร์ของพวกมัน
เป็นความอัปยศที่ไม่อาจลบล้างได้ มันจะเท่ากับว่าตระกูลตงซื้อตัวข้าเพราะมันเกรงกลัวต่อข้า ต่างกับเจ้า!
เจ้าถูกวางเอาไว้ให้เป็นหนึ่งตัวเต็งในการประลอง..
หากเจ้าชนะ..!
คนที่เสียชื่อเสียงก็จะมีแค่ตงเสวี่ยซาน แต่ไม่ได้กระเทือนไปถึงตระกูลตงเสียทีเดียว”
พูดจบตรงนั้น.. ผมก็ได้ยื่นมือซ้ายออกไป..
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?
นี่คือโอกาสที่เจ้าจะได้แก้แค้นโดยไม่ต้องลงมือเอง และยังคงรักษาความลับของเจ้าไว้ได้
เป็นการแก้แค้นที่ชาญฉลาดที่สุด
เจ้าว่าหรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดสุดท้ายของผมหลุดออกไป..
บีโฮมันก็ได้เหล่มาที่มือที่ผมยื่นออกไป
มันไม่เสียเวลามองด้วยซ้ำก็ได้ขยับ
มันค่อย ๆ สอดดาบกลับเข้าฝักช้า ๆ
จังหวะนั้นเงียบเสียจนเสียงโลหะเสียดสีกันดังชัดเจน ราวกับตอกย้ำว่าคำตอบของเขาคือ 'ตกลง'
สีหน้าเขายังเรียบเหมือนเดิม แต่ในแววตานั้นผมเห็นความเข้าใจ และความยินยอมที่ไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ
ทว่าหลังจากเก็บดาบลงไป..
ไอ้หมอนั่นกลับเมินมือที่ยืนออกไปของผม!
มันกลับเดินไปยังจุดที่ถุงมือของมันร่วงตกอยู่ แล้วก้มลงเก็บขึ้นมาสวมกลับเข้าที่ด้วยมือที่มั่นคงและระมัดระวัง ราวกับต้องการซ่อนสิ่งที่เพิ่งยอมรับไปเมื่อครู่อย่างแนบเนียน
ปล่อยให้มือที่ยื่นออกไปคว้างเก้ออยู่ตรงนั้น
ขณะเดียวกัน!
ปราการน้ำแข็งรอบตัวเราก็ค่อย ๆ สลายตัว
เสียงแตกร้าวที่หนักแน่นกว่าเก่าเริ่มดังขึ้นจากผนังรอบด้าน ก่อนมันจะละลายกลายเป็นไอน้ำเย็นที่ลอยวูบออกไปทีละชั้น
ระหว่างที่ผนังน้ำแข็งกำลังละลายหายไปต่อหน้าต่อตา!
ทงบีโฮก็หันกลับมามองผมอีกครั้ง
สายตาของมันยังเย็นชาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มันแฝงอะไรบางอย่างไว้ลึกกว่าเดิม
เป็นน้ำหนักของความจริงจัง เป็นคำเตือน และเป็นบางสิ่งที่คล้ายกับ 'ความคาดหวัง'
และทันใดนั้น.. น้ำเสียงทุ้มเย็นของมันก็ดังก้องขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ปราการน้ำแข็งกำลังเผยช่องว่างออกสู่โลกภายนอก
“อย่าทำให้ข้าผิดหวัง..
หากเจ้าทำไม่ได้ตามที่พูดไว้..
ข้าจะตามเจ้าไปถึงสำนัก!
แล้วจัดการทุกอย่างด้วยมือของข้าเอง!”
คำพูดของเขาหนักแน่นเหมือนใบมีดที่กดคอหอยของผมอยู่
ไม่มีการพูดซ้ำ ไม่มีการขู่ซ่อน!
แต่มันชัดเจนพอให้ผมรู้ว่าถ้าผมพลาดแม้แต่นิด..
มันจะไม่ลังเลที่จะจัดการผมด้วยมือตัวเอง
และใช่..
ผมเข้าใจดีว่าไอ้เดิมพันที่ผมเสนอไป..
มันไม่ได้มีแต่ชื่อเสียงของตระกูลตงเป็นของแลก
แต่มันยังมีตัวผมทั้งคนเป็นเดิมพันรวมอยู่ด้วย
ผมยิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างคนที่รู้ว่าหมากตัวต่อไปมันจะเปลี่ยนทั้งกระดาน
ดวงตาผมยังจับจ้องที่บีโฮไม่ว่อกแว่ก สะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันถอย
“ดิว (Deal)
ข้าหมายถึง
แน่นอน ไว้ใจข้าได้
ข้าจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลตงเหม็นที่สุดเท่าที่จะทำได้
จนพวกมันต้องจดจำไปอีกนาน นานกว่าที่พวกมันจะลืมความอัปยศที่ข้าเคยมอบให้เมื่อวานเสียอีก
และข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นสิ่งที่เจ้าต้องการเห็น..
ทง บีโฮ”
ทันทีที่ปราการน้ำแข็งละลายจนหมด ผมก็รู้ว่าภาพตรงหน้าจะทำให้ทั้งสนามต้องช็อกอีกครั้ง
พื้นสนามที่แตกร้าว เศษน้ำแข็งกระจายเกลื่อน และผมกับทงบีโฮที่ยังยืนอยู่กลางเวทีราวกับไม่มีใครล้มใครได้จริง ๆ
แล้วบีโฮก็หันไปมองฮูจิน แววตาของหมอนั่นนิ่ง เคร่งขรึม แต่ผมมองออกว่ามันกำลังแบกอะไรบางอย่างไว้ในใจ
“ข้ายอมแพ้!”
เสียงดังชัด กังวานพอจะทะลุความเงียบทั้งสนาม และทำให้ฝูงชนที่รอฟังผลถึงกับนิ่งงันไปชั่ววูบ
ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้ถ้อยคำนั้นดังก้องอยู่กลางอากาศ พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ผุดขึ้นบนใบหน้า
ผมเห็นฮูจินพยักหน้าช้า ๆ แม้ใบหน้าจะยังติดแววประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ความงุนงงกลืนหน้าที่ของตัวเองไป
“ผู้ที่ชนะในรอบชิงสายล่างได้แก่
หลิวเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่สี่ขุนเขา!!
มันจักได้ไปพบกับตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกรในวันพรุ่งนี้!!”
ทันทีที่เสียงประกาศผลดังขึ้น คลื่นเสียงจากอัฒจันทร์ก็ระเบิดออกมาเหมือนพายุที่ไม่มีใครหยุดได้
ผมได้ยินเสียงฮือฮา เสียงสบถ เสียงก่นด่า ปะปนกับเสียงหัวเราะอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์
ทั้งหมดมันประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน
“อะไรกันอีกแล้ววะ! ยอมแพ้อีกแล้วเหรอ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
“นี่มันตกลงกันไว้ก่อนหรือเปล่าเนี่ย! ตระกูลตงจ่ายเงินให้คิมบีโฮอีกแล้วรึไง!? พวกมันคิดจะทำลายการประลองนี้ให้หมดสิ้นเลยใช่ไหม!”
“หรือว่าเจ้าหลิวเจี้ยนมันมีของดีอะไรถึงทำให้คิมบีโฮยอมแพ้ได้!? หมอนี่มันซับซ้อนเกินไปแล้ว!”
เสียงซุบซิบรอบสนามดังระงม บางคนชื่นชม บางคนตั้งคำถาม บางคนก็เริ่มโยงทฤษฎีกลับมาใส่หัวผมเต็มไปหมด
ผมได้ยินพวกเขาพูดถึง 'ความสามารถที่มองไม่เห็น' ของผมฟังดูเท่ดี
แต่การเจรจาปิดการขายก็นับเป็นความสามารถเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?
แต่เอาเข้าจริง..
มันก็แค่พวกเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร
และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ..
ผมไม่ได้อยากให้พวกเขาเห็นทุกการเคลื่อนขยับของผม
แต่ผมอยากให้พวกเขารู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ธรรมดา มันคือการเดินเกมบนกระดานที่ลึกกว่า ใต้สนามนี้ยังมีสนามอีกชั้นหนึ่ง
และผมนี่แหละคือคนที่กำลังวางหมากอยู่ตรงนั้น
แต่ในขณะที่ผมกำลังซึมซับเสียงก่นระคนด่า
เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของผม
มันเย็น..
เย็นจนเกินไป.. เย็นพอจะฝ่าความอึกทึกจากอัฒจันทร์ ฝ่าความคิดในหัว และฝ่าความรู้สึกในอกลงมาบาดหลังตรง ๆ
“หลิวเจี้ยน!”
ผมหันขวับไปตามเสียงเรียก ก่อนที่บางอย่างจะพุ่งตรงมาทางผมอย่างแม่นยำราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยควบคุม
เก้าเม็ดพอดีเป๊ะ..
แต่ละเม็ดลอยมาตรงหน้าด้วยแสงเรืองรองเบาบาง เหมือนมีประกายหมอกจาง ๆ ล้อมรอบไว้
ผมยกมือขึ้นโดยไม่ต้องคิด คว้าได้หมดอย่างง่ายดายด้วยสัญชาตญาณที่เหมือนฝังอยู่ในกระดูก
พอก้มลงดู ผมก็จำได้ทันที
โอสถหมื่นทิพย์หกประการ..
ทงบีโฮมองผม..
แววตานั้นยังคงเย็นชาเหมือนเดิมแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความว่างเปล่ามันเหมือนกับว่าเขากำลังมองทะลุผ่านตัวผมไปยังอะไรบางอย่างในอนาคต
อะไรบางอย่างที่แม้แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร
“อย่าให้เสียของ”
คำพูดเรียบ ๆ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่างไว้ทุกพยางค์
ไม่ใช่แค่หมอนั้นให้ยาผม
แต่เหมือนจะหาเหตุผลให้ผมไม่มีข้ออ้างหากทำไม่สำเร็จ
หลังจากนั้นหมอนั่นก็หันหลังกลับ แล้วเดินลงจากเวทีไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองผมอีก
ไม่มีคำร่ำลา
ไม่มีความลังเลเหมือนมาที่นี่เพื่อส่งบางอย่างให้ผม แล้วจากไปในทันทีที่ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น
ผมมองตามแผ่นหลังของบีโฮที่กำลังเดินจากไปท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนในอัฒจันทร์
หมอนั่นดูเหมือนคนที่แบกบางอย่างไว้เงียบ ๆ
ไม่พูด ไม่อธิบาย แต่ทุกย่างก้าวของมันเปล่งเสียง
มือผมกำโอสถในมือนั้นแน่นขึ้นความรู้สึกบางอย่างมันจุกอยู่ตรงหน้าอก
“บีโฮ..”
ผมเรียกเขาออกไปโดยไม่อะไรคิดมาก
เสียงของผมเบาเล็กน้อย แต่ก็ดังพอจะฝ่าความอึกทึกนั้นไปได้
บีโฮหยุดฝีเท้าทันทีแต่ไม่ได้หันกลับมา
มันแค่หยุดนิ่งเหมือนขี้เกียจจะหัน
“ปราณกระบี่ของเจ้า..”
ผมหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนเลือกคำก่อนพูด
“เจ้าร่ำเรียนมาจากผู้ใด?”
รอบตัวคนเยอะแถมปราการน้ำแข็งที่เคยเป็นฉากบังตอนพวกเราสู้ก็ละลายหายไปจนหมด ผมเลยต้องระวังถ้อยคำให้ดี ไม่อยากให้สายตาใครพุ่งเป้าไปที่หมอนั่นไปมากกว่านี้
ทงบีโฮไม่ตอบในทันที..
แต่หลังจากเงียบไปไม่กี่อึดใจ
เขาก็หันหน้ากลับมานิดเดียว แค่พอให้ผมเห็นแววตาด้านข้างนั้นวูบวาบอะไรบางอย่าง แล้วมันก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ สั้น ๆ
“หนึ่งในหกกระบี่แห่งซื่อซาน..”
จากนั้นเขาก็เดินต่อไป..
ไม่พูดอะไรขยายความอีก..
แต่คำตอบที่ผมได้..
มันทำให้ขนหลังลุกชันกว่าตอนกินโอสถไปทั้งกำมือซะอีก..