ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 101 ดิว(Deal) ตอน ปลาย

            ทงบีโฮเงียบไปอีกครั้ง..

            สายตาของเขาจับจ้องมาที่ผมแน่นิ่งไม่กะพริบ ราวกับจะเจาะทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปดูว่าในหัวผมคิดอะไรอยู่

            มันยืนนิ่งไม่ไหวติง นิ่งจนเหมือนรูปปั้น แต่ไม่ใช่ความนิ่งแบบว่างเปล่า หากเป็นความนิ่งของคนที่กำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่สำคัญเกินกว่าจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

            แววตาของมันกวาดไล่ไปทั่วตัวของผม

            ไล่จากปลายผมถึงปลายนิ้วราวกับอ่านท่าที หาเบาะแส หาแรงจูงใจ หาแม้กระทั่งช่องโหว่ในความตั้งใจของผม

            หมอนั่นคงพยายามตรวจหาเจตนาแฝงของทุกคำที่พูดของผม ว่ามันจริงแค่ไหน มันหลอกแค่ไหน และมันจะพาไปเจอกับอะไร

             

            แล้วทันใดนั้น.. ดาบทาจิของหมอนั่นก็ขยับ!

            ในวินาทีนั้นเอง..

            ผมเห็นว่าท่าทางของทงบีโฮเริ่มเปลี่ยนไป

            มือของหมอนั่นยังกดดาบไว้ แต่บ่าเริ่มคลาย เข่าเริ่มย่อเล็กน้อย และแรงที่เคยตึงตังกลับผ่อนลง

            จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ลดดาบของตัวเองต่ำลงช้า ๆ โดยไม่มีท่าทีจะฟันอีก

            ไม่มีแม้แต่อาภรณ์แห่งศัตรูหลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้น

            มันคือการถอนตัวจากการปะทะ..

            ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะ 'ยอมรับ'

             

            ผมเห็นแววลังเลสุดท้ายวูบผ่านในดวงตาของทงบีโฮ เลยไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไป

            ผมขยับเท้าเข้าใกล้เพียงก้าวเดียว ไม่มากพอให้เขารู้สึกคุกคาม แต่พอจะให้เขารู้ว่าผมจริงจัง

            ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยในระดับอก คล้ายคนกำลังวางไพ่สำคัญลงบนโต๊ะ

            เสียงของผมเปล่งออกไปอย่างหนักแน่น พร้อมกับแววตาที่ไม่หลบเลี่ยง

            เพื่อกดจังหวะสุดท้ายให้มันต้อง 'เลือก' ทันที

            “อีกอย่าง..

            ข้าไม่รู้หรอกว่าตระกูลตงเป็นคนสั่งทำลายตระกูลของเจ้าหรือไม่

            แต่ถ้าเจ้าปล่อยให้ข้าเจอกับตงเสวี่ยซานเอง

            เจ้าจะได้เห็นพลังที่จริงของมันโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิต

            จะได้รู้ว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน.. มีวิชาอะไรซ่อนอยู่บ้าง..

            ทั้งหมดนี้ เจ้าจะได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

            เป็นข้อมูลที่จะพาเจ้าไปสู่การประเมินย่างก้าวของเจ้าในอนาคต”

            ผมผ่อนลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ทงบีโฮอย่างไม่วอกแวก

            “ซ้ำ..

            ถ้าหากว่าข้าสามารถเอาชนะตงเสวี่ยซานได้

            ตอนนั้นชื่อเสียงของตระกูลตงก็จะยิ่งเหม็นเข้าไปใหญ่

            ยิ่งกว่าที่เจ้าจะทำได้ด้วยตัวเจ้าเองเสียอีก

            เพราะการพ่ายแพ้ต่อหน้า 'ข้า' คนที่ทุกคนต่างเข้าใจว่าข้าถูกซื้อตัวไปโดยคนตระกูลตง

            จะเป็นตราบาปที่ฝังลึกในประวัติศาสตร์ของพวกมัน

            เป็นความอัปยศที่ไม่อาจลบล้างได้ มันจะเท่ากับว่าตระกูลตงซื้อตัวข้าเพราะมันเกรงกลัวต่อข้า ต่างกับเจ้า!

            เจ้าถูกวางเอาไว้ให้เป็นหนึ่งตัวเต็งในการประลอง..

            หากเจ้าชนะ..!

            คนที่เสียชื่อเสียงก็จะมีแค่ตงเสวี่ยซาน แต่ไม่ได้กระเทือนไปถึงตระกูลตงเสียทีเดียว”

            พูดจบตรงนั้น.. ผมก็ได้ยื่นมือซ้ายออกไป..

            “เจ้าคิดว่าอย่างไร?

            นี่คือโอกาสที่เจ้าจะได้แก้แค้นโดยไม่ต้องลงมือเอง และยังคงรักษาความลับของเจ้าไว้ได้

            เป็นการแก้แค้นที่ชาญฉลาดที่สุด

            เจ้าว่าหรือไม่?”

             

            ทันทีที่คำพูดสุดท้ายของผมหลุดออกไป..

            บีโฮมันก็ได้เหล่มาที่มือที่ผมยื่นออกไป

            มันไม่เสียเวลามองด้วยซ้ำก็ได้ขยับ

            มันค่อย ๆ สอดดาบกลับเข้าฝักช้า ๆ

            จังหวะนั้นเงียบเสียจนเสียงโลหะเสียดสีกันดังชัดเจน ราวกับตอกย้ำว่าคำตอบของเขาคือ 'ตกลง'

            สีหน้าเขายังเรียบเหมือนเดิม แต่ในแววตานั้นผมเห็นความเข้าใจ และความยินยอมที่ไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ

             

            ทว่าหลังจากเก็บดาบลงไป..

            ไอ้หมอนั่นกลับเมินมือที่ยืนออกไปของผม!

            มันกลับเดินไปยังจุดที่ถุงมือของมันร่วงตกอยู่ แล้วก้มลงเก็บขึ้นมาสวมกลับเข้าที่ด้วยมือที่มั่นคงและระมัดระวัง ราวกับต้องการซ่อนสิ่งที่เพิ่งยอมรับไปเมื่อครู่อย่างแนบเนียน

            ปล่อยให้มือที่ยื่นออกไปคว้างเก้ออยู่ตรงนั้น

             

            ขณะเดียวกัน!

            ปราการน้ำแข็งรอบตัวเราก็ค่อย ๆ สลายตัว

            เสียงแตกร้าวที่หนักแน่นกว่าเก่าเริ่มดังขึ้นจากผนังรอบด้าน ก่อนมันจะละลายกลายเป็นไอน้ำเย็นที่ลอยวูบออกไปทีละชั้น

             

            ระหว่างที่ผนังน้ำแข็งกำลังละลายหายไปต่อหน้าต่อตา!

            ทงบีโฮก็หันกลับมามองผมอีกครั้ง

            สายตาของมันยังเย็นชาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มันแฝงอะไรบางอย่างไว้ลึกกว่าเดิม

            เป็นน้ำหนักของความจริงจัง เป็นคำเตือน และเป็นบางสิ่งที่คล้ายกับ 'ความคาดหวัง'

            และทันใดนั้น.. น้ำเสียงทุ้มเย็นของมันก็ดังก้องขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ปราการน้ำแข็งกำลังเผยช่องว่างออกสู่โลกภายนอก

            “อย่าทำให้ข้าผิดหวัง..

            หากเจ้าทำไม่ได้ตามที่พูดไว้..

            ข้าจะตามเจ้าไปถึงสำนัก!

            แล้วจัดการทุกอย่างด้วยมือของข้าเอง!”

            คำพูดของเขาหนักแน่นเหมือนใบมีดที่กดคอหอยของผมอยู่

            ไม่มีการพูดซ้ำ ไม่มีการขู่ซ่อน!

            แต่มันชัดเจนพอให้ผมรู้ว่าถ้าผมพลาดแม้แต่นิด..

            มันจะไม่ลังเลที่จะจัดการผมด้วยมือตัวเอง

            และใช่..

            ผมเข้าใจดีว่าไอ้เดิมพันที่ผมเสนอไป..

            มันไม่ได้มีแต่ชื่อเสียงของตระกูลตงเป็นของแลก

            แต่มันยังมีตัวผมทั้งคนเป็นเดิมพันรวมอยู่ด้วย

             

            ผมยิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างคนที่รู้ว่าหมากตัวต่อไปมันจะเปลี่ยนทั้งกระดาน

            ดวงตาผมยังจับจ้องที่บีโฮไม่ว่อกแว่ก สะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันถอย

            “ดิว (Deal)

            ข้าหมายถึง

            แน่นอน ไว้ใจข้าได้

            ข้าจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลตงเหม็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

            จนพวกมันต้องจดจำไปอีกนาน นานกว่าที่พวกมันจะลืมความอัปยศที่ข้าเคยมอบให้เมื่อวานเสียอีก

            และข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นสิ่งที่เจ้าต้องการเห็น..

            ทง บีโฮ”

             

            ทันทีที่ปราการน้ำแข็งละลายจนหมด ผมก็รู้ว่าภาพตรงหน้าจะทำให้ทั้งสนามต้องช็อกอีกครั้ง

            พื้นสนามที่แตกร้าว เศษน้ำแข็งกระจายเกลื่อน และผมกับทงบีโฮที่ยังยืนอยู่กลางเวทีราวกับไม่มีใครล้มใครได้จริง ๆ

             

            แล้วบีโฮก็หันไปมองฮูจิน แววตาของหมอนั่นนิ่ง เคร่งขรึม แต่ผมมองออกว่ามันกำลังแบกอะไรบางอย่างไว้ในใจ

            “ข้ายอมแพ้!”

            เสียงดังชัด กังวานพอจะทะลุความเงียบทั้งสนาม และทำให้ฝูงชนที่รอฟังผลถึงกับนิ่งงันไปชั่ววูบ

            ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้ถ้อยคำนั้นดังก้องอยู่กลางอากาศ พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ผุดขึ้นบนใบหน้า

             

            ผมเห็นฮูจินพยักหน้าช้า ๆ แม้ใบหน้าจะยังติดแววประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

            แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ความงุนงงกลืนหน้าที่ของตัวเองไป

            “ผู้ที่ชนะในรอบชิงสายล่างได้แก่

            หลิวเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่สี่ขุนเขา!!

            มันจักได้ไปพบกับตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกรในวันพรุ่งนี้!!”

             

            ทันทีที่เสียงประกาศผลดังขึ้น คลื่นเสียงจากอัฒจันทร์ก็ระเบิดออกมาเหมือนพายุที่ไม่มีใครหยุดได้

            ผมได้ยินเสียงฮือฮา เสียงสบถ เสียงก่นด่า ปะปนกับเสียงหัวเราะอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์

            ทั้งหมดมันประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน

             

            “อะไรกันอีกแล้ววะ! ยอมแพ้อีกแล้วเหรอ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”

            “นี่มันตกลงกันไว้ก่อนหรือเปล่าเนี่ย! ตระกูลตงจ่ายเงินให้คิมบีโฮอีกแล้วรึไง!? พวกมันคิดจะทำลายการประลองนี้ให้หมดสิ้นเลยใช่ไหม!”

            “หรือว่าเจ้าหลิวเจี้ยนมันมีของดีอะไรถึงทำให้คิมบีโฮยอมแพ้ได้!? หมอนี่มันซับซ้อนเกินไปแล้ว!”

             

            เสียงซุบซิบรอบสนามดังระงม บางคนชื่นชม บางคนตั้งคำถาม บางคนก็เริ่มโยงทฤษฎีกลับมาใส่หัวผมเต็มไปหมด

            ผมได้ยินพวกเขาพูดถึง 'ความสามารถที่มองไม่เห็น' ของผมฟังดูเท่ดี

            แต่การเจรจาปิดการขายก็นับเป็นความสามารถเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?

             

            แต่เอาเข้าจริง..

            มันก็แค่พวกเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร

            และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ..

             

            ผมไม่ได้อยากให้พวกเขาเห็นทุกการเคลื่อนขยับของผม

            แต่ผมอยากให้พวกเขารู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ธรรมดา มันคือการเดินเกมบนกระดานที่ลึกกว่า ใต้สนามนี้ยังมีสนามอีกชั้นหนึ่ง

            และผมนี่แหละคือคนที่กำลังวางหมากอยู่ตรงนั้น

             

            แต่ในขณะที่ผมกำลังซึมซับเสียงก่นระคนด่า

            เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของผม

            มันเย็น..

            เย็นจนเกินไป.. เย็นพอจะฝ่าความอึกทึกจากอัฒจันทร์ ฝ่าความคิดในหัว และฝ่าความรู้สึกในอกลงมาบาดหลังตรง ๆ

            “หลิวเจี้ยน!”

             

            ผมหันขวับไปตามเสียงเรียก ก่อนที่บางอย่างจะพุ่งตรงมาทางผมอย่างแม่นยำราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยควบคุม

            เก้าเม็ดพอดีเป๊ะ..

            แต่ละเม็ดลอยมาตรงหน้าด้วยแสงเรืองรองเบาบาง เหมือนมีประกายหมอกจาง ๆ ล้อมรอบไว้

            ผมยกมือขึ้นโดยไม่ต้องคิด คว้าได้หมดอย่างง่ายดายด้วยสัญชาตญาณที่เหมือนฝังอยู่ในกระดูก

            พอก้มลงดู ผมก็จำได้ทันที

            โอสถหมื่นทิพย์หกประการ..

             

            ทงบีโฮมองผม..

            แววตานั้นยังคงเย็นชาเหมือนเดิมแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความว่างเปล่ามันเหมือนกับว่าเขากำลังมองทะลุผ่านตัวผมไปยังอะไรบางอย่างในอนาคต

            อะไรบางอย่างที่แม้แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร

            “อย่าให้เสียของ”

            คำพูดเรียบ ๆ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่างไว้ทุกพยางค์

            ไม่ใช่แค่หมอนั้นให้ยาผม

            แต่เหมือนจะหาเหตุผลให้ผมไม่มีข้ออ้างหากทำไม่สำเร็จ

             

            หลังจากนั้นหมอนั่นก็หันหลังกลับ แล้วเดินลงจากเวทีไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองผมอีก

            ไม่มีคำร่ำลา

            ไม่มีความลังเลเหมือนมาที่นี่เพื่อส่งบางอย่างให้ผม แล้วจากไปในทันทีที่ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น

             

            ผมมองตามแผ่นหลังของบีโฮที่กำลังเดินจากไปท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนในอัฒจันทร์

            หมอนั่นดูเหมือนคนที่แบกบางอย่างไว้เงียบ ๆ

            ไม่พูด ไม่อธิบาย แต่ทุกย่างก้าวของมันเปล่งเสียง

            มือผมกำโอสถในมือนั้นแน่นขึ้นความรู้สึกบางอย่างมันจุกอยู่ตรงหน้าอก

            “บีโฮ..”

            ผมเรียกเขาออกไปโดยไม่อะไรคิดมาก

            เสียงของผมเบาเล็กน้อย แต่ก็ดังพอจะฝ่าความอึกทึกนั้นไปได้

             

            บีโฮหยุดฝีเท้าทันทีแต่ไม่ได้หันกลับมา

            มันแค่หยุดนิ่งเหมือนขี้เกียจจะหัน

             

            “ปราณกระบี่ของเจ้า..”

            ผมหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนเลือกคำก่อนพูด

            “เจ้าร่ำเรียนมาจากผู้ใด?”

            รอบตัวคนเยอะแถมปราการน้ำแข็งที่เคยเป็นฉากบังตอนพวกเราสู้ก็ละลายหายไปจนหมด ผมเลยต้องระวังถ้อยคำให้ดี ไม่อยากให้สายตาใครพุ่งเป้าไปที่หมอนั่นไปมากกว่านี้

             

            ทงบีโฮไม่ตอบในทันที..

            แต่หลังจากเงียบไปไม่กี่อึดใจ

            เขาก็หันหน้ากลับมานิดเดียว แค่พอให้ผมเห็นแววตาด้านข้างนั้นวูบวาบอะไรบางอย่าง แล้วมันก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ สั้น ๆ

            “หนึ่งในหกกระบี่แห่งซื่อซาน..”

             

            จากนั้นเขาก็เดินต่อไป..

            ไม่พูดอะไรขยายความอีก..

            แต่คำตอบที่ผมได้..

            มันทำให้ขนหลังลุกชันกว่าตอนกินโอสถไปทั้งกำมือซะอีก..