“เจ้ารู้ได้ไงว่ามันไม่ใช่ศัตรู?”
เอเลน่าหันไปถามแกรนด์อย่างสงสัย มังกรที่อยู่ในความทรงจำของพวกเขาคืออสูรร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ความแข็งแกร่งของมันแทบจะนึกไม่ออกว่ามีใครบ้างที่สามารถต่อต้านไอ้ตัวแบบนี้ได้
“เพราะมันเป็นกลิ่นอายที่อบอุ่น สงบนิ่ง ไม่ได้รุนแรงเกรี้ยวกราดเหมือนมังกรทั่วๆ ไป”
“มีมังกรประเภทนั้นอยู่ด้วยหรอ?”
บ็อบเอ่ยขึ้นบ้าง เมื่อแกรนด์บอกว่ามันไม่ใช่ศัตรูเขาก็คลายความกังวลลงมาบ้าง แต่ครีทยังคงหวาดระแวงอยู่เหมือนเดิม
“มังกรเป็นสัตว์อสูรที่ทรงภูมิปัญญา ไม่ใช่ทุกตัวจะมีนิสัยชอบใช้แต่กำลังเหมือนๆ กันหมด พวกที่รักสงบก็มี”
“อ๋อๆ”
บ็อบพยักหน้าไปทั้งอย่างนั้น แต่จากประสบการณ์ที่เจอมา คำพูดของแกรนด์ก็ไม่ได้ทำให้ลบภาพลักษณ์แย่ๆ ของมังกรออกไปจากหัวของเขาสักเท่าไหร่
“ทางนั้น”
แกรนด์ลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะชี้นิ้วไปทิศที่เป็นต้นตอของกลิ่นอาย แม้จะไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เพราะอยู่นอกระยะ แต่จากความรู้สึกบอกว่า สิ่งที่กำลังเรียกหาเขามันอยู่ที่นั่น มองจากมุมสูง ที่ตรงนั้นเป็นป่าที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ต่างชนิดกับต้นไม้ในป่าแถบนี้ แกรนด์ควบม้านำทางทุกคนไปยังที่แห่งนั้น ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ กลิ่นอายมังกรที่สัมผัสได้ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายที่คุ้นเคยแต่ยังนึกไม่ออกสักที และเมื่อเข้ามาใกล้มากพอ คลื่นสายฟ้าก็ถูกปล่อยออกไปเพื่อสำรวจรอบๆ บริเวณนี้ แม้ว่าเขตตรวจจับมังกรที่เป็นทักษะใหม่จะไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้ละเอียดเหมือนกับเขตสัมผัส แต่ด้วยระยะที่ไกลกว่า 500 เมตรของมันก็พอที่จะคาดเดาสถานการณ์และเตรียมพร้อมที่จะรับมือหรือถอยได้แล้ว
“หืม? เฮ้ย!”
แกรนด์อุทานออกมาอย่างแปลกใจ นี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงมาก่อนว่าจะได้เจอในสถานการณ์แบบนี้
“เจออะไรบ้าง? มังกรหรอ?”
เอเลน่าเห็นสีหน้าแปลกใจของแกรนด์จึงถามหยั่งเชิงดู เพราะถ้าเจอมังกรจริงมันก็จะเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ แต่สีหน้าแปลกใจแบบนี้คงเพราะเจอสิ่งอื่นมากกว่า
“เปล่า ยังไม่เจอมังกร แต่เจอเอลฟ์เป็นฝูงดักรออยู่ข้างหน้า”
“เจอเอลฟ์? เอลฟ์อยู่ใกล้ๆ มังกรเนี่ยนะ?”
“นั่นสิ ข้าถึงแปลกใจอยู่นี่ไง”
“หรือว่ากลิ่นอายมังกรที่เจ้าสัมผัสได้ตอนนี้จะเป็นเวทย์ของเผ่าเอลฟ์ พวกนั้นอาจร่ายไว้เพื่อขับไล่ผู้บุกรุก ไม่ก็สัตว์อสูร เวทย์ที่ทำให้หลงเชื่อว่ามีมังกรอยู่แถวๆ นี้ ถ้าเข้าใจว่ามีมังกรอยู่จริงคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปใกล้หรอกจริงมั้ย”
“อืม ฟังดูมีเหตุผล เท่าที่รู้เหมือนว่าเอลฟ์จะมีเวทย์แนวๆ นี้อยู่บ้าง แต่ติดที่ว่า ทำไมนอกจากข้าแล้วไม่เห็นมีใครสัมผัสถึงมันได้เลย จะว่าพวกเอลฟ์ร่ายไว้เพื่อไล่ผู้บุกรุกมันก็ดูจะเลือกปฏิบัติไปนะ”
“เอลฟ์พวกนั้นมีกันอยู่เท่าไหร่?”
“ประมาณเกือบๆ ยี่สิบได้ แต่ข้าคิดว่าคงไม่ใช่จำนวนทั้งหมด พวกนี้คงเป็นแค่กลุ่มเฝ้ายาม”
“โธ่! พวกเอลฟ์เองหรอวะ ร่ายเวทย์เส็งเคร็งแบบนี้หลอกกันได้ ไปเว้ยบ็อบ! แค่เอลฟ์ ไม่ใช่มังกร อย่าไปกลัว!”
ครีทรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาหลังจากเงี่ยหูฟังเรื่องที่แกรนด์กับเอเลน่าคุยกัน ความกลัวที่เคยมีมาก่อนหน้านี้สลายไปหมดเมื่อรู้ว่าข้างหน้าเป็นเอลฟ์ ไม่ใช่มังกร
“เปลี่ยนสีไวยิ่งกว่ากิ้งก่าอีกนะเจ้า ไม่กี่นาทีก่อนยังกลัวจนแทบจะมุดดินอยู่ไม่ใช่หรอ? ถ้าเกิดว่าเอลฟ์พวกนั้นมันอยู่กับมังกรล่ะ?”
บ็อบพูดอย่างระวัง ความเคลือบแคลงของเขาต่อเรื่องนี้ยังคงมีอยู่
“ปัดโถ่! เอลฟ์ที่ไหนมันอยู่กับมังกรวะ มังกรเลี้ยงพวกมันไว้กินเป็นอาหารรึไง ข้าเห็นด้วยกับที่ยัยแว่นพูด เจ้าคิดดู เรามากับผู้ที่มีฉายาว่าห้องสมุดเคลื่อนที่ เชื่อเค้าเถอะ มันร่ายเวทย์ไว้ไล่เพราะไม่อยากให้ใครไปรบกวนนั่นแหละ พวกเผ่าเอลฟ์มันสันโดษจะตาย”
“อืมๆ เข้าเชื่อแล้ว”
บ็อบผงกหัวด้วยท่าทางมั่นใจ ท่าทีระวังตัวของเขาผ่อนคลายลงมากจนน่าประหลาด
“เชื่อง่ายจังวะ ข้ากำลังเตรียมจะอธิบายอีกสักสองสามประโยคเพื่อโน้มน้าวเจ้าแท้ๆ”
“เอ้า ข้ายังไม่เชื่อก็ได้ ไหนเจ้าลองโน้มน้าวให้ข้าเชื่อดู”
“ไม่ๆ เมื่อกี้เจ้าเชื่อไปแล้ว จะให้ข้าพูดอีกทำไม เจ้ากลับไปเชื่อเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้ ย้อนเวลาสมองเจ้ากลับไป”
“มันย้อนยังไงอ่ะ?”
“ดูข้าๆ”
ครีทหลับตาพร้อมกับเอานิ้วชี้จิ้มขมับทั้งสองข้างแล้วหมุนนิ้วเบาๆ บ็อบเห็นแบบนั้นแล้วก็ลองทำตามบ้าง
“ปิ๊งป่อง! ข้าเห็นด้วยกับที่ยัยแว่นพูด อย่าลืม เรามากับผู้ที่มีฉายาว่าห้องสมุดเคลื่อนที่ เชื่อเค้าเถอะ มันร่ายเวทย์ไว้ไล่เพราะไม่อยากให้ใครไปรบกวนนั่นแหละ พวกเผ่าเอลฟ์มันสันโดษจะตาย”
“ปิ๊งป่อง อืมๆ เข้าเชื่อแล้ว”
ทั้งคู่วกกลับไปพูดประโยคเดิม
“โอ้ว! ได้ผลจริงๆ นี่สินะทักษะย้อนเวลาสมอง เจ้าไปเรียนมาจากที่ไหน?”
“เหอะๆ พูดแล้วจะหาว่าคุยนะสหาย ความลับๆ เอาหูเจ้ามานี่ เดี๋ยวคนอื่นจะได้ยินด้วย”
แกรนด์กับเอเลน่ามองตากันก่อนจะส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ บทสนทนาที่บั่นทอนสติปัญญานี่มันอะไรกัน? ฟังแล้วนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเหมือนว่าผู้ฟังก็พลอยโง่ลงอีกต่างหาก
“เอาล่ะ ตามข้ามา”
แกรนด์โบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนตามมา ยิ่งเข้าไปใกล้จุดหมายเท่าไหร่ ความรกทึบของป่าก็ค่อยๆ บางตาลง จนในที่สุดแกรนด์ก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด พื้นที่บริเวณนี้ไม่รกทึบเหมือนป่าโดยรอบ แต่เป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงา ต้นไม้เหล่านี้อยู่กันเป็นกลุ่ม ร่มเงาของมันจึงต่อกันเป็นวงกว้างคล้ายหลังคาธรรมชาติ พื้นที่ใต้ต้นไม้เหล่านี้ดูปลอดโปร่งสะอาดสะอ้าน แต่แฝงด้วยความรู้สึกว่ามีอันตรายอยู่รอบตัว
“ทุกคนอยู่เฉยๆ อย่าเพิ่งทำร้ายพวกเขา เดี๋ยวข้าเจรจาเอง”
ตอนนี้ทุกสิ่งที่อยู่ในเขต 120 เมตร ล้วนอยู่ในสายตาของแกรนด์ รวมไปถึงเอลฟ์เหล่านี้ด้วย จำนวนที่แน่ชัด 17 ตน ทั้งหมดซ่อนตัวอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกัน ทั้งยังใช้เวทย์พรางตาเพื่อปกปิดตัวตนอีกชั้น นับว่ารอบคอบและถูกฝึกมาอย่างดี ทั้งหมดเล็งธนูมายังทิศทางที่ทั้งสี่อยู่ แต่หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมทุกอย่างที่กำลังทำ มันอยู่ในสายตาของแกรนด์มาสักพักแล้ว
“พวกเรามาดี ท่านทั้งหลายโปรดลดอาวุธ แล้วลงมาเจรจากันอย่างเป็นมิตรเถอะ”
แกรนด์พูดออกไปด้วยภาษาเอลฟ์ ซึ่งก็ทำเอาเอลฟ์ที่ซุ่มอยู่บนต้นไม้หันมามองกันตาปริบๆ มนุษย์คนนี้รู้ว่ามีเอลฟ์ซุ่มอยู่ได่อย่างไร? แถมสายตาของเจ้ามนุษย์คนนี้ก็กวาดขึ้นมามองพวกเขาอย่างจงใจ การซุ่มที่คิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ทำได้ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนพากันยืนเรียงแถวในที่โล่งแจ้ง ไม่ได้มีการซ่อนตัวใดๆ ทั้งสิ้น หรือว่าเวทย์พรางตาของพวกเขาจะมีปัญหา?
“พวกเราเป็นเพียงนักเดินทางที่บังเอิญผ่านมา การแสดงตัวในครั้งนี้เพื่อยืนยันว่าพวกเรามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ”
“ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงก็จงเอาอาวุธและข้าวของทุกอย่างกองไว้ตรงหน้า จากนั้นก็ไปยืนเรียงแถวแล้วยกมือขึ้นให้หมด!”
เอลฟ์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นโดยใช้น้ำเสียงขึงขัง แกรนด์ที่ยืนฟังข้อเรียกร้องอยู่ถึงกับคิ้วกระตุก
“มันพูดว่าอะไรอ่ะ ข้าฟังไม่รู้เรื่อง”
บ็อบเอนตัวไปถามเผื่อจะมีคนที่รู้ภาษาเอลฟ์บ้าง
“มันบอกให้วางอาวุธลง”
เอเลน่าตอบกลับไปทันที
“วางบ้าอะไรวะ แค่ผ่านทางเฉยๆ ไม่ได้มามอบตัว”
ครีทเริ่มอยากจะโวยวายขึ้นมาแล้ว แกรนด์ที่กำลังเจรจาอยู่ก็ฝืนยิ้มพร้อมกับตอบกลับไปด้วยเสียงเรียบๆ
“ไม่ดีนะสหาย เรามาอย่างเป็นมิตร ไม่ได้พกอาวุธใดๆ ติดมือมา แถมจะให้ทิ้งข้าวของก่อน ข้าคิดว่าข้อเรียกร้องของพวกท่านเกินไปหน่อย”
“พวกมันมีพิรุธ จับไอ้พวกน่าสงสัยนี่ไว้ ส่วนไอ้ตัวอันตรายนั่นกำจัดทิ้งซะ!”
เสียงสั่งการของหัวหน้ากลุ่มดังก้องขึ้น ทันใดนั้นลูกธนูก็พุ่งออกจากคันศร ทุกดอกตรงไปที่บ็อบเป็นเป้าหมายเดียว
“ม่านหมอกเยือกแข็ง”
เอเลน่าสะบัดมือออกไปเมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น หมอกเบาบางหมุนวนมาปกคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว ลูกธนูทุกดอกที่พุ่งเข้าใส่บ็อบหยุดชะงักกลางอากาศ ไม่สามารถผ่านทะลุม่านหมอกเข้ามาได้ และในชั่วพริบตาเดียวมันก็กลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด
“พูดดีๆ ไม่ชอบ ต้องให้ได้เจ็บตัวก่อนสินะ”
วินาทีที่พวกเอลฟ์ตะลึงงันกับลูกธนูที่กลายเป็นน้ำแข็งอยู่นั้น แกรนด์ก็ลอยอยู่ต่อหน้าพวกเขาแล้ว ดวงตาเปล่งประกายสีฟ้าสว่างวาบพร้อมๆ พลังจิตข่มขวัญที่ถูกปลดปล่อยออกมา พลังจิตที่ปลดปล่อยเพียงครึ่งเดียวก็เพียงพอที่จะสยบเอลฟ์เหล่านี้ได้แล้ว เพราะทั้งหมดไม่ใช่เอลฟ์ที่มีพลังมากมายเท่าไหร่นัก ถ้าเทียบกับมนุษย์ก็อยู่ราวๆ คลาส 4 เท่านั้น เมื่อถูกข่มขวัญด้วยพลังที่ไร้ทางต้าน เรี่ยวแรงที่มีก็หายไปจนหมด เวทย์พรางกายที่ใช้อยู่ก่อนพลันคลายออก แม้แต่ธนูที่เคยถืออย่างเชี่ยวชาญตอนนี้กลับหนักอึ้งจนไม่มีแรงพอที่จะยกมันไว้ เอลฟ์ทุกตนซึ่งซุ่มอยู่บนต้นไม้พลันร่วงตกลงมากระแทกพื้นอย่างหมดทางสู้ ไร้เรี่ยวแรงขยับ มีเพียงดวงตาที่กลิ้งกลอกไปมาพร้อมกับความกลัวที่อยู่ภายในนั้น
“ลำพังจะฆ่าพวกเจ้าแค่ 17 ตน ข้าใช้เวลาน้อยกว่าการเจรจาเป็นร้อยเท่า ไปเรียกหัวหน้าของที่นี่มา ก่อนที่ข้าจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้”
แกรนด์ชี้นิ้วไปที่เอลฟ์ตนหนึ่งที่นอนอยู่หลังสุด จากนั้นก็ใช้สายฟ้าคลายความกลัวจากพลังจิตข่มขวัญออกไป พร้อมทั้งมอบพลังบางส่วนเพื่อให้มันมีเรี่ยวแรง เอลฟ์ตนนั้นลุกขึ้นพร้อมกับปีนป่ายขึ้นต้นไม้ จากนั้นก็กระโดดเคลื่อนไหวไปตามกิ่งไม้และหายไปจากระยะสายตาอย่างรวดเร็ว การผูกมิตรที่คาดไว้ล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่ออีกฝ่ายโจมตีก่อนเขาก็จำเป็นที่จะต้องเล่นโหมดโหดเหมือนอย่างที่ถนัด แกรนด์ใช้เขตตรวจจับขยายพื้นที่ออกไปเพื่อดูว่าแถวนี้ยังมีเอลฟ์อยู่อีกรึเปล่า แต่เมื่อใช้เขตตรวจจับออกไปแกรนด์ถึงกับชะงัก นั่นเพราะไม่คิดว่าจะเจอตอเร็วขนาดนี้ แกรนด์รีบเปิดใช้ม่านปิดกั้นเสียงคลุมกลุ่มของเขาเอาไว้ สถานการณ์นี้ต้องหาทางรับมือร่วมกันก่อนที่พวกนั้นมันจะแห่กันมาที่นี่
“430 เมตรข้างหน้าของเรามีหมู่บ้านเอลฟ์อยู่ ใหญ่พอสมควร ที่นั่นมีเอลฟ์ที่พร้อมสู้เหมือนพวกที่นอนอยู่ตรงนี้ประมาณสองร้อยกว่าได้ ระวังตัวกันด้วย เดี๋ยวพวกมันก็คงแห่กันมาแล้ว”
“ให้มันมา! เมื่อกี้เจ้าก็เห็น มันยิงพวกเราก่อน ข้าจะถล่มรังพวกมันเอง!”
ครีทหยิบระเบิดออกมาเต็มไม้เต็มมือเตรียมจะหว่านใส่เอลฟ์ บ็อบก็มีท่าทีไม่ต่างกัน เมื่อครู่อยู่เฉยๆ เขาก็กลายเป็นเป้าสังหารของเอลฟ์แบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะฆ่าตน ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกัน
“เดี๋ยวๆ ตอนนี้พวกเราสู้หัวหน้าของมันไม่ได้แน่ จะหนีก็คงไม่ทันแล้ว ข้าจะเป็นคนเจรจาเอง”
แกรนด์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ลูกพี่ หัวหน้ามันเก่งขนาดนั้นเลยหรอ?”
“พลังของมันพอๆ กับดูเอล หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ!”
“ฉิบหาย! ทำไมเรายังไม่หนีวะ มีไอ้ตัวแบบนั้นรวมลูกน้องมันสองร้อยกว่า เราสู้ได้ก็แปลกแล้ว!”
“ยังไงหนีไม่ทันหรอก พวกมันมาถึงแล้ว”
แกรนด์ชี้ไปข้างหน้า เงาเอลฟ์นับร้อยเคลื่อนที่ไปมาบนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ตรงมาทางนี้ เอลฟ์ที่มาถึงก่อนมีผิวกายสีดำไปทั้งตัว แววตาที่มองตรงมาบ่งบอกถึงความเป็นอริอย่างชัดเจน
“ดาร์คเอลฟ์? หัวหน้าพวกมันใช่เจ้านี่รึเปล่า?”
เอเลน่าเอ่ยถามออกมา ถ้าเป็นดาร์คเอลฟ์ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะเป็นถึงร่างวิวัฒนาการของเอลฟ์ พลังย่อมมากกว่าเอลฟ์ธรรมดาอย่างเทียบกันไม่ได้
“ไม่ใช่! ไม่ใช่เจ้านี่”
ยังไม่ทันที่แกรนด์จะพูดอะไรต่อ เงาของเอลฟ์นับร้อยก็ยืนเรียงกันบนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด ทุกตนง้างและเล็งปลายลูกธนูมาที่พวกเขา
“มนุษย์เอ๋ย เหตุใดพวกเจ้าถึงล่วงล้ำเข้ามาในเขตของเรา?”
เสียงไพเราะของหญิงสาวหญิงดังขึ้นจากในเงามืด ต้นเสียงกำลังเดินตรงมา แม้จะมองไม่เห็นตัวแต่ก็เข้ามาภายในเขตสัมผัสของแกรนด์แล้ว เจ้าของเสียงนั้นคือเอลฟ์อย่างแน่นอน และเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุดที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่ด้วย ภาษาที่พูดออกมาไม่ใช่ภาษาเอลฟ์ แต่เป็นภาษามนุษย์! และแล้วเจ้าของเสียงนั้นก็ปรากฏตัวออกมา หญิงสาวผมสีทองยาวสลวย ใบหูด้านบนยาวชี้ขึ้น มีปีกใสอยู่ข้างหลัง แววตาที่ฉายออกมาดูเยือกเย็นและทรงพลัง เมื่อสบตามองกับเธอจะให้ความรู้สึกว่า ตนถูกกดข่มให้ต้อยต่ำลงจากสายตานั้น แต่ไม่ใช่สำหรับแกรนด์ นั่นเพราะไม่มีพลังจิตใดที่จะกดข่มเหนือกว่าสายเลือดมังกรได้ จากลักษณะภายนอก มองกวาดไปก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คือลักษณะของไฮเอลฟ์
“พวกข้าเป็นเพียงนักเดินทางที่ผ่านมาเท่านั้น ไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่เป็นเขตปกครองของท่าน”
“เช่นนั้น ทำไมต้องทำร้ายคนของเราด้วย?”
เอลฟ์สาวกวาดสายตามองเหล่าเอลฟ์ที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น สายตาของพวกนั้นทอเป็นประกายเมื่อเห็นพรรคพวกของตนยกพลกันมาแทบจะทั้งหมู่บ้าน
“ทำร้าย? เจ้านั่นไม่ได้บอกท่านหรอกเหรอว่าใครเริ่มโจมตีก่อน? ข้าแสดงตัวเป็นมิตร แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำลูกธนูเป็นห่าฝนก็พุ่งเข้ามาแล้ว หรือว่านี่เป็นวิธีต้อนรับแขกของเผ่าเอลฟ์?”
สายตาของแกรนด์เบนไปจับจ้องเอลฟ์หนุ่มที่เขาปล่อยให้ไปส่งข่าว เมื่อถูกสายตาที่เหมือนดั่งอสูรร้ายจับจ้อง เอลฟ์ตนนั้นถึงกับลนลานอย่างไม่สงวนท่าที
“จริงรึไม่? โคเนล”
“ก็พวกมันไม่ยอมทำตามที่เราบอกนี่ขอรับ ซ้ำยังพาเจ้าตัวอันตรายนั่นมาด้วย แค่นี้ก็เดาเจตนาของมันออกแล้ว”
เอลฟ์หนุ่มชี้ไปที่บ็อบ
“คุณเฟรย่า พวกเขาพูดความจริง ฝ่ายเราโจมตีพวกเขาก่อน อีกอย่าง คนที่ข้าพูดถึงบ่อยๆ คือพวกเขาเอง”
เสียงหญิงสาวอีกคนพูดขึ้นมา เธอยืนอยู่ด้านหลังของเอลฟ์สาวมาตั้งแต่ต้น หญิงสาวอายุราว 18 ผมสีเงินเป็นประกาย แต่พอดูดีๆ แล้วสาวน้อยคนนี้ไม่ใช่เอลฟ์นี่หว่า เธอเป็นมนุษย์!
“ที่แท้ทุกท่านก็เป็นแขกขององค์หญิง”
เอลฟ์สาวส่งสัญญาณให้ทุกคนลดอาวุธลง กลุ่มของแกรนด์มองหน้ากันด้วยความมึนงง แค่บอกสั้นๆ ประโยคเดียว เอลฟ์ทั้งหมู่บ้านก็เชื่อแล้ว? ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ? อีกอย่าง แขกขององค์หญิงคืออะไร? พวกเขาแค่เดินตามแกรนด์มาเท่านั้น แล้วสาวน้อยคนนี้เป็นใคร? เธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อครู่นี้แน่ๆ แต่ทำไมถึงรู้ว่าพวกเอลฟ์ลงมือโจมตีก่อนได้? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? คำถามเป็นชุดผุดขึ้นมาในหัวของทั้งสาม
“ข้ารอทุกท่านมานานแล้ว ยินดีต้อนรับ”
สาวน้อยที่ถูกเรียกว่าองค์หญิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตรอย่างยิ่ง
“ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน”
เอลฟ์ทุกตนที่อยู่ในบริเวณนี้กล่าวต้อนรับเป็นภาษาเอลฟ์
“ข้าก็ยินดีเช่นกัน”
แกรนด์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูมึนๆ เล็กน้อย แต่ก็พอไหลไปตามน้ำได้ แม้จะไม่รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ตัวตนของสาวน้อยคนนี้เขากลับรู้จักเป็นอย่างดี
“ขออภัยอย่างยิ่งที่คนของข้าเสียมารยาท ข้าจะให้คนพาพวกเขาไปรักษา เมื่อหายดีแล้วจะให้พวกเขามาขอโทษพวกท่านอีกครั้ง”
เอลฟ์สาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสายตาที่เปลี่ยนไป
“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจว่าคนของท่านก็มีความจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังป้องกันหมู่บ้าน ข้ารักษาให้พวกเขาเอง”
พูดจบแกรนด์พลันปล่อยคลื่นประจุสายฟ้าออกไป เอลฟ์ทุกตนได้รับการปลดปล่อยจากการข่มขวัญ ต่างก็พากันพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
“ขอบคุณท่านมาก ขออภัย ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าทุกท่านคือแขกขององค์หญิง”
แกรนด์โบกมือเพื่อบอกเอลฟ์หนุ่มว่าไม่เป็นไร ไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาเป็นแขกพิเศษได้ยังไง!
“ข้าชื่อ เฟรย่า ตัวแทนของที่นี่ ขอต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกท่านสู่หมู่บ้านเวลล์บิต ขอแนะนำ ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือ องค์หญิงไอริส ส่วนทางนั้นคือหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองของที่นี่ เอลรีส และ เอลเรีย”
หัวหน้าหมู่บ้านที่เฟรย่าแนะนำคือ ดาร์คเอลฟ์ที่มาปรากฏตัวคนแรก เอลรีส และไลท์เอลฟ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวผมสีเงิน เอลเรีย ทั้งสองคือหัวหน้าหมู่บ้าน? ในตอนแรกแกรนด์คิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านคือเอลฟ์สาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียอีก
“ทุกคนกลับไปก่อน ข้าและองค์หญิงจะนำทางแขกของเรากลับไปเอง”
เอลฟ์ทุกตนรวมถึงหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองทำความเคารพเฟรย่าก่อนจะเคลื่อนที่จากไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าฝันถึงเรื่องราวของท่านมานาน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตอนหัวค่ำข้ารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่เหมือนกับอยู่ในฝัน ข้าเดาว่าท่านอาจจะอยู่แถวนี้ นึกไม่ถึงว่าจะใช่จริงๆ”
ไอริสพูดกับแกรนด์อย่างตรงไปตรงมา คนอื่นๆ ที่กำลังจับต้นชนปลายอยู่ก็กำลังเงี่ยหูฟังอย่างอยากรู้อยากเห็น ไม่เว้นแม้กระทั่งเฟรย่าเอง
“ที่มายังหมู่บ้านนี้ได้เพราะข้าตามกลิ่นอายนั่นมาเหมือนกัน ไม่นึกว่าสายเลือดของเผ่าพันธุ์เดียวกันจะสามารถดึงดูดกันได้ด้วย”
“เฮ้ สายเลือดเดียวกัน? แกรนด์มันมีน้องสาวอีกคนหรอวะ? เจ้าเคยเห็นมั้ย?”
ครีทกระซิบถามบ็อบเบาๆ บ็อบที่อยู่กับแกรนด์มาเป็นสิบปีส่ายหัวอย่างมึนงง นอกจากเอลรอนกับเอลซ่า แกรนด์ไม่มีพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว
“สายเลือดเดียวกัน? ดึงดูดกัน?”
เอเลน่าทวนความคิดในใจอีกครั้งเพื่อย้ำข้อสันนิษฐานของเธอให้แน่ใจ
“ร่างสถิตมายา? ที่พี่สาวคนนั้นกำลังคิดอยู่คืออะไร? หมายถึงข้าหรอ?”
คำถามที่ไอริสพูดขึ้นมาทำให้เอเลน่าแปลกใจเป็นอย่างมาก
“ถึงเวลาจะมีผู้บอกเจ้าเอง อีกอย่าง เจ้าอย่าเที่ยวอ่านใจใครมั่วซั่วสิ”
ทันทีที่แกรนด์พูดจบเขาก็พลันนึกขึ้นมาได้ ตนมีสิทธิ์ไปว่าคนอื่นไม่ให้ใช้ความสามารถติดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่ตัวเขาเองก็สามารถมองเห็นได้ทุกสิ่งรอบตัวจากความสามารถเขตสัมผัส ถ้ามีคนห้ามไม่ให้เขาใช้ก็คงขำไม่ออกเช่นกัน
“มันไม่ดีหรอ? งั้นข้าจะไม่ทำ”
กลายเป็นว่าไอริสตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ เล่นเอางงกันทั้งวง
“เฮ้ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? เล่าให้ฟังบ้างสิ สายเลือดเดียวกันคืออะไรวะ? เจ้ามีน้องสาวอีกคนหรอ?”
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”
ไอริสเอ่ยขึ้นมาอีกคน แกรนด์ถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยปาก เขาตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวทุกอย่างออกมา ยังไงสักวันเรื่องนี้ก็ต้องไม่ใช่ความลับอยู่ดี เฟรย่าเดินนำทางพาทุกคนไปที่หมู่บ้าน ทั้งสี่เลือกที่จะลงจากม้าและจูงมันเดินเข้าไปพร้อมๆ กับเจ้าถิ่นทั้งสอง แกรนด์จึงเริ่มเล่าเกี่ยวกับทุกอย่างที่เขารู้
“ไอริสคือมังกรที่เราตามหา เธอคือผู้สืบทอดแห่งเทพมายา”
“ห๊ะ!!!”
บ็อบกับครีทอุทานออกมาพร้อมกัน แต่เอเลน่ากลับมีสีหน้าปกติ เธอพอจะเดาได้ตั้งแต่เห็นท่าทีของทั้งสอง รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว มังกรที่พวกเขาตามหาและหวาดระแวงมาทั้งคืน ที่แท้คือหญิงสาวหน้าตาน่ารักคนนี้หรอกหรอ?
“เฮ้ยๆ ไม่ใช่แล้วม้าง เจ้าอำพวกข้ารึเปล่า? น่ารักแบบนี้จะเป็นมังกรได้ไง อิอิ”
ครีททำหน้าตาทะเล้นอีกครั้ง แต่เมื่อมองบรรยากาศรอบข้างก็เห็นว่าทุกคนกำลังจริงจัง เขาก็เอามือปิดปากตัวเองไว้
“ความทรงจำบางส่วนที่ข้าได้รับจากเทพมังกรบอกว่า เทพมายาหรือชื่อที่แท้จริง มังกรอัญมณี คือหนึ่งในเจ็ดเทพผู้คุมกฎ อีกทั้งยังเป็นเทพที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย ที่ข้าสัมผัสถึงกลิ่นอายมังกรได้อาจเป็นเพราะว่าไอริสก็มีสายเลือดมังกรเหมือนกัน และที่สำคัญกว่านั้น มังกรสายฟ้ากับมังกรอัญมณีทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน ถ้าจะมีบางสิ่งสื่อถึงกันได้ก็คงไม่แปลก เรื่องที่เธอฝันถึงก็คงอาจเป็นเพราะพลังเฉพาะตัวของเทพมายา อันนี้ข้าก็ไม่แน่ใจ”
“อาจเป็นเช่นนั้น ปกติแล้วองค์หญิงมักสร้างโลกที่แม้แต่เธอเองก็ไม่เห็นพบเห็นอยู่เสมอ แต่ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้จนคล้ายกับสถานที่จริง อาจเป็นความทรงจำเหมือนกับที่ท่านได้รับมา”
เฟรย่าออกความเห็นครั้งแรกหลังจากที่ฟังอย่างเงียบๆ มาตลอดทาง
“ไม่ใช่ ตราบใดที่พลังของเธอยังไม่ตื่นขึ้นมา ความทรงจำแห่งเทพก็จะไม่มีเช่นเดียวกัน เพราะถ้ามีความทรงจำแห่งเทพเช่นเดียวกับข้า คงไม่ต้องมานั่งถามข้าเกี่ยวกับเรื่องของตนเองหรอก จริงรึเปล่า?”
เฟรย่าพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรต่อ หรือว่าภาพทั้งหมดที่ไอริสสร้างจะเกิดจากจินตนาการของเธอเอง?
“ถ้างั้น นับรวมไอริสแล้ว เราก็ยืนยันตัวตนของร่างสถิตได้เกือบทั้งหมดแล้วสิ”
เอเลน่าพูดพร้อมเอามือเท้าคาง จากที่เธอรวบรวมข้อมูล ตอนนี้เหลือแค่ร่างสถิตไฮดร้าเท่านั้นที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
“เรื่องนี้ข้าไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลย”
ไอริสพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ ท่าทางของเธอดูตื่นเต้นเหมือนฟังเรื่องน่าสนุกที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง
“เจ้าจะรู้ก็ต่อเมื่อข้ามขีดจำกัดไปแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะได้พบกับเทพมายา ที่จริงเรื่องนี้ท่านเทพจะต้องบอกกับเจ้าเอง แต่ข้าคิดว่าเจ้ารู้ตอนนี้คงเป็นประโยชน์มากกว่า อีกอย่าง เมื่อเจ้าก้าวข้ามขีดจำกัด พลังที่แท้จริงจะตื่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นเจ้าจะถูกเรียกว่า ‘ร่างสถิตมายา’ แต่ตอนนี้พลังของเจ้าอยู่ที่คลาส 5 ขั้นต้น จะถูกเรียกว่าผู้สืบทอดแห่งเทพมายาไปพลางๆ ก่อน”
“ลูกพี่ แล้วถ้าพลังของเธอตื่นขึ้นจนกลายเป็นร่างสถิตจะเป็นยังไงต่อ สู้ท่านได้ป่ะ? เห็นบอกว่าเป็นถึงเทพที่แข็งแกร่งที่สุด”
“ขีดจำกัดในการรับพลังแห่งเทพของตัวร่างสถิต ข้าเองก็ไม่รู้นะว่ารับได้สูงสุดเท่าไหร่ แต่ถ้านับเฉพาะร่างของเทพ ในบรรดาเทพผู้คุมกฎ เทพมายาแข็งแกร่งพอๆ กับเทพที่เหลือมัดรวมกันมา ร่างกายแข็งแกร่งเหมือนเทพพยัคฆ์เหล็ก พลังชีวิตสูงปรี๊ดเหมือนกับเทพไฮดร้า ความสามารถพิเศษพลิกแพลงยืดหยุ่นได้เหมือนเทพวิหคเพลิง ความเร็วพลิ้วพอๆ กับเทพอาชา ด้านพลังทำลายล้างเหมือนเอาเทพมังกรมาแพ็ครวมกับเทพอสูร แถมความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของมังกรอัญมณีคือ ไม่มีพลังธาตุที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถใช้ได้ทุกธาตุ! ถ้าร่างสถิตมีพลังคล้ายเทพร่างต้นทั้งยังรับความสามารถมาได้ทั้งหมด..เจ้าคิดว่าข้าจะสู้ไหวมั้ยล่ะ? อ้อ คุณเฟรย่า ตอนนี้องค์หญิงใช้พลังธาตุได้คล่องแค่ไหนแล้ว?”
แกรนด์เล่าให้บ็อบฟังจากนั้นก็หันไปถามเฟรย่า
“ข้าบอกตามตรงแล้วกัน ข้าเลี้ยงองค์หญิงมาตั้งแต่ยังแบเบาะ นอกจากภาพมายากับการอ่านใจแล้ว องค์หญิงไม่เคยใช้พลังอย่างอื่นเลยสักครั้ง”