“นี่มัน… เคล็ดวิชายุทธ์แสงศักดิ์สิทธิ์…!”
มู่เชียนยังคงงุนงงกับข้อมูลมหาศาลที่พรั่งพรูเข้ามา จึงไม่ทันได้ยินสิ่งที่เสี่ยวจิ้งเอ่ย ความรู้สึกเหมือนกับมีตัวอักษรนับล้านวิ่งวนอยู่ในหัวแต่กลับไม่เข้าใจความหมาย ทำให้สมองของนางหยุดการทำงานลงชั่วคราว
กว่าครึ่งเค่อผ่านไป ในที่สุดขั้นตอนการเรียบเรียงเคล็ดวิชาชุดนี้ก็จบลง ตัวอักษรชุดสีทองชุดหนึ่งปรากฏเด่นชัดในสมองของมู่เชียน
‘เคล็ดวิชายุทธ์แสงศักดิ์สิทธิ์ - วิชาระดับฟ้า โจมตีผ่านสิ่งกีดขวาง .. ไร้ผู้ต้านทาน’
โจมตีทะลุผ่านสิ่งกีดขวางได้หรือ ..! มู่เชียนนึกสนใจขึ้นมาทันที ทว่าเมื่ออ่านต่อไปก็พบความผิดปกติ
ข้อจำกัดของวิชานี้สูงมาก ผู้ฝึกต้องมีระดับยอดยุทธ์ชั้นกลางขึ้นไป ในร่างต้องประกอบด้วยธาตุทั้งเจ็ด !!
ผู้มีเจ็ดธาตุในตัวนั้นแม้ถูกมองว่าไร้ประโยชน์ แต่กลับหาได้ยากยิ่งกว่าเขามังกรขนกิเลน … ยิ่งไปกว่านั้นการที่ผู้ประกอบด้วยปราณเจ็ดธาตุจะสามารถผ่านถึงระดับยอดยุทธ์ได้นั้น โดยปกติแล้วแน่นอนว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย …
ดังนั้นแม้จะเป็นเคล็ดวิชาระดับฟ้า แต่ก็คล้ายกับเป็นคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ จึงถูกลืมเลือนและทิ้งร้างอยู่ในมุมมืด ไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือเรียกหามาก่อน
ทว่าสำหรับตัวประหลาดเจ็ดปราณธาตุอย่างนางแล้ว นี่ราวกับเป็นเคล็ดวิชาที่สร้างขึ้นเพื่อนางโดยเฉพาะ !!
หลักการของเคล็ดวิชานี้คือ ธาตุแสงและธาตุมืดผสานกับธาตุที่เหลือทั้งห้าธาตุ โจมตีได้โดยไร้อุปสรรค
สรรพสิ่งในแดนดินนั้นล้วนประกอบด้วยธาตุ 5 ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ-ไม้ หลังฝึกวิชานี้สำเร็จ ธาตุแสง-ทะลุตัดผ่านการป้องกันและอุปสรรคทุกอย่าง ธาตุมืด-ฉีกเปิดมิติโจมตีจากระยะไกลได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้คู่ต่อสู้ นับเป็นวิชาสังหารที่ป้องกันได้ยากยิ่ง
มู่เชียนลืมตาขึ้น เห็นเสี่ยวจิ้งออกมาจากร่างนาง สายตาของเขาช่างดูแปลกประหลาด
“เสี่ยวจิ้ง นี่เป็นวิชาระดับฟ้า โจมตีระยะไกล คุณสมบัติดูแล้วเหมาะกับข้ามากอีกด้วย”
“แน่นอนว่าย่อมเหมาะกับเจ้า เคล็ดวิชานี้คือเคล็ดวิชาที่เตรียมไว้สำหรับเจ้าโดยเฉพาะ นอกจากเจ้าแล้วไม่มีผู้ใดที่สามารถฝึกฝนได้อีก..”
“สำหรับข้า ?!”
“ผู้คิดค้นเคล็ดวิชานี้ แท้จริงแล้วคือเทพบิดา ซิ่งชางซ่างเสิน ท่านได้กำหนดข้อผูกมัดมากมาย
เพื่อให้มีเพียงผู้สืบทอดสายเลือดของท่านเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้ เป็นพื้นฐานสำหรับฝึกวิชาระดับที่สูงกว่าในอนาคต”
“ระดับที่สูงกว่า เจ้าหมายถึงสิ่งใดหรือ ?” มู่เชียนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา นางกำลังเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกขั้นแล้ว…
“เคล็ดวิชาระดับเทพที่สามารถปราบกระจกรัตติกาลได้ ต้องเป็นเคล็ดวิชาที่สามารถตัดผ่านกระจกรัตติกาล เข้าทำลายแกนวิญญาณของมันโดยตรงได้เท่านั้น นั่นคือ ‘เคล็ดวิชาปราณศักดิ์สิทธิ์’ วันหนึ่งเมื่อเจ้าเข้าสู่กำไลมิติได้สำเร็จ ในนั้นจะยังมีของอีกมากที่เทพบิดาเตรียมไว้ให้เจ้า เคล็ดวิชาปราณศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น… ทว่าเสียใจด้วย หากเจ้ายังไปไม่ถึงระดับเหนือยุทธ์ก็ไม่อาจทำความเข้าใจมันได้หรอกนะ อีกทั้งวิชา ‘แสงศักดิ์สิทธิ์’ นี้ เจ้าก็ต้องรอจนบรรลุยอดยุทธ์ จึงจะฝึกได้ ..!!”
มู่เชียนฟังแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้
“รออีกแล้ว… เสี่ยวจิ้ง เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้าเอ่ยคำนี้บ่อยนักนะ …”
“เหอะ… คิดว่าธิดาเทพยุทธ์เป็นกันง่ายนักหรือ ? เช่นนั้นไม่ต้องให้ข้าเป็นผู้เป็นเทพอสูรอัคคีมาคอยช่วยเจ้าหรอก เปลี่ยนเป็นจิ้งจกไฟสักตัว… เจ้าว่าดีหรือไม่ ? “
เสี่ยวจิ้งไม่ได้เอ่ยด้วยท่าทีเดือดดาลเช่นเคย ทว่ากลับเปล่งรังสีดุร้ายออกมาอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าเขายังไม่ลืมที่นางเคยเรียกเขาว่าจิ้งจกไฟ ! มู่เชียนฟังอดหัวเราะแห้งๆ ออกมาไม่ได้ เทพอสูรน้อยหงุดหงิดอีกแล้ว
“แล้วเหตุใดเคล็ดวิชาที่เตรียมไว้สำหรับข้าจึงมาอยู่ที่นี่เล่า ? หรือเทพซิ่งชางคาดเดาว่าข้าจะมาที่นี่”
เสี่ยวจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงสัยเช่นกัน
“ข้อนี้ข้าเองก็แปลกใจ … ที่จริงเคล็ดวิชานี้หายสาบสูญไปนานแล้ว มีเพียงฉบับคัดลอกที่ข้าเก็บไว้ให้เจ้า ตั้งใจจะมอบให้ยามเจ้าเข้าสู่ยอดยุทธ์ ไม่คิดว่าจะมาพบฉบับจริงอยู่ที่นี่”
“ฉบับจริงกับฉบับคัดลอกมีอะไรแตกต่างกันหรือไม่ ?”
“ฉบับจริงเจ้าจะสัมผัสได้ถึงเจตจำนงของเทพบิดา ในยามฝึกฝนจะสอดคล้องช่วยเหลือเจ้า ทำให้สำเร็จง่ายกว่าฉบับคัดลอกมาก ….. ทว่าข้ายังรู้สึกแปลกๆ…. มันดูจะบังเอิญเกินไป”
“หรือว่าจะมีสิ่งใดผิดปกติในตำราเล่มนี้ ?” มู่เชียนตั้งข้อสงสัยและขอให้เสี่ยวจิ้งช่วยนางตรวจสอบ
เสี่ยวจิ้งสัมผัสอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า
“ข้าสัมผัสได้เพียงเจตจำนงอันอบอุ่นและยิ่งใหญ่ของเทพบิดาเท่านั้น”
“อืมม… เช่นนั้นก็ดีแล้ว ส่วนว่าเหตุใดจึงบังเอิญเช่นนี้ คงได้แต่คิดว่าเป็นโชคเข้าข้างข้า หรือเทพบิดากำหนดมาก็เท่านั้น” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ
“เจ้านี่นะ วางใจอะไรง่ายดายเสมอ… ระวังจะตายโดยไม่รู้ตัว “ เสี่ยวจิ้งบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้
“แล้วเจ้าว่า นอกจากทำใจยอมรับแล้ว ข้าทำอย่างอื่นได้หรือไม่เล่า?” เด็กสาวมองตรงไปด้านหน้าด้วยใบหน้ายิ้มๆเช่นเดิม ทว่ากลับทำให้เสี่ยวจิ้งอึ้งไป…
‘เหตุใดวาจาประโยคนี้ของนาง ดูเศร้าๆนะ ?’
ร่างของทั้งคู่ปรากฏกายขึ้นหน้าประตูค้นตำราบานเดิม ขณะกำลังจะลงบันไดก็มีสิ่งหนึ่งกลิ้งตามออกมาด้วย
ตุบ… มู่เชียนหันมองก็พบกระบอกไม้ไผ่ชิ้นเดิมนั้นตกอยู่ข้างเท้า จึงก้มลงหยิบขึ้นมาดู
“หืมม ในนี้มียังมีตำราอะไรอีกด้วยน่ะ?”
“คัมภีร์หมื่นธาตุพิษ “ เสี่ยวจิ้งมองแล้วตื่นตะลึง ตำราปรุงพิษที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้า เขาเคยเห็นครั้งหนึ่งในคลังตำราโอสถของพี่สาม
“เอ๋ … นี่มาได้อย่างไร?”
โถงพฤกษาช่างใจกว้างจริงๆ ผู้อื่นเลือกได้หนึ่ง แต่นางได้มาสองเลยในครั้งเดียว….
“ศิษย์น้องมู่… เรียบร้อยดีหรือไม่ ?” ฉวนสี่เอ่ยถาม
“เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ”
“เจ้าเลือกเคล็ดวิชาสายใดหรือ?” โม่เจี้ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ดูเกร็งไม่น้อย
นางยังไม่อยากเอ่ยถึงเคล็ดวิชาแสงศักดิ์สิทธิ์อันแปลกประหลาดจึงเพียงชูตำราเล่มที่เหลือในมือขึ้นให้โม่เจี้ยนดู
“คัมภีร์หมื่นธาตุพิษ วิถีปรุงโอสถหรือ ?”
ศิษย์พี่ทั้งสองแปลกใจอยู่ไม่น้อย ด้วยพรสวรรค์ของนางนั้นเขาคาดว่า นางจะเลือกวิถีปราณยุทธ์ หรือวิถีสัตว์อสูรเสียอีก
เห็นเช่นนี้โม่เจี้ยนก็โล่งใจขึ้น เขาเดินอย่างปลอดโปร่งขึ้นไปเลือกคัมภีร์ที่ตนต้องการ มู่เชียนสังเกตว่าเขาเอ่ยบางอย่างกับประตูก่อนที่ประตูจะเปิดออก นี่คงเป็นขั้นตอนปกติ ที่ศิษย์ต้องระบุวิถีที่ตนต้องการกับประตูค้นตำรา แต่กับนาง ดูเหมือนอะไรๆก็ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว… ไม่มีโอกาสได้เลือกเลยสักครั้ง
ดวงตาเด็กสาวหม่นหมองลง จนเสี่ยวจิ้งรู้สึกได้ เขาเริ่มรู้แล้วว่านางคิดอะไรอยู่
เด็กหญิงอายุ 15-16 ผู้หนึ่ง ต้องรับภาระหนักหนาเพียงนี้ กลับยังคงความร่าเริง และมองโลกในแง่ดีเอาไว้ได้ … นับว่าดีมากแล้ว
‘ถึงที่สุดแล้วก็ยังคงมีความเศร้าและน้อยใจซ่อนอยู่บ้างกระมัง ?’ เสี่ยวจิ้งอดนึกเห็นใจมู่เชียนขึ้นมาไม่ได้ จึงเอ่ยปลอบใจเด็กสาวอย่างอ่อนโยน
“อย่าคิดมากเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างน้อยเจ้าจะมีข้าเสมอ…. ”
มู่เชียนมองมาที่เทพมังกรน้อยบนบ่าอย่างผิดคาดอยู่บ้าง ไม่คิดว่าเขาจะพูดจาดีๆปลอบใจตนได้เหมือนกัน ความอ่อนโยนที่ได้รับโดยไม่คาดคิดนี้ทำเอาเด็กสาวขอบตาแดงก่ำ
“อืมมมม”
ในเมื่อเลือกทางเดินไม่ได้ ก็คงได้แต่เพียงทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดเท่านั้น มู่เชียนยิ้มขอบคุณให้เสี่ยวจิ้ง สะบัดหน้าไล่ความเศร้าสองสามครั้ง ใบหน้าเล็กก็กลับมาสดใสดังเดิม …. เสียงสดใสเอ่ยถามฉวนสี่ที่อยู่ข้างๆว่า
“ศิษย์พี่ฉวนเลือกคัมภีร์วิถีปราณยุทธ์สินะเจ้าคะ เป็นเคล็ดวิชาใดหรือเจ้าคะ? “
“ข้าเลือกเคล็ดวิชาธาตุน้ำ ระดับก็นับว่าไม่เลว เป็นเคล็ดวิชาระดับดิน”
มู่เชียนยิ้มและแสดงความยินดีกับฉวนสี่อย่างจริงใจ เคล็ดวิชาระดับดินนับเป็นสุดยอดของแคว้นแห่งนี้แล้ว ฉวนสี่สามารถได้รับมาย่อมแสดงถึงความสามารถอันไม่ธรรมดาของเขา
“ไม่รู้ศิษย์พี่โม่จะเลือกคัมภีร์วิถีใดมานะเจ้าคะ ข้าคาดว่าคงเป็นวิถีสัตว์อสูรเป็นแน่”
“อืม ข้าได้ยินเขาเอ่ยเช่นนั้น ยังกลัวว่าเจ้าจะเลือกตัดหน้าเขาอีกด้วย “ ฉวนสี่เล่าถึงท่าทีของโม่เจี้ยนแล้วก็นึกขำขึ้นมา
“อ้อ…. เสียดายข้าไม่ชื่นชอบวิถีบังคับควบคุมสัตว์อสูรสักเท่าไหร่ พวกเขาล้วนมีความคิดจิตใจ ข้าอยากให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตและเป็นตนเองยามที่อยู่ข้างข้ามากกว่า”
เสี่ยวจิ้งมองมู่เชียนอย่างยินดี นายเหนือหัวเจ้าของมิติคนถัดไปมีความเมตตาต่อสัตว์อสูรเยี่ยงนี้ ลูกหลานของพวกเขาคงอยู่กันอย่างมีความสุข
“ไม่บังคับควบคุมหรือ … หึหึ คงมีเพียงเจ้าที่สามารถเอ่ยเช่นนี้ ผู้อื่นล้วนแล้วแต่เกรงกลัวสัตว์อสูรที่ป่าเถื่อนเป็นอย่างยิ่ง หากไม่ควบคุมหรือทำพันธะไว้ ย่อมไม่อาจอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้”
ฉวนสี่เอ่ยพลางส่ายหัว นอกจากนางเขาก็ไม่เคยพบใครมีความคิดเช่นนี้มาก่อน
“ท่านเชื่อข้าเถิด หากเรามีความจริงใจ พวกเขาย่อมรับรู้ได้ “ ดวงตาและน้ำเสียงของมู่เชียนมีความจริงจังอย่างมาก
ฉวนสี่มองศิษย์น้อง แล้วก็หวนคิดถึงอสรพิษน้อยเสี่ยวจือจือที่เรือนของนางตนนั้น ดูแล้วก็เจรจาต่อรองเก่งไม่แพ้พ่อค้าที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเลย คงเพราะได้รับการสั่งสอนจากนายสาวกระมังใบหน้าหล่อเหลาของเขามีรอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้น
“อืมม ข้าเชื่อเจ้า”
“วูบบบบ…. “ ร่างของโม่เจี้ยนปรากฏขึ้นที่ประตูอีกครั้งพร้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดีอย่างยิ่ง
“เสี่ยวเชียน … เจ้าดูนี่ ‘ตำราราชาอสูร’ นี่เป็นเคล็ดวิชาควบคุมสัตว์อสูรที่สูงที่สุดในแคว้นแห่งนี้แล้วนะ … หากฝึกสำเร็จ ข้าจะสามารถควบคุมได้กระทั่งสัตว์อสูรระดับราชันย์..!!
เสียงของโม่เจี้ยนดังลั่นมาแต่ไกล คาดว่าคงจะทั้งตื่นเต้นและภาคภูมิใจในตนเองอย่างยิ่ง
“ได้ยินว่าตำรานี้เลือกผู้ฝึกเป็นอย่างมาก เทียบได้กับวิชาระดับดินทีเดียวนะ … เจ้าก็รู้ว่าวิชาระดับดินนั้นหายากเพียงใด…. ฮ่าฮ่า…. เจ้าดูเถิด เพียงข้าเข้าไป ตำรานี่ก็วางอยู่เบื้องหน้าข้า ไม่เสียเวลาค้นหาเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าข้าคือผู้มีพรสวรรค์อันร้ายกาจ… ฮ่าฮ่า “
โม่เจี้ยนทั้งหัวเราะ ทั้งพูดไม่หยุด หารู้ไม่ว่าสำหรับคนทั้งสองแล้ว วิชาระดับดินมิได้สูงส่งเกินคว้าเพียงนั้น …
แม้จะหมั่นไส้พี่ชายขี้อวดผู้นี้ แต่มู่เชียนก็ยังเอ่ยแสดงความยินดีตามมารยาท
“ยินดีกับศิษย์พี่โม่ด้วยเจ้าค่ะ …. พวกเราล้วนเสร็จธุระที่นี่แล้ว รีบไปกันดีหรือไม่เจ้าคะ นี่เป็นการเข้าห้องเรียนวันแรก ข้าไม่อยากไปสาย..”
เห็นเด็กสาวหน้ายุ่งก็เข้าใจว่านางน้อยใจที่วิชาของนางสู้เขาไม่ได้ โม่เจี้ยนจึงเอื้อมมือพาดคอนางไว้ไม่ให้เดินหนี แล้วก้มลงมาเอ่ยใกล้ๆว่า
“เสี่ยวเชียนของข้า วางใจเถิด แม้โชคของเจ้าไม่ดีนัก แต่ยังมีศิษย์พี่โม่ของเจ้าอยู่ ผู้ใดจะกล้ารังแกเจ้า ”
‘ศิษย์พี่ผู้นี้แม้มือไวไปหน่อย แต่ก็ห่วงใยข้าเสมอมา… ‘
มู่เชียนคิดปลงในใจพลางค่อยๆสะบัดแขนแกร่งที่คล้องคอออกอย่างสุภาพ
“ขอบคุณศิษย์พี่โม่เจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ข้าเกรงจะเข้าชั้นเรียนไม่ทันมากกว่า หากอาจารย์คิดรังแกข้า ท่านคงปกป้องข้าไม่ได้กระมัง”
“อ่อ …. งั้นเราไปกันเถิด” โม่เจี้ยนยกมือที่ถูกหญิงสาวสะบัดออกขึ้นมากุมหัวอย่างเก้อเขิน ดวงตาเขายังมองพิจารณาสีหน้าของมู่เชียนอยู่ครู่หนึ่ง
เหตุใดบุรุษหน้าดีเช่นเขาต้องเป็นฝ่ายถูกสาวน้อยหน้าตาธรรมดายิ่งกว่าธรรมดาผู้นี้แสดงท่าทางรังเกียจเอาด้วยนะ … ดูเถิด ไม่ว่าความขัดเขินหรือเลือดฝาดบนหน้าก็ล้วนไม่มีให้เห็นแม้สักนิด หรือว่านางยังเด็กเกินไป ? หรือว่าจะเกี่ยวกับบุรุษที่นางเคยเอ่ยถึงผู้นั้น …. ?
โม่เจี้ยนคงจะยังจมอยู่กับตัวเองอีกสักพักหากฉวนสี่ไม่เอ่ยขึ้นก่อน
“ สำหรับการเข้าเรียน โดยทั่วไปแล้ว พวกเราจะถูกจัดให้เข้าเรียนครบทั้ง 5 วิชา วันละ 1 วิชา สัปดาห์หนึ่งจะมีอีกสองวันที่พวกเรามีเวลาว่างสำหรับฝึกฝนด้วยตนเอง เว้นเพียงเหล่าศิษย์
สายตรงจะสามารถเข้ารับการฝึกฝนจากอาจารย์ของตนในสองวันที่เหลือนั้น ….”
“ข้ากับท่านนั้นไม่มีปัญหา แต่กรณีของศิษย์น้องมู่เล่า นางเป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ทั้งห้า แล้วจะจัดเวลาเช่นไร ?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบ คงได้แต่รอให้ท่านเจ้าสำนักแจ้งแก่นางเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น … สำหรับวันนี้ รุ่นของพวกเราทั้ง 5 ต้องเข้าเรียนวิถีปรุงโอสถก่อน ”
“พวกเราทั้ง 5 หรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถาม หางตานางพลันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มคุ้นหน้าผู้หนึ่ง โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆ
หยางอี้ปิน ปรากฏตัวขึ้นในโถงพฤกษาโดยไม่มีผู้ใดรู้สึกตัว ท่าทีของเขาล่องลอย ขอบตาดำคล้ำราวกับอดนอนมาทั้งคืน ทว่าสีหน้ากลับดูอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง ชุดศิษย์สายในที่เขาสวมยับยู่ยี่ ดูแล้วนี่เป็นชุดของเมื่อวานชัดๆ
“ศิษย์พี่ฉวน ศิษย์น้องโม่ ศิษย์น้องมู่ พวกท่านมาแล้วหรือ ?” เสียงแหบแห้งทักทายขึ้น มู่เชียนรู้สึกคันไม้คันมือจนอยากเข้าไปส่งน้ำให้เขาสักแก้วเหลือเกิน
“ศิษย์น้องหยาง เจ้า… ไม่ได้กลับเรือนเลยหรือ?” ฉวนสี่เอ่ยด้วยท่าทีอึ้งๆอยู่บ้าง
“ ที่แห่งนี้มีแต่ตำราดีๆมากมาย ข้าชมดูจนเพลิดเพลินเลยลืมเวลาไปหน่อย …. “ หยางอี้ปินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหม่อลอยเช่นเคย
แน่นอนว่าหอตำราแห่งนี้นอกจากคัมภีร์ฝึกตนที่พวกเขาได้รับมาแล้ว ยังมีตำราที่เป็นความรู้ปลีกย่อยอีกมาก กระจัดกระจายอยู่ในโถงชั้นล่างแห่งนี้ แม้มิได้เกี่ยวข้องการการฝึกตน แต่ก็เป็นแหล่งความรู้ขนาดใหญ่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศึกษาหาความรู้เช่นหยางอี้ปิน
เมื่อวานหลังการทดสอบ ศิษย์น้องผู้นี้ก็ถามถึงเส้นทางมาที่หอตำราเป็นอันดับแรก คิดว่าเขาต้องการตำรายุทธ์ที่สำนักมอบให้จนอดใจไม่ไหวเสียอีก
ที่แท้ศิษย์น้องหยางก็เป็นหนอนตำราผู้หนึ่ง…
“ศิษย์พี่หยางก็มาแล้ว แล้วเจ้าคนแซ่จ้าวนั่นเล่า ยังไม่มาอีกหรือ หากพวกเข้าชั้นเรียนสายไปจะทำเช่นไร ?”โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างหงุดหงิด เขาไม่สนใจหรอกว่าหยางอี้ปินจะนอนที่ใด อาบน้ำแล้วหรือไม่ ยามเขาเข้าป่า เขาเองก็ไม่ได้อาบน้ำอยู่บ่อยๆ
“ศิษย์น้องจ้าว คงจะอยู่กับชุมนุมสกุลจ้าวแล้วในยามนี้ พวกเราสี่คนไปกันเถิด” ฉวนสี่เอ่ยก่อนจะเดินนำออกไปเป็นคนแรก
ระหว่างเดินไปยังโถงปรุงโอสถ หยางอี้ปินเดินทอดจังหวะไม่ช้าไม่เร็วเพื่อคุยกับมู่เชียนไปด้วย
“ศิษย์น้องมู่ ข้ากับเจ้าเรามีความเชี่ยวชาญปราณโอสถเช่นเดียวกัน ถ้าอย่างไรเรามาร่วมกันศึกษาตำราดีหรือไม่ นี่เท่ากับเราได้ศึกษาถึงสองตำราเชียวนะ ได้เปรียบผู้อื่นอย่างมาก”
“ขอบคุณศิษย์พี่หยางที่เอ่ยชวน ทว่าตำราที่ข้าเลือกมานั้นเป็นตำราวิถีปรุงโอสถ ไม่ทราบศิษย์พี่ยังสนใจหรือไม่?” มู่เชียนไม่อยากปฏิเสธให้เสียน้ำใจจึงเพียงเอ่ยตามความจริงไป คาดว่าเขาคงไม่สนใจตำราวิถีรองเช่นวิถีปรุงโอสถนี้
“อ้อ… “ หยางอี้ปินดูผิดหวังเล็กน้อยทว่าเพียงไม่นานสีหน้าของเขาก็กลับมาสดใสอีกครั้ง แล้วพยักหน้ารับ
“อันว่าการศึกษานั่นไม่มีคำว่าว่ามากเกินไป แม้เป็นวิถีปรุงโอสถ ทว่าถูกเลือกโดยผู้พรสวรรค์เช่นเจ้าย่อมต้องของดีแน่นอน อีกหนึ่งเดือนนับจากนี้เรามาแลกกันศึกษาเถิด “
มู่เชียนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้ารับปากอย่างงุนงง ศิษย์พี่ผู้นี้คงชื่นชอบการอ่านตำราอย่างมากจริงๆ
บนรถม้าคันเดิม เยว่เทียนหงรับสาส์นประจำวันด้วยใบหน้านิ่งเฉย… ฟู่หลิงพลันจดจ่อกับสาส์นในมือนายท่านโดยไม่รู้ตัว ขอให้เป็นข่าวดีทีเถอะ เขารับรังสีอำมหิตเช่นนี้ไม่ไหวแล้ว
‘ส่งมอบกระบอกไม้ไผ่ และ คัมภีร์หมื่นธาตุพิษสำเร็จ’
ใบหน้าเย็นเยียบขององค์ราชาดูผ่อนคลายลง บรรดาผู้เฝ้ามองก็พลอยโล่งอก… แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตว่าดวงตาสีเทาหม่นคู่นั้นนั้น ยามนี้ดูโดดเดี่ยวและหงอยเหงานัก ราวกับบนโลกนี้มีเขาอยู่เพียงลำพัง
เขาจะคอยสนับสนุนช่วยเหลือ และเฝ้ารอวันที่นางเติบโต รอวันที่นางทำลายกระจกอาถรรพ์นั่น ปลดปล่อยวิญญาณของเขาให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง …. และจากโลกใบนี้ด้วย ….