หญิงทรงผมบ๊อบหน้าตาคุ้นๆ คนนั้นยืนรอหน้าประตู
“ประชาใช่ไหม”น้ำเสียงห้าว ๆ นั้นช่วยกระตุ้นต่อมความจำผมเธอเป็นเพื่อนที่อิสราไปกินข้าวกลางวันด้วย
“ใช่รฐรักษ์มีอะไรรึเปล่า” ผมถาม โชคดีที่ยังจำชื่อเธอได้
“ท่านยังไม่กลับเหรอเราจะปิดไฟแล้ว” รฐรักษ์ถาม ผมยังงงว่าเกิดอะไรขึ้น เลยหันซ้ายขวามองไปรอบ ๆไม่มีใครอยู่เหมือนเป็นตึกร้าง กระจกที่มองออกไปนอกอาคารถูกปรับเป็นแบบทึบจนหมดผมจึงดูนาฬิกาข้อมือของตนเองแล้วเผลออุทาน เพิ่งรู้ตัวว่าเลยเวลาเลิกงานมาแล้วครึ่งชั่วโมงพอปิดกระจกรอบห้องทึบหมดแถมยังเก็บเสียงเลยไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
“คนอื่นกลับหมดแล้วเหรอ”ผมถามทั้ง ๆ ที่เห็นคำตอบได้ชัดเจนอยู่แล้ว
“น่าจะนะ”เพื่อนของอิสราเหลียวมองซ้ายขวาราวกับบอกว่าเห็นอยู่ทนโท่ เท้าของเธอขยับเป็นจังหวะบางทีอาจกำลังฟังเพลงจากเครื่องเอวีเอสอีที่สวมอยู่
“ท่านกลับก่อนเลยก็ได้วันนี้งานเรายังไม่เสร็จ” ผมเอ่ย
“ถ้าเรากลับท่านก็จะถูกขังท่านไว้ที่นี่ เพราะว่าท่านไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานไว้ล่วงหน้า”
รอยยิ้มของรฐรักษ์เหมือนเป็นยิ้มพิฆาตแฝงความเลือดเย็นในคำพูด ผมเข้าใจในทันที เธอเป็นแม่บ้านของตึกจึงต้องรอปิดประตูถ้าฝืนอยู่ต่อก็คงขัดขวางหน้าที่ของเธอ ผมจึงบอกให้อีกฝ่ายรอรอ รีบกดเซฟงานใส่คลาวด์ของตัวเองเพื่อที่จะไปทำต่อที่คอนโดพื้นที่หนึ่งเพตะไบต์[1]บนเว็บไซต์ของบริษัทซัมนิวส์ที่ใจป้ำแจกให้พนักงานทุกคนมีเหลือเฟือโชคดีที่ไม่ได้เตรียมของอะไรมาเลยเสร็จอย่างรวดเร็วผมกดปิดคอมพิวเตอร์แล้วก้าวออกมาจากห้อง รฐรักษ์พยักหน้าแล้วเดินนำผมไปที่ลิฟต์
“ท่านไม่ตรวจเช็คของหน่อยเหรอครับ”ผมแปลกใจที่เธอไม่ได้เหลียวมองของในห้องแม้แต่น้อย
“นั่นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านเราร่วงเกินไม่ได้หรอกค่ะ พนักงานแต่ละคนต้องดูแลเอง เช่นเดียวกับค่าไฟนอกเวลาทำงานท่านต้องจ่ายเองแล้วก็...ท่านอาจไม่รู้ว่า บริษัทมีนโยบายไม่ให้ทำโอที[2]” แม่บ้านสาวอธิบาย ผมเพิ่งระลึกได้ว่าเช้านี้พิมพ์ก็พูดแล้วหนหนึ่ง
“ทำโอทีแบบไม่เอาค่าตอบแทนก็ไม่ได้เหรอครับ“
“โอ้ย ไม่ได้หรอก”รฐรักษ์สั่นศีรษะเหมือนหวาดกลัว “ถ้ารู้ถึงกระทรวงพาณิชย์และแรงงาน ก็จะโดนเพ่งเล็งตรวจสอบเป็นพิเศษ”
ผมทำทีเป็นพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอหันมาจ้องผมด้วยแววตาคล้ายสงสัย
“...ท่านเป็นคนจังหวัดไหนกันแน่”
“จังหวัดเสมา” ผมตอบอย่างฉับพลันยังจำข้อมูลตอนสัมภาษณ์สมัครงานได้แม่น
“อ้าวคนจังหวัดเพื่อนบ้านหรอกเหรอ”รฐรักษ์หัวเราะเสียงดังจนผมหวาดระแวง บางทีก่อนหน้านี้อาจพูดอะไรผิดจนเธอสังเกตได้
“มีอะไรเหรอครับ หรือว่าเราไม่เหมือนคนเสมา”
“เปล่าหรอกญาติเราคนหนึ่งก็ทำงานในจังหวัดเสมา ไม่เห็นบริษัทอนุญาตให้ทำโอทีนะ นึกว่าท่านจะมาจากบริษัทในจังหวัดอื่นเขาอนุญาตซะอีกเคยได้ยินแต่ข่าวลือว่ามี...มีที่ไหนเนี่ย! ไม่ใช่อะไรเผื่ออีกหน่อยจะไปสมัครบ้าง”แม่บ้านหัวเราะในคำพูดทีเล่นทีจริงของตนเอง ผมฝืนยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุดดูเหมือนว่าครั้งนี้จะรอดตัวไปได้
รฐรักษ์ปิดประตูที่กั้นส่วนห้องโถงใหญ่กับลิฟต์ด้วยการกดปุ่มบนประตูแล้วยื่นมือเข้าไปใกล้บริเวณกล่องสีดำที่ใช้ควบคุม จากนั้นกลอนประตูก็ล็อกอัตโนมัติส่งเสียงแกร็กผมรู้ภายหลังว่าเป็นการควบคุมด้วยการปล่อยสัญญาณยืนยันตัวตนจากไมโครชิปไอเอ็มไออาร์ที่ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อมือแบบเดียวกับธรณีแทบทุกคนในประเทศเลือกใช้วิธีนี้แทนการพกบัตรประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ อีกหลายใบ
หญิงสาวลงลิฟต์ไปพร้อมกับผม แปลกใจที่เธอไม่ไปเช็คที่อื่นอีกบางทีอาจรับผิดชอบเฉพาะส่วนชั้นห้า ผมพยายามชวนเธอคุยไม่ให้เงียบจนเกินไป ถามไปนิดเดียวอีกฝ่ายก็ตอบมาเสียยืดยาวราวกับอัดอั้นที่ไม่มีคนคุยด้วยผมได้รู้ว่าบริษัทมีแม่บ้านสามคน จะแบ่งกันรับผิดชอบในแต่ละชั้นในส่วนของเธอเป็นชั้นสี่และชั้นห้าสาเหตุที่มีจำนวนน้อยเพราะงานทำความสะอาดส่วนใหญ่จะใช้หุ่นยนต์ หรือไม่อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่ออินเทอร์เน็ตหลายชิ้นก็สามารถทำความสะอาดตนเองได้อยู่แล้วแม่บ้านก็มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการทำงานหุ่นยนต์อีกทีจากระยะไกล หรือจะสั่งงานระยะใกล้ก็ได้ผ่านเออาร์อินเทอร์เฟซ[3]ที่สร้างจากอุปกรณ์เอวีเอสอีได้เลย
รฐรักษ์พ่นคำตอบมาจนหมดแล้วก็เปลี่ยนเป็นก้มหน้านิ่งเงียบไฟสัญญาณบนเอวีเอสอีของเธอบ่งบอกว่ากำลังดูภาพจากจอภายในแสดงว่าอาจเป็นคนไม่ค่อยพูดตามธรรมชาติ ผมมั่นใจเช่นนั้นเพราะคนประเภทเดียวกันมักมองกันออก ผมเลยไม่ชวนคุยอะไรอีก
พวกเราก้าวออกมาจากลิฟต์แล้วตรงไปยังประตูทางออก แปลกใจที่รฐรักษ์เดินไปพร้อมผมโดยไม่แวะตรวจตราที่อื่นอีก
“ท่านตรวจสอบเรียบร้อยหมดแล้วเหรอ”
“อ๋อ...เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ในลิฟต์” เพื่อนของอิสราตอบรอบนี้ดูเหม่อลอย สีหน้าเคร่งเครียดผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับขึ้นลงจนชักไม่แน่ใจแล้วว่าหญิงสาวผู้นี้มีบุคลิกแบบไหนกันแน่
ยามคนเดียวกับที่เฝ้าสตูดีโอสามนั่งตรงปากประตูทางเข้าออกสำนักงาน
“วันนี้ท่านแดงเวรปิดประตูเหรอ”รฐรักษ์หันไปพูดกับยามคล้ายสนิทสนม ชื่อเขาดูโบราณสวนทางกับใบหน้าที่ยังหนุ่มแน่นอายุไม่น่าถึงยี่สิบห้าปี สมแล้วที่ธรณีบอกว่าคนยุคใหม่จะกลับไปนิยมของเก่าอย่างแฟชั่นเก่า ๆ หรือชื่อสมัยอยุธยา
“ใช่ ท่านปิดประตูชั้นสี่ชั้นห้า หมดแล้วเนาะ”
หญิงสาวพยักหน้า “ตรวจตั้งแต่สี่โมงสิบแล้วเห็นเซนเซอร์เตือนว่ามีสัญญาณความร้อนคนเหลืออยู่ที่ชั้นห้า เลยไปพาตัวเขามา”
เธอเอ่ยถึงผม ยามหนุ่มหันมามองเหมือนตำหนิว่าทำให้ผู้อื่นลำบากผมได้แต่ยิ้มสู้
“เขาเพิ่งมาทำงานวันนี้วันแรกอย่าถือสาเลย” แม่บ้านสาวช่วยแก้ตัวแทนผม เป็นคนดีกว่าที่คิด
“เดี๋ยวเราขึ้นไปตรวจความเรียบร้อยอีกทีก่อนนะ”ยามบอกรฐรักษ์ ก่อนโบกมือลา พอพวกเราพ้นออกมาระยะหนึ่ง ก็เห็นเขาล็อกประตูตามหลัง
“แล้วคนที่เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานทำยังไง”ผมหันไปถามหญิงสาวที่เดินข้าง ๆ
ผมพูดถึงสิทธิในการเลือกเวลาทำงานแบบยืดหยุ่น[4]พิมพ์เคยบอกว่าบริษัทของเราพนักงานสามารถเลือกเวลาทำงานให้เริ่มเช้าขึ้นเพื่อเลิกงานเร็วขึ้นได้ หรือจะปรับลดเวลาทำงานในวันหนึ่งเพื่อไปเพิ่มให้อีกวันได้โดยมีเงื่อนไขสองข้อคือ ต้องสะสมชั่วโมงทำงานให้ได้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวันและ 30 ชั่วโมงต่อ 5 วันทำงานนั่นคือเฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง และในแต่ละวันทุกคนที่ไม่ได้ลาหยุดต้องมีช่วงเวลาที่สามารถประชุมร่วมกันได้ คือ9.00-10.00ทำให้จัดการเวลาชีวิตส่วนตัวได้สะดวกขึ้นแต่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อจะได้บอกแม่บ้านไว้ แต่เท่าที่ดูยามกำลังจะปิดตึกแล้วแปลว่าไม่มีใครทำงานล่วงเวลา
“อ๋อ...คนที่ทำงานช่วงเย็นถึงดึกต้องไปอยู่ตึกโน้น”รฐรักษ์ชี้ไปที่อาคารอีกหลังที่อยู่ถัดกันจากตึกหลังนี้โครงสร้างดูคล้ายกันแต่สูงน้อยกว่า น่าจะมีแค่สี่หรือห้าชั้น “ปกติก็จะมีทีมงานที่ทำข่าวรอบดึกอยู่ด้วยเพราะอะไรก็เกิดขึ้นเป็นข่าวได้ตลอด 24 ชั่วโมงจริงมั้ย แต่บริษัทจ้างคนไม่มากเท่าช่วงกลางวันเพราะกิจกรรมน้อยกว่าคนที่มีชั่วโมงทำงานคาบเกี่ยวเลยจาก สี่โมงเย็นก็ต้องย้ายไปชั้นหนึ่งของตึกโน้นด้วยไม่งั้นแม่บ้านอย่างเราจะทำงานยาก ปิดตึกนี้ไม่ได้ อ๋อ แล้วเหตุผลที่สลับกันใช้เพื่อประหยัดพลังงานให้อุปกรณ์ได้พัก จะได้ผลัดกันสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย”
“โห เพิ่งเคยเห็นว่ามีการจัดการที่เป็นระบบระเบียบแบบนี้ด้วย”ผมเอ่ยชม
“ที่ไหนก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอค่ะ ไม่ว่าราชการหรือเอกชน”รฐรักษ์กล่าว สีหน้าเธอเหมือนงุนงงในอากับกิริยาที่ประหลาดใจจนเกินเหตุของผม
“นั่นสินะครับ” ผมยิ้มกลบเกลื่อนจากนั้นจึงรูดซิบปากสนิท เกรงจะหลุดปากเผยเรื่องไม่เข้าท่าออกไปมารู้ภายหลังว่าความยืดหยุ่นของเวลาทำงานถือเป็นค่านิยมปกติของคนในยุคนี้ถือเป็นเสรีภาพของทุกคนที่ทำงานไม่เว้นแต่นายจ้าง ลูกจ้าง ข้าราชการและนักการเมืองเพียงแต่จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันในแต่ละที่ขึ้นกับข้อตกลงที่พิจารณาผลกระทบต่อส่วนรวม
รฐรักษ์ยังคงก้าวไปพร้อมกับผมสลัดไม่หลุดเสียที ไม่ถามคงไม่ได้
“ท่านจะไปไหนเหรอครับ”
“นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้านค่ะเราเข้าใจว่าท่านก็กลับทางนี้เหมือนกัน”
ผมไม่มีทางเลือกจึงจำใจเดินทางไปพร้อมกับเธอทั้งที่รู้สึกอึดอัด อาจต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสผูกมิตรกับเธอพ่อผมสอนให้ทำดีกับผู้อื่นไว้ก่อนไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบเขาก็ตามกล้าสาบานเลยว่าไม่ได้แกล้งตีสนิทเพื่อเข้าใกล้อิสรา
ผมทำทีให้หญิงสาวผ่านแขนกั้นไปสู่บริเวณชานชลาก่อนผมแตะบัตรเงินสดของธรณีเหนือเซนเซอร์อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตได้ทันไม่อยากตอบคำถามว่าทำไมไม่ฝังไมโครชิปไอเอ็มไออาร์ แม้จะผ่านไปด้วยดีก็ยังหนีไม่พ้นหญิงสาวผู้นี้ต้องขึ้นรถไฟขบวนถัดไปจากผมจึงยืนรอที่จุดเดียวกันยังไม่เห็นวี่แววของรถไฟเป้าหมาย เวลาบนจอภาพที่แขวนจากหลังคาบอกให้รออีกห้านาทีเศษ
“เย็นนี้ท่านจะไปกินข้าวที่ไหน” ผมทลายความเงียบเปิดประเด็น
“อ๋อค่ะ...กินที่ร้านข้าวต้มตุลาใกล้ ๆที่พักเรา ท่านมีอะไรร้านอะไรแนะนำไหม”
“ร้านไดโรม่อนก็อร่อยนะ แถวย่านสามเสา”ผมไม่ได้โกหก แต่รู้จักอยู่ร้านเดียวเลยไม่มีตัวเปรียบเทียบ
“เราว่าร้านบ้านต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆกันอร่อยกว่าค่ะ เครื่องทำอาหารก็รุ่นใหม่กว่า เราชอบเมนู ‘ป่าหลังฝน’มากเลย โคตรอร่อย” สีหน้ารฐรักษ์ดูเคลิบเคลิ้มขณะพูด อาจจะกำลังจินตนาการถึงรสชาติอันอันโอชะของมันผมรู้ภายหลังว่าเธอตระเวนชิมมาแล้วหลายร้าน เป็นคนที่พิถีพิถันกับอาหารพอควร
“ท่านเคยกินอาหารที่ร้านนี้ไหม”หญิงสาวเอ่ย
“เคยกินสิ ผัดกะเพราะกลิ่นหอมมาก”ผมพูดปด ลืมคิดเลยว่าความอยากมีส่วนร่วมจะนำมาซึ่งภัยพิบัติ
เพื่อนร่วมทางหันมาจ้องหน้าผมคิ้วสองข้างย่นหากันแบบเดียวกับตอนที่สงสัยว่าผมไม่ใช่คนจังหวัดนี้
“ร้านบ้านต้นไม้ขายข้าวด้วยเหรอเห็นมีแต่ขนมหวานนะ” เธอพูด แววตาดูเคร่งขรึม
ผมอ้ำอึ้ง พูดไม่ออกอยู่ชั่วอึดใจบางทีเธออาจจงใจกลั่นแกล้งผม ต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง
“เราคงจำผิดน่ะครับ” ผมแก้ตัวน้ำขุ่น ๆสีหน้าเธอดูไม่เชื่อแม้แต่น้อย
โชคดีเสียงสัญญาณเตือนของรถไฟดังขึ้นพอดีผมจึงทำทีขยับสายกระเป๋าเป้เตรียมพร้อม อีกไม่กี่วินาทีก็จะหนีพ้นแล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เปลี่ยนใจขึ้นมาขึ้นขบวนนี้แทนผมกล่าวลาแล้วหมุนตัวหันหน้าเข้าหาช่องประตู
“ประชา”
เสียงอันดังของรฐรักษ์ทำผมสะดุ้งหันขวับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว จ้องไปในแววตาฉงนของเธอ
“มีอะไรเหรอครับ”ผมพูดอย่างลุกลี้ลุกลนจนดูมีพิรุธ
“อายุพวกเราสองคนก็ใกล้ ๆ กันท่านไม่ต้องพูดว่าครับกับเราได้ไหม เราก็จะไม่พูดค่ะ”
“ได้ครับ...ไม่ใช่สิ ได้เลย”ผมเน้นเสียงคำสุดท้ายชัดเจนเกินไป จนอีกฝ่ายหัวเราะเบาะ ๆ
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ”รฐรักษ์โบกมือลา
พอประตูรถไฟปิดจึงมั่นใจได้เต็มที่ว่าเธอไม่ตามมาแน่ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ในขณะที่ยานพาหนะความเร็วสูงเคลื่อนตัวไปอย่างเงียบเชียบ
“ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยกู”ผมกระซิบบอกตัวเอง ในบรรดาคนสามคนที่สงสัยผม รฐรักษ์น่าจะหนักสุด
[1]Petabyte (PB) คือหน่วยวัดขนาดข้อมูลดิจิตอลที่ใหญ่มาก โดยมีค่าเท่ากับ 1,024 Terabytes (TB)เช่น 1 PB สามารถเก็บวิดีโอ 4K คุณภาพสูงได้ประมาณ 5 หมื่นชั่วโมง
[2]OT (Overtime) หมายถึง การที่บริษัทจะต้องทำการจ่ายผลตอบแทนให้แก่พนักงานที่มีการทำงานล่วงเวลาหรือเกินเวลาทำงานปกติ
[3]Augmented Reality Interface คือ ตัวกลางที่ช่วยให้เราสามารถโต้ตอบกับวัตถุเสมือนที่ถูกซ้อนทับอยู่บนโลกจริง
[4]Flexible working (การทำงานแบบยืดหยุ่น) คือ รูปแบบใด ๆ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เข้ากับชีวิตส่วนตัวได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาทำงาน สถานที่ทำงาน หรือจำนวนชั่วโมง เช่น work home, Compressed hours (การทำงานแบบอัดชั่วโมง)