บทที่ 72 พลังธาตุเหมันต์
ย้อนกลับไปเมื่อดาบของทรีใกล้ถึงคอสายฝน เวลานั้นสายฝนได้ใช้ท่าเหยียบจันทร์ดับแสงของศิลปะการต่อสู้สิ้นแสงจันทราเพื่อหลบการโจมตีจากทรี ด้วยท่าเหยียบจันทร์ดับแสงแล้วสายฝนสามารถหลบพ้นได้แน่นอน
เพราะอะไรน่ะหรือ? นั่นก็เพราะว่าความห่างชั้นอย่างไงล่ะ ท่าเหยียบจันทร์ดับแสงเป็นหนึ่งในท่าทั้งหมดของศิลปะการต่อสู้สิ้นแสงจันทราที่ถูกคิดค้นโดยสิ่งมีชีวิตจากยุคบรรพกาล คนที่ใช้มันจะไม่สามารถหลบการโจมตีจากระดับหนึ่งกระจอกๆได้ยังไง?
ไม่ต้องพูดถึงสายฝนที่ได้รับประสบการณ์การใช้ศิลปะการต่อสู้สิ้นแสงจันทราท่าเหยียบจันทร์ดับแสงมาจากเทพวายุ ต่อให้สายฝนจะไม่ได้รับประสบการณ์การใช้ท่าเหยียบจันทร์ดับแสงมาจากเทพวายุเขาก็ยังสามารถหลบการโจมตีจากระดับหนึ่งได้อย่างง่ายๆอยู่ดี
เมื่อสายฝนหลบพ้นเรียบร้อยแล้ว เขาก็เพิ่มความเร็วตนเองให้ถึงขีดสุด พุ่งเข้าไปในกลุ่มคนที่มุงดูจากนั้นก็ใช้ความสามารถของหน้ากากปลอมแปลมเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายตนเองให้เป็นคนอื่น
ผู้คนภายในร้านส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา มีบ้างที่เป็นระดับครึ่งก้าว ส่วนระดับหนึ่งนั้นไม่มี ระดับหนึ่งไม่มากินร้านอาหารระดับตํ่าแบบนี้หรอก ดังนั้นทุกคนจึงไม่สามารถมองตามความเร็วสูงสุดของสายฝนทัน พวกมันเลยไม่เห็นตอนที่เขาใช้หน้ากากปลอมแปลง
ต่อมาสายฝนก็ปามีดผลไม้ของราชันย์ไปที่ทรี เขาไม่ต้องการสู้กับอีกฝ่ายตรงๆ การสู้ตรงๆมันเสียพลังเยอะกว่าการลอบสังหาร ศัตรูของเขานั้นมีสองคน แถมคนทั้งสองยังเป็นระดับหนึ่งและร่วมมือกันได้ดีอีกด้วย หากสู้ตรงๆก็ไม่แปลกที่จะต้องใช้พลังเยอะกว่าจะสังหารทั้งคู่สำเร็จ
เอาจริงๆแล้วสายฝนสามารถสังหารทรีได้แบบตรงๆโดนไม่ลอบโจมตีเพียงแค่เขาใช้ความสามารถของอักษรลี้ลับ“สับสน”แต่เขาไม่ทำ การทำแบบนั้นนอกจากเป็นการเปิดเผยไพ่ลับบนมือแล้วยังจะทำให้สายฝนไม่รู้ถึงพลังตนเองอีก
สิ่งที่สายฝนจะใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้มีมีดหั่นผลไม้ของราชันย์ ศิลปะการต่อสู้สิ้นแสงจันทรา ทักษะการใช้มีด หน้ากากปลอมแปลง และพลังที่มาจากร่างกายตนเองเท่านั้น เขาอยากรู้ว่าถ้าเขาใช้แค่นี้พลังของเขาจะอยู่ในขั้นใด แน่นอนว่าหน้ากากปลอมแปลงย่อมไม่สามารถใช้แบบเปิดเผยได้
สายฝนเคยแบ่งขั้นในหัวของเขา มีทั้งหมดสี่ขั้น ขั้นตํ่า ขั้นกลาง ขั้นสูง ขั้นสุดยอด
ก็ตามชื่อขั้นของมัน ขั้นตํ่าคือพวกที่ที่มีพลังอ่อนแอ ขั้นกลางคือพวกที่มีพลังกลางๆไม่ได้แข็งแกร่งมากมายอะไรและก็ไม่ได้อ่อนแอที่สุด ขั้นสูงคือพวกที่ไร้เทียมทานในระดับเดียวกันแต่ไม่สามารถสู้กับระดับสูงกว่าตนเองได้
ยังมีขั้นสุดยอดอีก สิ่งมีชีวิตในขั้นนี้นั้นควรเรียกว่าสัตว์ประหลาดถึงจะถูก ในขั้นนี้คือพวกไร้เทียมทานในระดับเดียวกันและสามารถสังหารระดับสูงกว่าตนเองได้
ขั้นสุดยอดมีแบ่งย่อยออกมาอีก ขั้นสุดยอดหนึ่งดาวถึงขั้นสุดยอดห้าดาว หนึ่งดาวสามารถต่อสู้กับระดับที่สูงกว่าตนหนึ่งระดับได้อย่างสูสี สองดาวสามารถสังหารระดับที่สูงกว่าตนเองหนึ่งระดับได้
สามดาวสามารถต่อสู้กับระดับที่สูงกว่าตนเองสองระดับได้อย่างสูสี สี่ดาวสามารถสังหารระดับที่สูงกว่าตนเองสองระดับได้ ห้าดาวสามารถสังหารระดับที่สูงกว่าตนเองสามระดับได้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมสายฝนถึงเรียกพวกขั้นสุดยอดว่าเป็นสัตว์ประหลาด แม้สายฝนจะเคยเห็นสิ่งมีชีวิตขั้นสุดยอดแค่ตนเดียวทว่าสายฝนก็เชื่อว่าจะต้องมีสิ่งมีชีวิตขั้นสุดยอดอยู่ในจักรวาลนี้อีกมากมายแน่นอน ขั้นสุดยอดที่สายฝนเคยเห็นคือเทพวายุ
สายฝนได้ให้ชื่ออีกชื่อหนึ่งกับขั้นนี้ ชื่อขั้นว่าพระเอก จะสามารถสังเกตุได้พระเอกในนิยายจีนส่วนใหญ่ล้วนสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ทั้งนั้น และบางคนไม่ใช่แค่ขั้นเดียว ต่อสู้ข้ามขั้นสามขั้นยังมีเลย
ย้อนกลับมาปัจจุบัน
สายฝนใช้จังหวะที่ทุกคนภายในร้านตกตะลึงเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายให้กลับเป็นคิงเหมือนเดิม เขาเวลานี้นั่งเก้าอี้ไม้ด้วยท่าไขว่ห้างมองร่างไร้วิญญาณของทรีอย่างสงบ สำหรับสายฝนในตอนนี้การฆ่านั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก
ในความคิดของสายฝนเวลานี้ชีวิตศัตรูของเขาทั้งหมดนั้นไม่ได้มีค่าในสายตาเขาเลย ถ้ามันเป็นศัตรูกับเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร ผู้หญิง เด็ก คนแก่ สายฝนจะไม่มีความสงสารหรือเห็นใจ เขาจะสังหารมันให้หมด
“ถึงแม้พวกแกจะมีฝีมืออยู่บ้างทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าฉันคนนี้ พวกแกก็ไม่ต่างไปจากมดปลวกหรอกนะ” สายฝนกล่าวด้วยเสียงอันดัง นํ้าเสียงที่เขาใช้พูดเต็มไปด้วยความดูถูก
เสียงของสายฝนทำให้ผู้คนในร้านหันมามองเขา พวกคนที่อยู่ใกล้สายฝนที่สุดรีบออกห่างทันที พวกมันไม่กล้าอยู่ใกล้เขาเพราะกลัวตัวเองจะซวยตามไปด้วย
“แกฆ่าน้องของฉัน! ฉันจะไม่ปล่อยให้แกมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้แน่!” เห็นสายฝนมันพลันโกรธเกรี้ยว มันมีน้องอยู่สองคน คนหนึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อนานมาแล้วทำให้มันเหลือน้องแค่คนเดียว น้องคนนั้นก็คือทรี เวลานี้มันได้เสียน้องไปอีกคนแล้ว!
ฉับพลันวันพุ่งเข้าหาสายฝน แม้เกราะนํ้าแข็งนํ้าหนักจะไม่ใช่น้อยๆทว่าวันก็สามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็วเหมือนเกราะนํ้าแข็งไร้นํ้าหนัก เพียงไม่นานมันก็ใกล้ถึงจุดที่สายฝนนั่งอยู่ วันต่อยหมัดของมันออกไป
ตูมม! เกิดเสียงดังขึ้นภายในร้าน เก้าอี้ซึ่งเมื่อครู่สายฝนนั่งอยู่ถูกหมัดวันต่อยทีเดียวระเบิด ส่วนสายฝนนั้นอยู่ไม่ไกลจากวันมากนัก เขาสามารถหลบหมัดวันได้ง่ายๆ!
ถ้าเทียบความเร็ววันกับทรีแล้ว ทรีเร็วกว่ามาก เพราะงั้นสายฝนที่สามารถหลบการโจมตีของทรีได้ทำไมจะหลบการโจมตีจากวันไไม่ได้?
“ต้องดูความสามารถของแกด้วยว่าพอจะฆ่าฉันรึเปล่า? แต่ดูแล้วความสามารถของนายน่ะไม่น่าจะพอหรอก เป็นแค่ไอ้กระจอกที่ไม่สามารถปกป้องน้องตัวเองได้” สายฝนถากถางวัน เป็นเวลาเดียวกันเขาก็พุ่งเข้าใกล้พร้อมชกหมัดใส่หน้าวัน
ตุบ! หมัดสายฝนเร็วมากเป็นผลให้วันไม่สามารถหลบได้ หมัดชกเข้าหน้าวันเต็มๆ เกิดเป็นรอยแดงบนใบหน้ามัน
“หน้าแกนี่มันหนาจริงๆ ขนาดฉันใช้แรงไปตั้งเยอะแล้วนะหน้าแกยังแค่เกิดรอยแดงเองเหรอเนี่ย?” เมื่อชกสำเร็จแล้วสายฝนก็รีบถอยห่างออกจากวันทันทีและมองไปยังอีกฝ่าย
เห็นน้องชายตายต่อหน้าต่อตาวันก็โกรธมากแล้ว เวลานี้ศัตรูต่อยหน้ามันสำเร็จ วันยิ่งโกรธมากกว่าเดิม
“ตาย! ตาย! แกตาย!” วันปลดปล่อยความโกรธของตัวเองออกมาหมด มันใช้พลังธาตุสร้างดาบนํ้าแข็งยักษ์ขึ้นมา ตึง! ดาบนํ้าแข็งยักษ์ปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนตกลงมาปักที่พื้น วินาทีนั้นพื้นไม้พลันกลายเป็นนํ้าแข็ง
“คิงแกต้องตาย! ตายด้วยดาบนํ้าแข็งของฉัน! ฉันจะฆ่านายเพื่อเป็นการล้างแค้นให้น้องชาย! ย๊าาากก!” วันดึงดาบนํ้าแข็งยักษ์ที่ปักอยู่ที่พื้นออกมา หลังดาบถูกดึงออกมาไอเย็นจากดาบก็แผ่ไปทั่วทั้งร้าน อากาศเย็นขึ้นกว่าเดิม
“นั่นมันพลังธาตุเหมันต์!” โจรคนหนึ่งภายในร้านเห็นดาบนํ้าแข็งยักษ์แล้วอดตะโกนไม่ได้ หลังได้ยินเสียงตะโกนโจรคนอื่นๆก็ต่างก็นึกบางอย่างขึ้นได้ ไม่นานโจรแต่ละคนก็เริ่มพูดคุยกัน
“เขาต้องอยากตายแน่ๆถึงได้ใช้พลังธาตุเหมันต์”
“แม้ว่าพลังธาตุเหมันต์จะทำให้เขาสามารถต่อสู้กับจุดสูงสุดนักรบแห่งท้องทะเลได้แต่มันก็ทำร้ายร่างกายเขาเช่นกัน”
“เขาคงโกรธมากที่เห็นน้องชายเสียชีวิตต่อหน้าแถมยังโดนทำให้อับอายอีก ไม่แปลกหรอก ถ้าฉันมีพลังธาตุเหมันต์และเจอเหตุการณ์เหมือนเขาฉันก็ใช้พลังธาตุเหมันต์เช่นเดียวกัน”
---
จบบทที่ 72 พลังธาตุเหมันต์