หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 หมารับใช้พันธุ์ดี

    บทที่ 69 หมารับใช้พันธุ์ดี

            ป้ายลัญจกรชิงหวาง!

            หลัวเจินแสดงป้ายลัญจกรชิงหวางในช่วงเวลาวิกฤต

            “ใครกันแน่ที่ต่อต้านคำสั่งสูงสุด หากเจ้าริอ่านมองข้ามประกาศิตแห่งป้ายลัญจกรชิงหวาง คนที่ทำผิดร้ายแรงก็คือเจ้า” หลัวเจินถือป้ายลัญจกรชิงหวาง ก่อนจะถลึงตาตวาดใส่จงฮั่น เขาโกรธจัด ทั้งที่จงฮั่นไม่เคยมาฟังข้อมูลของทางยอดเขาชิงจู๋แท้ๆ แต่กลับประกาศไล่ฉินชูออกจากสำนักชิงหยุน แล้วยังมีหน้ามาสั่งเก็บเขาอีก แบบนี้มันเกินไปจริงๆ

            “หลัวเจิน เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร” เมื่อเห็นป้ายลัญจกรชิงหวางในมือหลัวเจิน อารมณ์ของจงฮั่นก็เริ่มไม่คงที่ เขาเป็นเจ้าสำนัก แต่ไม่อาจต่อต้านประกาศิตแห่งป้ายลัญจกรชิงหวางในมือของหลัวเจินได้ เพราะผู้ที่ครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวางมีอำนาจเทียบเท่าเจ้าสำนัก นี่เป็นกฎที่ท่านบรรพชนเป็นผู้ตั้งขึ้นมา 

            “หมายความว่าเยี่ยงไรกระนั้นหรือ...เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้าให้ชัดเจน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่มีอำนาจบนยอดเขาชิงจู๋ ฉินชูคือลูกศิษย์แห่งยอดเขาชิงจู๋ เจ้าไม่มีสิทธิ์ชี้นิ้วกำหนดชะตาชีวิตของเขา ดังนั้นเจ้ามาทางไหนก็จงกลับไปทางนั้นเสีย” หลัวเจินจ้องหน้าจงฮั่นด้วยแววตาแข็งกร้าว ไร้ซึ่งความเคารพแม้แต่น้อย เป็นเจ้าสำนักแล้วมันทำไม คนที่จะเป็นเจ้าสำนักได้ย่อมต้องใช้เหตุผลเป็น

            ตอนนี้สีหน้าของจงฮั่นแทบดูไม่ได้ หลัวเจินใช้ป้ายลัญจกรชิงหวางมาต่อต้าน ทำให้เขาทำอะไรไม่ได้ กฎทุกข้อในสำนักไม่เป็นผลกับหลัวเจิน

            “หลัวเจิน เจ้าไม่คำนึงถึงสถานการณ์ในภาพรวมของสำนักเอาเสียเลย” ซูซานเหอพูดขึ้น เขานึกไม่ถึงว่าหลัวเจินจะแข็งข้อกับจงฮั่นถึงขั้นนี้ และยิ่งนึกไม่ถึงว่าหลัวเจินจะมีป้ายลัญจกรชิงหวางอยู่ในมือ

            “เจ้าคนต่ำต้อยหน้าไม่อาย ถ้าไม่มีคนประเภทยุให้รำตำให้รั่วอย่างเจ้า เรื่องทั้งหมดนี้มันจะเกิดขึ้นหรือ” หลัวเจินชักกระบี่ลงมือ เขาลงมือกับจงฮั่นไม่ได้ แต่กับซูซานเหอนั้นไม่มีปัญหา

            ซูซานเหอชักกระบี่ตั้งรับการโจมตี แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลัวเจิน เพียงกระบี่เดียวก็ทำเอาเขาผละถอยหลัง

            ในสำนักชิงหยุน ปรมาจารย์เจ้าสำนักของแต่ละยอดเขาล้วนแข็งแกร่ง พลังความสามารถของซูซานเหอล้วนเทียบไม่ติด

            “หลัวเจิน เจ้าทำเกินไปแล้ว” จงฮั่นลงมือ เขาจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะเห็นๆ อยู่ว่าซูซานเหอสู้หลัวเจินไม่ได้ ขืนสู้ต่อไป เรื่องคงบานปลายกว่าเดิม

            ตอนนี้ สถานการณ์กลายเป็นจงฮั่นผนึกพลังกับซูซานเหอโจมตีหลัวเจิน

            “หน้าไม่อายสิ้นดี ไม่นึกว่าจะกล้ารวมพลังกันต่อต้านประกาศิตของป้ายลัญจกรชิงหวาง” เหลยอินปรากฏตัวขึ้นมา นางสนับสนุนหลัวเจินมาตลอด ยิ่งไปกว่านั้น ในมือของหลัวเจินก็มีป้ายลัญจกรชิงหวางอยู่ด้วย

            เสียงการต่อสู้ดังสนั่นไปทั่วลานกว้างหน้าตำหนักหลักแห่งยอดเขาชิงจู๋

            “พวกเจ้ากล้าทำเรื่องแบบนี้จริงๆ หรือ ผู้ใดมอบอำนาจให้พวกเจ้ากล้าต่อต้านประกาศิตของป้ายลัญจกรชิงหวาง” โม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อและลู่หยวนปรากฏตัวขึ้นมา เกิดเรื่องใหญ่ในสำนักขึ้นแบบนี้ พวกเขาไม่อาจนิ่งเฉยได้

            ทันทีที่โม่เต้าจื่อปรากฏตัวขึ้นมาก็สะบัดชายแขนเสื้อ มวลพลังอัดมหาศาลพุ่งเข้ากระแทกจนทั้งสี่คนกระเด็นออกจากกัน

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ จงฮั่นไม่ทราบว่าปรมาจารย์หลัวเป็นเจ้าของป้ายลัญจกรชิงหวาง” จงฮั่นประสานมือคารวะโม่เต้าจื่อ เขาคิดว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะท่าทีของคนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป

            “เรื่องนี้เอาไว้ก่อน แต่ข้าแค่อยากรู้ว่าฉินชูมีปัญหาอะไร ไฉนต้องขับไล่เขาออกจากสำนักชิงหยุน” โม่เต้าจื่อมองหน้าจงฮั่นพลางถาม

            “เขาไม่ให้การเคารพผู้อาวุโสภายในสำนัก นอกเหนือจากนี้ หากพิจารณาจากผลกระทบที่จะตามมาหลังจากนี้ ขืนไม่ส่งตัวฉินชูให้ศัตรู พวกสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกจะต้องผนึกกำลังถล่มสำนักชิงหยุนของพวกเราแน่นอน ไหนจะศาลาดาวฤกษ์อีก สำนักชิงหยุนจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรงขอรับ” จงฮั่นพูดขึ้น

            “เพื่อเลี่ยงภัยคุกคามร้ายแรง เจ้าจึงตัดสินใจขับไล่ลูกศิษย์ของสำนักเองกระนั้นหรือ” หลิงหยุนจื่อโกรธจัด เขารู้ดีว่าฉินชูต่อสู้เพื่อสำนักชิงหยุนมาตลอด

            “ในฐานะผู้ฝึกตนสายวิถีกระบี่ ในช่วงวิกฤติของสำนักชิงหยุนเยี่ยงนี้ ไยเจ้าสำนักอย่างเจ้าถึงยอมอ่อนข้อหดหัว ผู้ฝึกกระบี่ควรชักกระบี่ยามศึกจวนตัวไม่ใช่หรือ หดหัวเก็บกระบี่ไว้ในฝักแบบนี้ยังเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่ได้หรือ” โม่เต้าจื่อมองจงฮั่นด้วยสายตาเจือความผิดหวัง เขาไม่นึกว่าจงฮั่นที่เพิ่งออกจากฌานจะตัดสินใจแบบนี้ได้ลงคอ

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ จงฮั่นคำนึงความปลอดภัยของสำนักชิงหยุนเป็นหลักขอรับ” สีหน้าของจงฮั่นแทบดูไม่ได้ ตั้งแต่โม่เต้าจื่อปรากฏตัวขึ้นมาก็เอาแต่เค้นถามเขา โดยที่ไม่ถามหลัวเจินสักคำ

            “ตอนนี้ควรถามความคิดเห็นของบรรดาปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาและผู้อาวุโสระดับสูงในสำนักดีกว่า ลู่หยวน! จงแจ้งไปยังปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาและผู้อาวุโสระดับสูงให้เปิดประชุมเพื่อหารือแนวทางรับมือกับสถานการณ์ที่ใกล้เข้ามา” โม่เต้าจื่อหันไปพูดกับลู่หยวน

            สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากทุกคนรู้ว่าหลัวเจินครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวาง สถานการณ์ภายในสำนักชิงหยุนก็เปลี่ยนไป โม่เต้าจื่อพูดอย่างชัดเจนว่า ‘หารือ’ ไม่ใช่ฟังหรือปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าสำนัก

            ไม่นาน ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาและผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักชิงหยุนก็มารวมตัวกับที่ตำหนักหลักแห่งยอดเขาชิงจู๋

            หลัวเจินไม่เกรงใจ หลังจากประสานมือคารวะโม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อเสร็จ ก็นั่งลงที่ที่นั่งหลัก ยอดเขาชิงจู๋คือถิ่นของหลัวเจิน ดังนั้นจงฮั่นไม่มีสิทธิ์ในที่แห่งนี้

            “ตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับความกดดันจากศัตรู แต่ความเห็นภายในสำนักชิงหยุนของพวกเรายังไม่เป็นเอกฉันท์ ในเมื่อทุกคนมาอยู่รวมกันพร้อมหน้าแล้ว ก็ควรมาหารือถึงข้อสรุปของเรื่องดังกล่าว” โม่เต้าจื่อพูดเปิดประเด็นการประชุมในครั้งนี้

            จงฮั่นยืนขึ้นพูด “สำนักชิงหยุนคือมรดกที่สืบทอดมาหลายยุคหลายสมัย ดังนั้นไม่ควรล่มสลายในยุคสมัยของพวกเรา ดังนั้นพวกเราควรหลบคมดาบที่หันมาเป็นการชั่วคราว การส่งตัวฉินชูให้ศัตรูสามารถหลีกเลี่ยงภัยคุกคามครั้งนี้ได้ ในเมื่อเป็นลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุน ฉินชูก็ควรเสียสละเพื่อความอยู่รอดของสำนัก”

            จงฮั่นพูดจบ ซูซานเหอ จางจี้และผู้อาวุโสระดับสูงจากยอดเขาหลักก็พากันแสดงท่าทีเห็นด้วย จงฮั่นคือคนของยอดเขาหลักเช่นกัน อีกทั้งคำพูดก็ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงได้รับความสนับสนุนจากผู้คนบางส่วน

            “สำนักชิงหยุนคือสำนักจอมยุทธ์วิถีกระบี่ ไฉนต้องหลีกเลี่ยงศึกสงคราม ยิ่งไปกว่านั้น การส่งตัวลูกศิษย์ผู้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของสำนักชิงหยุนไปให้ศัตรู ช่างเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจยิ่งนัก ข้าไม่เห็นด้วย” ลู่หยวนพูดขึ้น ดวงตาที่จ้องมองจงฮั่น ซูซานเหอกับพวกจางจี้โหมกระพือไปด้วยไฟโทสะ เพราะว่าพวกเขาทรยศต่อเจตจำนงของสำนักชิงหยุน

            “ลู่หยวน นี่เจ้ากำลังคัดค้านคำสั่งของท่านเจ้าสำนักอยู่หรือ” ซูซานเหอมองหน้าลู่หยวน

            “ซูซานเหอ เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นรองเจ้าสำนักตั้งแต่แรก ในสายตาข้า เจ้าก็แค่หมารับใช้พันธุ์ดีตัวหนึ่ง ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว พวกเราควรฟังผู้ที่ครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวาง” ลู่หยวนมองซูซานเหอด้วยสายตาดูถูก เขาด่าซูซานเหออย่างไม่ไว้หน้า เพราะเขาทนการกระทำของซูซานเหอมานานแล้ว

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ ในเมื่อหลัวเจินอย่างข้าครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวาง ดังนั้นสามารถทำการตัดสินใจเรื่องนี้ได้หรือไม่ขอรับ” 

            “ท่านเจ้าสำนักรุ่นที่สามประกาศคำสั่งสูงสุดไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่ครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวางคือเจ้าสำนัก ในเมื่อเจ้าครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวาง ดังนั้นย่อมสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ภายในสำนักได้โดยปริยาย” โม่เต้าจื่อพยักหน้า

            “เช่นนั้นก็ดี หลัวเจินขอประกาศอย่างชัดเจนตรงกัน ไม่ว่าใครจะทำเยี่ยงไร แต่ทางยอดเขาชิงจู๋ของข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งและส่งตัวฉินชูให้ศัตรูเด็ดขาด หากสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกต้องการเปิดศึก เช่นนั้นข้าจะขอสู้อย่างถึงที่สุด” หลัวเจินตัดสินใจพูดขึ้นอย่างหนักแน่น

            ตอนนี้เหลยอิน หลินอี้ อันหนานลุกขึ้นพร้อมแสดงท่าทีสนับสนุนและพร้อมสู้เคียงข้าง นอกจากนี้ยังมีปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาชางหยุนนามว่าหวงเหยียนที่เห็นด้วย เหลือแต่ท่าทีจากยอดเขาหลักและยอดเขาหลิวหยุน

            ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาหลิวหยุนนามว่าเว่ยหยวนยังไม่แสดงท่าที ส่วนตัวเขาไม่ชอบขี้หน้าซูซานเหอเป็นทุนเดิม แต่จงฮั่นเป็นศิษย์พี่ของเขา สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจยืนอยู่ข้างจงฮั่น แต่ที่สำคัญเขาคิดว่าสำนักชิงหยุนไม่ควรต่อสู้ ควรใช้วิธีไกล่เกลี่ย

            “เสียงส่วนใหญ่เลือกที่จะต่อสู้ ดังนั้นหลังจากนี้ หลัวเจินจงเตรียมพร้อมทำศึกที่จะมาเยือน” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            เมื่อโม่เต้าจื่อพูดขึ้นเช่นนี้ สีหน้าของจงฮั่น ซูซานเหอและพวกจางจี้ก็เปลี่ยนไป การแสดงออกของโม่เต้าจื่อเป็นที่ประจักษ์ว่าสนับสนุนหลัวเจิน

            “ดี! ปรมาจารย์เหลยอินรับผิดดูแลหอคุณูปการและคลังศัสตรา ปิดการแลกทรัพยากรเป็นการชั่วคราว ท่านอาวุโสรับหน้าที่จัดเตรียมพลจากหออาณัติเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสำนัก หากมีผู้ใดคิดก่อความวุ่นวาย ฆ่าทิ้งสถานเดียว ส่วนท่านอาวุโสซ่งรับผิดชอบออกตามหาฉินชู” หลัวเจินมอบหมายงานทันที

            ผู้กุมอำนาจตัวจริง! ภายในสำนักชิงหยุน ผู้ใดได้ดูแลหอคุณูปการ คลังศัสตราและหออาณัติถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสั่งการตัวจริง และตอนนี้ หลัวเจินก็แจกแจงอำนาจไปให้เหล่าสหายผู้เชื่อใจเสร็จสรรพ

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน