บทที่ 49
หมัดสอยดาวพิโรธสามชั้น
ปราณปล่อยหมัดอินทรีทะยานในรูปแบบเดิมแต่มีการเคลื่อนที่ไปรอบๆ ตัวพิมพ์ลภัสจากช้าเป็นเร็วและเพิ่มความเร็วขึ้นทุกครั้งที่เขาปล่อยหมัด
เกลียวออร่าสองประสานในแต่ละหมัดพุ่งเข้าหาพิมพ์ลภัสที่กลายเป็นเป้านิ่งท่ามกลางหมัดอินทรีทะยานแปดทิศที่จู่โจมรอบตัวและเข้าปะทะร่างของเธอทุกหมัด จนเธอร้องลั่นทำได้แค่ปัดป้อง
พอปราณได้ยินเสียงร้องจึงเบามือเขารับรู้ได้ว่าแรงหมัดที่เขาส่งออกไปบวกกับวิธีปฏิสัมพันธ์กับพื้นดินทำให้หมัดที่ปล่อยมีความเด็ดขาดรุนแรงแบบที่เขาเองก็คิดไม่ถึง
ปราณหยุดปล่อยหมัดเขาเองไม่ได้ต้องการจะให้บาดเจ็บเพียงแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่าพลังฌานของเขาอยู่ที่ระดับ 12 อย่างถาวร
‘ผลของการฝึกอาณาปานสติที่ท่านลุงสอนข้าสามารถทะลวงเส้นประธานทั้งสิบได้อย่างมากมาย ตอนนี้ข้าก็รู้สึกว่าเส้นประธานมีขนาดกว้างยิ่งขึ้นพลังฌานไหลเวียนสะดวกมากขึ้น’
“ยอมแพ้ข้าเถอะพี่สาวข้าไม่อยากทำร้ายท่านมากกว่านี้แล้วแค่นี้ก็พอที่จะพิสูจน์ได้ว่าข้ามีพลังฌานในระดับ 12ไม่ใช่การแสดงหรือพลังไม่เสถียร”
“การประลองยังไม่จบ ยังไม่รู้ผลแพ้-ชนะ”
รุ่นพี่ลุกขึ้นมาด้วยอาการที่ดูจะบอบช้ำมากกว่าเดิมจนการยืนของเธอแทบจะไม่มั่นคง แต่ยังคงดันทุรังที่จะเอาชนะให้ได้ ทั้งๆที่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า ปราณไม่ใช่เด็กแบบที่เธอจะดูถูกได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ
‘บ้าที่สุด...มันสามารถคิดค้นกระบวนท่าใหม่ได้ด้วยเชียวหรือเด็กอายุแค่นี้เนี่ยนะ ทำไมเจ้าเด็กนี่พลังฌานแทบไม่ลดลงเลยซ้ำการหายใจยังเป็นปกติทุกอย่าง แต่กับข้าพลังฌานเหมือนกำลังจะหมด’
ปราณส่ายหัว เขาไม่อยากจะสู้ต่ออีกแล้วเพราะรู้ว่าสู้ยังไง พิมพ์ลภัสก็เอาชนะเขาไม่ได้
“ข้าต้องชนะเจ้าให้ได้....พยัคฆ์มรกตทลายสวรรค์”
เสียงคนฮือฮาเพราะต่างรู้ดีว่าเป็นท่าไม้ตายที่ร้ายแรงของสำนักเมฆมรกตไม่มีใครเคยรอดจะห่าฝนออร่าสีเขียวไปได้ แม้ว่าพิมพ์ลภัสจะอยู่ที่ระดับ 16 ก็ตาม
เธอรวบรวมพลังฌานทั้งหมดที่มีอยู่แล้วประสานมือทั้งสองข้างเป็นรูปสามเหลี่ยมที่หน้าผาก
บรรยากาศโดยรอบคล้ายมีความกดอากาศออร่าเสือโคร่งปรากฏออกมาด้านหลังของเธอฉับพลันคล้ายมีแรงดูดอากาศหลอมรวมจนก่อให้เกิดออร่าเขียวมรกตห่อหุ้มร่างเด็กสาวกลางลานประลอง
จากนั้นออร่าที่เพิ่งหลอมรวมเข้ามาก็พุ่งโค้งกระจายเข้าหาปราณตามทิศทางที่มือประสานสามเหลี่ยมหันหาปราณ
“ดูสิว่าเจ้าจะหลบยังไงพ้น”
“ข้าบอกพี่สาวแล้วว่าพลังฌานของเจ้ายังอ่อนแอและเชื่องช้ากว่าปรมาจารย์เศก ทำไมเจ้าไม่เชื่อข้า”
พิมพ์ลภัสทุ่มเทพลังฌานเฮือกสุดท้ายให้กับมรกตเพลิงทลายสวรรค์เพราะเธอมั่นใจว่าไม่มีใครหลบวิถีนี้ได้
แต่สิ่งที่เธอลืมไปนั่นคือกระบวนท่าเดียวกันอานุภาพความรุนแรงของที่พลังฌานและสมาธิที่ปลดปล่อยออกมาย่อมแตกต่างกัน
แม้พิมพ์ลภัสจะคิดว่าพยัคฆ์มรกตทลายสวรรค์เป็นกระบวนท่าไม้ตายที่ลึกล้ำที่สุดแต่เพราะพลังฌานของเธอไม่แข็งแกร่งพอที่จะแสดงอานุภาพได้น่ากลัวเท่าเทียมกับท่านลุงของเธอจึงทำให้ปราณไม่ได้เกิดความหวาดหวั่นกับกระบวนท่าพยัคฆ์มรกตทลายสวรรค์ที่เธอใช้
‘กระบวนท่าเดียวกันแต่คนที่ใช้ต่างกัน พลังที่ได้ก็ย่อมต่างกันแม้จะดูเหมือนมีพลังรุนแรง แต่ไม่อาจเทียบได้กับที่ปรมาจารย์เศกปลดปล่อยออกมาเลย’
ปราณเคลื่อนที่หลบห่าดาวตกออร่าสีเขียวลูกเล็กๆที่พุ่งเข้ามาหาอย่างไม่ขาดสาย แต่เป็นการหลบที่ขยับเข้าหาพิมพ์ลภัสผิดจากที่เธอคาดการณ์ไว้ทุกประการด้วยตัวที่เล็กกว่าปราณจึงสามารถเข้าถึงตัวของพิมพ์ลภัสในระยะประชิดได้อย่างรวดเร็วจนรุ่นพี่สาวไม่ทันระวังตัว
“หมัดสอยดาวพิโรธสามชั้น”
ทันทีที่ปราณพูด ท่านพ่อ-ท่านแม่ก็ตกตะลึง
“ปราณ...นี่เจ้าจะม้วนถึงสามรอบเชียวหรือ? เจ้า...”
ท่านพ่อยืนนิ่งเห็นท่าทางการเยื้องย่างหลบหลีกอย่างงดงามเข้าหาคู่ต่อสู้ของบุตรชาย
ปราณกำหมัดซ้ายแน่นเมื่อได้ระยะที่พอเหมาะเขาก็ย่อตัวปล่อยหมัดที่เปี่ยมด้วยออร่าสีขาวสว่างจากหมัดซ้ายเสยเข้าปลายคางพิมพ์ลภัสจนพาร่างของเธอทะยานขึ้นอากาศท่ามกลางเสียงตื่นเต้นตกใจของกองเชียร์ทั้งหลาย ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เห็น
ร่างของพิมพ์ลภัสลอยละลิ่วตามแรงหมัดของเด็กน้อยที่ปลดปล่อยออกมาดั่งแรงของชายหนุ่ม!!!
ปราณหมุนตัวเป็นเกลียวกลางอากาศทางขวาอย่างรวดเร็วพอครบรอบก็ใช้หมัดขวาเสยเข้าปลายคางอีกหมัด ร่างหมุนเกลียวทางซ้ายพาให้ร่างของรุ่นพี่พุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ ใบหน้าของเธอแหงนมองด้านบนตามแรงหมัดแรงส่งพลังหมัดยังไม่หมด พอหมุนครบรอบ ปราณก็ง้างหมัดซ้ายเสยเข้าที่ท้องอย่างจังจนรุ่นพี่ถึงกับเลือดกระเซ็นออกจากปาก แล้วร่างน้อยๆก็หมุนเกลียวทางขวาอย่างสวยงามลงมาสู่พื้นในท่าคุกเข่าข้างเดียว
เสียงวี๊ดว้ายของผู้ชมดังลั่นทุกคนตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าที่เคลื่อนไหวรวดเร็วและงดงาม
ร่างพิมพ์ลภัสหยุดนิ่งกลางอากาศบนความสูงกว่า 6 เมตรเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้นลานประลอง นอนสลบไม่ได้สติ
ภายในอาคารลานประลองมีแต่ความเงียบทุกสายตาล้วนไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“บ้าไปแล้ว...นี่มันฆ่ากันชัดๆ....ข้าไม่ยอมแน่!!!”
อัครยุทธ์ดุสิตที่เห็นลูกสาวของตนนอนแน่นิ่งบนลานประลองก็ลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งลงมาที่ลานประลอง ประคองร่างลูกสาวเอาไว้
“แบบนี้มันไม่ใช่การประลองแล้ว...แบบนี้มันฆ่ากันชัดๆ”อัครยุทธ์ดุสิตชี้หน้าปราณด้วยความโกรธแค้น
“เออ...ท่านอัครยุทธดุสิตครับนี่คือการประลองยุทธตามกติกา... พิมพ์ลภัสยังหายใจอยู่ไม่เชื่อท่านก็มองดูใหม่สิครับ”
ท่านผอ.รีบวิ่งเข้ามาขัดจังหวะในขณะที่พิมพ์ลภัสค่อยๆ รู้สึกตัว เธอหายใจได้ปกติแต่ไม่มีแรงลุกขึ้น
ผู้คนในสนามก็เฮกันลั่น เมื่อเห็นว่าพิมพ์ลภัสยังหายใจอยู่แม้ว่าพิมพ์ลภัสจะยังหายใจอยู่ก็ตาม แต่มีหรือที่อัครยุทธ์ดุสิตจะยอมง่ายๆ
“ไม่มีผู้ใครกล้าทำให้ลูกสาวของข้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้...เจ้าต้องชดใช้”
อัครยุทธ์ดุสิตลุกขึ้นทำท่าจะปลดปล่อยพลังฌานก็มีเสียงเด็กหนุ่มขัดขึ้นมา...
“ถ้าเช่นนั้นท่านอัครยุทธ์จะรับผิดชอบยังไง?...กับการกระทำอันป่าเถื่อนของปรมาจารย์เศก เมฆมรกต!”
เสียงของแสงตะโกนฝ่าความมืดจากนั้นทั้งสองคนก็วิ่งลงมา ปรากฏกายเบื้องล่าง
“แสง-ขรรค์ นี่พวกเจ้า...มะมะมาได้ยังไง?”
ท่านผอ. ที่เห็นศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนก็ยิ้มหน้าชื่นบาน ทั้งสองทำความเคารพท่านปรมาจารย์ปฏิมากร
“เรื่องนี้ยาวครับ!เดี๋ยวข้าสองคนมีโอกาสจะเล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียด”
ขรรค์เอ่ยบอกท่านปรมาจารย์แล้วทั้งคู่ ก็ยืนขวางหน้าป้องกันเด็กชายไว้ ตามหน้าที่และสัญชาติการปกป้องน้องชาย
“นี่มันอะไร? เจ้าพูดเรื่องอะไรแล้วเอาไอ้เจ้าคนหยาบช้าที่สกุลเมฆมรกตไม่รับผิดชอบมาอ้างเพื่ออะไร?”
ผู้ชมทุกคนเริ่มมองหน้ากันการประลองที่ดูท่าน่าจะจบลงด้วยดี อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดกันไว้เสียแล้วเมื่ออัครยุทธ์ดุสิตปรากฎตัว หลายคนคิดทันทีว่า งานนี้ลูกสาวแพ้ แต่พ่อจะไม่แพ้ทั้งอัฒจันทร์เงียบ เฝ้าจับการดูการเดินลงไปของครุยุทธ์แฝด
“หึหึหึ!!!...นี่ยังน้อยไป กับการที่ญาติของท่านปรมาจารย์เศก เมฆมรกต ได้ลอบสังหารพวกข้า ในขณะที่กำลังเดินทางมายังเมืองอโยดา”
แสงชี้หน้าอัครยุทธ์ดุสิตอย่างไม่เกรงกลัว
ผู้คนตกใจกับมากขึ้น คนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานคงทราบเรื่องดี เพราะปราณได้บอกให้ทุกคนรู้ แต่วันนี้แสง-ขรรค์ ออกมายืนยันอีก 2 เสียง
“เออ...ข้าว่าทุกท่านใจเย็นๆเพราะการประลองน่าจะตัดสินได้แล้วว่าเป็นอย่างไร?”
“หึหึหึ...แล้วท่านผอ.ปฏิมากรไม่เห็นหรือว่าไอ้เจ้าเด็กสองคนไร้มารยาทนี่มันพูดว่าอะไร?”
“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะปกป้องน้องชายของเราท่านยังไม่ยอมรับผลของการประลองแต่กลับจะทำร้ายน้องชายของพวกเรา...มันถูกต้องแล้วหรือ?”
ขรรค์กล่าวเดือดดาลมือกำหมัดแน่น ภาพการโจมตีของปรมาจารย์เศก เมฆมรกต ยังคงเป็นภาพติดตาพวกเขาถ้าไม่ได้เทพยุทธ์ครุฑพ่าห์มาช่วยไว้ ไฉนเลยจะมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้
“ทำไมพิมพ์ลภัสไม่ยอมเล่าเรื่องนี่ให้ข้าฟังหรือว่าเจ้าเศกมันจะทำจริงๆ แต่ถึงจะยังไง มันก็ไม่เกี่ยวกับสกุลของเราอยู่แล้วพูดไปก็เสียเปล่า’
อัครยุทธ์ดุสิตเรียกลูกศิษย์จำนวน 4 คน ที่ติดตามมา ให้ประคองร่างของลูกสาวกลับเข้าไปนั่งพัก
เมื่อต้องประจันหน้ากับอัครยุทธ์ผู้แกร่งกล้าท่านผอ. ที่เบิกบาน กลับนิ่งเงียบโดยถนัดตา
“ข้าไม่สนใจว่าเรื่องของเศกกับเจ้าเด็กนี่มันจะเป็นยังไงนั่นไม่เกี่ยวกับข้า!!! แต่วันนี้ สิ่งที่เจ้าเด็กนี่ทำ มันมากเกินไปเจ้าหมายที่จะเอาชีวิตลูกสาวของข้า”
ไม่ว่าจะอย่างไรอัครยุทธ์ดุสิตก็ดูท่าจะไม่ยอมอย่างแน่นอน
“เออ...ท่านอัครยุทธ์ดุสิตแบบนี้ข้าเห็นว่ามันไม่เหมาะสม เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของเด็กๆผลแพ้-ชนะก็ชัดเจนแล้ว ทุกอย่างควรจะจบได้”
ท่านผอ.พยายามควบคุมไม่ให้ยืดเยื้อเหมือนเมื่อวานแต่วันนี้ดูท่าจะควบคุมยากเสียยิ่งกว่าเพราะชายที่อยู่ตรงหน้าเป็นถึงขั้นอัครยุทธ์การเจรจาด้วยคงยาก
“ท่านอัครยุทธ์ดุสิต และท่านผอ. คะ! ข้ามีความเห็นบางอย่างที่อยากจะเสนอและคิดมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
เสียงเล็กๆของนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งหงส์นรา วายุภักดิ์ ดังแทรกบรรยากาศน่ากดดัน
เธอปรากฏตัวขึ้นแล้วค่อยๆ เดินไปยังลานประลองอย่างช้าๆ สายตาทุกคู่จับตามองเธอวันนี้ไม่มีเสียงกรี๊ดกราด เพราะบรรยากาศไม่ได้เป็นใจ ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้สนใจเพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่า...
“ปราณอาจจะชนะก็จริง แต่สิ่งที่ข้าสงสัยซึ่งพี่ชายทั้งสองคนก็พูดออกมาเมื่อครู่นี้เองว่า ปรมาจารย์เศกจ้องทำร้ายพวกเขา”เธอเดินพูดลอยหน้าลอยตา
“ข้าขอถามคำถามเดียวกับเมื่อวาน เด็กอายุ 6 ขวบเคยมีใครถูกลอบสังหารหรือลอบทำร้ายบ้างไหม?”
“แม่จอมแสบหงส์นราอีกแล้ววันนี้เธอจะมาไม้ไหนอีกล่ะเนี่ย?”
เธียรธวัชบ่นขึ้นมาสีหน้าไม่พอใจ ทำเอาญาติๆ ที่มาด้วย พากันสอบถามเธียรจึงเล่าเรื่องเมื่อวานให้ทุกคนฟังคร่าวๆ ว่าหงส์นราเธอได้ทำอะไรบ้าง?
เมื่อหงส์นราถาม ทุกคนก็ล้วนตอบเสียงดังฟังชัดว่า“ไม่มี” หงส์นราก็ยิ้ม แล้วหันมองหน้าปราณ
“ก็นั่นสิ!!! เด็กอายุ 6ขวบแบบพวกเรา ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน จึงยังไม่มีประสบการณ์ต่อสู้ แต่กับปราณอายุคราวเดียวกับพวกเราและยังมีพลังฌานสัมบูรณ์อีกและเขาเป็นคนที่บอกพวกเราเมื่อวานเองว่า เขาถูกลอบสังหารโดยปรมาจารย์เศก”
หงส์นราพูดไปก็เหลือบมองหน้าปราณไปพลางโดยที่ปราณที่ยืนนิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆ
“ในเมื่อเขามีพลังฌานที่มากกว่าที่เด็ก 6 ขวบควรจะมีทำให้ข้าเชื่อได้ว่า...เขาจะต้องใช้พลังฌานสัมบูรณ์ที่มีในการก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเป็นแน่!มิเช่นนั้นจะมีผู้หมายเอาชีวิตของเขาได้อย่างไร?”
หงส์นราชี้หน้าปราณทำเอาทุกคนเริ่มคิดตามที่เธอกล่าว