บทที่ 09 : สาปแช่ง
เจียงซูผิงเพิ่งจัดการฆ่าตะขาบดิน สัตว์อันตรายที่ต้องใช้ผู้มีปราณระดับขั้นปฐีถึงจะปราบได้
ทว่า นางเพียงใช้จอบทำสวนฟันฉับเดียว ก็ส่งตะขาบดินไป์เพียงพริบตา จนเริ่มไม่แน่ใจว่า มันใช่ตะขาบดินตัวเดียวกับที่ผู้คนขนานนามถึงความน่าหวาดกลัวจริงหรือไม่
คุณหนูผู้ลงมือฆ่า จึงหันไปถามสาวรับใช้ข้างกาย ที่กำลังยืนนิ่งอึ้งอ้าปากค้าง
“ไป๋หลัน มันเป็ตะขาบดินแน่ใช่ไหม”
“ใช่แล้วเ้าค่ะคุณหนู”
“มันอ่อนแอมากเลยหรือ”
ไป๋หลันส่ายหน้าพรืด รีบบอกเล่าจากประสบการณ์ที่ตัวเองเคยมี
“ไม่ใช่เลยเ้าค่ะคุณหนู พิษของมันคร่าชีวิตคนได้เลยนะเ้าคะ และการกำจัดมันต้องใช้จอมยุทธ์หลายคนช่วย เพราะมันตายยากมาก ว่ากันว่าต่อให้ตัวขาดครึ่ง มันก็ยังเดินไปกัดคนอื่นต่อได้”
เจียงซูผิงมองซากที่ไม่กระดิกของตะขาบดินอีกครั้ง
รู้อยู่หรอกว่าปราณสีขาวเป็ปราณที่กล้าแกร่ง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมีพลังสูงถึงขั้นนั้น ในอดีตปราณสีแดงธรรมดาๆ ก็สามารถกำจัดตะขาบดินด้วยวิธีเคลือบปราณบนอาวุธคมๆ ได้เช่นเดียวกัน
...มันเป็เพราะนางแข็งแกร่งเกินไป?
หรือ...เป็เพราะพลังของคนในยุคห้าร้อยปีข้างหน้านี้อ่อนแอกว่าในอดีต?
ยิ่งคิดยิ่งหาข้อสรุปไม่ได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงถอนหายใจเลิกคิด หันมาให้ความสนใจกับวัตถุดิบที่เดินมาหาถึงมือ ไหนๆ ก็ได้ตะขาบดินมาแล้ว ก็ขอถือโอกาสทำยาดองไปด้วยเสียเลยแล้วกัน
“ไป๋หลัน เ้าเก็บซากมันไว้นะ แล้วก็หลังจากนี้ถ้าฝนตก เ้าหาโอ่งใบใหญ่ๆ มารองน้ำฝนให้ข้าด้วย”
ไป๋หลันยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่คุณหนูผู้อ่อนแอลงมือฆ่าตะขาบดินด้วยจอบด้ามเดียว
นางอยากจะตบหน้าตัวเอง เพราะคิดว่ากำลังฝันไป และเนื่องจากความมึนงง นางเลยไม่มีแก่ใจสงสัยว่า เหตุใดคุณหนูจึงออกคำสั่งประหลาดๆ อย่างหาโอ่งมารองน้ำฝน ทำได้แต่พยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย
“ได้เ้าค่ะคุณหนู”
ระหว่างที่สองนายบ่าวกำลังนึกกันไปคนละทาง เสียงโหวกเหวกจากหน้าประตูเรือนก็ดังขึ้น
“มีใครอยู่หรือไม่! มาเตรียมรับรองฮูหยินรองเร็วเข้า”
ซูผิงแปลกใจที่ฮูหยินรองผู้มักจะถือตัวอยู่เสมอ กลับมาเยือนยังเรือนต้นส้มแสนเก่าทรุดโทรม แต่ด้วยความรีบเร่ง นางจึงยังไม่ทันคิดเตรียมการอะไรให้มากความ รีบล้างไม้ล้างมือ แล้วตรงมายังบริเวณโต๊ะรับแขก ซึ่งสตรีวัยกลางคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“คารวะท่านแม่รอง”
คุณหนูใหญ่ยอบกายให้ความเคารพอย่างผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมารยาทในตระกูลชั้นสูง ก่อนปล่อยให้ดวงตาเรียวสำรวจมอง
ฮุ่ยซิ่วพิจารณาบุตรสาวตรงหน้า ที่ไม่ได้พบเห็นมาั้แ่เมื่อครั้งงานวันเกิดท่านราชครู
...สีหน้าดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อน หากร่างกายก็ยังคงซูบผอม ซ้ำเสื้อผ้ายังมีคราบดินสกปรกมอมแมมเปรอะเปื้อน มองอย่างไรก็ไร้สง่าราศี ไม่สมกับเป็คุณหนูใหญ่แห่งจวนราชครูผู้มีเกียรติ
บ่าวรับใช้ของเรือนเพียงผู้เดียวรินน้ำชาส่งให้เจียงซูผิง เพื่อนำมามอบให้กับท่านแม่รองตามหลักการแสดงความกตัญญู แต่ฮูหยินเพียงรับมาโดยไม่แตะต้องยกดื่ม แล้วเกริ่นคำเข้าจุดประสงค์ตรงๆ
“ได้ยินว่าเ้า้าของล้ำค่ามาบำรุงร่างกายตัวเองงั้นหรือ”
...นึกแล้วเชียวว่าต้องมาด้วยเื่นี้
เจียงซูผิงเคยคาดการณ์ั้แ่กลับมาจากหอการค้าตระกูลหนิง ของฟรีที่ได้จากคุณชายรอง มิใช่ของฟรีที่ไร้การแลกเปลี่ยน เพียงแต่การแลกสำหรับนางนั่นคือ การลดทอนอำนาจและการสั่งสอนให้รู้จักอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“หามิได้เ้าค่ะท่านแม่รอง ข้าก็แค่้าประคับประคองชีวิตน้อยๆ ของข้าไปเท่านั้น”
“เ้าก็รู้ว่าตระกูลเจียงใช้เงินรักษาเ้าไปมากแล้ว ทั้งยังจัดหายาให้อย่างเหมาะสมอยู่ตลอด แต่ยาบางตัว หากไม่ใช่ผู้ใช้ปราณก็อาจส่งผลโทษมากกว่าผลดี เ้าจะกินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”
คำกล่าวสั่งสอนเป็ความจริงทั้งหมด ยากที่เจียงซูผิงจะคัดค้าน
หากแต่อีกนัยหนึ่ง มันก็แฝงความหมายไว้ว่า ตระกูลเจียงใช้เงินซื้อยาดีๆ ให้กับนางผู้ไร้ปราณก็เหมือนเอาเพชรพลอยล้ำค่าไปโยนทิ้งลงทะเล ช่างแตกต่างจากการใช้เงิน เพื่อความเป็อยู่ที่สุขสบายของฮูหยิน รอง เพราะสร้อยคอที่คล้องอยู่บนลำคอเรียวของอีกฝ่าย มีอัญมณีสีแดงกระจ่างเม็ดใหญ่แสบตายิ่ง
“ข้าทราบดีเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหวังว่า คราวหน้าเ้าก็ไม่จำเป็ต้องไปเสาะแสวงหายาชั้นสูงให้ยากลำบาก ที่บางที่เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ จะไปสร้างความรบกวนให้ผู้อื่นเสียเปล่า”
คำสั่งห้ามไม่ให้ไปเหยียบหอการค้าตระกูลหนิงถูกเอ่ยออกมาอ้อมๆ ซึ่งไม่ต้องบอก ซูผิงก็ไม่คิดจะไปเหยียบหอการค้าแสนหลอกลวงอะไรนั่นอีกเพราะของที่ขายแต่ละอย่างล้วนไร้ประโยชน์ต่อพลังปราณของนางทั้งสิ้น
แต่การแสดงอำนาจของสตรีผู้กุมเื้ัจวนราชครูยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น
“ในเมื่อไม่จำเป็ต้องซื้อยาแพงๆ และเ้าก็อยู่แต่กับเรือน จากนี้คงไม่ต้องใช้เบี้ยหวัดอะไรมากจริงหรือไม่”
เรียวคิ้วของซูผิงกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกต
ห้ามไม่ให้นางซื้อยา ห้ามไม่ให้นางไปหอการค้า แล้วยังจะหักลดเบี้ยหวัดของตัวเองที่เหลือน้อยแสนน้อยอีก
...แบบนี้มันก็ชักจะเกินไป
“ท่านแม่รองกล่าวได้ถูกต้องแล้ว สตรีอยู่กับเรือนใยต้องใช้เงินทอง”
เจียงซูผิงรักษาสีหน้านอบน้อม ก้มศีรษะยอมรับการสั่งสอน หากริมฝีปากยังคงพูดเสริมเหตุผล
“คงเป็เื่น่าขัน หากนำสิ่งของราคาแพงมาเพื่อโอ้อวดแค่บ่าวไพร่ในเรือน ทั้งยังผิดขนบสตรีที่พึงมีของสกุลเจียงผู้ยึดมั่นในความสุภาพเรียบง่ายจริงๆ เ้าค่ะ”
สีหน้าของฮูหยินเขม็งตึงขึ้นมาทันที เพราะคำที่คู่สนทนายกมาอ้าง มันแทบจะย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง
นางชอบสวมใส่เครื่องประดับราคาแพงกระทั่งตอนอยู่ในเรือน ซึ่งล้อมรอบไปด้วยบรรดาบ่าวไพร่ ด้วยเหตุนี้ จะโอ้อวดความร่ำรวยไปก็นับว่าไร้ประโยชน์ ไม่ต่างจากนกอวดปีกของตัวเอง ทั้งๆ ที่ถูกจับขังอยู่ในกรง
ไม่รู้บุตรสาวแสนอ่อนแอและโง่งมเพียงแค่พูดไปเรื่อย หรือจงใจเอ่ยกระทบกระเทียบถึงตัวนาง แต่ในเมื่อบังอาจมาทำให้อารมณ์ของนางขุ่นมัว ก็ย่อมต้องมอบบทลงโทษ
“เ้าเรียนรู้ได้ก็ดี เช่นนั้นข้าจะหักลดเบี้ยหวัดเ้าลงอีกสี่ส่วนก็แล้วกัน”
หกสิบอีแปะ หักลดลงสี่ส่วนก็เหลือเพียงสี่สิบห้าอีแปะ ชาวบ้านทั่วไปใช้จ่ายยังไม่ครบเดือนก็หมดแล้ว ทว่าคุณหนูใหญ่ประจำตระกูลเจียงกลับต้องก้มหน้ายินยอม
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
“อีกอย่าง ได้ข่าวว่าเ้าปลูกอะไรอยู่หลังเรือน ข้ายังไม่ทันอนุญาต เ้าก็ทำโดยพลการเช่นนั้นหรือ”
ฮูหยินรองคงเป็คนเ้าคิดเ้าแค้นน่าดู จึงจิกกัดไม่ปล่อยไม่เหลือหนทางให้ศัตรูรอด
เจียงซูผิงถึงคราวต้องใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของตัวเอง ซึ่งเป็เพียงจุดแข็งเดียวเข้าสู้ นางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนระโหย น้ำเสียงเบาบาง
“ท่านแม่รอง ร่างกายข้าอ่อนแอนัก จะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไรก็ไม่มีใครล่วงรู้ ว่ากันว่าคนเราทุกคนเกิดจากธรรมชาติก็ล้วนหวนคืนสู่ธรรมชาติ ข้าก็แค่้าให้ร่างกายคุ้นเคยกับไอดินเข้าไว้น่ะเ้าค่ะ”
คนปกติที่ไหนจะเตรียมพร้อมใช้ชีวิตให้คุ้นเคยกับหลุมฝังศพ แต่คุณหนูใหญ่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่เสมอ กลับเอ่ยเหมือนมันเป็เื่ธรรมดา
“เมื่อข้าจากไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากประสบการณ์ที่มีอยู่ ไว้บอกเล่าสนทนากับบรรพบุรุษสกุลเจียง ข้าเลยตั้งใจจะเรียนรู้เื่ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าไม่ให้ผู้อื่นลำบากมาเล่าแทนเ้าค่ะ”
โลกหลังความตายจะมีจริงหรือไม่ยังเป็ปริศนาสำหรับคนทุกยุคทุกสมัย
แต่ที่แน่ๆ เจียงซูผิงเป็คนของสกุลเจียง หากนางจากไปเร็วๆ นี้ย่อมต้องถูกฝังอยู่ในสุสานและขึ้นป้ายร่วมกับบรรพบุรุษในตระกูล
การยอมอนุญาตให้นางทำสิ่งเรื่อยเปื่อย ก่อนที่นางจะจากไปไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร แต่การสั่งห้ามนางเอาไว้ก็เหมือนเป็การสาปแช่งตัวเองให้ตายไว เพื่อที่จะไปสนทนากับภูตผีล่วงหน้าก่อนคนอื่น
ลงท้ายด้วยความไม่อยากนำสิ่งอัปมงคลใส่ตัว ผู้กุมอำนาจจึงยอมอย่างเสียไม่ได้
“จะทำอะไรก็เื่ของเ้า แต่อย่าให้มาเดือดร้อนถึงคนในจวนก็แล้วกัน”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ รับรองว่าข้าจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแน่ๆ”
ครั้นเสร็จสิ้นธุระ ฮูหยินรองก็คร้านจะอยู่สนทนาต่อ ทั้งๆ ที่น่าจะพึงพอใจที่สามารถขีดกรอบความเป็อยู่ของลูกชัง หากนางกลับรู้สึกหงุดหงิดลึกๆอยู่เต็มกำลัง จึงสะบัดกายลุกขึ้นเอ่ยเสียงห้วน
“ข้าจะกลับแล้ว”
“บุตรขอน้อมส่ง”
เจียงซูผิงค้อมกายส่งแม่รองออกจากเรือนไปเรียบร้อย
...วันนี้ตนเองยังไร้อำนาจเลยไม่อาจต่อกรอะไรไปมากกว่านี้ แต่เมื่อใดที่ตนสะสมพลังได้มากพอ วันนั้นนางจะไม่ยอมเป็ฝ่ายถูกกดข่มง่ายๆ ซึ่งบ่อเกิดของพลัง นอกจากระดับของปราณแล้ว เงินทองก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
“ไป๋หลัน เตรียมตัวไปกันเถิด”
ซูผิงเปลี่ยนท่าทีเป็เคร่งขรึม หมุนตัวเข้าไปในเรือนเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เลอะดินออก ขณะที่สาวรับใช้ยังคงมีท่าทีงงงัน
“ไปไหนเ้าคะ”
และก็ได้รับคำตอบกลับจากผู้เป็นายประโยคเดียวสั้นๆ
“...ออกไปหาเงิน”
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
ใครคิดจะรังแกคุณหนูใหญ่ต้องโดนสวนกลับ
หลังจากนี้น้องเตรียมจะกลายเป็เศรษฐีแล้วค่ะ
แต่จะคิดหาเงินด้วยวิธีไหน ต้องมาตามลุ้นกันนะคะ