“เทียนอวี่เจ้าทำให้ข้ากลัว ข้าคิดว่าเจ้าไม่พอใจเสียอีก” เมื่อขึ้นมายืนบนหลังของเทียนอวี่เยี่ยซางก็เข้าใจเจตนาของเทียนอวี่อว่ามันอนุญาตให้เขาขึ้นขี่บนหลังได้
เทียนอวี่ไม่ใช่สัตว์ที่ได้รับการฝึกจนเชื่องแต่เป็นเพียงสัตว์อสูรที่อาศัยในป่าตามธรรมชาติ เยี่ยซางเคยล่าสัตว์มาก่อนเขารู้ว่าสัตว์อสูรมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความดุร้ายซึ่งยากจะทำให้เชื่อง ดังนั้นบนหลังของพวกมันจึงถือเป็นพื้นที่หวงห้ามหากมีคนกล้าขึ้นไปขี่ก็จะโดนพวกมันโกรธจัด ทว่าตอนนี้เทียนอวี่กลับยอมให้เยี่ยซางขึ้นขี่ซึ่งหมายความว่าเขาได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากใจของมัน
ความเร็วในการบินของเทียนอวี่นั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งทำให้ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงที่พักของเยี่ยซาง
“อย่าเพิ่งหยุดบินเล่าไปล่าสัตว์กันเถิด วันนี้ข้าจะทำอาหารให้เจ้าให้กินเอง” เยี่ยซางพูดกับเทียนอวี่
เทียนอวี่ส่งเสียงร้องผ่านหมู่เมฆทำให้พื้นหินด้านล่างแตกร้าวจากนั้นจึงบินเข้าไปในป่าโบราณ ไม่ช้านักพวกเขาก็พบหมีขาว
หลังจากร้องอีกครั้งเทียนอวี่ก็ทิ้งตัวลง กรงเล็บแหลมคมคู่นั้นของมันแทงทะลุหลังหมีขาวและจับเข้าที่กระดูกสันหลังของมันจากนั้นเทียนอวี่จึงเร่งกระพือปีกหิ้วหมีขาวขึ้นมาก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง
เยี่ยซางตกตะลึงดูเหมือนเทียนอวี่จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว หมีขาวเป็นสัตว์อสูรอันดับสอง แต่มันกลับไม่สามารถต่อต้านเทียนอวี่ได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่สัญชาตญาณการต่อสู้ของเทียนอวี่นั้นก็ถือว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งการโจมตีอย่างรุนแรงและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นหมีขาวจึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้กลับ
พอพวกเขากลับมาถึงบ้านเทียนอวี่ก็ร่อนลงที่นอกสนาม
หลังจากเทียนอวี่หยุดนิ่งลงแต่ยังเห็นว่าหมีขาวยังคงดิ้นรนอยู่ ดวงตาของมันก็เป็นประกายมันเอียงหัวเล็กน้อยก่อนที่จะใช้จะงอยปากจิกลงไปที่หัวของหมีขาวโดยตรง
เยี่ยซางยิ้มขณะเดินเข้าไปในบ้านไม้ไผ่แล้วหยิบมีดคมกริบออกมาจัดการกับหมีขาว
เขาลอกหนังหมีออกแล้วแขวนไว้ให้แห้งซึ่งเขาวางแผนจะใช้มันปูเป็นที่นอนให้เทียนอวี่
หลังจากลอกหนังหมีเสร็จเยี่ยซางก็ป้อนน้ำดีหมีให้เทียนอวี่ก่อนจะเริ่มย่างเนื้อ
ในเวลานี้ศิษย์ช่วยงานทั่วไปสองคนก็เดินเข้ามาหาแต่เยี่ยซางไม่ได้ให้พวกเขาช่วย ทั้งยังให้อาหารเทียนอวี่ด้วยตนเองก่อนจะช่วยจัดขนที่เรียงกันอย่างสวยงามของเทียนอวี่ แล้วค่อยกลับไปฝึกฝนต่อ
ยาจวี้ชี่ที่หลิ่วหยางอวี่มอบให้สามารถเลื่อนขั้นของเลี่ยนชี่ได้หนึ่งขั้นเขาไม่ได้วางแผนที่จะใช้มันในตอนนี้การบ่มเพาะของเขายังอยู่ในระดับกลางของเลี่ยนชี่ขั้นเจ็ด เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องการรอให้ฐานการบ่มเพาะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นที่แปดก่อนถึงค่อยใช้ยาจวี้ชี่เพื่อยกระดับการบ่มเพาะเป็นขั้นที่เก้าของเลี่ยนชี่
หลังจากฝึกฝนคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์และคัมภีร์หมื่นวิถีเสร็จเยี่ยซางก็เริ่มฝึกหอกลมไล่และหัตถ์ผลักภูผา
พลังของเยี่ยซางที่ใช้หัตถ์ผลักภูผานั้นแตกต่างจากครั้งก่อนเขายังคงโจมตีครั้งที่สองไม่ได้ แต่หลังจากโจมตีแล้ว ปราณแท้จริงที่คืนสู่ร่างกายของเขากลับมีมากกว่าเดิมกล่าวคือหลังจากใช้การโจมตีของหัตถ์ผลักภูผาไปแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในการต่อสู้ของเยี่ยซางหลังจากนั้น
พัฒนาการที่ดีที่สุดในตอนนี้คือหอกไล่ลมหลังคัมภีร์หมื่นวิถีได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นที่ห้าของเลี่ยนเซวี่ยแล้ว คลื่นระลอกแรกของการโจมตีด้วยหอกไล่ลมกลับทรงพลังขึ้นมากเพียงคลื่นเดียวก็สามารถเจาะต้นไม้โบราณได้และยังสามารถใช้ต่อเนื่องได้ถึงสิบสองครั้ง
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายเพียงอย่างเดียวการใช้หอกไล่ลมโจมตีโดยตรงก็สามารถเจาะต้นไม้โบราณได้แล้ว ทว่าด้วยแรงกระแทกสามารถทำลายพื้นที่รอบๆปลายหอกได้ราวสามหรือสี่ชุ่น
ในขณะที่เยี่ยซางกำลังบ่มเพาะอยู่กงเสวียนก็มาหาเขาบอกให้เยี่ยซางไปที่ยอดเขาตานติ่ง เพื่อลงทะเบียนในอีกสองสามวันข้างหน้าทั้งยังถามเยี่ยซางว่าต้องการจะกลับไปที่บ้านเกิดหรือไม่
สำหรับเรื่องหมู่บ้านจู๋หยวนแน่นอนว่าเยี่ยซางต้องการจะกลับไปอยู่แล้ว แต่เขาไม่เข้าใจเรื่องการลงทะเบียนนัก
แต่ท้ายที่สุดเยี่ยซางก็เข้าใจคำอธิบายกงเสวียนได้แม้ว่ายอดเขาต่างๆ ของหุบเขาโอสถจะมีการปกครองดูแลที่แยกจากกันแต่ยอดเขาหลักก็ต้องการรับรู้เกี่ยวกับการจัดการต่างๆ เช่นกันศิษย์สายนอกและศิษย์ช่วยงานทั่วไปนั้นไม่สำคัญสำหรับยอดเขาหลักแต่ศิษย์รุ่นที่สองและศิษย์รุ่นที่สามจะต้องได้รับการบันทึกไว้ เพื่อให้หอเกียรติยศสามารถแจกจ่ายทรัพยากรตามระดับของศิษย์ได้อย่างถูกต้องครบถ้วนการเปลี่ยนแปลงระดับปราณของศิษย์ก็จะต้องได้รับการลงทะเบียนด้วยเนื่องจากการการดูแลศิษย์สายในและศิษย์ชั้นยอดนั้นแตกต่างกัน
“ตกลงถ้าถึงเวลาต้องไป ศิษย์พี่เพียงบอกข้าก็พอ” เยี่ยซางพูดพลางพยักหน้า
“ข้าอาจไม่มีเวลามีราชสีห์ทองคำปรากฏตัวขึ้นในเทือกเขาตานติ่ง มันทำร้ายผู้คนไปเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของยอดเขาไท่เสวียน ข้าต้องไปดูแลเรื่องนี้ศิษย์พี่หญิงหกของเจ้าจะมารับเจ้าไปที่ยอดเขาหลักเอง” กงเสวียนกล่าวกับเยี่ยซาง
“ข้าเข้าใจแล้วศิษย์พี่ใหญ่ ท่านระวังตัวด้วย” เยี่ยซางพูดกับกงเสวียน
“ฮ่าฮ่า!ไม่ต้องกังวล แค่ราชสีห์ทองคำเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าแค่ใช้มือตบๆ หน่อยมันก็ตายแล้ว”กงเสวียนพูดด้วยรอยยิ้ม
หากเป็นเพียงสัตว์อสูรราชสีห์ทองคำคงไม่จำเป็นที่กงเสวียนจะออกหน้าไปเอง แต่ว่ากันว่ามีการก่อตัวของค่ายกลเขตตามธรรมชาติปรากฏขึ้นที่นั่นทำให้หลายคนรู้สึกตื่นตระหนก ผู้คนจากสิบสองยอดเขาของหุบเขาโอสถล้วนมุ่งหน้าไปที่แห่งนั้นกงเสวียนกังวลว่าคนอื่นจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงวางแผนที่จะไปดูแลด้วยตนเอง
เมื่อกงเสวียนจากไปเยี่ยซางก็เริ่มฝึกฝนต่อเรื่องที่เขาจะสามารถกลับไปที่หมู่บ้านจู๋หยวนได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าทำให้เยี่ยซางตื่นเต้นมากแต่เขาจะไม่ยอมให้การฝึกฝนต้องล่าช้าออกไป เขาไม่อยากทำให้พ่อเฒ่าผิดหวังในฐานะนักล่าแล้ว เขาต้องการเป็นนักล่าที่เก่งที่สุด และในฐานะผู้ฝึกตนเขาก็จะเป็นคนที่อ่อนแอไม่ได้
ชิงจีมาเร็วกว่าที่เยี่ยซางคาดไว้มากสามวันหลังจากที่กงเสวียนออกเดินทาง ชิงจีก็มาหาเขาโดยทันที
“ศิษย์พี่หญิงหกมาแล้วนั่งลงดื่มชาก่อนเถิด” เยี่ยซางที่เพิ่งฝึกหอกไล่ลมเสร็จก็ยกมือปาดเหงื่อก่อนจะพาชิงจีไปนั่งที่ลานเล็กๆ
“สิบสามเจ้าฝึกฝนหนักเกินไปแล้ว เจ้าควรค่อยๆ ฝึกฝนนะ ถ้าเจ้าไม่รู้จะทำอะไรแค่ไปนั่งเล่นกับศิษย์พี่หรือศิษย์พี่หญิงก็ได้ ผ่อนคลายสักหน่อยเถิด” หลังชิงจีได้รับชาจากเยี่ยซางแล้วนางก็มองไปยังผมที่เปียกชื้นเหงื่อของเยี่ยซางก่อนจะพูดพร้อมขมวดคิ้ว
“ข้าเข้าใจแต่ท่านอาจารย์ไม่ได้รับศิษย์มาสิบกว่าปีแล้ว ข้าไม่อยากให้ท่านผิดหวัง”เยี่ยซางกล่าว
การที่หลิ่วหยางอวี่มองเขาต่างไปจากเดิมทำให้เยี่ยซางรู้สึกขอบคุณมาก เขาต้องการที่จะตอบแทนอาจารย์ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถตอบแทนอาจารย์ได้ก็คือการฝึกฝนอย่างหนักให้คนอื่นรู้ว่าการตัดสินใจของหลิ่วหยางอวี่นั้นถูกต้อง
“คงเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าสิบสามจี้หยกของเจ้าสวยมาก!” ชิงจีกล่าวขณะมองดูจี้หยกเรียบง่ายที่คอของเยี่ยซาง
เมื่อมองลงไปยังจี้หยกที่คอของเขาเยี่ยซางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอดมันออก “ศิษย์พี่หญิง ถ้าท่านชอบข้าจะให้มันแก่ท่าน”
“สิบสามเจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงเห็นว่าจี้หยกนี้ดูแปลกตาและไม่ธรรมดา ข้าก็เลยพูดถึงเท่านั้นเอง”ชิงจีหยิบจี้หยกที่เยี่ยซางมอบให้ ยัดกลับเข้าไปในมือของเด็กหนุ่ม
“ข้าไม่รู้เลยสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่ครอบครัวข้าทิ้งไว้ให้ก็ได้” เสียงของเยี่ยซางแผ่วลงเล็กน้อยปัญหาเกี่ยวชาติกำเนิดที่แท้จริงถือเป็นปมในใจของเขา
“เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเจ้าหรือ?” เมื่อชิงจีได้ยินเรื่องนี้นางก็รู้ทันทีว่าเยี่ยซางมีเรื่องบางอย่างในใจ
เยี่ยซางไม่ได้ปิดบังอะไรจากชิงจีดังนั้นเขาจึงอธิบายว่าพ่อเฒ่าพาเขากลับไปที่หมู่บ้านจู๋หยวนได้อย่างไรรวมถึงภาพที่เขาเห็นในตอนนั้นนอกจากนี้เขายังบอกด้วยว่าที่มาหุบเขาโอสถก็เพราะเขาต้องการเป็นผู้ฝึกตนและยังต้องการหาที่พึ่งพิงในหุบเขาโอสถด้วย
“เจ้าก็เหมือนกันของสำคัญเช่นนี้ บอกว่าจะให้คนอื่นก็ให้ได้ง่ายๆ หรือ?” ชิงจีจ้องไปที่เยี่ยซาง
“แต่ศิษย์พี่หญิงหกไม่ใช่คนอื่น”เยี่ยซางพูดพลางส่ายหัว
“พูดได้ดีศิษย์พี่หกไม่ใช่คนอื่น แต่เจ้าไม่สามารถมอบจี้หยกให้ข้าได้นี่เป็นเบาะแสเดียวเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเจ้า หมู่บ้านจู๋หยวนได้เลี้ยงดูเจ้ามาเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วในการหาผู้สนับสนุนให้กับพวกเขาคราวนี้เมื่อเราไปที่หมู่บ้านจู๋หยวน ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”ชิงจีตบไหล่ของเยี่ยซาง
“ศิษย์พี่หกเราจะไปกันทันทีหลังจากลงทะเบียนหรือ?” เยี่ยซางถาม
“เป็นเช่นนั้นศิษย์พี่รองของเจ้าและคนอื่นๆ กำลังรอพวกเราอยู่ที่ห้องโถงไท่เสวียน”ชิงจีพยักหน้า
เยี่ยซางเรียกเทียนอวี่“เทียนอวี่ ข้าไม่อยากทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ ช่วงนี้เจ้าอาจจะไม่พอใจนัก แต่เจ้าต้องอยู่ในพื้นที่ฝึกสัตว์นะ”
เทียนอวี่เอียงตัวพิงเยี่ยซางแล้วคลอเคลียสองสามครั้งแต่มันก็ไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจของเยี่ยซาง