บทที่ 12 พวกชอบเปรียบเทียบมันช่างน่าโมโห
“เดิมทีแค่จะล้อเล่นเท่านั้นเอง ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
“เื่ในวันนี้ นายจะต้องมีคำอธิบาย!”
เฉินฟาถอดชุดกาวน์ของตัวเองออกแล้วโยนมันลงพื้นอย่างแรง
พังแล้ว
เฉินฟาพังทลายจริง ๆ แล้ว
ถูกหานชิงอวี่บดขยี้ในห้องผ่าตัดยังพอทน แต่พอเขาจะเอาคืนด้วยการเล่นอะไรแผลง ๆ เพราะอยากให้อีกฝ่ายอับอาย แต่ไม่คิดเลยว่าคนที่อับอายจะกลายเป็ตัวเอง!
ไม่คาดคิดเลยว่าหานชิงอวี่จะไม่ได้สนใจตนที่อยู่ตรงหน้าเลย แต่กลับหันไปพูดกับหลี่หยางที่อยู่ข้าง ๆ แทน
“ไปกันเถอะหลี่หยาง เราไปกินข้าวที่โรงอาหารกัน”
“ถ้าไม่รีบไป อีกเดี๋ยวอาจจะไม่มีเวลากินแล้ว”
หลี่หยางก็ลุกขึ้นพลางพูดยิ้ม ๆ “ดีเลยพี่อวี่!”
เพื่อนร่วมงานอีกสองคนในแผนกฉุกเฉินก็ลุกขึ้นในเวลานี้เช่นกัน “รอพวกเราด้วยสิ เราก็อยากจะไปด้วย”
ทั้งแผนกฉุกเฉิน เหมือนว่าไม่มีสักคนเลยที่ฟังคำพูดของเฉินฟา
พอเห็นสถานการณ์นั้น ความโกรธในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก เขาก้าวไปข้างหน้า ขวางหน้าหานชิงอวี่ไว้
“หานชิงอวี่ นายอย่ามาแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้กับฉันนะ!”
แต่หานชิงอวี่กลับแค่ตอบกลับไปเบา ๆ “ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”
หลี่หยางที่อยู่ข้าง ๆ ขยิบตาให้เฉินฟาพลางพูดว่า “เห้อ เฉินฟา ฉันจำได้ว่าเมื่อกี้เหมือนจะมีคนบอกว่าโต ๆ กันแล้ว หยอกนิดหยอกหน่อยไม่เห็นเป็ไร คนนั้นคือใครเหรอ?”
เวลานี้เฉินฟาหน้าแดงราวกับตับหมู “นาย!”
หลี่หยางสีหน้าเปลี่ยนทันที ท่าทีของเขาดูเหมือนคนที่ไม่กลัวอะไรเลย “อะไร? ถ้านายทำให้เื่มันใหญ่โตล่ะก็ ลองทายดูนะว่าถ้าเื่มันไปถึงหูลุงของนาย นายจะยังอยู่ในโรงพยาบาลนี้ต่อไปได้ไหม!”
เพียงประโยคเดียวทำเอาเฉินฟาที่เมื่อกี้พร้อมจะมีเื่ คล้ายกับว่ามีน้ำเย็นมาดับไฟเขาในชั่วพริบตา
ทุกคนเดินออกไปข้างนอก เหลือเพียงแค่เฉินฟาที่ยังอยู่ในแผนกฉุกเฉิน
ภายในโรงอาหารของโรงพยาบาล ในเวลานี้คนไม่ได้เยอะมากนัก เพราะว่าในโรงพยาบาลไม่ได้มีกำหนดเวลาอาหารกลางวันและเวลาพักกลางวันที่เข้มงวด ดังนั้นกระทั่งการกินข้าว ทุกคนก็จะต้องแข่งกับเวลาเช่นกัน
พวกหานชิงอวี่ทั้งสี่คนเพิ่งจะหาโต๊ะได้ หลังจากไปเอาอาหารมาแล้วก็นั่งที่โต๊ะยาว จู่ ๆ ที่นั่งข้างหานชิงอวี่ก็มีเงาคนเพิ่มมาอีกคน
“อ้าว บังเอิญจังนะคะหมอหาน!”
ทุกคนต่างเงยหน้าไปมอง เห็นว่าข้างกายหานชิงอวี่ ก็คือเงาของคนสวยอย่างห่าวเหม่ยเหม่ยนั่นเอง
เพื่อนร่วมงานสองคนข้าง ๆ อ้าปากค้างเป็เลขศูนย์ไปแล้ว
ในสายตาของพวกเขา ผู้หญิงสวยอย่างห่าวเหม่ยเหม่ย มีเพียงแค่คนอื่นจะไปขอนั่งกินข้าวกับเธอเท่านั้น ไม่เคยเห็นห่าวเหม่ยเหม่ยเป็ฝ่ายเริ่มไปนั่งข้างคนอื่นก่อนเลย
หลี่หยางเห็นท่าทีของเพื่อนร่วมงานสองคนตรงหน้าก็แอบขำ ถ้าพวกเขารู้ว่าเมื่อเช้าห่าวเหม่ยเหม่ยเป็ฝ่ายแอดวีแชตไปหาหานชิงอวี่ก่อน คาดว่าคงจะเป็ลมไปแล้ว
คนที่ชอบเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น มันช่างน่าโมโหนัก!
แต่สิ่งที่น่าโมโหยิ่งกว่ามันอยู่หลังจากนี้
พวกเขาเห็นว่าห่าวเหม่ยเหม่ยไม่ได้กินข้าวในทันที แต่กลับหยิบมือถือออกมา
“หมอหานคะ ฉันไปดูตารางเวรของพวกคุณมาแล้ว เห็นว่าพวกคุณมีเวรในวันอาทิตย์จริง ๆ ด้วย”
“แต่ฉันดูอย่างละเอียดแล้ว วันจันทร์เป็วันหยุดของคุณ ดังนั้นฉันเลยไปหาเพื่อนมาแลกเวรให้วันหยุดของฉันเป็วันจันทร์เหมือนกัน”
“เป็อย่างไรคะ วันจันทร์ตอนบ่ายว่างรึเปล่าคะ? เราไปดูหนังกันดีไหมคะ?”
เกร๊ง
ตะเกียบของเพื่อนร่วมงานสองคนข้าง ๆ หล่นลงบนโต๊ะด้วยความใ
นี่มันอะไรกัน?
ห่าวเหม่ยเหม่ยนางฟ้าของโรงพยาบาล เปลี่ยนเป็ฝ่ายเข้าหาผู้อื่นแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่?
จะไปดูหนังอะไรกัน ผู้กำกับคนไหนจะสร้างหนังวิทยาศาสตร์ที่ดีแบบตรงหน้านี้ได้!
“อืม...”
ตอนนี้หานชิงอวี่กำลังก้มหน้าครุ่นคิด
เพราะว่าวันจันทร์หน้าตนเองหยุดจริง ๆ จะไปดูหนังในเวลานี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าปฏิเสธห่าวเหม่ยเหม่ยที่นี่ เธอจะต้องอับอายมากแน่ ๆ
เมื่อเห็นท่าทีของหานชิงอวี่จมลงในห้วงความคิดเช่นนั้น เพื่อนร่วมงานสองคนข้าง ๆ ก็แทบจะโมโหแล้ว
นางฟ้าชวนนายไปดูหนัง ยังจะต้องคิดอะไรอีก?
นั่นห่าวเหม่ยเหม่ยเชียวนะ!
ห่าวเหม่ยเหม่ยที่เป็สาวในฝันของผู้ชายในโรงพยาบาลนับไม่ถ้วน!
“ได้ ผมน่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
หานชิงอวี่ครุ่นคิดสักพัก ในที่สุดก็เอ่ยปากตอบตกลง
จากนั้น เขาถึงได้รู้ตัวว่าเพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบ ๆ ล้วนจ้องมองมาที่ตัวเองอยู่ในเวลานี้ จึงเอ่ยปากอย่างแปลกใจ
“พวกนายกินสิ มองฉันทำไมกัน?”
ประโยคนี้ ไปกระตุ้นความไม่พอใจของพวกเพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบ ๆ ขึ้นมา
ในชั่วพริบตาพวกเขานึกถึงคำพูดเมื่อกี้ของเฉินฟาขึ้นมาเลย
หานชิงอวี่ นายนี่สมควรตายซะจริง ๆ !
แต่พวกเขาไม่เหมือนกับเฉินฟา ที่เกลียดชังหานชิงอวี่อยู่ตลอดอย่างน่าประหลาด เพราะว่าพวกเขาเองก็ยอมรับความหน้าตาดีของอีกฝ่าย และยังอิจฉาทักษะของเ้าตัวด้วย ในสายตาของพวกเขา หานชิงอวี่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบมาก
ความรู้ของพวกเขาที่มีต่อหานชิงอวี่ ก็คล้ายกับหลี่หยางที่อยู่ข้าง ๆ เขาเป็ผู้ชายที่เท่มาก ๆ
มากจนน่าอิจฉาเลยแหละ!
…
กระทั่งกินข้าวเสร็จแล้วออกจากโรงอาหาร กลับไปถึงแผนกฉุกเฉิน ทุกคนถึงได้เห็นความจริง
ดูเหมือนว่า เฉินกั๋วกวงก็เหมือนว่าจะมารออยู่ที่แผนกนานแล้ว
เห็นหานชิงอวี่กับหลี่หยางกลับมาถึงที่แผนก ถึงได้พยักหน้า แล้วลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเอง
“เอาละ ดูท่าทางคนจะอยู่กันครบแล้ว พวกเราถือโอกาสนี้คุยกันสักหน่อยนะ”
“ภายในโรงพยาบาลของเรา จะจัดการแข่งขันทฤษฎีทางการแพทย์ ฉันกับผู้อำนวยการเหลียวได้ปรึกษากันแล้ว ท้ายที่สุดแผนกของเราก็จะเลือกคนในแพทย์ ST ส่วนหนึ่งไปเข้าร่วมการแข่งขัน เป็การให้โอกาสคนมาใหม่สักหน่อย”
“ตอนนี้แพทย์ ST ในแผนกของเราก็อยู่ที่นี่ทุกคนแล้ว พวกคุณมีใครสนใจเข้าร่วมไหม?”
ทันทีที่เสียงเฉินกั๋วกวงจบ ก็ได้ยินเสียงของเฉินฟาดังขึ้น
“ผมครับ!”
เนื่องจากการผ่าตัดในตอนเช้าและเื่โคลนในตอนกลางวัน ตอนนี้เฉินฟารู้สึกผิดเป็อย่างมาก จึงอยากแสดงท่าทีอะไรต่อหน้าลุงของตัวเองสักหน่อย
แม้ว่าเื่โคลนในตอนกลางวันนั้น ลุงของตัวเองจะยังไม่รู้ก็ตาม
แต่ถ้าพวกหานชิงอวี่บอกเื่นี้ออกไป เกรงว่า...
ส่วนเฉินกั๋วกวงเมื่อได้ยินดังนั้น ในใจกลับไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก สำหรับระดับฝีมือของหลานตนคนนี้ เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้ว
แต่ดีที่นี่เป็เพียงการแข่งขันเื่ความรู้ ถึงจะแพ้อย่างมากที่สุดก็แค่อาย ไม่ได้ไปทำร้ายชีวิตของคนไข้ในต้องาเ็
ดังนั้นเขาจึงแค่ตอบอืม จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปทางหานชิงอวี่ที่อยู่ข้าง ๆ
ที่จริงแล้วในใจของเขา เขาหวังว่าชายหนุ่มจะตกลงเข้าร่วมการแข่งขัน
ใจเขารู้ดีว่าจากระดับของหานชิงอวี่นั้น จะต้องชนะการแข่งขันนี้ได้อย่างแน่นอน
แต่เ้าตัวกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเลย
เดิมทีเขาก็มีนิสัยไม่ชอบโดดเด่นอยู่แล้ว สำหรับเื่การแข่งขันนี้ ย่อมไม่ได้สนใจอะไรเป็พิเศษ
แต่ความเคลื่อนไหวทุกอย่างตรงหน้า เฉินฟาเห็นมันทั้งหมด
เขายิ้มเยาะ พลางเอ่ยปาก
“เหอะ บางคนปกติก็ทำตัวเหมือนรู้ลึกรู้ดี แต่ในเวลาสำคัญกลับขี้ขลาดงั้นสิ?”
“ฉันว่านะ มันเป็การไม่ให้เกียรติแผนกของเราเอาซะเลย”
ประโยคนี้แม้ว่าจะยั่วหานชิงอวี่ไม่ได้ แต่กลับไปกระตุ้นความโกรธของหลี่หยางที่อยู่ตรงหน้าได้เป็อย่างดี
เขาคว้าแขนของเพื่อนสนิทที่อยู่ข้าง ๆ ยกขึ้นทันที
“หมอเฉินครับ หานชิงอวี่บอกว่าเขาเองก็อยากเข้าร่วมครับ!”