บทที่ 8 ประคบประหงมดุจทารกแรกเกิด
หนิงิเฉิงใจนตัวแข็งกับท่าทีกระตือรือร้นของนาง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เ้าอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ! แค่ไปเอากระบี่กับศิษย์พี่ใหญ่แล้วออกมา ข้างในนั้นอันตรายมากนะ! ถึงแม้เ้าจะอยากไปดินแดนลับของสำนักชิงเสวียนเพื่อฝึกฝน อย่างน้อยเ้าก็ต้องรอจนถึงขอบเขตจินตานก่อน"
อะไรนะ? ขอบเขตจินตาน? ความกระตือรือร้นทั้งหมดของเยี่ยหลิงหลงหายวับไปในพริบตา
"ต้องเป็ขอบเขตจินตานถึงจะเข้าไปได้หรือ? ในสำนักชิงเสวียนไม่มีปราณิญญา แล้วคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่จะฝึกฝนอย่างไร?"
"ถ้า้าของวิเศษ พี่ชายพี่สาวจะเข้าไปหาให้ ถ้า้าปราณิญญา พี่ชายพี่สาวก็จะเก็บผลไม้ิญญาให้ ถ้า้าประสบการณ์ พี่ชายพี่สาวก็จะพาเ้าไปที่อื่นก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่ถึงขอบเขตจินตาน ห้ามบุ่มบ่ามเข้าไปในดินแดนลับของสำนักชิงเสวียนโดยเด็ดขาด"
"อ้อ งั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหนเล่า?"
"ก็ขึ้นอยู่กับความขยันและพร์ของแต่ละคน ศิษย์พี่หญิงรองพาศิษย์พี่หญิงสามและสี่ไปฝึกฝน พอกลับมาคราวนี้พวกนางน่าจะมีโอกาสบรรลุขอบเขตจินตานสูง ส่วนศิษย์พี่หญิงห้ากลับบ้านไปแล้ว นางเพิ่งจะถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ยังห่างไกลจากขอบเขตจินตานมากโข"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า สนใจเพียงประโยคแรกเื่ความขยันกับพร์ นางมีรากิญญาไม่ดี แต่นางฉลาดนะ นางมีความสามารถธรรมดา แต่นางขยันนะ เยี่ยหรงเยว่ใช้เวลาสามปีจากขอบเขตก่อปราณถึงขอบเขตจินตาน นางก็ไม่ใช่ไม่มีความหวังที่จะตามทัน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เ้าฟังอยู่หรือเปล่า?"
"ฟังอยู่เ้าค่ะ"
"พรุ่งนี้ถึงดินแดนลับ อย่าลืมทำตามคำสั่งของศิษย์พี่ใหญ่ให้ดี ห้ามวิ่งเพ่นพ่าน เข้าใจหรือไม่?"
"เข้าใจแล้วเ้าค่ะ"
หนิงิเฉิงจ้องมองนางอย่างสงสัย ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร
เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ นางไล่เขาออกไปทันที
ขับไล่ศิษย์พี่หกออกไปแล้ว นางก็หยิบเอาผลเพลิงสีชาดขึ้นมากัด เคี้ยวสองสามทีแล้วกลืนลงไป ปราณิญญาเข้มข้นโอบล้อมทั่วร่างกายในทันใด ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบาย
นางรีบหลับตาลง ทำตามวิธีที่ศิษย์พี่ใหญ่สอนเพื่อเริ่มดูดซับปราณิญญาจากผลเพลิงสีชาด
นางจำได้ว่าในต้นฉบับ เยี่ยหรงเยว่ได้ผลเพลิงสีชาดมา แต่เก็บไว้ไม่กล้ากิน จนกระทั่งตอนที่ฝึกฝนบรรลุขอบเขตจินตานถึงยอมหยิบออกมาใช้
ตอนนี้นางอยู่เพียงขอบเขตก่อปราณ กลับกินผลเพลิงสีชาดเข้าไปโดยตรง หากให้คนภายนอกรู้ว่านางใช้ของมีค่าอย่างสิ้นเปลือง ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจอดใจไม่ไหวฟันนางด้วยกระบี่สักที
แต่เื่พวกนี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือนางต้องเพิ่มพลังของตนเองก่อนไปสุสานกระบี่ในวันพรุ่งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
การทุ่มเทและมุ่งมั่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็สิ่งที่เยี่ยหลิงหลงคุ้นเคยที่สุด ดังนั้นนางจึงนั่งสมาธิฝึกฝนอย่างต่อเนื่องั้แ่กินผลเพลิงสีชาด ั้แ่กลางวันจนถึงกลางคืน แล้วจากกลางคืนจนถึงรุ่งสาง จนกระทั่งถึงเวลานัดหมายนางจึงยุติการฝึกฝน
เมื่อนางลืมตาและสูดหายใจเข้าลึก นางก็ตระหนักได้ว่าตนเลื่อนจากขอบเขตก่อปราณขั้นต้นไปถึงขั้นกลางแล้ว อยู่ในระดับเดียวกับเยี่ยหรงเยว่ในปัจจุบันแล้ว
เยี่ยหลิงหลงเดินสลับะโไปที่ลานของศิษย์พี่ใหญ่อย่างร่าเริง จึงทันได้ยินศิษย์พี่ใหญ่กำลังตำหนิศิษย์พี่หกพอดี
"เ้าไม่ควรบอกนางเื่ดินแดนลับ ตอนนี้นางอายุยังน้อยเกินไป หากนางยอมแพ้ก่อนถึงขอบเขตจินตานแล้วออกจากสำนักชิงเสวียน ท่านอาจารย์จะทำอะไรนาง..."
เสียงของเผยลั่วไป๋หยุดลงทันที เขาและหนิงิเฉิงหันหน้ามองเยี่ยหลิงหลงที่ยืนอยู่ตรงประตูเรือน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เ้ามาแล้ว!"
อืม สำนักชิงเสวียนมีความลับเยอะจังเลย
"ข้าเพิ่งมาถึง ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราจะออกเดินทางกันเลยหรือไม่"
"อืม ไปกันเถอะ"
"ศิษย์พี่หกก็จะไปด้วยหรือ"
"อืม เขาจะไปเป็เพื่อนเ้า"
"โอ้..."
นี่ต้องไม่ไว้ใจนางมากแค่ไหนกัน
เพียงเห็นหนิงิเฉิงพลิกฝ่ามือ นกที่มีขนสีสันสดใส ดูนุ่มและน่ารักปรากฏขึ้นตรงหน้านาง
"นี่เป็เพียงวิหคสีรุ้งระดับสอง มีนิสัยอ่อนโยน ความเร็วไม่มากนัก เ้านั่งบนหลังมันดีกว่า จะสบายกว่าให้พวกข้าพาเ้าบินด้วยกระบี่"
พูดจบ หนิงิเฉิงยังวางเบาะที่ประณีตไว้บนหลังวิหคสีรุ้ง ส่งสัญญาณให้นางนั่งบนเบาะนุ่ม
เยี่ยหลิงหลงมองวิหคสีรุ้งตาเป็ประกาย นั่นเป็สัตว์ภูตที่ถูกฝึกฝนมาแล้ว มีค่ายิ่งนัก!
ในนิยายต้นฉบับ ถึงแม้เยี่ยหรงเยว่จะโชคดีมากจนได้รับทรัพยากรมากมาย แต่นางก็ได้รับสัตว์ภูตตัวแรกหลังจากบรรลุขอบเขตสร้างรากฐาน
ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนทั้งหมด เยี่ยหรงเยว่เป็คนแรกที่มีสัตว์ภูตในขณะที่อยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ในตอนนั้นก็ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนอิจฉาตาร้อน เพราะไม่ต้องพูดถึงขอบเขตสร้างรากฐานเลย แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตานส่วนใหญ่ก็ไม่มีสัตว์ภูต โดยทั่วไปต้องถึงขอบเขติญญาแรกกำเนิดถึงจะมีสัตว์ภูตได้
"วิหคสีรุ้งตัวนี้สวยจังเลย ศิษย์พี่หก ท่านมีสัตว์ภูตด้วยหรือ!"
"นี่เป็ของขวัญจากศิษย์พี่ห้า เขาถนัดในการควบคุมสัตว์ เขาให้ของขวัญทุกคนคนละหนึ่งตัว วิหคสีรุ้งตัวนี้อ่อนโยนเกินไป ไม่มีพลังโจมตี ทุกคนไม่อยากได้ ข้าจึงต้องรับมันไว้ รอศิษย์พี่ห้ากลับมา เขาต้องให้เ้าหนึ่งตัวแน่นอน ตอนนั้นเลือกตัวที่เ้าชอบได้เลย"
"ว้าว! ข้าจะมีสัตว์ภูตด้วยหรือ"
เยี่ยหลิงหลงคิดแล้วก็ดีใจมาก นางมีจุดเริ่มต้นที่เหนือกว่าเยี่ยหรงเยว่ไปแล้ว
"ไปกันเถอะ"
เยี่ยหลิงหลงปีนขึ้นหลังวิหคสีรุ้งด้วยความดีใจ ลูบขนของมันอย่างอ่อนโยน มันหันหัวกลับมาจิกมือของเยี่ยหลิงหลงเบา ๆ ด้วยความยินดี มันช่างว่านอนสอนง่ายและอ่อนโยนจริง ๆ
วิหคสีรุ้งกระพือปีก ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่หกก็เหินขึ้นไป นางรู้ว่าผู้ที่บรรลุขอบเขติญญาแรกกำเนิดสามารถบินได้โดยไม่ต้องใช้กระบี่ แต่ศิษย์พี่หกซึ่งอยู่เพียงขอบเขตจินตานก็สามารถบินได้ด้วยตัวเอง แสดงว่าพลังของเขาแข็งแกร่งจริง ๆ
หลังจากพวกเขาทั้งสามบินผ่านยอดเขาไปหลายลูก ก็พุ่งเข้าไปในหุบเขาที่ลึกยิ่งขึ้น ยิ่งบินลงไปอุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลง ลมหนาวเสียดแทงกระดูก
โชคดีที่เมื่อคืนนางฝึกฝนทั้งคืน ตอนนี้นางสามารถใช้พลังิญญาภายในร่างกายต้านทานความหนาวเย็นได้แล้ว นางกำลังจะแสดงฝีมือที่แท้จริงของตัวเอง แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็หันหลังกลับมาโยนโล่ป้องกันมาครอบกายนางและวิหคสีรุ้งไว้
ยอมก็ได้ ถึงแม้ว่านางจะสามารถปกป้องตัวเองได้ก็ตาม
หลังจากเหินลงมานาน ในที่สุดทั้งสามก็ลงสู่พื้น
ทันทีที่ลงสู่พื้น เยี่ยหลิงหลงก็เห็นพื้นดินรอบ ๆ ปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำรอบตัว แผ่กลิ่นอายอันตราย ราวกับไม่ต้อนรับผู้มาเยือนจากภายนอก
มีเพียงศิษย์พี่ใหญ่เดินนำอยู่ข้างหน้า เขาใช้พลังิญญาวาดอักขระที่ดูซับซ้อนแล้วส่งมันเข้าไปในแผ่นศิลา
เยี่ยหลิงหลงเลียนแบบศิษย์พี่ใหญ่ วาดอักขระไว้ในฝ่ามือ จดจำมันเอาไว้เงียบ ๆ
ในไม่ช้า รอยแยกหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ภายในนั้นมืดสนิท เหมือนปากของสัตว์ร้ายที่อ้ากว้างเชื้อเชิญให้ผู้คนเดินเข้าไป
ศิษย์พี่ใหญ่ไม่มีท่าทีจะปล่อยนางออกจากโล่ป้องกันเลย แต่หยิบเชือกมาผูกที่คอของวิหคสีรุ้ง แล้วจูงวิหคสีรุ้งเข้าไป ให้นางนั่งบนหลังวิหคสีรุ้งอยู่แบบนั้น
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนทารกแรกเกิด ได้รับการประคบประหงม ดูแลดุจไข่ในหิน ถ้านางเกิดอุบัติเหตุได้ก็แปลกแล้ว
เมื่อเข้าสู่ดินแดนลับ พวกเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังสุสานกระบี่ บริเวณรอบ ๆ เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ดูเหมือนจะยังมีคราบเืหลงเหลืออยู่ บนพื้นเต็มไปด้วยโครงกระดูกขาวโพลนและิญญาชั่วร้ายสีเทา สถานที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายอันหนาวเหน็บ น่ากลัวอย่างยิ่ง
นางจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับมีการบรรยายถึงสุสานกระบี่ของสำนักเจ็ดดารา นั่นคือหอคอยที่ผู้าุโของสำนักเจ็ดดาราสร้างขึ้น พวกเขานำกระบี่คู่กายของสมาชิกสำนักเจ็ดดาราที่ตายไปแล้วส่งเข้าไปในสุสานกระบี่ ผู้ที่มีวาสนาสามารถนำพวกมันออกมาได้ ถือเป็ทรัพย์สมบัติที่รุ่นก่อนทิ้งไว้ให้รุ่นหลัง
แต่สุสานกระบี่ในดินแดนลับนี้ดูเหมือนสนามรบที่หลงเหลือมาั้แ่ยุคโบราณ ใต้กระบี่ทุกเล่มล้วนเป็ิญญาจากาทั้งสิ้น
นางไม่รู้ว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน แต่เพียงแค่มองดูก็ทำให้จิตใจของผู้คนสั่นสะท้านและหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว ราวกับความโศกเศร้าของิญญาที่ถูกผนึกมานับหมื่นปีได้แทรกซึมเข้าไปในจิติญญาของผู้มาเยือน ทั้งดุดัน ชั่วร้าย และโเี้