ตอนนั้นเป็่ปลายฤดูร้อนดาเนียลเพิ่งมีอายุได้ 8 ขวบ และเรา...ผมกับลูกได้พบกันตามข้อตกลงที่ได้กระทำกันต่อหน้าศาล หลังจากที่ผมพาลูกไปอยู่ที่ลาจอลล่าจนครบกำหนดเวลาแล้ว ผมก็พาแกกลับมาบ้านที่ซานฟรานซิสโกเอาตัวไปส่งให้แม่ของแก
ดานี่วิ่งเข้าไปในบ้านขณะที่ผมยืนรออยู่ข้างนอกให้คนรับใช้ออกมาเอากระเป๋าเสื้อผ้าของแกไปเก็บผมไม่เคยเหยียบเข้าไปในบ้านหลังนั้นอีกเลย นับแต่วันที่เราหย่าขาดจากกัน
ประตูใหญ่เปิดออกแต่ผู้ที่มาเปิดกลับเป็ตัวนอร่าเองไม่ใช่คนรับใช้...เราต่างมองจ้องตากันอยู่ครู่สั้นๆเป็สายตาที่เต็มไปด้วยความเ็า สายตาของคนแปลกหน้าแล้วเธอก็กล่าวเรียบๆออกมาว่า
“ฉัน้าพูดกับคุณ”
“เื่อะไร?”ผมถาม
นอร่าไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปเลยสักนาทีเมื่อตอบออกมาว่า
“ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อนุญาตให้คุณมาเยี่ยมดานี่อีกต่อไป”
“ทำไม...เพราะอะไร...?”ผมสั่นไปทั้งตัว
“แกไม่ใช่เด็กเล็กๆอีกต่อไปแล้ว และฉันไม่้าให้ลูกสาวฉันเห็นอะไรๆ ที่คุณทำ”
“เช่นอะไรบ้างล่ะ?”ผมย้อนถามอย่างโกรธจัด
“ก็อย่างชีวิตที่คุณต้องอาศัยอยู่ในเรือหรือการที่คุณเอาผู้หญิงเม๊กซิกันมานอนกับคุณความขี้เหล้าของคุณ...ฉันไม่้าให้แกต้องพบเห็นกับสิ่งต่างๆ เ่าั้”
“พูดเก่งนี่”ผมตอกเข้าให้ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเต็มที่ “ชีวิตของคุณคงเรียบร้อยดีสินะนอนอยู่บนผ้าปูที่นอนที่ขาวสะอาด มีขวดมาตินี่วางอยู่ใกล้ๆ...เอาไว้เร่งอารมณ์ยังไงล่ะ”
“ถ้ารู้ดียังงั้นแล้วก็ไม่จำเป็ต้องพูดกันอีก”เธอสะบัดใส่ผมทันที
ผมรู้สึกเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคนให้ตายลงในบัดดลคนอย่างเรา ระหว่างเธอกับผม...เราต่างก็รู้กันอยู่ว่าเรากำลังพูดถึงเื่อะไรกันอยู่
“ถ้าคุณขืนขัดขวางผมผมจะตั้งทนายฟ้องคุณ”
“เชิญเลย...ถ้าคุณคิดว่ายังจะมีทนายความคนไหนในเมืองนี้ที่เขายังอยากจะพูดกับคนอย่างคุณคนที่ไม่มีแม้แต่จะกิน ทั้งสกปรก ขี้เมาก็เท่านั้นถ้าเื่ถึงศาลฉันก็จะแฉโพยออกมาให้หมดเสียทีว่าคุณมีความเป็อยู่ยังไง...ไม่ต้องคิดสู้กับฉันหรอก...ไม่มีทาง”
ประตูปิดโครมใส่หน้าผมและผมก็ได้แต่จ้องมองบานประตูนั้นเหมือนไอ้งั่งรู้สึกตัวเองว่าเดินออกจากบ้านหลังนั้นอย่างเลื่อนลอยเต็มที
ผมไม่ได้กลับไปบ้านทันทีแต่ย้อนกลับไปที่เรือ สมบัติส่วนตัวชิ้นเดียวที่ผมมี พร้อมด้วยวิสกี้ครึ่งหีบ
2 วันที่ผ่านไป ผมใช้เหล้าเป็เพื่อนโดยตลอดคราวนี้ผมร้องไห้ได้แล้วอย่างไม่ต้องอายใครและในวันที่ 3 นั้นเองที่มีเสียงเคาะดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเคบิน ผมกระชากประตูเปิดออกทันที
ดวงตาของผมกระทบแสงสว่างเข้าอย่างจังมันพร่าเลือนไปชั่วขณะ อาจจะเป็เพราะผมกำลังเพลียด้วยฤทธิ์เหล้า ผมกระพริบตาถี่ๆเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเคาะประตูห้องเคบินของผมเป็ผู้หญิงแปลกหน้าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
“มีคนบอกว่าคุณมีเรือให้เช่า”ผู้หญิงคนนั้นว่า “คุณเป็เ้าของเรือหรือคะ?”
ตอนนั้นดวงตาของผมคงแจ่มขึ้นบ้างแล้วผมจึงสังเกตเห็นว่าเธอเป็คนรูปร่างดี ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ผิวสีแทนปากกว้างและฟันเรียบสะอาด
“ผมเป็ทุกอย่างแหละครับทั้งลูกเรือ กัปตันและเ้าของเข้ามาก่อนสิครับ”
เธอก้าวเข้ามาในห้องเคบินด้วยท่าทางมั่นคงหันไปมองรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา ในห้องเล็กๆ ของผมนี้มันคงไม่น่าดูนักมันไม่ใช่สถานที่ที่จะต้อนรับสุภาพสตรีคนไหนๆ ทั้งสิ้นเพราะมันเต็มไปด้วยขวดเหล้ากลิ้งอยู่ตามพื้น...แต่ก็ไม่เห็นเธอว่ากระไร
“ขอโทษด้วยที่ไม่ค่อยเรียบร้อย”ผมออกตัว “ผมชอบดื่มตอนว่างงาน” ผมรู้สึกเหมือนพยายามแก้ตัวโง่ๆ
“เหมือนพ่อฉันเลยค่ะ”เธอตอบง่ายๆ รอยยิ้มอ่อนๆ ระบายอยู่บนริมฝีปาก
“คุณพ่อคุณเป็ชาวเรือเหมือนกันหรือครับ?”ผมมองหน้าเธอเงียบๆ ก่อนถาม
“ไม่หรอกค่ะ”เธอสั่นศีรษะ “พ่อทำงานอยู่ในนิวยอร์กแต่ดื่มจัดมากไม่ว่าจะเป็เวลาที่ต้องทำงานหรือว่างงาน”
“แต่ตอนทำงานผมไม่ดื่มหรอกครับ”ผมว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เหมือนพ่อ”เธอตอบง่ายๆ อีกครั้งหนึ่ง
“นั่งก่อนสิครับ...เอ้อ...ผมไม่ทราบว่าคุณดื่มได้หรือเปล่าผมไม่มีอะไรไว้รับรองคุณ นอกจากนี่...” ...ผมเอื้อมไปหยิบขวดเบอเบิ้นออกมา
“พอได้บ้างค่ะ”
ผมหาแก้วสะอาดๆมาได้ 2 ใบ
“นั่งก่อนสิครับผมมีแต่น้ำเย็นนะน้ำแข็งหมดแล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะฉันก็เคยชอบกินเหล้าผสมน้ำเหมือนกัน”
เราต่างยกแก้วขึ้นดื่มและผมก็ต้องแปลกใจที่เธอดื่มเหล้าหน้าตาเฉยเหมือนดื่มน้ำ
” เอาละตอนนี้เราพูดเื่งานกันเสียที” เธอกล่าวขณะวางแก้วลง
“คุณคิดค่าเช่ายังไงคะ?”
“ก็...วันละ50เหรียญ ออกเรือั้แ่ตี 5 กลับประมาณบ่าย 4โมงเย็น ผู้โดยสารไม่เกิน 4 คน”
“ถ้าคิดเป็สัปดาห์ละคะเพราะเรา้าล่องเรือขึ้นไปลอสแองเจลิสจะอยู่ที่นั่นสักอาทิตย์หนึ่ง...พักผ่อนน่ะค่ะแล้วก็กลับ”
“เรา...หรือครับ...ประมาณสักกี่คน?”ผมถาม
“สองคนค่ะหัวหน้ากับดิฉัน”
ผมมองเธออย่างพิจารณาก่อนจะตอบว่า
“เรามีห้องเคบินอยู่เพียงห้องเดียวแต่คงจะตอขึ้นง่ายๆ อีกสักห้องได้ ต่อบนดาดฟ้าเรือ”
“ไม่จำเป็หรอกค่ะ”เธอพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
“ผมไม่เข้าใจว่าคุณหมายความว่ายังไง
“ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...”เธอหัวเราะเบาๆ อีกครั้งหนึ่ง “หัวหน้าฉันท่านอายุ 71แล้ว และท่านก็รักดิฉันเหมือนลูก”
“อ้าว...ถ้ายังงั้นแล้วทำไมถึงต้องเช่าเรือล่ะครับ”ผมถามโง่ๆ อีก
“อ๋อ คืออย่างนี้ค่ะท่านมีกิจการก่อสร้างอยู่ที่นี่ แล้วก็ต้องวิ่งขึ้นล่องเกี่ยวกับงานอยู่เสมอไม่เคยได้พบได้เห็นอะไรนอกจากทราบกับควัน แล้วท่านก็เลยคิดว่า อาจจะเป็การดีถ้าเราจะได้รับลมทะเลกันเสียบ้าง อาจจะไปตกปลาเล่นก็ได้ เป็การพักผ่อนไปในตัว”
“ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูตกปลาหรอกครับเพราะ่เวลานี้มันล่องลงไปทางเม๊กซิโกหมดแล้ว”
“ก็คงไม่สำคัญอะไรนักหรอกค่ะ”เธอตอบเบาๆ “ขอให้เราได้พักผ่อนก็แล้วกัน”
“แล้วเื่อาหารล่ะครับจะต้องให้ผมเตรียมให้ด้วยหรือเปล่า?”
“ถ้าเป็วันหยุดก็คงต้องเตรียม”เธอตอบ
“ถ้าสัก 500เหรียญจะแพงไปไหมครับ?”
“สัก 400ก็แล้วกัน”
“ก็ได้” ผมตอบพร้อมกับลุกขึ้นจากที่นั่ง “คุณจะใช้เรือสักเมื่อไหร่ครับ?”
“พรุ่งนี้เช้าเลยค่ะถ้าคุณพร้อมประมาณสัก 8 โมงเช้า...เอ้อ...บางทีคุณอาจ้าเงินล่วงหน้าบ้าง...?”
ผมมองดูใบหน้านั้นแววซื่อๆ ที่ปรากฏในดวงตาทำให้ผมตอบออกไปว่า
“ไม่เป็ไรหรอกครับผมเชื่อคุณ”
“แอนเดอร์สันค่ะ...ฉันชื่ออลิซาเบท แอนเดอร์สัน” เธอลุกขึ้นยืน “เสร็จธุระแล้ว ฉันจะกลับก่อนนะคะ”
คลื่นจากเรือลำอื่นวิ่งเข้ามากระทบกราบเรือเบาๆเรือผมโคลงเล็กน้อย เธอเอื้อมมือไปยึดราวไว้ขณะก้าวลงจากเคบินแล้วทันใดผมก็ถามออกไปอย่างโง่ๆ ว่า
“ขอโทษเถอะครับคุณแอนเดอร์สันวันนี้วันอะไรแล้วครับ?”
เธอหัวเราะออกมาทันทีเสียงหัวเราะของเธอทั้งอบอุ่นแจ่มใส
“คุณนี่เหมือนพ่อฉันจริงๆเลย ท่านชอบใช้คำถามอย่างนี้กับฉันเสมอถ้าวันไหนเกิดต้องทำงานเข้า...วันนี้วันพุธแล้วค่ะ”
“ครับผม” ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ไอ้งั่งยังไงยังงั้น...
สายตาของผมมองตามร่างที่ก้าวลงจากเรือจนกระทั่งถึงรถที่จอดเทียบไว้ริมท่าเธอหันมาโบกมือให้ผมก่อนจะก้าวเข้าไปในที่นั่งและขับรถจากไป
ผมหวนกลับเข้าไปในเคบินและเริ่มลงมือทำความสะอาด
และนี่คือครั้งแรกที่ผมพบเธอหลังจากนั้นอีกเกือบปีทีเดียวกว่าที่เราจะแต่งงานกัน