“ท่านพ่อรู้จักคนผู้นั้นด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ข้าเคยเจอตอนที่ท่านข่านน้อยเข้าเฝ้าหมิงฮ่องเต้คนผู้นี้ชอบทำการค้ามักจะเดินทางไปมาระหว่างดินแดนข้ามทะเลทรายแคว้นหมิงและแคว้นเหลียนเป็นประจำเมื่อเข้ามาในแคว้นเราจะว่าจ้างสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟนำสินค้าไปส่งยังแคว้นเว่ยแคว้นจินและแคว้นผิง ส่วนตัวเขาเองมักจะคุมสินค้าเดินทางไปแคว้นเหลียนต่อเพื่อส่งลงเรือสำเภาไปค้ายังโพ้นทะเล”
“ท่านพ่อเรียกเขาว่าท่านข่านน้อยแสดงว่าคนผู้นี้เป็นบุตรชายของท่านข่านอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ใช่! ท่านข่านฉงยามนี้เป็นหัวหน้าชนเผ่าทั้งห้าแห่งทุ่งหญ้ามังกรเจ้ารู้จักทุ่งหญ้าแห่งนี้หรือไม่?”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง “เจ้าค่ะท่านพ่อเคยบอกว่าทุ่งหญ้านี้อยู่เลยทะเลทรายหมื่นลี้”
“นั่นล่ะท่านข่านฉงนอกจากจะเลี้ยงม้าขายให้พวกที่เดินทางตามเส้นทางสายไหมแล้วก็ยังให้ท่านข่านน้อยค้าขายอีกด้วยนับว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์”
ชิงเว่ยเว่ยยกยิ้มมุมปาก หากมองอีกมุมก็เท่ากับท่านข่านฉงได้ส่งบุตรชายออกไปดูลาดเลาความแข็งแกร่งก้าวหน้า และตกต่ำของแว่นแคว้นและชนเผ่าต่างๆ
เด็กหญิงสงบปากสงบคำมองอาหารที่ถูกลำเลียงมาวางบนโต๊ะ
“ท่านพี่อย่าเพิ่งชวนเว่ยเว่ยคุยเลยเจ้าค่ะรับประทานอาหารกันก่อนเถิด” ฮูหยินจังเยว่เอ่ยเชิญชวน
ชิงเสี้ยวนั่งนิ่งฟังการสนทนาระหว่างน้องสาวกับบิดาด้วยอาการสงบเขารู้สึกสงสัยในตัวน้องสาวผู้นี้มานานแล้วนับตั้งแต่นางหายป่วยกลับมาเดินเหินได้เป็นปกติเด็กหญิงก็มีพฤติกรรมชวนประหลาดใจหลายประการทั้งการฝึกวรยุทธ์การอ่านตำราการเมืองและอาวุธเพียงแต่นางไม่เคยแสดงความเก่งกาจเหล่านี้ให้คนภายนอกได้รู้
เด็กหญิงยังคงแอบเหลือบมองไปยังโต๊ะเจ้าปัญหาพ่อค้าทั้งห้าคนยังคงนั่งดื่มกินต่อ หญิงสาวที่ถูกนำมาเสนอให้กับท่านข่านน้อยถูกส่งตัวกลับแล้ว ชิงเสี้ยวเอียงตัวไปใกล้น้องสาว
“เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ?”
“เคยเห็นสองคนที่เป็นเจ้าของร้านผ้ากับร้านขายเครื่องประดับเจ้าค่ะคนที่เหลือข้าไม่เคยเห็น”
“ฝั่งซ้ายที่อยู่หน้าสุด คือ พ่อค้าร้านขายผงชาบนถนนไฉ่ฟู่”
ชิงเว่ยเว่ยนึกถึงถนนการค้าที่แสนวุ่นวายเธอเคยตามชิงหลานกับท่านแม่ใหญ่ไปหลายครั้ง
“อ้อ! แล้วสองคนนั้นล่ะเจ้าคะ?” นางบุ้ยบ้ายไปอีกสองคนที่นางไม่เคยเห็น
“คนถัดไปเป็นหลงจู๊ร้านเสื้อยี่ฟูเจ้าน่าจะเคยไปท่านแม่ใหญ่ จำไม่ได้หรือ?”
“ข้าเคยไปที่นั่นสองครั้งแต่ไม่เคยเห็นคนผู้นี้เจ้าค่ะ”ชิงเว่ยเว่ยเพิ่งรู้สึกว่าชิงเสี้ยวรู้เรื่องราวมากมาย “เอ๊ะ! พี่สามท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังจับตามองพวกเขา?”
“น้องสี่มิใช่ว่าเจ้าไปเป็นสายลับให้กับพี่รองแล้วหรือ?”
เด็กหญิงชะงัก ชิงเสี้ยวไม่พูดต่อเขาหันไปคีบอาหารและปากเงียบๆ ชิงเว่ยเว่ยรู้สึกว่าเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆกลายเป็นคนน่าสนใจขึ้นมาในทันที ที่ผ่านมานางเห็นเขาไม่สุงสิงกับผู้ใดก็ไม่ได้เข้าไปตอแยเพราะหากนับอายุจริงรวมกับชาติก่อน นางก็นับว่าเป็นพี่ชิงเสี้ยวอยู่หลายปี
ไห่ฮ่าวตามท่านข่านน้อยออกไปยังคฤหาสน์เขาแอบกระโจนเข้าไปทางด้านข้าง คฤหาสน์สกุลฉงมีการคุ้มกันหนาแน่นและเข้มงวดองครักษ์ของท่านข่านน้อยเดินตรวจตราไปรอบๆ เรือนทุกหนึ่งชั่วยาม
ผู้บุกรุกกระโจนเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้แล้ววิ่งไปหลังเรือนใหญ่เขาสังเกตตามผังการจัดเรียงอาคารก็พอจะรู้ว่าท่านข่านน้อยน่าจะพักอยู่เรือนใดไห่ฮ่าวแอบเข้าไปส่องดูท่านข่านน้อยที่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
แสงพริบพราวจากเกราะทองอ่อนสะท้อนแวบเข้าตาท่านข่านน้อยถอดเสื้อสำหรับป้องกันอาวุธออกจากร่างแล้วยื่นให้กับองครักษ์ของตน
“เจ้าเอาไปเก็บที”
คนผู้นั้นรับไว้ด้วยท่าทีนอบน้อมแล้วเดินไปยังตู้ติดผนังไขกุญแจแล้วเก็บเกราะทองอ่อนไว้ข้างในแล้วปิดกุญแจเขาหันไปหาเจ้านาย
“ให้ข้าน้อยไปจัดการนกตัวนั้นดีหรือไม่ขอรับ?”
“ก็แค่นก เจ้าจะไปยุ่งกับมันทำไม?”
“มันน่าจะเป็นนกเลี้ยงของคนแถวนั้นนะขอรับ”
“ช่างเถอะน่า ข้าเองก็อยากจะลุกจากโต๊ะนานแล้ว”
เมื่อบ่าวรับใช้สองคนสวมเสื้อผ้าให้ฉงหลุนเรียบร้อยเขาก็เดินออกมาจากหลังฉาก
“สตรีที่ข้ารอมาหรือยัง?”
“ไปรอที่เรือนรับรองแล้วขอรับ”
“อืมดี!”
ท่านข่านน้อยเร่งฝีเท้าไปยังเรือนรับรองที่อยู่ถัดไปไม่ไกลเขาไม่ค่อยย่างกรายไปยังหอนางโลมเพราะต้องระมัดระวังตัวแต่หากต้องการให้ผู้หญิงปรนนิบัติบนเตียงจะเรียกให้มายังเรือนรับรอง โดยก่อนที่พวกนางจะเข้ามาถึงเรือนนี้ได้ต้องถูกสาวใช้สองคนตรวจอาวุธในตัวอย่างละเอียดและต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ถูกเตรียมไว้ให้
ไห่ฮ่าวเห็นเสื้อเกราะทองอ่อนแล้วก็เร่งรุดกลับไปยังจวนสกุลชิงเพื่อรายงานให้คุณหนูของตนได้ทราบ
“เป็นคนผู้นี้จริงๆ”
“ทำไมหรือขอรับ?”
“เขาคือคนชุดม่วงที่ต่อสู้กับอาจารย์ใหญ่หวังข้าจำแหวนสีดำบนนิ้วของเขาได้แล้วยังมีเสื้อเกราะทองอ่อนที่มองเห็นจากรอยกระบี่นั่นอีก”
“ถ้าเช่นนั้นคนผู้นี้ก็คือคนที่จับตัวใต้เท้าไต้น่ะสิขอรับ”
“ถูกต้องยามนี้อาจารย์ใหญ่หวังกำลังวางแผนพาใต้เท้าไต้เข้าวังในเมื่อท่านอ๋องสิบห้ารับปากช่วย ข้าก็เบาใจไปได้เปลาะหนึ่งท่านข่านน้อยผู้นี้อยากได้แผนที่ลี่เลี่ยง เห็นทีคงมีแผนเกี่ยวกับการทหารแน่”
“คุณหนูคิดจะทำเช่นใดต่อไปขอรับ?”
“เรื่องนี้ต้องหารือกับท่านพ่อก่อนในฐานะเจ้ากรมกลาโหม ท่านพ่ออาจจะระแคะระคายบางอย่างแต่มิได้พูดให้ข้าฟัง”
เด็กหญิงไปยังเรือนของบิดาที่เป็นเรือนใหญ่แยกต่างหากเพียงแต่ส่วนใหญ่มักจะไปนอนเรือนฮูหยินใหญ่จังเยว่ทว่าในยามร่างฎีกาก่อนนำขึ้นกราบทูลฮ่องเต้และนัดหมายคุยกับขุนนางคนอื่นๆจึงจะกลับมาที่เรือนส่วนตัวของตน
บ่าวรับใช้หน้าเรือนเมื่อเห็นว่าเป็นคุณหนูสามก็รีบเข้าไปรายงานให้ ใต้เท้าชิงทราบก่อนจะออกมาเชิญคุณหนูเข้าไปด้านใน
***********************
