ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 1 ตอนที่ 28 สิ้นสุดการประลองล่าสัตว์อสูร

    อัฒจันทร์ผู้อาวุโส

    ประมุขตระกูลมู่หรงและประมุขพรรคร้อยสรรพสัตว์ ทั้งสองคนต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง จ้องมองไปยังอูหลินเฟิง เพราะว่าทั้งสองคือตระกูลและพรรคที่เป็นนักฝึกสัตว์ทั้งคู่ ดวงตาของทั้งสองมองไปยังอูหลินเฟิงอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะว่าวิชาที่อูหลินเฟิงกำลังใช้ มันคือวิชาที่ต่อให้เป็นสองประมุขก็ไม่อาจใช้ได้ เป็นวิชาที่ต้องอาศัยพลังอาคมขั้นสูง ที่ประสานลมปราณ พลังจิต และ พลังวิญญาณ ใช้ออกพร้อมกัน อีกทั้งระดับของพลังวิญญาณยังต้องมีพลังมากพอเพื่อเป็นสะพานของสัตว์อสูรแต่ละตัว

    “นั่นมัน…อาคมเชื่อมประสานวิญญาณ!!!” ไม่ใช้เพียงแค่ประมุขทั้งสองเท่านั้น แต่ว่าเสียงฮือฮาเองก็เกิดขึ้นในหมู่ผู้อาวุโสเช่นกัน

    “นั่นมันวิชาประจำตัวของ ปราชญ์ร้อยอสูรในอดีต” เสียงของหนึ่งในผู้อาวุโสบางคนดังขึ้น

    “มันคืออะไรงั้นหรือ” เสียงของหนึ่งในอาวุโสบนอัฒจันทร์ถาม

    “มันคือวิชาที่ทำให้สัตว์อสูรที่ทำพันธสัญญาด้วย สามารถแลกเปลี่ยนพลังกัน อย่างที่พวกเจ้าเห็น หมาป่าขนเพลิง ใช้พลังขยายร่างจากวานรแขนยักษ์ ส่วนวานรแขนยักษ์ใช้เพลิงจากหมาป่าขนเพลิงได้ อีกทั้งเด็กคนนั้นสามารถเพิ่มระดับให้กับพลังปราณของสัตว์อสูรได้โดยการยืมลมปราณของสัตว์ตัวอื่น ต้องมีสัตว์อสูรตัวอื่นที่มีพลังปราณที่สูงมากอีกตัวแน่” ประมุขสำนักสิบกระบี่เป็นคนตอบ

    “แต่ว่าวิชานี้ในหมู่นักฝึกสัตว์ทั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มีผู้ที่สามารถใช้ได้มีเพียงคนเดียวเท่า นั่น คือ ปราชญ์ร้อยอสูร ปราชญ์ในอดีตผู้ก่อตั้งพรรคร้อยสรรพสัตว์” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ของอูหลินเฟิงนั้นเทียบเท่าปราชญ์ในอดีต

    ปราชญ์ร้อยอสูร ปราชญ์ในอดีตที่มีพลังในการควบคุมสัตว์อสูรเป็นอันดับหนึ่งของทวีปปราณฟ้า นางคือสตรีที่สามารถย้ายพลังของสัตว์อสูรอีกตัวไปสู่อีกตัว และ ยังสามารถประสานพลังของแต่ละตัวเข้าด้วยกันเหมือนกับที่อูหลินเฟิงทำ ปราชญ์ร้อยอสูรยังเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประมุขรุ่นแรกของพรรคร้อยสรรพสัตว์อีกด้วย

    ประมุขตระกูลมู่หรงและประมุขพรรคร้อยสรรพสัตว์ ทั้งสองต่างมีความคิดที่คล้ายกัน ‘ต้องนำเด็กคนนั้นเข้าพรรคให้ได้/ ต้องให้เขาเข้าร่วมตระกูลให้ได้’

    “ปราชญ์วิญญาณหรือว่าเด็กคนนั้น” ปราชญ์เพลิงเหมันต์หันไปหาปราชญ์วิญญาณ

    “ใช่เขาคือคนที่หก”

    ………

    อสุรกายไร้ผิวที่โดนต่อยกระเด็นออกไปสามารถพลิกตัวกลับมาตั้งหลักได้ เกราะกระดูกสร้างขึ้นทั่วร่าง

    "ป้องกันแน่นหนาขนาดนั้นกลัวหรือไง"เสียงของอูหลินเฟิงดังขึ้น แต่ว่าคราวนี้เขากลับปรากฏตัวออกมาไม่ไกลจากอสุรกายไร้ผิว อสุรกายไร้ผิวเมื่อเห็นเหยื่อของตัวเองก็พุ่งเข้าไปหาอูหลินเฟิงทันที มันอ้าปากกัดเข้าที่คอของอูหลินเฟิงแต่ว่าสิ่งที่กัดโดนกลับไม่ใช่คอแต่เป็นยันต์ระเบิดจำนวนมาก

    ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!! แรงระเบิดแม้ไม่รุนแรงเท่ากับการโจมตีของยอดอัจฉริยะคนอื่น แต่เกิดขึ้นจากด้านในปาก หัวของมันจึงหายไปทั้งหัว เมื่อหัวของมันฟื้นฟูกลับมา หมาป่าขนเพลิงทั้งแปดปรากฏขึ้นจากแปดทิศรอบอสุรกายไร้ผิว

    "ตอนนี้เจ้าอยู่ในจุดที่ข้าต้องการแล้ว" เสียงของอูหลินเฟิงยังคงดังโดยที่ไม่อาจจับต้นทางได้

    อาคมเชื่อมประสานวิญญาณ ค่ายกลเพลิงหมาป่าแปดทิศ

    ขนบนร่างกายของหมาป่าทั้งแปดตัวระเบิดเปลวเพลิงออกมา เปลวเพลิงทั้งแปดสายพุ่งลงที่ฟื้นโดยที่มีจุดที่อสุรกายไร้ผิวยืนอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง โดยมีหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดที่อยู่แต่ละมุมเป็นตัวปล่อยเพลิงออกมา ทำให้ที่ใจกลางของค่ายกลมีเสาเปลวเพลิงพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างรุนแรง ร่างของอสุรกายไร้ผิวถึงกับไหม้เกรียมทั้งหมด กลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมาจากร่างของมัน หลังจากที่เพลิงหมาป่าดับลงร่างกายของอสุรกายไร้ผิวก็พยายามฟื้นฟู แต่ว่าเพลิงที่หายไปก็พุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

    “โฮกกกกกก!!!!” เสียงของอสุรกายไร้ผิวดังขึ้นอย่างเจ็บปวด เพลิงจำนวนมากแทรกเข้าไปยังรอยต่อของเกราะกระดูก มันพยายามสร้างหอกกระดูกพุ่งผ่าเพลิงโจมตีไปยังหมาป่าขนเพลิงทั้งแปด แต่ว่าหอกกระดูกก็ทะลุภาพมายาไปอีกแล้ว ทิศทั้งแปดของหมาป่าขนเพลิงอยู่จริงๆ นั้นไม่ใช้ทิศที่เห็น อูหลินเฟิงใช้ยันต์มายาซ่อนตัวหมาป่าขนเพลิง และ สร้างร่างของหมาป่าขนเพลิงจากมายาไว้ในตำแหน่งที่ห่างจากตัวจริง

    “อะไรกัน...โจมตีไปทางไหนกัน” เสี่ยงยียวนของอูหลินเฟิงดึงขึ้นมา ในจังหวะที่เพลิงของหมาป่าในค่ายกลแปดเหลี่ยมเบาลง มันได้กระโดดออกมาจากบริเวณนั้น

    “หลบออกจากตรงนั้นไป….ก็ไม่รอดหรอกนะ” เสียงของอูหลินเฟิงยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่างของกังปี้ที่โผล่ออกมาจากด้านซ้ายของอสุรกายไร้ผิวออกหมัดชกไปที่มัน และ หางของเสี่ยวปินอสรพิษเกล็ดหยกฟาดมาจากทางขวา

    ตู้ม!! เสียงหมัดและแรงฟาดหางเข้าไปจากทั้งทางซ้ายและขวาของอสุรกายไร้ผิว แรงกดจากการปะทะแรงมหาศาลจากซ้ายขวาทำให้เกราะกระดูกบางส่วนถึงกับแตกร้าว อวัยวะภายในของมันถูกอัดจนแหลก ตัวของมันถูกแรงจากการบีบอัดจนเกือบเละ

    …..

    “อสรพิษเกล็ดหยก!! เจ้านั่นสามารถควบคุมอสรพิษเกล็ดหยกได้งั้นหรือ” ไป๋หลันฮวากล่าวอย่างตกใจหลังจากที่เห็นอสรพิษเกล็ดหยก อสรพิษเกล็ดหยกเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรที่ควบคุมจิตหรือทำพันธสัญญาจิตได้ยากเพราะเป็นสัตว์อสูรที่มีระดับชั้นจิตที่สูง แต่ชายตรงหน้ากับทำได้งั้นหรือ

    “มีพลังวิญญาณมากขนานนั้น จะสามารถคุมอสรพิษเกล็ดหยกได้ก็ไม่แปลกหรอก” เยว่ฟงกล่าว เมื่อกี้เขาดูแคลนอีกฝ่ายมากเกินไป ความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูรระดับนี้ หากบอกว่าเป็นนักฝึกสัตว์รุ่นเยาว์อันดับสอง ใครจะกล้าพูดว่าเป็นอันดับหนึ่งกัน

    ….

    หลังจากที่เกราะกระดูกบางส่วนแตกออก ตัวของอสุรกายไร้ผิวพยายามจะสร้างขึ้นมาใหม่แต่ว่า

    ชึก กระบี่ของอูหลินเฟิงทะลวงออกมาจากภาพมายาปักเข้าไปที่กลางอกของมัน ที่ตัวกระบี่มีแสงสีครามปรากฏออกมา บนแสงสีครามนั้นมีภาพของวิญญาณอาฆาตที่เดี๋ยวจางหายเดี๋ยวชัดเจนปรากฏออกมา อูหลินเฟิงใช้ยันต์ของตนควบคุมดอกปทุมปรโลกให้ดึงพลังของจิตวิญญาณอาฆาตออกมา จากนั้นนำยันต์อาคมอีกใบพันไว้ที่กระบี่ สร้างเป็นกระบี่จิตวิญญาณอาฆาต อูหลินเฟิงดึงกระบี่ออกมาจ้องมองแผลที่เกิดขึ้น บาดแผลมีรอยแสงสีครามค่อยๆ กระจายไปทั่วร่างของอสุรกายไร้ผิว

    “โฮกกกกกกก!!” เป็นครั้งแรกที่อสุรกายไร้ผิวร้องออกมาพร้อมดิ้นทุรนทุราย อสุรกายไร้ผิวนั้นเกิดจากการสูบโลหิตกินพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่น แสงสีครามจากจิตวิญญาณอาฆาตคือพลังที่จะกัดกินพลังชีวิต อสุรกายไร้ผิวที่มีพลังชีวิตมหาศาลจึงเหมือนกับอาหารอันโอชะของจิตวิญญาณอาฆาต

    "ตาย ตาย"เสียงโหยหวนของจิตวิญญาณอาฆาตดังออกจากบาดแผลสีคราม

    อสุรกายไร้ผิวพยายามตัดส่วนที่มีแสงสีครามติดอยู่เหมือนกับตอนที่มันตัดแขนที่โดนพิษของกู่ซือเอิน แต่ว่าต่อให้มันตัดชิ้นส่วนนั้นออกไป แสงสีครามก็ยังคงพุ่งออกจากชิ้นส่วนนั้นออกมากัดกินร่างกายของอสุรกายไร้ผิว ไม่ว่ามันจะพยายามสร้างเกราะกระดูกหรือทำอะไร แสงสีครามนั้นก็กัดกินมันไปเรื่อย ๆ ด้วยพลังชีวิตที่มหาศาลทำให้มันไม่อาจตายได้อย่างรวดเร็ว ทรมานการจากถูกกินพลังชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ จนตายอย่างช้าๆ จนสุดท้ายร่างของมันสลายกลายเป็นฝุ่นผง

    …..

    "จัดการอสุรกายบ้านั่นได้ง่ายๆ เลยงั้นหรือ"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวตอนที่มองการต่อสู้จบลง

    "รูปแบบการต่อสู้ชวนโมโหยิ่งนัก"ไป๋หลันฮวากล่าว นางเองก็เคยสู้กับอูหลินเฟิงรูปแบบการต่อสู้พร้อมปั่นหัวคู่ต่อสู้เป็นแบบที่นางไม่ชอบยิ่งนัก ยิ่งโดนกับตัวเองยิ่งไม่ชอบ

    "หากสู้กันจริงๆ คงปวดหัวน่าดู"เยว่ฟงกล่าว ทุกการเคลื่อนไหวของอูหลินเฟิงราวกับถูกคำนวณไว้หมดแล้ว เป็นพวกใช้ความคิดมากกว่ากำลัง เป็นคนประเภทที่เขาไม่อยากสู้ด้วยที่สุด

    จงหมิ่นและกู่ซือเอินเดินเข้ามาหาอูหลินเฟิงหลังจากที่เห็นว่าอูหลินเฟิงสามารถจบการต่อสู้ได้แล้ว

    "ไหนว่าจะให้ข้าจัดการ"กู่ซือเอินถาม

    "ข้าเองก็นึกว่าอาจจะต้องให้ท่านช่วย ไม่นึกว่าจิตวิญญาณอาฆาตจะรุนแรงต่ออสุรกายตัวนี้มากนัก เพียงบาดแผลนิดเดียวก็สามารถทำให้ถึงตายได้"อูหลินเฟิงกล่าว แม้เขาจะรับรู้ถึงความร้ายกาจของจิตวิญญาณอาฆาตในดอกปทุมปรโลก แต่ว่าก็ไม่นึกว่าจะชนะทางอสุรกายไร้ผิวตัวนี้ในแบบที่ไม่อีกฝ่ายไม่อาจต้านได้

    “พลังใหม่ของเจ้าน่าหวาดหวั่นยิ่ง เพียงแต่จ้องมองยังสร้างความหวาดกลัวให้กับข้า ได้มากกว่าตอนเจออสุรกายไร้ผิวเสียอีก” จงหมิ่นกล่าวพร้อมกับมองไปยังเศษฝุ่นจากการสลายไปของอสุรกายไร้ผิว

    ‘เจ้ามีความคิดเกี่ยวกับอสุรกายตนนี้หรือไม่’ จงหมิ่นถามอูหลินเฟิงผ่านยันต์สื่อสาร

    ‘มี หากเทียบกับในนิยายที่เคยอ่าน…ตัวนี้คงเป็นตัวการที่ทำให้น้องชายข้าบาดเจ็บสาหัส’ อูหลินเฟิงตอบ เพราะดูจากสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏออกมาแล้ว อสุรกายไร้ผิวแม้กินไม่เลือกแต่ก็มีเป้าหมายสังหารที่ชัดเจน

    ‘เพียงแค่บาดเจ็บสาหัสงั้นหรือ….ดูจากความสามารถของอสุรกายไร้ผิวแล้ว มันสมควรจะสังหารน้องชายเจ้าได้ด้วยซ้ำ’ จงหมิ่นตั้งข้อสงสัย

    ‘คงจะเหมือนกับลี่เจียงมีคนที่มาช่วยไว้ได้ทัน แต่สถานการณ์ตอนนี้ดีกว่าในนิยายมากนัก แม้ในนิยายเจ้าจะไม่ได้สนใจรายละเอียดในการประลองครั้งนี้ แต่เจ้าก็รับรู้ถึงจำนวนผู้เสียชีวิตและคนที่เสียชีวิตในการประลองนี่บางคนก็มีการกล่าวถึงในนิยาย’

    ‘คนเสียชีวิตคือผู้ใดงั้นหรือ’

    ‘หนึ่งในนั้นคือเยว่ฟง เลยเป็นสาเหตุที่ความสัมพันธ์ของตระกูลโอวหยางและปราชญ์วายุอัสนีมีรอยร้าว ในอนาคตตอนที่ตระกูลโอวหยางเจอปัญหา จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือที่จากปราชญ์วายุอัสนี ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือเก้าร้อยกว่าคน ทำให้ตระกูลโอวหยางถูกกดดันทั้งจากตระกูลของผู้เสียชีวิต และ ถูกราชวงศ์กดดันให้หาความจริง รวมถึงต้องเยียวยาตระกูลที่เสียบุตรหลานไป ทำให้ตระกูลโอวหยางสูญเสียทรัพยากรมหาศาล ในนิยายช่วงที่เจ้าร่วมมือกับตระกูลโอวหยางนั้น ตระกูลโอวหยางกลายเป็นตระกูลโดดเดี่ยวที่ไม่มีตระกูลใดอยากช่วยเหลือ’

    ‘แสดงว่าอสุรกายตนนี้เป็นฝีมือของผู้ที่อยู่เบื้องหลังสี่ตระกูลนั้นงั้นสินะ’

    ‘คิดว่าใช่ อีกอย่างในนิยายอสุรกายตนนี้เจ้าจะได้ปะทะมันในตอนที่เจ้าสืบพบความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลจงแล้ว แต่ว่าเจ้าจะได้ปะทะกับมันในร่างสมบูรณ์’

    ‘แข็งแกร่งกว่านี้อีกงั้นหรือ’

    ‘ร่างสมบูรณ์ของอสุรกายตนนี้ไม่ได้มีความสามารถในการพัฒนาจากการกิน แต่ว่ามีความสามารถในการกลายร่างเป็นผู้ที่ถูกกิน และ ยังสามารถดูกลืนความทรงจำต่างๆ ของผู้ที่มันกินเข้าไปและยังสามารถใช้พลังได้เหมือนกับผู้ที่โดนกินเข้าไป ความแข็งแกร่งอาจไม่เท่าอสุรกายไร้ผิวที่พัฒนาได้เรื่อยๆ แต่ความสามารถในการแฝงตัวนั้นถือว่าน่าหวาดหวั่นนัก’

    แต่ว่ามันเองก็มีจุดอ่อนเช่นกันคือหลังจากที่เปลี่ยนร่างเป็นผู้ที่ถูกกินแล้วตัวของมันแม้จะใช้วิชาทั้งหมดของผู้ที่ถูกกินเข้าไปได้แต่ว่าไม่อาจพัฒนาหรือเลื่อนระดับลมปราณได้อีก'

    ในตอนนั้นเองแสงสีทองห้าเส้นได้พุ่งมาหยุดอยู่บนฝากฟ้าไม่ไกลจากที่ทุกคนอยู่ เป็นจอมยุทธ์ห้าคนของตระกูลโอวหยางที่เดินทางมาถึง

    “จบแล้วงั้นหรือ” ผู้ที่เหมือนกับหัวหน้าของกลุ่มจอมยุทธ์กล่าว หลังจากที่มองเห็นสถานการณ์เบื้องล่าง

    “เช่นนั้นเราจะทำยังไงต่อ” ชายอีกคนถาม นี้ไม่ได้เท่ากับพวกเขามาเสียเที่ยวงั้นหรือ

    “แยกย้ายกันออกไปให้ทั่วเขตที่สอง อาจมีตัวอื่นอีก หากไม่พบก็ขยายการค้นหาไปยังเขตที่หนึ่งและสาม เราต้องแน่ใจว่าจะไม่เกิดความเสียหายต่อผู้เข้าร่วมการประลองมากกว่านี้” หัวหน้าจอมยุทธ์ตระกูลโอวหยางกล่าว

    “รับทราบ” เมื่อได้รับคำสั่งจากหัวหน้ากลุ่มสี่คนข้างหลังก็พุ่งเป็นแสงออกไปแต่ละทิศ

    ……

    “พวกเขาสามารถจัดการได้จริงๆ” ประมุขตระกูลมู่หรงกล่าวหลังจากที่เห็นการต่อสู้

    “เรียกได้ว่าผู้เยาว์รุ่นนี้ มียอดอัจฉริยะจำนวนมากจริงๆ” ประมุขตระกูลถังกล่าว

    “ประมุขทั้งสาม ข้าต้องการให้จบการประลองแต่เพียงเท่านี้” โอวหยางชิงหลงกล่าวออกมา

    “นี่เพิ่งเข้าวันที่ห้า ยังเหลือเวลาอีกห้าวันกว่าจะสิ้นสุดการประลองท่านแน่ใจงั้นหรือ” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าว

    “ไม่แน่ว่าอาจมีอสุรกายแบบนี้อีก การปล่อยให้มีงานต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อผู้เข้าแข่งขัน” ในงานครั้งนี้แม้จะเป็นการร่วมมือของสี่มหาตระกูลระดับสูงจัดขึ้นแต่ตระกูลโอวหยางก็เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ตอนนี้ก็มีผู้เสียชีวิตสี่สิบหกคนไม่อาจเสี่ยงให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มได้แล้ว

    “ผู้อาวุโสสอง ส่งสัญญาณถึงผู้เข้าแข่งกันทุกคน การประลองครั้งนี้สิ้นสุดแล้ว”

     

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน