เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา...ที่ดวงตาคู่สวยของ รินไม่ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงหวีดแหลมอันน่าหนามหนาวของไซเรนเตือนภัยระดับสีแดงฉาน
ไม่มีสัญญาณไฟกะพริบเตือนภัยพิบัติฉุกเฉินบนหน้าจอมอนิเตอร์ปลายเตียง... ไม่มีเสียงรายงานสถานการณ์ด่วนจากศูนย์บัญชาการรบลอยฟ้า... ไม่มีดัชนีระบุการบุกรุกภาคพื้นดินหรือน่านฟ้า... ไม่มีคำสั่งด่วนที่สุดบีบคั้นให้เธอต้องลุกขึ้นไปสวมชุดสูททหารหนาหนัก...
และที่สำคัญที่สุด... ทั่วทั้งรัศมีห้าร้อยกิโลเมตรรอบป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ในเวลานี้... ไม่มีสัญญาณชีพของการ์เลนอสแม้แต่ตัวเดียว
แสงแดดยามสายอันอบอุ่นละมุนส่องทะลุผ่านบานหน้าต่างกระจกนิรภัยหนาพิเศษของห้องพักฟื้นส่วนตัวบนยาน ORCA แสงสีทองอ่อน ๆ ตกกระทบลงบนดวงหน้าหวานและเปลือกตาที่ปิดสนิทของเด็กสาวผมสีแดงส้ม ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื้อเชิญ
"..."
รินนอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนหนานุ่มสีขาวสะอาดตา ดวงตาทั้งสองข้างทอดสายตาจ้องมองตรงไปยังแผ่นเพดานโลหะขัดเงาเบื้องบนด้วยความว่างเปล่า
รอบตัวของเธอในตอนนี้... มันเงียบมาก เงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอของตัวเอง และเสียงทำงานแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของระบบหมุนเวียนอากาศภายในห้องพักเท่านั้น มันเป็นความเงียบสงัดที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบในฐานะผู้ใช้งานแกนกลางลีซิลนอส
ความเงียบที่ไร้เสียงระเบิด... เงียบจนน่าใจหาย... เงียบจนกระทั่งความรู้สึกอ้างว้างสายหนึ่งค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในอก
"...ไม่ชินเลยแฮะ"
เด็กสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยตามประสาคนเพิ่งตื่นนอน เธอขยับตัวพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่บนเตียงอยู่หลายตลบ พยายามจะข่มตานอนต่อเพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นตามที่ ดร.นิโคล สั่ง แต่ทว่าหัวสมองที่เคยชินกับการตื่นตัวเพื่อเข้าสู่สภาวะตึงเครียดในสงครามกลับปฏิเสธการนอนหลับใหลอย่างสิ้นเชิง
จนในที่สุด หลังจากใช้เวลาเกลือกกลิ้งไปมาอยู่พักใหญ่ รินก็ถอนหายใจยาวเหยียดแล้วยันกายลุกขึ้นมานั่งแหมะอยู่บนขอบเตียงนอน ปล่อยให้เส้นผมสีแดงส้มประกายทองชี้ฟูไม่เป็นทรง
"ตื่นมาแล้ว... ต้องทำอะไรดีล่ะเนี่ย?"
ผ่านไปห้านาที... เธอก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น พลางก้มมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองที่ไร้รอยแผล
ผ่านไปอีกสิบนาที... เด็กสาวก็ยังคงนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่เดิมราวกับหุ่นปั้นหิน สัญชาตญาณในร่างกายของเธอมันเรียกร้องให้ต้องออกไปวิ่งฝึกซ้อม ออกไปตรวจเช็กอุปกรณ์รบ หรือไปเข้าฟังบรรยายสรุปสถานการณ์รบภาคสนามเหมือนทุกที พอจู่ ๆ ตารางเวลาเหล่านั้นถูกลบหายไปจนว่างเปล่า เธอกลับกลายเป็นคนเด๋อด๋าที่ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
จนกระทั่ง...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงทุบประตูห้องดังรัวและหนักหน่วงทำลายความเงียบงันลงในทันที
"รินนน! ยัยตัวเล็ก! นอนอืดอยู่หรือเปล่าเนี่ย!" เสียงแหลมใสอันทรงพลังของอายาโกะดังทะลุผ่านช่องบานประตูเข้ามาอย่างชัดเจน "เปิดประตูให้พี่สาวสุดสวยคนนี้เร็วยึดขาด! มีเรื่องด่วน!"
รินสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด เธอรีบสวมรองเท้าสลิปเปอร์แล้วเดินกึ่งวิ่งตรงไปปลดล็อกระบบประตูอัตโนมัติ
ปัง!
ประตูโลหะทึบเพิ่งจะเลื่อนเปิดออกได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เงาร่างอันปราดเปรียวของอายาโกะก็พุ่งทะยานแทรกตัวเข้ามาในห้องพักของรินทันควัน ราวกับเสือดาวที่กำลังตะครุบเหยื่อ เธอยืนเท้าสะเอวพลางชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้าด้วยท่าทางขี้เล่น
"ฟังให้ดีนะริน! วันนี้คือวันหยุดอย่างเป็นทางการที่ท่านผู้การเซ็นอนุมัติให้หน่วยเรา!" อายาโกะยิ้มฉีกกว้างจนตาปิด
"คะ...?" รินกะพริบตาปริบ ๆ "แล้ว... ยังไงหรือคะพี่อายาโกะ?"
"ก็หมายความว่า... พวกเราจะไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกันน่ะสิยะ!" อายาโกะกางแขนออกกว้างราวกับจะโอบกอดโลกทั้งใบ
เกิดความเงียบงันขึ้นระหว่างคนทั้งสองอยู่ราว ๆ ห้าวินาที รินมองหน้าอายาโกะด้วยสายตาเอือมระอาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ ห้องพักฟื้นของตัวเอง แล้วหันกลับมาถามด้วยใบหน้าซื่อ ๆ
"ไปเที่ยว... บนป้อมปราการรบลอยฟ้า ORCA เนี่ยนะคะรุ่นพี่? บนยานรบที่เต็มไปด้วยปืนใหญ่พลาสม่ากับทหารเดินสวนสนามเนี่ยนะ?"
"ใช่แล้วจ้า! อย่าดูถูกระบบสวัสดิการของ V.I.F. เชียวนะยัยหนู!" อายาโกะยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "บนนี้มีทุกอย่างที่เธอคาดไม่ถึงเลยล่ะ เพราะฉะนั้น รีบไปอาบน้ำแต่งตัวซะ! พี่ให้เวลาห้านาที ไม่งั้นพี่จะจับเธอแต่งตัวด้วยตัวเองนะ!"
เมื่อเห็นสายตาที่เป็นประกายระยิบระยับและเอาจริงของรุ่นพี่สาว รินก็รู้ทันทีว่าไม่มีทางรอดพ้นชะตากรรมนี้ไปได้ เด็กสาวถอนหายใจยาวออกมาอย่างปลงตก แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาดที่ความเงียบงันเมื่อครู่ถูกทำลายลง
"ก็ได้ค่ะ... รอหนูสักครู่นะคะ"
หนึ่งชั่วโมงต่อมา สมาชิกสาว ๆ ของหน่วยรบแนวหน้า Vanguard ทั้งทีม ก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาที่โซนพักผ่อนส่วนกลางชั้น B-4 ซึ่งเป็นพื้นที่สวัสดิการขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการพักผ่อนของทหารเสือระดับสูง
ในวันนี้ ทุกคนสลัดคราบทหารหญิงผู้เคร่งขรึมในชุดเกราะรบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเด็กสาววัยรุ่นธรรมดาในชุดลำลองหลากสไตล์
ทันย่า สาวแว่นสมองกลประจำทีมสวมชุดกระโปรงยาวสีเอิร์ธโทนดูเรียบร้อย... โอลิเวีย อดีตมือมีดผู้เงียบขรึมสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตพับแขนเสื้อขึ้น มีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบศีรษะประปราย... เมดิสัน แม่นปืนสาวสุดซ่าสวมกางเกงยีนส์ขาสั้นกับเสื้อยืดครอปสีสดใส ขาข้างหนึ่งยังคงเข้าเฝือกอ่อนและมีไม้ค้ำยันวางอยู่ข้างกาย... อายาโกะ โลลิสาวขาลุยในชุดเอี๊ยมยีนส์ดูน่ารักน่าชัง... และ ริน ในชุดเดรสสั้นสีขาวเรียบง่ายที่อายาโกะเป็นคนเลือกให้
"เอาล่ะทุกคน! ฟังทางนี้!"
ปัง!
เมดิสันใช้ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะอาหารโลหะเสียงดังฉาดใหญ่ ดึงความสนใจของทุกคนในโต๊ะ แววตาของเธอลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น "เป้าหมายหลักในยุทธการวันหยุดของพวกเราในวันนี้... ไม่มีอะไรซับซ้อน! มันคือการ 'กิน' ทุกอย่างที่ขวางหน้าย่ะ!"
"สมกับเป็นเธอจริง ๆ ... ยัยคนตะกละ" โอลิเวียที่นั่งกอดอกอยู่ข้าง ๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบพลันตักมันบดเข้าปากคำเล็ก
"หนอย! พูดให้มันดี ๆ หน่อยนะยัยโอลิเวีย!" เมดิสันหันไปแยกเขี้ยวใส่ทันที "อาหารคือแหล่งพลังงานชั้นยอด และในฐานะที่ฉันบาดเจ็บหนักที่สุดในสมรภูมิรบครั้งก่อน ร่างกายของฉันจึงต้องการสารอาหารจำนวนมหาศาลเพื่อเอาไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างหากล่ะ! นี่มันคือวิทยาศาสตร์การแพทย์ย่ะ!"
"เธอฟื้นฟูร่างกายด้วยการกินไก่ทอดไปสามถังใหญ่ ๆ ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้วนะ เมดิสัน" ทันย่าเอ่ยขึ้นลอย ๆ พลางดันกรอบแว่นตาขึ้น แต่อมยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก
"แล้วไงล่ะ! วันนี้ท้องมันว่างแล้วก็ต้องเติมใหม่สิ!" เมดิสันเถียงข้าง ๆ คู ๆ พลางเอื้อมมือไปหยิบสเต็กเนื้อชิ้นโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ จนแก้มตุ่ย
รินที่นั่งมองสงครามฝีปากขนาดย่อมตรงหน้าหลุดหัวเราะคิกคักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกเกร็งและขัดเขินในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น ภาพของรุ่นพี่ร่วมทีมที่เคยจับอาวุธสู้ตายเคียงบ่าเคียงไหล่ท่ามกลางระเบิด บัดนี้กลับมานั่งทะเลาะกันเรื่องอาหารแย่งขนมกินกันราวกับเด็ก ๆ มันช่างเป็นภาพที่อบอุ่นและทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
"นี่ ริน... กินนี่สิ ทาร์ตไข่ของโปรดเธอไม่ใช่เหรอ ฉันสั่งให้พ่อครัวอบมาให้เธอโดยเฉพาะเลยนะ" อายาโกะเลื่อนจานขนมทาร์ตไข่สีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมกรุ่นหวานละมุนมาตรงหน้าเด็กสาว
"ขอบคุณค่ะพี่อายาโกะ" รินยิ้มกว้างหยิบทาร์ตไข่ขึ้นมากัดกินคำโต รสชาติความหวานมันของครีมคัสตาร์ดและแป้งพายกรอบ ๆ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก มันช่างเป็นรสชาติของความสุขที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้จริง ๆ
หลังจากร่วมกันจัดการอาหารคาวหวานบนโต๊ะจนเกลี้ยงราบคาบ บรรยากาศรอบโต๊ะก็เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงพูดคุยสัพเพเหระที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องสงคราม เรื่องจำนวนผู้เสียชีวิต หรือเรื่องขีดความสามารถยุทโธปกรณ์ดังก้องอยู่เป็นระยะ การได้เห็นทุกคนรอบตัวสามารถกลับมาหัวเราะและเป็นตัวของตัวเองได้อีกครั้งหลังจากผ่านค่ำคืนอันโหดร้ายมา... มันทำให้รินรู้สึกว่าสิ่งที่เธอปกป้องไว้นั้นช่างมีค่าเหลือเกิน
หลังมื้ออาหารกลางวันอันอิ่มหนำสำราญ สาว ๆ ทั้งห้าคนตัดสินใจพาร่างกายอันอิ่มแปร้เดินเล่นย่อยอาหารมุ่งหน้าไปยัง โซนสวนลอยฟ้า ของป้อมปราการ ORCA
พื้นที่แห่งนี้คือโดมแก้วขนาดมหึมาที่กินเนื้อที่ไปเกือบหนึ่งในสี่ของชั้นบน ยาน ภายในถูกเนรมิตให้กลายเป็นป่าจำลองและสวนสาธารณะสีเขียวขจีขนาดใหญ่ มีการปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ มีสนามหญ้าสีเขียวสด และธารน้ำตกจำลองที่ไหลรินส่งเสียงซู่ซ่าให้ความร่มรื่น ระบบควบคุมสภาพอากาศภายในโดมถูกตั้งค่าไว้ให้เลียนแบบฤดูใบไม้ผลิอันแสนสบาย เพื่อใช้เป็นสถานที่บำบัดจิตใจและพักผ่อนหย่อนใจของเหล่าเจ้าหน้าที่และทหารที่ต้องเผชิญกับความตึงเครียดในสมรภูมิ
ทว่าในเวลานี้ พื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนลอยฟ้าได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ๆ และเยาวชนที่รอดชีวิตมาจากการอพยพครั้งใหญ่ใน G-Zone พวกเขาได้รับความช่วยเหลือและมาอาศัยอยู่บนยานลำนี้ชั่วคราวก่อนจะถูกส่งตัวไปยังพื้นที่ปลอดภัยภาคพื้นดิน
ในขณะที่รินกำลังเดินสูดอากาศบริสุทธิ์พลางมองดูความร่มรื่นของต้นไม้อยู่นั้นเอง... เด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าสีซีดที่กำลังวิ่งเล่นเตะฟุตบอลอยู่บนสนามหญ้าก็หยุดชะงักลง ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเบิกกว้างเมื่อหันมาสบตาเข้ากับเด็กสาวผมสีแดงส้ม
"อ๊ะ...! พี่สาวฟีนิกซ์สีทอง!" เด็กชายตะโกนลั่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นพลางชี้มือมาทางริน
"หา...?" รินสะดุ้งโหยง ใบหน้าเหวอไปทันที
เสียงตะโกนนั้นประหนึ่งสัญญาณเรียกพวก เด็ก ๆ คนอื่น ๆ อีกนับสิบคนที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้นต่างพากันหยุดกิจกรรมทั้งหมด แล้วหันขวับมามองตาม เสียงจ้อกแจ้กจอแจพลันดังกระหึ่มขึ้นมาทันควัน ก่อนที่ฝูงเด็ก ๆ ตัวเล็กตัวน้อยจะพากันวิ่งกรูสี่คูณร้อยตรงเข้ามารุมล้อมรอบตัวของรินเอาไว้จนแน่นหนา ราวกับเจอซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก
"พี่ฟีนิกซ์จริง ๆ ด้วย! หนูจำผมสีแดงของพี่ได้!" เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งดึงชายเสื้อเดรสของรินพลางทำตาโต
"พี่สาวสุดยอดมากเลยฮะ! วันนั้นที่เมือง G-Zone หนูเห็นพี่บินอยู่บนฟ้า มีปีกไฟสีทองยักษ์ด้วย! ฟิ้ว ๆ พล่ำ! แบบนี้ใช่ไหมฮะ!" เด็กชายอีกคนกระโดดโลดเต้นทำท่าปล่อยพลังประกอบเลียนแบบ
"พี่สาวช่วยคุณแม่กับหนูเอาไว้จากพวกสัตว์ประหลาดการ์เลนอสตัวใหญ่! ขอบคุณมาก ๆ เลยนะค้า!"
"พี่สาวเก่งที่สุดในโลกเลย! หนูอยากบินได้แบบพี่บ้างจัง!"
คำชื่นชมอันบริสุทธิ์พรั่งพรูออกมาจากปากของเด็ก ๆ ราวกับสายน้ำหลาก รินที่ตั้งตัวไม่ทันถึงกับทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงลำคอด้วยความเขินอายและประหม่าอย่างรุนแรง เธอรีบยกสองมือขึ้นโบกไปมาพัลวัน พยายามจะอธิบาย
"ดะ... เดี๋ยวก่อนนะคะเด็ก ๆ คือว่า... พี่ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกค่ะ พี่... พี่บินไม่ได้ตลอดเวลานะคะ แล้วก็... อย่าเรียกว่าพี่ฟีนิกซ์เลยค่ะ พี่ชื่อรินต่างหากล่ะคะ..."
แต่ทว่าคำพูดประท้วงแผ่วเบาของเด็กสาวกลับถูกกลืนหายไปในเสียงหัวเราะและเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องชื่อทางการ แต่ในสายตาของเด็กน้อยที่เพิ่งผ่านพ้นฝันร้ายจากสงครามมา... เด็กสาวผมสีแดงส้มตรงหน้าคนนี้คือ ฮีโร่ ตัวจริงเสียงจริงที่หยิบยื่นชีวิตใหม่และอนาคตคืนมาให้กับพวกเขาท่ามกลางกองเพลิง
อายาโกะที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ถึงกับทรุดลงไปนั่งขำท้องแข็งพิงเก้าอี้ม้านั่ง "ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูทำหน้าเข้าสิริน! หน้าเธอแดงจนจะไหม้เป็นไก่ย่างอยู่แล้วนะนั่นน่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ โอ๊ย ขำชะมัด!"
เมดิสันไม่รอช้า รีบกุลีกุจอหยิบสมาร์ตโฟนระบบสื่อสารของตัวเองขึ้นมาเปิดโหมดกล้องถ่ายรูปในทันที "มุมนี้แหละเด็ด! ยิ้มหน่อยเร็วยัยหนูฮีโร่ของประชาชน! แชะ! แชะ! ฉันจะเอาภาพนี้ไปตั้งเป็นวอลเปเปอร์หน้าจอห้องนั่งเล่นของหน่วยเรา!"
ส่วนโอลิเวียยังคงยืนกอดอกดูเงียบ ๆ ราวกับรูปสลัก ทว่าแววตาสีฟ้าน้ำแข็งของเธอกลับทอประกายความอ่อนโยนออกมาอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบัดนี้ เธอก้าวเดินเข้ามาใกล้ ๆ ริน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความจริงใจ
"ไม่ต้องเขินอายไปหรอกริน... ภาพที่เห็นอยู่นี่น่ะ มันพิสูจน์แล้วว่าเธอเหมาะสมกับตำแหน่ง ฮีโร่ผู้กอบกู้ มากกว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้ซะอีก ดูแววตาของเด็กพวกนั้นสิ...สิ่งที่เธอปกป้องเอาไว้ไม่ใช่แค่ชีวิต แต่คือรอยยิ้มและความหวังของพวกเขานะ"
คำพูดของโอลิเวียทำให้รินนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เด็กสาวค่อย ๆ ลดมือลง ทอดสายตามองดูใบหน้าร่าเริงสดใสและรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของเด็ก ๆ รอบตัว ความเหนื่อยล้าสะสมในจิตใจที่เกิดจากการเคี่ยวเข็ญและสงคราม... บัดนี้ดูเหมือนมันจะถูกชำระล้างและเติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เหล่านี้
รินยิ้มออกมาบาง ๆ ดวงตาของเธอทอประกายความมุ่งมั่นลึกซึ้ง "ขอบคุณนะทุกคน... พี่จะพยายามปกป้องรอยยิ้มแบบนี้เอาไว้ให้นานที่สุดเลยนะ"
แสงอาทิตย์อัสดงและธงตายที่แสนตลก
เวลาแห่งวันหยุดที่แสนสุขและไม่คุ้นเคยเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน จากสายวันเข้าสู่บ่ายแก่ ๆ และในที่สุด แสงอาทิตย์ของวันก็เริ่มคล้อยต่ำลงลับขอบฟ้า
หญิงสาวและเด็กสาวทั้งห้าคนพาร่างกายอันอ่อนเพลียจากการเดินเที่ยวและเล่นกับเด็ก ๆ กลับมายังพื้นที่ดาดฟ้าชั้นบนสุดของป้อมปราการ ORCA อีกครั้ง ลมเย็นยามเย็นพัดพาสายลมธรรมชาติเข้ามาปะทะใบหน้า ท้องฟ้าเบื้องบนเหนือระดับก้อนเมฆถูกย้อมไปด้วยเฉดสีส้มสว่างไสวอมทองสลับแดงฉานราวกับภาพวาดสีน้ำมันของจิตรกรเอกระดับโลก
ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ ดังขึ้นอยู่พักใหญ่... ทั้งห้าคนเพียงแค่ยืนเกาะราวเหล็กนิรภัย ทอดสายตามองทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลตรงหน้า ปล่อยให้ความเงียบสงบทำหน้าที่โอบอุ้มเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำจากวันวาน
จนกระทั่ง ทันย่าขยับแว่นตาเล็กน้อยและเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
"นี่... ทุกคนรู้ไหม"
"อะไรเหรอ ทันย่า?" อายาโกะหันไปถามพลางเอียงคอ
"ถ้านับนิ้วคำนวณตามบันทึกสถิติและตารางงานของกองทัพแล้ว... นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปีเต็มเลยนะ ที่หน่วย Vanguard ของพวกเราไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนภารกิจเร่งด่วน ไม่มีคำสั่งสแตนบาย หรือไม่มีเหตุการณ์ปะทะแทรกซ้อนใด ๆ เกิดขึ้นยาวนานเกินยี่สิบสี่ชั่วโมง"
คำพูดของทันย่าทำให้ทุกคนรอบข้างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหวนคิดตามและพบว่าสิ่งที่สาวแว่นพูดมานั้นคือความจริงอันน่าเหลือเชื่อ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา... ชีวิตของพวกเธอสี่คนในฐานะทหาร และรินในฐานะตัวทดลอง ทุกวินาทีมันขับเคลื่อนไปด้วยคำว่า สงคราม... การฝึกซ้อมรบเจียนตาย... ภารกิจเสี่ยงชีวิต... และเสียงร่ำไห้จากความสูญเสียเพื่อนร่วมน้ำหมึก ทุกสิ่งทุกอย่างมันดำเนินต่อเนื่องกันมาเป็นวงจรนรกจนพวกเธอหลงลืมไปแล้วว่า 'การใช้ชีวิตอยู่เฉย ๆ แบบคนธรรมดา' มันรู้สึกอย่างไร พวกเธอแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดหายใจชื่นชมความงามของโลกด้วยซ้ำ
รินขยับตัวเล็กน้อย สายตากวาดมองใบหน้าของรุ่นพี่ร่วมทีมทั้งสี่คนที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ทุกคนมีรอยแผล มีปมในใจ แต่ในตอนนี้ ทุกคนกำลังมีรอยยิ้มที่แท้จริงประดับอยู่บนใบหน้า เด็กสาวรู้สึกตื้นตันในอกอย่างบอกไม่ถูก เธอกุมมือตัวเองไว้แน่นก่อนจะระบายยิ้มละมุนและเอ่ยขึ้น
"งั้น... หนูขอนะคะ... ขอให้วันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้ และวันต่อ ๆ ไป... มันสงบสุขและอบอุ่นแบบนี้ต่อไปอีกสักหน่อยก็แล้วกันนะคะ ไม่อยากให้มีสงครามอีกแล้วล่ะค่ะ"
"อุ๊บ...! ฮ่า ๆ ๆ ๆ!"
จู่ ๆ เมดิสันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หลุดขำก๊ากออกมาเสียงดังลั่น พลางใช้ไม้ค้ำยันเคาะพื้นประทังอารมณ์ขัน ทำลายบรรยากาศซึ้ง ๆ ลงในพริบตา
"ระ... รุ่นพี่เมดิสันขำอะไรคะเนี่ย! หนูพูดอะไรตลกงั้นเหรอคะ!" รินหน้ามุ่ยหันไปท้วงทันที
"ตลกสิยะยัยหนูริน! ฮ่า ๆ ๆ!" เมดิสันกุมท้องขำ "นี่เธอไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าประโยคเมื่อกี้ที่เธอพูดออกมาน่ะ มันเหมือนคำพูดของพวกพระเอกหรือตัวเอกในอนิเมะที่กำลังปักธงตาย ชัด ๆ เลยนะ! ประเภทที่ชอบพูดว่า ถ้าสงครามนี้จบลง ฉันจะกลับบ้านไปแต่งงาน หรือ ขอความสงบสุขแบบนี้ตลอดไป แล้วตอนต่อไปก็โดนระเบิดตู้มกลายเป็นศพคนแรกน่ะ ฮ่า ๆ ๆ โดนแน่ ๆ ยัยหนู!"
"เมดิสัน! ยัยปากเสีย!" อายาโกะหันไปแหวใส่พลางยกกำปั้นทุบต้นแขนแม่นปืนสาว "วันมงคลแบบนี้พูดจาอัปมงคลอะไรของเธอเนี่ย! เดี๋ยวกระทืบซ้ำแผลเก่าซะเลยนี่!"
"โอ๊ย ๆ ! เจ็บ ๆ ! ฉันแค่ล้อเล่นขำ ๆ เองน่ะอายาโกะ! อย่าซีเรียสสิ!" เมดิสันร้องโอดโอยหลบพัลวัน
เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานระคนอบอุ่นดังสอดประสานลอยไปตามกระแสลมยามเย็นเหนือป้อมปราการลอยฟ้า ORCA มันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงของวันหยุด... ทว่ามันกลับเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและงดงามยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าถ้วยรางวัลหรือชัยชนะใด ๆ ในสมรภูมิรบ เพราะในเวลาสั้น ๆ นี้... พวกเธอไม่ต้องแบกรับหน้าที่ ไม่ต้องแบกรับชะตากรรมของโลก... พวกเธอได้กลับมาเป็นเพียงแค่ "มนุษย์ธรรมดา" ที่มีความสุขอีกครั้งหนึ่ง
แต่ทว่า... ในขณะที่เสียงหัวเราะอันแสนบริสุทธิ์ของเหล่าเด็กสาวกำลังดังก้องอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงอันงดงาม
ลึกลงไปภายใต้โครงสร้างเหล็กกล้าและแผ่นโลหะหนาทึบหลายสิบชั้น... ณ โซนวิจัยลับระดับสูงสุดเขต S-01 ขององค์กร V.I.F. บรรยากาศภายในห้องแล็บปฏิบัติการควอนตัมกลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เย็นเยียบ และไร้ซึ่งสัญญาณของความรื่นเริงใด ๆ
แสงไฟภายในห้องวิจัยเป็นสีขาวนีออนสว่างจ้าจนดูแสบตา เสียงเครื่องล้างสารเคมีและคอมพิวเตอร์ระดับซูเปอร์สมองกลกำลังประมวลผลส่งเสียงครางกระหึ่มต่ำ ๆ ตลอดเวลา บรรดานักวิทยาศาสตร์และศาสตราจารย์ระดับแนวหน้าในชุดกาวน์สีขาวนับสิบชีวิต ต่างพากันยืนรุมล้อมรอบหน้าจอแสดงผลโฮโลแกรมหลักขนาดใหญ่ด้วยสีหน้าค่ำเคร่งและซีดเผือด
ข้อมูลดิบชุดแรกทางชีวภาพและดัชนีคลื่นสมองของ ริน อาซากิ ที่ถูกสกัดและรวบรวมมาจากโครงสร้างแกนกลางลีซิลนอสทันทีหลังจบยุทธการ Red Armageddon ภายใต้รหัสลับ [PROJECT PHOENIX ASCENSION] บัดนี้... มันได้เริ่มถูกนำเข้าสู่ระบบการวิเคราะห์และถอดรหัสพันธุกรรมระยะแรกเสร็จสิ้นลงแล้ว
"นี่มัน... หมายความว่ายังไงกัน?" ดร.เจอร์ราด หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยอาวุโสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พลางจ้องมองแผนภาพโมเลกุลสามมิติตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
บนหน้าจอโฮโลแกรมนั้น โครงสร้างสายดีเอ็นเอและรหัสพลังงานไซคิกสีทองของริน อาซากิ กำลังแสดงอาการผิดปกติบางอย่าง มันไม่ได้แตกตัวหรือเรียงสลับสายตามแผนภาพวิวัฒนาการปกติที่ทีมวิจัยเคยคาดการณ์ไว้ในร่าง EW-2 แต่มันกลับกำลัง 'กลืนกิน' และ 'ทำลาย' โครงสร้างเซลล์อินทรีย์ดั้งเดิมของเด็กสาวไปพร้อม ๆ กันในระดับโมเลกุล
ภาพจำลองสามมิติแสดงให้เห็นว่า แกนกลางลีซิลนอสในทรวงอกของรินกำลังขยายขอบเขตการยึดครองระบบประสาทและเส้นเลือด แผ่ขยายรากแก้วพลังงานสีทองเข้ายึดครองหัวใจและสมองส่วนหน้าไปแล้วกว่า 42% และทุก ๆ ครั้งที่เธอเปิดใช้งานพลังงานในสภาวะ EW-2 หรือสูงกว่านั้น อัตราการกลืนกินจะพุ่งทะยานขึ้นเป็นทวีคูณ
นักวิจัยสาวอีกคนเดินก้าวเข้ามารายงานด้วยใบหน้าที่ซีดไร้สีเลือด มือของเธอที่ถือแท็บเล็ตข้อมูลสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด "ผลลัพธ์... ผลลัพธ์จากการจำลองแบบจำลองคอมพิวเตอร์ควอนตัมยืนยันตรงกันทั้งสิบสองครั้งค่ะ ดร... สภาวะวิวัฒนาการขั้นต่อไปหรือ EW-3 ในโครงการฟีนิกซ์ทะยานฟ้า... มันไม่ใช่ร่างวิวัฒนาการเพื่อมนุษยชาติอย่างที่เราคิด..."
เธอเว้นจังหวะหายใจด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้ห้องวิจัยเงียบกริบราวนรกสัญจร
"หากร่างของ ริน อาซากิ ก้าวเข้าสู่ขีดจำกัดขั้นที่สาม... พลังงานมานาดิบที่อัดแน่นอยู่ในแกนกลางลีซิลนอสจะเกิดปฏิกิริยา 'ภาวะเหนือวิกฤต' (Hyper-Critical State) ตัวตนและความทรงจำทั้งหมดในฐานะมนุษย์ของเด็กสาวคนนั้นจะถูกลบหายไปจนหมดสิ้น... ร่างกายของเธอจะแปรสภาพกลายเป็นเพียงแค่เปลือกนอก เปลือกนอกที่ห่อหุ้ม 'เตาปฏิกรณ์พลังงานล้างโลก' ที่พร้อมจะระเบิดทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีหนึ่งหมื่นกิโลเมตรทันทีที่เธอสูญเสียการควบคุมอารมณ์..."
บนจอมอนิเตอร์หลักพลันปรากฏกราฟิกจำลองการระเบิด... คลื่นเพลิงสีทองคำรูปนกฟีนิกซ์ยักษ์กางปีกแผ่ขยายออกกลืนกินชั้นบรรยากาศและแผ่นดินของโลกจนกลายเป็นจุณมหาจุลภายในเวลาไม่กี่นาที
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของสภาสูง V.I.F. ที่ประกาศก้องเมื่อวันวาน... บัดนี้ ในสายตาของเหล่านักวิจัยผู้รู้แจ้งเห็นจริง... มันกำลังจะกลายเป็นชนวนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังสู่วันสิ้นโลกที่แท้จริง
นักวิจัยทุกคนในห้องต่างพากันยืนนิ่งเงียบด้วยความหวาดหวั่นและสะพรึงกลัว พวกเขาหันไปมองหน้ากันเองโดยไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา ความจริงอันโหดร้ายกำลังตอกย้ำว่า... เด็กสาวผมสีแดงส้มผู้มีรอยยิ้มอันแสนงดงามที่กำลังหัวเราะอยู่บนดาดฟ้ายานในเวลานี้... แท้จริงแล้วเธอคือภัยพิบัติเดินได้ที่อันตรายยิ่งกว่าการ์เลนอสระดับ 3 หลายเท่าตัว!
และเวลาของเธอ... รวมถึงเวลาของโลกใบนี้... กำลังเหลือน้อยลงไปทุกที โดยที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งมันได้เลย
.
.
.
.
แต่ทว่า... ในอีกสถานที่หนึ่ง
สถานที่อันห่างไกลลึกล้ำ ลึกลับเกินกว่าที่จินตนาการของมนุษย์จะเอื้อมถึง และที่สำคัญ... มันเป็นสถานที่ที่ไม่มีระบุอยู่ในฐานข้อมูลระบบดาวเทียมหรือแผนที่ใด ๆ ของมนุษยชาติ
ภายในห้องโถงกว้างขวางขนาดมหึมาใต้พิภพที่ดูราวกับซากโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์ พื้นผิวของผนังและเพดานหินทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างด้วยคอนกรีตหรือโลหะ ทว่ากลับถูกปกคลุมและชอนไชไปด้วยชั้นเนื้อเยื่อชีวภาพหนาเตอะสีดำสลับฟ้าเข้ม มันขยับเยื้อนกลืนกินพื้นที่ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดขนาดยักษ์ที่กำลังหายใจอย่างเชื่องช้า
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังสะท้อนก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงัด
ร่างของชายคนหนึ่งค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างช้า ๆ ... สตีฟ อดีตมนุษย์ผู้เคยมีเลือดเนื้อทว่าบัดนี้ได้ละทิ้งตัวตนเดิม และกลายสภาพไปเป็น การ์เลนอสระดับ 4 ร่างสมบูรณ์
ดวงตาสีฟ้าทอประกายเรืองแสงแววโรจน์ท่ามกลางความมืดมิดของเขา จ้องมองตรงไปยังใจกลางของห้องโถงชีวภาพแห่งนั้นอย่างไม่วางตา
เบื้องหน้าของสตีฟ... คือดักแด้ขนาดยักษ์ที่มีความสูงมากกว่าสิบเมตร พื้นผิวภายนอกของมันหนาแน่นไปด้วยพังผืดชีวภาพที่เต้นตุบ ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับก้อนเนื้อหัวใจที่ยังมีชีวิต เส้นเลือดสีฟ้าเข้มมหาศาลนับหมื่นนับแสนสายแผ่กระจายตัวออกจากฐานของดักแด้ ชอนไชรากไปทั่วทุกตารางนิ้วของห้องโถงเพื่อสูบฉีดพลังงานมานาดิบ
ทว่าภายใต้เปลือกนอกอันหนาทึบและโปร่งแสงเล็กน้อยในบางจุด... กลับมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังลอยนิ่งอยู่ภายในของเหลวอุ่นสีฟ้าเข้มเหนียวข้น
เส้นผมสีเงินยาวสยายลอยละล่องไปตามแรงกระเพื่อมของของเหลว... ดวงตาของเธอปิดสนิท ใบหน้าเรียบเนียนไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังจมดิ่งสู่นิทราอันยาวนานแสนคลั่งไคล้
โรเชลล์
สตีฟก้าวเท้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าดักแด้ยักษ์ใบนั้น เขาทอดสายตามองหญิงสาวผมสีเงินด้วยแววตาลึกล้ำ ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมืออันเยือกเย็นขึ้นไปแตะลงบนพื้นผิวภายนอกของดักแด้เบา ๆ
ครืน...
เปลือกชีวภาพหนานุ่มพลันสั่นไหวระริก ตอบสนองต่อการสัมผัสของเขาในทันที กระแสพลังงานสีฟ้าเข้มแล่นสลับผ่านฝ่ามือของสตีฟเข้าสู่ตัวดักแด้ราวกับเป็นการทักทายของพวกเดียวกัน
"ใกล้แล้ว..." สตีฟพึมพำน้ำเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้อง มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "อีกไม่นานเธอก็จะตื่นขึ้นมา...โรเชลล์"
ฉับพลันนั้นเอง ของเหลวสีน้ำเงินเข้มภายในดักแด้ยักษ์ก็เริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอย่างบ้าคลั่ง พลังงานด้านลบสีน้ำเงินดำแผ่พุ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นกระแทกอากาศจนเกิดเสียงวิ้ง ๆ ร่างของโรเชลล์ที่อยู่ภายในค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกระดูกและเซลล์อย่างช้า ๆ เลือดเนื้อของเธอคัดสรรและเรียงตัวใหม่ รหัสพันธุกรรมถูกบิดเบือนและยกเกรด
ราวกับว่าเธอกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า... วิวัฒนาการขึ้นใหม่เพื่อทลายขีดจำกัดเดิม... เพื่อให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ และอยู่เหนือกว่าการ์เลนอสทั่วไป...เช่นเดียวกับตัวเขา...
สตีฟมองภาพกระบวนการสร้างชีวิตใหม่นั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอันสูงสุด ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ละสายตาจากดักแด้ หันหลังกลับไปมองยังเงามืดมิดอันกว้างใหญ่เบื้องหลังห้องโถงมืด
ที่ซึ่งในเวลานี้... เงาร่างขนาดมหึมาอัปลักษณ์หลากรูปทรงหลายสิบเงากำลังเคลื่อนไหวขยับขยายกายอยู่อย่างเงียบเชียบ และท่ามกลางความมืดมิดอนธการอันลึกล้ำนั้นเอง...
พรึบ! พรึบ! พรึบ!
ดวงตาสีฟ้าาเรืองแสงนับไม่ถ้วน... ค่อย ๆ ลืมตื่นขึ้นพร้อม ๆ กันในความมืด ส่งจิตอาฆาตอันรุนแรงและกระหายเลือดระเบิดออกมาจนชั้นบรรยากาศในถ้ำสั่นสะเทือน สำหรับมนุษยชาติเบื้องบน... สงครามใหญ่ที่เมือง G-Zone อาจจะจบลงแล้ว และวันหยุดอันแสนสงบสุขอาจจะมาถึง แต่สำหรับความมืดมิดใต้พิภพแห่งนี้...บางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า... กำลังถือกำเนิดขึ้น
[จบตอนที่ 37: วันหยุดที่ไม่คุ้นเคย]
[จบบท Act I : บทแห่งเปลวเพลิงแรก]