ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    พันธะวาสนา

     

              เพียงหนึ่งวาจาเอื้อนเอ่ยเสมือนแผ่นดินพลิกกลับ

              คล้ายว่าทุกคนมองเห็นเงาร่างที่สูงส่งแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังหญิงสาวร่างประเปรียวผู้นั้นพวกเขาไม่มีผู้ใดเลยกล้าแคลงใจกับวาจาที่นางกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียง แววตา และท่าทีทุกอย่างบอกชัดว่านางทำได้จริงดังกล่าวคำ ทั้งยังไม่ใช่การอวดอ้างความสามารถเพื่อหลอกลวงพวกเขา

              “ข้ารับ..ปากตามที่ ..แม่นางกล่าวมา”ประมุขเฒ่ารับคำด้วยเสียงขาดห้วง แม้แต่พูดจายังแทบไม่มีแรงเหลืออยู่เลย

     

              ฝูอวี้ฉยงติดค้างน้ำใจและเป็นหนี้ชีวิตเอ้าเฟิงเมื่อนายท่านผู้เฒ่าไป๋หลี่ผู้นี้คือคนสำคัญของชายหนุ่มหญิงสาวจึงยอมลงมือช่วยเหลืออย่างไม่ต้องคิดมาก ระดับที่ท่านผู้เฒ่าติดขัดหากพูดตามความจริงก็แค่คอขวดจากนภาไปบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ในแดนยุทธภัณฑ์ก็คงมีผู้มีความสามารถช่วยเหลือให้เขาทะลวงผ่านได้

              การช่วยเหลือครั้งนี้ฝูอวี้ฉยงไม่คิดเปิดเผยความสามารถนางจึงหยิบโอสถเสริมปราณระดับเสวียนขั้นกลางเม็ดหนึ่งออกมา

              “ท่านกลืนโอสถเสริมปราณเม็ดนี้เข้าไปก่อนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”

              รองประมุขยื่นมือมารับโอสถเม็ดขาวกลมวาวสายตาของเขาเพ่งพินิจโอสถในมืออยู่ครู่ใหญ่ ก็พบว่าโอสถเม็ดนี้ต่างจากโอสถเสริมปราณทั่วไปเพราะโอสถแต่ละประเภทมักมีสีภายนอกเป็นตัวแบ่งแยก ไอวิเศษสีครามที่กระจายอยู่นอกเม็ดโอสถบอกระดับว่ามันคือชั้นเสวียนขั้นกลางนับเป็นของหายากอย่างหนึ่งในแดนปุถุชน หากไม่ใช่สำนักระดับสามดาวก็ยากจะครอบครอง

              แต่โอสถระดับเสวียนขั้นกลางในสายตาของรองประมุขและผู้คุมกฎก็ยังไม่เพียงพอจะรักษาชีวิตของนายท่านผู้เฒ่าได้

              “โอสถเม็ดนี้ย่อมแตกต่างจากระดับเสวียนขั้นกลางเม็ดอื่น”เจ้าของโอสถสังเกตเห็นความสงสัยที่ฉายขึ้นมาในแววตาของรองประมุขนางจึงเอ่ยสำทับหวังให้เขาสบายใจขึ้น ขณะเดียวกันประมุขไป๋หลี่ก็หันมาสบตาบุตรชายเป็นเชิงว่าเขาเชื่อใจนาง

              รองประมุขจึงยื่นโอสถป้อนใส่ปากผู้เป็นบิดา

              “พวกท่านถอยออกมาสักสิบก้าวให้ประมุขไป๋หลี่ได้เดินพลังเสียก่อน” รองประมุขคล้ายไม่วางใจ แต่บิดาของเขาก็ส่งสายตาบอกให้ถอยออกตามคำของหญิงสาวรุ่นเยาว์ไป๋หลี่เติงเหอ จึงยอมผละออกมารอด้านนอกพร้อมกับผู้คุมกฎ

              “ท่านวางใจเถอะ ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก”ฝูอวี้ฉยงหันไปกล่าวกับชายหนุ่มข้างกายของตน มือขวายกขึ้นแตะข้อศอกของเขาเบา ๆ เพื่อย้ำให้เขามั่นใจว่าอาการของท่านผู้เฒ่าไป๋หลี่มิยากเกินกำลังของนาง

              “ขอบคุณเจ้ามาก เสี่ยวลิ่ว” เอ้าเฟิงเอ่ยขอบคุณจากใจจริงส่วนหญิงสาวเพียงยิ้มรับเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าสีหน้าของประมุขเฒ่าเริ่มขึ้นสีเลือดขึ้นมาบ้างร่างของนางก็ขยับเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว เพียงปลายนิ้วกรีดออกก็มีกำแพงปราณระดับสูงกางออกรอบกายท่านผู้เฒ่าและนางไม่ต่างจากม่านปิดบังสายตา

              คนด้านนอกมิอาจมองเห็นว่าด้านในเกิดอะไรขึ้นเพราะหากได้เห็นพวกเขาคงตกตะลึงจนหัวใจหลุดออกจากขั้วด้วยยามนี้ร่างของทั้งสองคนได้หายลับไปแล้ว

              ฝูอวี้ฉยงพาท่านผู้เฒ่าเข้ามาในทะเลกาลพิภพนางอาจไร้สามารถด้านวิชาการแพทย์ แต่นางมีทะเลกาลพิภพและแก่นปราณอยู่มากมาย เมื่อครั้งช่วยเหลือเสี่ยวปาและเสียวจิ่วจากความตายนางก็ได้ทราบถึงคุณวิเศษของทะเลกาลพิภพแห่งนี้ มาตรว่าครั้งนั้นยังควบคุมได้ไม่ดีนักแต่ครั้งนี้กลับง่ายดายกว่าครั้งก่อนหลายเท่าตัว

     

              หญิงสาวใช้ปราณของตนสร้างปราการครอบร่างของคนที่กำลังนั่งขัดสมาธิเดินพลังแล้วชักนำแก่นปราณระดับเสวียนออกมาเพียง ๑ แก่น จากนั้นจึงสร้างยันต์ประทับเข้าไปในร่างของชายชราวิธีนี้เป็นวิธีเดียวกับตอนที่ใช้รักษาสองพี่น้อง เมื่อนางเป็นนายของทะเลกาลพิภพ นางจึงสามารถควบคุมความเป็นไปได้ดังใจปรารถนาแม้ภายในโลกที่ท่านผู้เฒ่าอยู่เวลาอาจผ่านไปแล้วหลายวัน แต่แท้จริงเวลาของฝูอวี้ฉยงผ่านไปเพียงแค่อึดใจเดียว

              ต้องทราบว่าแก่นเสวียนเกิดจากการควบกลั่นครั้งที่สองเดิมคือมุกปราณระดับเสวียน ๑ หมื่นเม็ด แก่นปราณเพียง ๑แก่นก็มีความสามารถมากพอ ที่จะช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้ก้าวหน้าได้ถึงหลายขั้น  กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ารับแก่นเสวียนเข้าไปแล้วจะสามารถตัดผ่านสู่ระดับที่ว่าได้เลยมันขึ้นอยู่กับรากฐานของคนแต่ละคน

              อีกอย่างฝูอวี้ฉยงยังใช้ยันต์ประทับเพื่อให้แก่นเสวียนค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาช้า ๆ อย่างท่านผู้เฒ่า

    ไป๋หลี่มีอาการบาดเจ็บอยู่แต่เดิมแก่นเสวียนจึงทำหน้าที่สองทาง หนึ่งคือช่วยเสริมปราณให้ยกระดับ ส่วนอีกหนึ่งคือช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเหตุนี้ประสิทธิภาพของมันก็ย่อมลดลงกว่าการใช้ประโยชน์ทางเดียว

              เมื่อแก่นเสวียนขนาดเล็กลงจนเหลือครึ่งหนึ่งก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในร่างของท่านผู้เฒ่า ร่างกายที่เคยอ่อนล้าหมดสภาพก็กลับฟื้นฟูผิวหนังขึ้นสีเลือดอย่างคนมีสุขภาพดี ลมหายใจเข้าออกก็สม่ำเสมอเปี่ยมด้วยพลังยามนั้นจุดติดขัดที่มีมาหลายปีก็สะบั้นออกอย่างรวดเร็ว

              มุกวิญญาณในตันเถียนส่องประกายเจิดจ้าพร้อมเสียงคำรามจากเบื้องนภากาศ

              สามเพลิงผลาญปฐพี สามอสนีพิฆาตสวรรค์

              รุมเร้าฟาดฟัน คือหมายแห่งทัณฑ์หกโลกธาตุ

     

              ประมุขไป๋หลี่ฝึกตนมานานจนวันนี้ก็อายุเข้า๗๐ ปี รากฐานที่สร้างจึงค่อนข้างมั่นคง สามสายฟ้า สามอัคคี จึงมิอาจระคายผิวของเขาแม้แต่น้อยเมื่อทัณฑ์หกโลกธาตุผ่านพ้นไป ฝูอวี้ฉยงก็พาชายชรากลับคืนสู่ด้านนอกซึ่งเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงสิบกว่าลมหายใจเท่านั้นเอง

              เมื่อม่านพลังที่นางสร้างถูกเปิดออกรองประมุขและผู้คุมกฎถึงกับแปลกใจ ว่าเหตุใดจึงรวดเร็วเพียงนี้

    ต้องทราบว่าเวลาในทะเลกาลพิภพและภายนอกนั้นมิเท่ากัน

     

              ร่างของชายชราที่ตัดผ่านเข้าสู่ระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉงแตกต่างจากชายชราที่ใกล้หมดลมหายใจคนก่อนหน้าราวคนละคน ซึ่งการเคลื่อนไหวของประมุขสูงสุดของตระกูลย่อมสร้างความตระหนกระคนยินดีให้แก่สมาชิกตระกูล

              “บรรพชน....ศักดิ์สิทธิ์”ทั้งรองประมุขและผู้คุมกฎชุดขาวต่างตกอยู่ในอาการเดียวกัน นางทำได้จริง ๆ พวกเขาไหนเลยจะคาดฝันว่าแม่นางรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งลงมือแค่เพียงไม่เกินยี่สิบลมหายใจถึงกับทำให้ผู้หมดหวังใกล้หมดลมกลับฟื้นคืนสู่ฐานะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้

              “ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ”ประมุขเฒ่าถึงกับประสานมือขอบคุณ ฝูอวี้ฉยงรีบออกปากห้าม แม้นางจะวางตนเพิกเฉยต่อหลายสิ่งหลายอย่างแต่เมื่อได้พบคนที่มีนิสัยเที่ยงธรรม และเปี่ยมเมตตาย่อมพาให้ระลึกถึงท่านตาของตนเอง

     

              คนสูงวัยใช่ทุกคนจะได้รับความเคารพและความเกรงใจจากนางหากคนผู้นั้นมีนิสัยชั่วช้า กักขฬะ ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล หญิงสาวก็มองพวกเขาไม่ต่างจากเศษสวะกลับกันหากคนผู้นั้นมีน้ำมิตรน้ำใจ มีความจริงใจ และคุณธรรม แม้อ่อนวัยกว่าตนนางก็พร้อมจะรู้สึกชื่นชมคนผู้นั้น

              “โอสถที่ข้ามอบให้ก่อนหน้ายังเหลือสรรพคุณอีกครึ่งหนึ่งหลังจากนี้หากท่านฝึกฝนต่อเนื่องจะประสบผลของความสำเร็จได้ง่ายกว่าเดิม”

              “รบกวนแม่นางแล้ว”

              หญิงสาวไม่ตอบรับเพียงยกมือขึ้นสัมผัสกันก่อนค้อมกายแล้วอำลาสามคนของฝั่งประมุขล้วนไม่มีใครกล้าขวาง ด้วยมิอาจคาดหยั่งถึงความลึกล้ำที่สตรีผู้นี้มีอยู่ถึงตอนนี้นางยังมิได้แสดงระดับแท้จริงของตนออกมา แต่ยามลงมือกลับสามารถยื้อลมหายใจของท่านผู้เฒ่ากลับคืนทั้งยังช่วยให้ตัดผ่านสู่ชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาไหนเลยกล้าขัดขวางกวนใจนางต่อ

              เมื่อร่างของนางเดินกลับออกไปพร้อมกับเอ้าเฟิงประมุขก็รีบออกคำสั่งให้ดำเนินการลงโทษสามอาวุโส รวมทั้งไม่ให้ผู้ใดไปหาเรื่องแก่เอ้าเฟิงอีกเกรงว่าหากไม่ทำตามสัตย์ที่ให้ไว้ พวกเขาตระกูลไป๋หลี่คงไม่อาจรับแรงโทสะของหญิงสาวผู้นี้ได้แน่นอน

     

              การกลับสู่เรือนสดับวายุขากลับแตกต่างจากตอนแรกอย่างมากบัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางหรือดูถูกเจ้าของเรือนท้ายสำนักหลังนี้อีกต่อไปแค่ถูกนกยักษ์ข่มขวัญก็หวาดกลัวจนแทบขวัญเสีย นี่สามอาวุโสที่เป็นตัวการลงโทษเอ้าเฟิงก็ถูกทัณฑ์สำนักฟาดด้วยแส้หางหนามคนละครั้งเช่นเดียวกับเอ้าเฟิง

              บรรดาศิษย์น้อยใหญ่ไปจนถึงเหล่าองครักษ์ ไหนเลยจะกล้าเอ่ยปากนับแต่นี้พวกเขาไม่มีใครกล้าไปยุ่มย่ามหาความกับเรือนท้ายสำนักอีกแล้ว

     

              ทางด้านเรือนสดับวายุ

              บรรยากาศด้านในเงียบเชียบ เอ้าเฟิงกำลังนั่งเดินพลังรักษาตัวต่อบนเตียงซึ่งเป็นเตียงเดียวกับที่หญิงสาวตื่นมาในตอนแรก เดิมฝูอวี้ฉยงตั้งใจว่าจะออกจากเรือนร้อยปราชญ์ภายในวันนี้แต่นางพบความผิดปกติบางอย่างจากร่างกายของเอ้าเฟิง ฝูอวี้ฉยงจึงรั้งอยู่ต่อ ๑วันค่อยออกเดินทางพรุ่งนี้

              ด้วยเอ้าเฟิงสามารถฟื้นฟูตนเองได้รวดเร็วจนน่าตกใจแม้โอสถของภูตเมามายจะมีสรรพคุณสูงส่ง แต่ยามที่นางหาข้อมูลแส้หางหนามจากฐานหนังสือกลับพบว่าต่อให้ได้รับโอสถวิเศษก็เพียงช่วยบรรเทาอาการ อย่างน้อยต้องพักรักษาตัว๑๐ วัน เรื่องที่อาการจะดีขึ้นจนลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหน ได้อย่างที่เอ้าเฟิงทำเห็นจะไม่ควรเกิดขึ้น

              ระหว่างที่เขานั่งเดินพลังนางจึงลอบสังเกตอยู่ตลอดและพบว่าเป็นจริงดังที่สงสัย แผลของเขาตอนนี้เริ่มหายดีจนเกือบหมดแล้ว หญิงสาวจึงลองใช้ปราณตรวจสอบดูอย่างละเอียดก็พบว่ามีพลังบางอย่างกั้นขวางไม่ให้ปราณของนางก้าวล่วงเข้าไปสู่ตันเถียนของเขามันเป็นพลังที่แข็งแกร่งอย่างมากจนนางต้องยอมถอย ด้วยกลัวว่าหากฝืนใช้พลังตอบโต้กลับจะส่งผลเสียต่อเอ้าเฟิง

              หลังจากการตรวจสอบไม่ประสบความสำเร้จ ฝูอวี้ฉยงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปนั่งรับลมที่เก้าอี้เอนตัวใหญ่ซึ่งติดกับสวนสมุนไพรแปลงเล็กด้านข้างเนื่องจากที่นี่เป็นส่วนด้านหลังของสำนักจึงติดกับเขาสูง ซึ่งมีกลิ่นอายของสมุนไพรวิเศษกระจายอยู่อย่างเข้มข้นนางเห็นเช่นนี้ก็ย่อมแปลกใจ เพราะเอ้าเฟิงคล้ายได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีนักแต่เรือนของเขากลับตั้งอยู่ท่ามกลางปราณโอสถเข้มข้นเช่นนี้

              “แม่นาง...บ่าวขอขอบคุณแทนคุณชายที่แม่นางออกหน้าช่วยเหลือ” นางเฒ่าหรือป้าจู คือคนเดียวกับที่นางพบเจอหลังฟื้นขึ้นมาบัดนี้คุกเข่าลงกับพื้นด้านหน้า ทั้งยังประสานมือแล้วโค้งกายลงโขกศีรษะกับพื้นด้านหน้านางอย่างเต็มพิธี

              “ลุกเถอะ เจ้านั่งลงข้ามีเรื่องจะสอบถามสักหน่อย”

              “เจ้าค่ะ”

              “ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดคนในตระกูลไป๋หลี่จึงไม่ชอบหน้าเอ้าเฟิงนักแล้วอีกอย่างเอ้าเฟิงเกี่ยวข้องกับตระกูลไป๋หลี่ทางสายใดกัน”เมื่ออีกฝ่ายนั่งลงกับที่เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยปากพูด ...

              “คุณชายเป็นหลานชายทางฝั่งฮูหยินประมุขเจ้าค่ะฮูหยินรักใคร่และตามใจมาก ก่อนหน้านี้คุณชายค่อนข้างเกเรและเอาแต่ใจตนเองจนทำให้เกิดเรื่องอยู่บ่อยครั้ง จึงถูกพวกผู้อาวุโสทำโทษอยู่หลายครั้งด้วยกัน จนเมื่อหลายปีก่อนเกิดเหตุร้ายกับคุณหนูเล็กและครอบครัว”

              “คุณหนูเล็ก ?”

              “บุตรสาวของประมุขกับฮูหยินเจ้าค่ะ คุณหนูเล็กกับครอบครัวถูกลอบสังหารจนสิ้นชีวิตทั้งหมด”

              “เจ้ากำลังหมายถึงเซียวเหยาหวางเฟยรึ ?”ฝูอวี้ฉยงยิ่งได้ฟัง ยิ่งเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่ขาดหายไปได้ แม้นางพอจำได้ลางๆ ว่าเรือนร้อยปราชญ์คือตระกูลเดิมของมารดาเหอวั่ง แต่นางกลับลืมไปเสียสนิทว่าเซียวเหยาหวางเฟยคือทายาทสายตรงของเรือนร้อยปราชญ์แห่งนี้

              “เจ้าค่ะ”

            มิคาดว่านางได้ลงมือช่วยเหลือท่านตาของเหอวั่งอย่างไม่รู้ตัว

              “ข้าพอเข้าใจแล้ว ที่คนพวกนั้นไม่ชอบเอ้าวั่งก็เพราะเมื่อก่อนเขาเกเรถือว่าเป็นหลานชายของฮูหยินประมุข เลยไม่กลัวใครหน้าไหน”

              “เจ้าค่ะ หลังเกิดเรื่องกับคุณหนูเล็กฮูหยินก็ล้มป่วยลงด้วยความตรอมใจ ตอนนั้นคุณชายไปก่อเรื่องทะเลาะกับคนนอกสำนักจนบาดเจ็บเมื่อฟื้นขึ้นมากลับพบว่าฮูหยินได้ตรอมใจตายตามบุตรสาวไปแล้ว นับแต่นั้นคุณชายก็โทษตัวเองว่าไม่กตัญญูจึงตั้งใจฝึกฝนตนเองมิคาดว่าคุณชายจะมีความสามารถก้าวหน้า เมื่อครั้งทดสอบเข้าสำนักบัณฑิตมังกรบุตรชายของอาวุโสจางหนึ่งในสามอาวุโสที่สั่งลงทัณฑ์คุณชายได้ร่วมทดสอบด้วย”

              “เขาไม่ผ่านหรือไร จึงได้เอาความผิดหวังมาหาความเอ้าเฟิงเช่นนี้”ได้ฟังเรื่องราวก็เริ่มคาดเดาได้ต่อ เอ้าเฟิงอาจนิสัยไม่ดีแต่นั่นก็ควรเป็นเรื่องเมื่อสมัยเด็ก ๆ ไม่ควรเอามาปะปนกับปัจจุบัน

              “บุตรชายของอาวุโสจางผ่านการทดสอบและเป็นศิษย์ร่วมกับคุณชาย รวมถึงศิษย์อีกสามคนของสำนักที่ผ่านการคัดเลือกพวกเขาล้วนกลายเป็นศิษย์ชั้นนอกเหมือนกันทั้งหมด แต่ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาคุณชายมีความก้าวหน้าอย่างมากจนได้เลื่อนเป็นศิษย์ชั้นกลางเหนือกว่าคนอื่น ๆจึงทำให้เหล่าอาวุโสไม่พอใจ คงคิดว่าคุณชายอาจได้โอสถหรือสมุนไพรชั้นดีจากฮูหยินผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้จึงมีความก้าวหน้ามากกว่ารุ่นเดียวกัน”

              คนในสำนักโหดร้ายกับเขาไม่พอนี่คนในตระกูลยังอิจฉาริษยาเขาจนคิดทำลายความสำเร็จชั่วชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างเลือดเย็น

              “หลายปีมานี้ประมุขเองก็ล้มป่วยลงจากการเสียฮูหยิน เสียบุตรสาวและหลานชาย เรื่องภายในสำนักจึงปล่อยให้ผู้คุมกฎและผู้อาวุโสรับผิดชอบกันไป”ขนาดบ่าวรับใช้ยังรู้เรื่องราวละเอียดถึงเพียงนี้ พวกอาวุโสเองก็ต้องรู้มากกว่านี้เป็นแน่พวกนั้นอาจเห็นว่าอาการของประมุขเฒ่าแย่ลง ๆ จนคิดครอบครองสำนักทำอะไรตามใจตนเอง

              แม้มีสองผู้คุมกฎที่อยู่เหนือพวกเขาไปอีกชั้น

              แต่ดูจากเฒ่าชุดเขียวเจ้าอารมณ์ผู้นั้นเกรงกว่าผู้คุมกฎชุดขาวก็ไม่อาจต้านทานหรือคัดค้านอะไรได้มากนัก หากวันนี้ฝูอวี้ฉยงไม่ลงมือช่วยเหลือ

              “เรื่องที่เขาพาข้ามาที่นี่ผู้ใดเป็นคนพบเห็นคนแรกหรือ”

              “มิได้เจ้าค่ะคุณชายแท้จริงพาท่านไปหลบซ่อนอยู่ที่กระท่อมชายฝั่ง แต่คนของสำนักซึ่งออกเดินทางไปติดต่อธุระเกิดพบเข้าจึงนำเรื่องกลับมารายงานอาวุโส”เรื่องนี้ป้าจูได้สอบถามความเป็นมาเป็นไปจากคุณชายของนางเรียบร้อยแล้วก่อนหน้าคุณชายอาจเหลวไหลไปบ้าง แต่เมื่อเขากลับตัวก็ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบมาตลอด

              ครั้งนี้ก็เพราะพวกอาวุโสจงใจสร้างเรื่องกล่าวหาว่าเขากลับตระกูลก่อนได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ในทั้งที่ความจริงกระท่อมแห่งนั้นยังไม่เข้าอาณาเขตเรือนร้อยปราชญ์เลยด้วยซ้ำ

              “คนพวกนี้จิตใจชั่วช้านัก”นี่มันคือการหาความกันชัด ๆ แต่เอาเถอะ ไหน ๆสามอาวุโสนั่นก็ถูกลงทัณฑ์สถานเดียวกับเอ้าเฟิงไปแล้ว นางจะยอมหลับหูหลับตาทำเป็นไม่รู้ก็แล้วกันฝูอวี้ฉยงยังคงถามเรื่องราวของเอ้าเฟิงเพิ่มเติมอีกพักใหญ่เมื่อหมดเรื่องป้าจูก็ขอตัวไปทำงานบ้านของตน ส่วนนางก็ทิ้งกายเอนหลังแล้วหลับตาพักผ่อนฟังเสียงน้ำไหลและนกร้องอย่างสบายใจก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด

               

              หญิงสาวตื่นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาบ่ายแก่แล้วนางลุกจากเก้าอี้เอนหลังแล้วเดินกลับเข้าไปด้านใน แต่ก็ไม่พบเอ้าเฟิงจึงเดินออกมาด้านนอกก็เห็นป้าจูกำลังเดินถือปิ่นโตไม้ขนาดใหญ่ออกไปนอกเรือน ร่างบางจึงเดินต่อไปทางด้านข้างซึ่งเป็นแปลงสมุนไพรขนาดเล็ก

              นางเดินเล่นต่อไปเรื่อย ๆก็พบว่าตนมาหยุดอยู่ที่บริเวณด้านหลังซึ่งเป็นลำธารขนาดเล็ก พอให้แช่ตัวพักผ่อนหย่อนใจและตอนนี้ก็ดันมีร่างสูงใหญ่เปลือยกายกำลังพิงหลังอยู่ในแอ่งลำธารแห่งนั้น นางเหลือบมองคนร่างแข็งแกร่งผิวสองสีเต็มไปด้วยมัดกล้ามพอสมควร ดูแล้วก็ให้รู้สึกวาบหวามใจนัก ตอนนี้เขาเปลือยกายนั่งแช่อยู่ในน้ำเย็นจึงมองเห็นแค่เพียงครึ่งบนเท่านั้น

              “เสี่ยวลิ่ว”เสียงดุดังขึ้นมาจากทางลำธารเขาหันมาเห็นนางเข้าจนได้ เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่ม

    ฝูอวี้ฉยงถึงกับสะดุ้งและหันหลังกลับทันทีนี่นางกลายเป็นพวกชอบถ้ำมองอีกแล้วเหรอนี่ ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในเจดีย์เซียนจนถึงตอนนี้คล้ายว่าเผลอเมื่อใดนางต้องแอบสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายเมื่อนั้น

              “ข้าเพียงแค่ออกมาตามท่านเท่านั้นเอง”นางรีบบอกเสียงใส แม้พยายามหันเหไปทางอื่น แต่สุดท้ายก็แพ้ใจตัวเองต้องหันกลับไปมองเช่นเดิมเมื่อประสบเข้ากับแผ่นหลังกว้าง ก็เห็นว่ารอยแผลจากแส้หางหนามแห้งจนตกสะเก็ดดีแล้ว

              แม้ตอนนี้นางไม่มีเจตนาแอบแฝงแต่เอ้าเฟิงไหนเลยจะเข้าใจ เขาจำต้องกระแอมเตือนอีกครั้ง นางจึงหันกลับไปอีกทาง ส่วนเขาก็รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนที่หญิงสาวจะหันกลับมาอีกครั้ง

              จังหวะที่นางหันกลับไป ก็พบว่าใบหน้าของตนชนเข้ากับกลางอกของเขาเสียแล้ว

              “ท่าน..”นางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตาใสแต่กลับเจอสายตาดุจ้องกลับมาจนต้องรีบก้มหน้าลง

              “อยู่กันสองคนคงไม่เป็นไรแต่เจ้าอย่าลืมว่าป้าจูก็อยู่ที่นี่ด้วย ถึงนางจะเป็นบ่าวใกล้ชิดของข้า แต่ให้นางรู้เห็นเข้าก็คงไม่ดีเจ้าเองจะพลอยเสื่อมเสีย”

              “อืม”นางที่ก้มหน้าอยู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจแต่เพราะยืนชิดกันมาก ยามพยักหน้าขึ้นลงหน้าผากของนางจึงถูอยู่ที่กลางอกของอีกฝ่ายทำให้ชายหนุ่มถึงกับใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ได้แต่ยกมือขึ้นแตะศีรษะนางเบา ๆเป็นเชิงให้รู้ว่าเขาไม่ได้ตำหนิจริงจัง

     

              แว้ด วี้ด

              เสียงร้องของนกชนิดหนึ่งดังแทรกขึ้นมาทำให้สองคนขยับออกจากกันเมื่อมองไปบนฟ้าก็เห็นว่ามีปักษาขาวเหลือบเหลืองตัวหนึ่งกำลังบินลงมามันมีขนาดใหญ่ราวครึ่งจั้ง ทั่วทั้งร่างปลดปล่อยไอวิเศษระดับเสวียนขั้นต้นออกมาชัดเจน

              มันเป็นนกหัวเล็ก หน้าผากมีขนสีแดงสดตัดกับปากยาวสีเหลืองลำคอเรียวเล็กและโค้งอย่างสง่างาม ขนตลอดลำตัวมีสีขาวเหลือบเหลืองดูงดงามอย่างมาก

              “กระเรียนเวท ?” ฝูอวี้ฉยงมองคนข้างกายอย่างแปลกใจเพราะเหมือนกระเรียนตัวนี้จะรู้จักกับชายหนุ่มเจ้าของเรือนสดับวายุอย่างดี

              “เสี่ยวหวง เป็นสัตว์ใต้พันธะของข้าเองที่พวกศิษย์พี่ชอบหาเรื่องข้า เหตุผลหนึ่งก็เพราะข้าผูกพันธะกับกระเรียนเวทระดับเสวียนขั้นต้นตัวนี้ตอนที่ออกจากสำนักบัณฑิตมังกร ข้ารีบร้อนเกินไปจึงไม่ได้พามันมาด้วยมิคาดว่ามันจะบินตามมาถึงเรือน” ชายหนุ่มบอกที่มาที่ไปของกระเรียนขนสวยตรงหน้า เจ้าเสี่ยวหวงตัวนี้ขนาดแค่ครึ่งจั้งร่างค่อนข้างผอมและเล็ก จะใช้เป็นสัตว์พาหนะเช่นเจ้าขนเทาก็คงยาก

             

              พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา

              เจ้าขนเทาตัวจิ๋วที่ออกไปโบยบินเล่นด้านนอกเมื่อเห็นกระเรียนเวทก็รีบโฉบลงมาจากฟ้าราวกับตั้งท่าจะโจมตีจนฝูอวี้ฉยงต้องกางปราการคุ้มครองเสี่ยวหวงไว้ หากการก็ผิดคาดเพราะเจ้าตัวดีขยายร่างจนใหญ่ราวครึ่งจั้ง

    แล้วเข้ามาคลอเคลียเจ้ากระเรียนเวทราวกับบุรุษชีกอ

              ฝูอวี้ฉยงทีแรกก็นึกตกใจ นึกว่าต้าขุยจะทำร้ายอีกฝ่ายพอเห็นท่าทีเกี้ยวพาราสีเข้าไป ก็ถึงกับยกมือตีหน้าผากตัวเองอย่างอ่อนใจ

              “เสี่ยวหวงของท่านเป็นตัวผู้หรือตัวเมียรึ”

              “ตัวผู้”

              “ฮ่า ๆ” ได้ยินคำตอบหญิงสาวถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจนี่เจ้าขนเทารู้ตัวอยู่หรือไม่ว่าที่มันกำลังแสดงท่าทีเจ้าชู้ใส่เป็นนกตัวผู้เช่นเดียวกับมันแล้วดูว่าเสี่ยวหวงจะไม่ค่อยชอบเจ้าขนเทานัก พอมันเข้าใกล้เสี่ยวหวงก็กรีดร้องใส่อย่างรำคาญใจ

              เอ้าเฟิงเห็นนางหัวเราะอย่างเบิกบานใจก็ถึงกับหลุดขันออกมา มิรู้ควรนึกสงสารเสี่ยวหวงหรือเจ้าขนเทาดี เสียงหัวเราะของชายหญิงที่ยืนเคียงกันสอดประสานต่างฝ่ายต่างมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไม่นานป้าจูก็เดินมาตามพวกเขาให้กลับเข้าเรือนไปรับประทานอาหารเย็นพร้อมกัน

     

              คืนนั้นเอ้าเฟิงย้ายไปนอนที่เรือนหลังอื่นส่วนเรือนสดับวายุให้ฝูอวี้ฉยงได้ใช้พักผ่อน โดยมีป้าจูคอยดูแลรับใช้ เช้าวันถัดมาเขาจึงกลับมารับประทานอาหารเช้าร่วมกันนางสองคนไต่ถามเรื่องราวกันไปมา ราวกับมีเรื่องให้พูดคุยไม่จบสิ้น หลังจากแม่เฒ่ายกจานชามไปทำความสะอาดฝูอวี้ฉยงจึงเริ่มกล่าวบางอย่างออกมา

              “วันนี้ข้าคงต้องกลับบ้านแล้ว”คำของนางทำให้คนที่กำลังยกจอกน้ำชาขึ้นจิบถึงกับชะงักไป หากพริบตาเดียวเขาก็จิบน้ำชาอุ่นๆ ในจอกต่อก่อนจะวางลง พลางสบตาอีกคนที่กำลังรอให้เขาพูดอะไรบางอย่าง

              “กลับอย่างไร นกยักษ์นะหรือ”สิ่งที่ตอบกลับมากลับกลายเป็นการถามไถ่ถึงวิธีการ ที่นางจะเดินทางกลับ ด้วยเขาเองก็ไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของนาง

              แม้เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันแต่คนเราเมื่อผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันหนหนึ่งแล้วย่อมเกิดความผูกพันต่อกันอย่างน่าประหลาด เหตุที่ทำให้ฝูอวี้ฉยงวางใจเขาและรู้สึกเหมือนทั้งสองคุ้นเคยกันดี ก็ย่อมมาจากเหตุผลนี้นี่เอง  

              “ใช่”

              “จะกลับไปก็ต้องระวังตัวให้ดี ถ้าเจอเรื่องวุ่นวายเลี่ยงได้ก็ให้เลี่ยงครั้งนี้อาจมีผลสรุปที่ดี แต่ใช่ว่าทุกครั้งจะเป็นเหมือนครั้งนี้เสมอไป”เขายังกล่าวต่อด้วยเสียงที่แสดงออกถึงความเป็นกังวล เรื่องของตระกูลไป๋หลี่อาจมีผลสรุปสุดท้ายแบบที่นางต้องการแต่หากเจอคนที่แข็งแกร่งกว่า ...เขาก็กลัวว่านางจะมีภัยจนยากรับมือ

              “ข้าจะจดจำคำท่านไว้ให้มั่น ก่อนจะกลับบ้านข้ามีสิ่งหนึ่งอยากมอบให้ท่าน”นัยน์ตาคู่กลมคล้ายมีน้ำตาคลออยู่เล็กน้อย นางไหนเลยจะไม่ตื้นตัน เมื่อได้ยินคำสั่งสอนของอีกฝ่ายที่มีแต่ความปรารถนาดีต่อนาง

              “เสี่ยวลิ่วแค่เพียงเจ้าช่วยเหลือประมุขผู้เฒ่าก็มากพอแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องมอบสิ่งใดให้ข้าอีก”สำหรับเอ้าเฟิง แม้เขาช่วยชีวิตนางไว้ แต่นางเองก็ตอบแทนกลับคืนมาหมดแล้วจากการที่นางทวงความยุติธรรมให้เขา ไหนจะเรื่องช่วยรักษาอาการของนายท่านผู้เฒ่าอีก

              นายท่านผู้เฒ่าแม้ไม่ใช่ญาติแต่ก็เหมือนญาติ ทั้งยังเป็นสามีที่ฮูหยินผู้ล่วงลับรักใคร่ นายท่านไป๋หลี่จึงมีความสำคัญต่อเขา 

              “ท่านรับมันไปเถิด อย่างน้อยข้าจะได้วางใจว่าท่านจะมีไม้ตายปกป้องตนเองยามเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น”ขณะพูดก็เอื้อมไปแตะมือของเขา หวังให้เขาไม่ปฏิเสธสิ่งที่นางต้องการมอบให้ซึ่งเขาเองก็ไม่ใจร้ายพอที่จะปฏิเสธความจริงใจของนาง เลยยอมพยักหน้ายอมรับ          

     

              รอบกายของคนทั้งสองจึงเปลี่ยนแปลงไป ฝูอวี้ฉยงกางกำแพงพรางตาในรัศมีห้าสิบก้าวรอบตัวเอ้าเฟิงจึงไม่อาจมองเห็นว่าหลังกำแพงปราณคือสิ่งใด เขาหันกลับมามองหญิงสาวร่างประโปร่งพลางสบตาถามอย่างสงสัยว่านางกำลังจะทำอะไร   

              “ท่านนั่งเดินพลังก่อน”

              เขารับคำแล้วทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิอย่างไม่คัดค้านขณะเดียวกันนั้นก็มีปราการอีกชั้นสร้างขึ้นล้อมรอบร่างของเขาหญิงสาวใช้วิธีเดียวกับที่ใช้กับประมุขไป๋หลี่ หากเอ้าเฟิงเป็นผู้มีคุณต่อนางและนับว่าเป็นหนึ่งในคนที่จริงใจต่อนางอย่างแท้จริง หญิงสาวจึงเลือกนำแก่นปราณระดับเทียนออกมาแล้วประทับด้วยยันต์ซับซ้อนใส่ลงไปในร่างของชายหนุ่ม

              ยันต์นี้จะทำหน้าที่ผนึกแก่นปราณเอาไว้ทำให้มันปล่อยกระแสพลังออกมาช้า ๆ ผนึกหลายชั้นที่ซ้อนทับกันต้องใช้การตัดผ่านระดับขั้นต่างๆ เพื่อเปิดผนึกออก หากไม่มีความสำเร็จถึงระดับที่ต้องการ แก่นปราณก็จะค่อย ๆเสื่อมพลังลงเอง

              นอกจากนี้ฝูอวี้ฉยงยังสร้างยันต์เวทเป็นตายมอบไว้ให้เขาหนึ่งชิ้นซึ่งนางได้เลียนแบบมาจากประทับที่มารดาของนางสร้างขึ้น หากสิ่งที่นางสร้างคือยันต์เวทซึ่งมีอานุภาพเหนือกว่าวันใดวันหนึ่งหากเอ้าเฟิงประสบเภทภัยจนถึงขั้นเป็นตาย ยันต์เวทนี้จะได้ช่วยรักษาชีวิตเขาให้รอดพ้นไปได้หนึ่งครั้ง

              เส้นแสงรูปแผนผังโบราณสว่างเจิดจ้ากลางหลังของชายหนุ่มก่อนที่มันจะจมหายเข้าไปใต้เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ฉับพลันทันใดก็มีเสียงอสนีสั่นสะเทือนจากเบื้องบนสัญญาณการตัดผ่านเกิดขึ้นอีกครั้งแล้วและยามนี้คือการตัดผ่านของเอ้าเฟิงที่จะเลื่อนขั้นจากปฐพีก้าวย่างสู่นภา

              ทัณฑ์สายฟ้า และเปลวเพลิงสำหรับการตัดผ่านชั้นนี้มีเพียงอย่างละหนึ่ง ทั้งยังมีความรุนแรงน้อยกว่าเมื่อครั้งที่ท่านผู้เฒ่าตัดผ่านเมื่อวานนี้

              ยิ่งยามนี้มีฝูอวี้ฉยงอยู่ด้วย ไหนเลยที่จะเกิดปัญหาขึ้นได้

              มิช้าชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้น จึงพบว่ารอบกายของเขากลับคืนสู่สภาพเดิมเรียบร้อยแล้ว

              “ขอบใจเจ้ามาก” ชายหนุ่มเอ่ยคำอย่างจริงใจเขาทราบว่าสิ่งที่มอบให้เขาสำหรับนางอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในสำนักมาอย่างยากลำบากหลายปี น้ำใจเพียงเล็กน้อยก็เปรียบเสมือนลำธารสายใหญ่ที่ต้องระลึกจดจำไปชั่วชีวิต

              “ข้าคงต้องกลับแล้วล่ะ”นางฝืนส่งยิ้มมาให้พลางเอ่ยคำอำลา ...

     

              สองคนจึงเดินเคียงกันออกมาจนถึงด้านหน้าเรือนสดับวายุตอนนี้ต้าขุยก็ยังคงบินไล่ตามเสี่ยวหวงที่บินหนีอย่างรำคาญใจ สองปักษาคลอเคล้ากลางนภาอย่างมีอิสระเสรีหนึ่งบินหนี หนึ่งไล่ตาม มิลดละ

              “ขอให้ท่านโชคดี”ร่างบางหันกลับมา มิคิดกล่าวอำลาด้วยเพราะรู้สึกใจหายหากต้องเอ่ยคำลานั้นออกมา

              “เสี่ยวลิ่วแม้วันนี้ข้ายังไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่วันหนึ่งข้าต้องหาเจ้าพบได้แน่”คำที่เอ่ยออกมาไร้พันธะเหนี่ยวรั้ง แต่กลับเป็นคำขอที่ฝูอวี้ฉยงยังรู้สึกใจสั่นบอกตามตรงนางไม่คิดผูกพันธะใดขึ้นอีก นางผ่านชีวิตมาถึงเพียงนี้ ยังคงยึดถือหลักการมิเชื่อมั่นในสวรรค์เช่นเดิม

              การที่ชะตาพาให้นางมาพบกับเอ้าเฟิงจนเกิดความผูกพันขึ้นในระยะเวลาอันสั้นทำให้นางหวาดกลัวว่าหากตนเองเผลอไผลไปเช่นเมื่อครั้งเหอวั่งวันหนึ่งนางอาจถูกสวรรค์สะบั้นด้ายวาสนาเส้นใหม่นี้ลงอีก

              เพราะความระแวงนี้ฝูอวี้ฉยงจึงคิดปฏิเสธออกไปแต่นางกลับเห็นดวงตามุ่งมั่นที่มองส่งมา ไหนเลยจะกล้าหักหาญตัดรอนน้ำใจอีกฝ่าย

              นางจึงไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้กล่าวปฏิเสธ เพียงเท่านี้บนใบหน้าคมคายก็มีรอยยิ้มเผยออกมา    

     

            หญิงสาวหันกายไปอีกทางแล้วส่งสัญญาณเรียกให้ต้าขุยลงมาจากท้องฟ้าเจ้าขนเทาถูกขัดจังหวะแม้จะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ชักช้าจนทำให้ผู้เป็นนายต้องรอ

              เจ้าตัวดีบินลงมาหยุดยืนที่พื้น แต่ยังมองไปยังเสี่ยวหวงที่บินอยู่ด้วยตาละห้อย

              “กลับบ้านได้แล้ว”นางกล่าวเพียงครั้งเดียว ต้าขุยก็เข้าใจและไม่กล้าขัดคำสั่ง มันกระโดดหันหลังแล้วกางปีกออกร่างของมันจึงขยายใหญ่ขึ้นสู่ขนาดแท้จริง หญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งบนหลังนกตัวใหญ่ ก่อนหันกลับไปมองเขาที่ยืนรอส่งอยู่ 

              “ข้าไปก่อน” จบคำนางก็แตะหลังคอของต้าขุยปักษาขนเทาจึงทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้ากว้างใหญ่ และบินตรงไปยังปลายทางที่ผู้เป็นนายปรารถนาระหว่างคนทั้งสองไร้คำอำลา หากมีสัญญาเลือนรางผูกรั้งไว้อย่างไม่อาจห้ามปราม

              แม้เวลาผ่านมาหลายเค่อแล้ว แต่ใจของหญิงสาวก็ยังไม่อาจสงบลงนางไม่รู้ว่าที่ไม่พูดปฏิเสธออกไปคือสิ่งที่ถูกต้องหรือผิดพลาดกันแน่ บางทีนางอาจหวาดกลัวเกินไปจนไม่คิดเปิดใจให้ใครใหม่

              แต่อย่างน้อยก่อนจากมานางก็ได้มอบไพ่ไม้ตายไว้คอยช่วยเหลือเขาแล้วหนึ่งอย่าง

              รอวันหน้าหากเขาหมั่นเพียรจนสามารถคลายผนึกยันต์เมื่อนั้นระดับของเขาก็อาจจะก้าวหน้าเพิ่มขึ้นจนมีความสามารถปกป้องตัวเอง...คิดได้เช่นนี้จึงพอโล่งใจหากเมื่อดวงตาของนางเหลือบมองไปที่ข้อมือของตนก็พบว่านางหลงลืมบางเรื่องไปเสียสนิท

              หญิงสาวยกมือขวาขึ้นทดลองขยับดูกลับพบว่าเชือกล่องหนยังคงดำรงอยู่วันหน้าหากเอ้าเฟิงมีความสามารถเพิ่มขึ้น และพบว่าเชือกเส้นนี้ยังอยู่อาจใช้มันตามมาพบนางจนได้

              คล้ายว่าความจงใจของฟ้าผูกรั้งนางกับเขาไว้

              เอาเป็นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอเมื่อครั้งกลับมาผีโจวนางก็เลือกเองว่าจะไม่ย้อนเวลากลับไปวันแรกที่นางก้าวข้ามไปอีกฝั่งตอนนี้นางก็ยึดถือคติเดียวกันเมื่อเชือกล่องหนสร้างขึ้นแล้วนางก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามวัฏฏะของมัน วันหนึ่งหากเอ้าเฟิงตามหานางได้จริง...ก็ต้องดูว่าเขาสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าเป็นนาง ด้วยตอนนี้นางยังสวมรูปลักษณ์ผู้อื่นไว้อยู่เลย

             

              การเดินทางบนหลังของต้าขุยสบายกว่าที่นางคิดไว้มากเพราะต้าขุยเดินทางไปมาเจ็ดย่านน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มแคว้นที่อยู่ฝั่งตะวันตกและติดกันมันก็ไปมาหมดแล้ว

              สำนักบัณฑิตมังกรนั้นตั้งอยู่กลางมหาสมุทรด้านใต้ส่วนเรือนร้อยปราชญ์ตั้งอยู่บนฝั่งแผ่นดินถัดเข้ามาซึ่งหากวัดทิศทางเรือนร้อยปราชญ์เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง  เรือนร้อยปราชญ์จะตั้งอยู่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นฉิน

              เพียงมุ่งหน้าไปทิศตรงกันข้ามก็ไม่ได้ลำบากแต่อย่างใดระยะทางแค่เกือบ ๒ พันลี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเจ้าเวหาเช่นต้าขุย ห้าวันต่อมานางก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านนอกประตูเมืองฝั่งเหนือของเมืองหลวงแคว้นฉิน

              ๖ ปีแล้วสินะที่นางจากไป วันนี้นางได้กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินเดิมอีกครั้ง...และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่นางเข้าใกล้บ้านของตนมากที่สุด

              ก้าวย่างต่อจากนี้มีสิ่งใดรออยู่การตัดสินใจเลือกกลับมาหลังเรื่องราวผ่านไปแล้ว ๖ ปี จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิดนางก็พร้อมยินดีรับผลครั้งนี้อย่างไม่คิดลังเล

     

    *****

    **ขอบคุณทุกกำลังใจและคอมเมนท์นะจ๊ะ

     

    ZHMX

    คล้ายกับเรื่องย่ำภพสยบแดน (จบ) ที่คุณอ่าน