แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 35 ต่อให้เจ้าอยากเงียบ

    ยามอาทิตย์คล้อยต่ำเหนือมหานครเทียนหลิง


    แสงสีทองแดงทอดผ่านแนวกำแพงเมืองสูงใหญ่ราวกับอสูรโบราณที่ยืนเฝ้าดินแดนมานับพันปี


    ธงของห้าสำนักใหญ่ปลิวสะบัดอยู่เหนือหอคอย


    เสียงระฆังเมืองดังแว่วเป็นจังหวะหนักแน่น


    ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าสู่เมืองจากทุกทิศทาง


    พ่อค้า


    ผู้ฝึกตน


    ขุนนาง


    นักเดินทาง


    แม้กระทั่งสัตว์อสูรเชื่องขนาดใหญ่ที่ลากเกี้ยวทองผ่านถนนหินสีดำกลางนคร


    ทั้งเมือง…


    กำลังตื่นขึ้นเพราะ “ศึกประลองใหญ่แห่งเทียนหลิง”


    และในวันนี้


    ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าสู่ “หอเมฆาเทียนหลิง”


    ล้วนเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาที่สุดในแคว้นตอนใต้


    ล้อรถม้าสีดำเคลื่อนตัวช้า ๆ ผ่านประตูเมืองหลัก


    ตราสำนักกระบี่ฟ้าครามสะท้อนอยู่บนผืนธงสีครามเข้ม


    ศิษย์สองข้างทางรีบถอยเปิดทางทันที


    “สำนักกระบี่ฟ้าครามมาแล้ว…”


    เสียงผู้คนดังแผ่วเบา


    แต่สายตาหลายคู่—


    กลับจับจ้องไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งภายในรถม้า


    หลินเสี่ยวชวน


    เขานั่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง


    สวมชุดพิธีการสีดำครามปักลายเมฆเงินที่ซ่งเทียนอวิ๋นมอบให้


    เนื้อผ้าเรียบง่าย


    แต่กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นและคมกริบ


    ราวกับดาบที่ยังไม่ถูกชักออกจากฝัก


    ลมเย็นพัดม่านรถม้าไหวเบา ๆ


    เส้นผมสีดำของเขาขยับตามสายลม


    ดวงตานิ่งสงบ


    ไม่ตื่นเต้น


    ไม่กระวนกระวาย


    ราวกับกำลังมองโลกทั้งใบจากระยะไกล


    ตรงข้ามเขา—


    หานอวี่กำลังหัวเราะเบา ๆ พลางมองผู้คนด้านนอก



    “ปีนี้คึกคักกว่าที่คิด”


    “แค่ประตูเมืองก็มีผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนพลังเต็มไปหมดแล้ว”


    มู่หรงเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย


    “สำนักเพลิงสุริยันคงส่งคนมาครบ”


    “ได้ข่าวว่าฮั่วเจินปิดด่านฝึกมาสามเดือนเต็ม”


    จินเยว่ถอนหายใจเบา ๆ


    “คนผู้นั้น…ไม่ธรรมดา”


    เมื่อชื่อ “ฮั่วเจิน” ถูกกล่าวขึ้น


    บรรยากาศภายในรถม้าก็เงียบลงเล็กน้อย


    แม้แต่หานอวี่…


    ยังหรี่ตาลงช้า ๆ


    เพราะทุกคนรู้ดี


    หากไม่มีอะไรผิดพลาด


    บุคคลผู้นั้น—


    คือผู้ถูกคาดหมายว่าจะคว้าอันดับหนึ่งของเมืองเทียนหลิง แม้แต่กระบี่เยือกแข็งหานอวี่ยังเคยพ่ายแพ้เขามาก่อน


    แต่ในขณะนั้นเอง


    สายตาของหานอวี่กลับเหลือบมองเสี่ยวชวน


    ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ


    “แต่ตอนนี้…”


    “ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้ว”


    มู่หรงเจี๋ยเลิกคิ้ว


    จินเยว่หันไปมองเช่นกัน


    เสี่ยวชวนยังคงนิ่ง


    ราวกับไม่ได้ยินบทสนทนา


    แต่หานอวี่รู้ดี


    หนึ่งเดือนที่ผ่านมา…


    คนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในสำนัก


    ไม่ใช่เขา


    แต่คือชายหนุ่มตรงหน้า


    ผู้คนด้านนอกเริ่มแน่นขึ้นเรื่อย ๆ


    สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา


    โคมแดงนับพันดวงถูกแขวนเรียงรายเหนือถนน


    แสงไฟสะท้อนพื้นหินสีดำจนดูราวกับแม่น้ำแห่งเปลวเพลิง


    กลิ่นเนื้อย่าง


    สุรา


    ชาโอสถ


    ลอยคลุ้งปะปนในอากาศ


    เสียงพ่อค้าตะโกนขายของดังไม่ขาดสาย


    เหนือท้องฟ้า—


    มีผู้ฝึกตนเหยียบกระบี่บินผ่านเป็นระยะ


    บางคนสวมชุดคลุมสีทอง


    บางคนมีสัตว์อสูรบินได้ติดตาม


    เด็กหนุ่มเด็กสาวริมถนนต่างเงยหน้ามองด้วยแววตาตื่นตะลึง


    สำหรับคนธรรมดา


    ผู้ฝึกตนระดับสูงเหล่านั้น…


    เปรียบดั่งเซียนบนฟากฟ้า


    เสี่ยวชวนเงยหน้ามองภาพนั้นเงียบ ๆ


    สายลมพัดผ่านดวงตาเขา


    และในห้วงจิต—


    เสียงแหบแห้งของเซวียนซาก็ดังขึ้นช้า ๆ


    “โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าที่เจ้าคิดมาก…”


    “นครเทียนหลิง…”


    “ก็เป็นเพียงบ่อเล็ก ๆ เท่านั้น”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบ


    แต่สายตาเขา…


    ลึกขึ้นเล็กน้อย


    ทันใดนั้น—


    เสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นจากด้านหน้า


    ผู้คนรีบถอยเปิดทางกันวุ่นวาย


    สัตว์อสูรขนาดใหญ่สามตัวลากรถศึกสีแดงเพลิงผ่านกลางถนน


    เกล็ดของมันสะท้อนแสงแดดราวกับเหล็กหลอม


    ลมหายใจพ่นควันร้อนออกมาเป็นสาย


    บนตัวรถ—


    มีสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์สีทอง


    “สำนักเพลิงสุริยัน!”


    เสียงผู้คนร้องขึ้นทันที


    บรรยากาศรอบด้านพลันร้อนระอุขึ้นอย่างประหลาด


    ม่านรถถูกเปิดออกช้า ๆ


    ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวลงมา


    ฮั่วเจิน


    ร่างสูงสง่า


    ผมสีดำแดง


    ดวงตาคมดุจเปลวเพลิง


    เพียงยืนอยู่ตรงนั้น—


    ผู้คนรอบข้างก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล


    ลมปราณร้อนแรงแผ่กระจายออกจากร่างเขาอย่างไม่คิดปกปิด


    ศิษย์หลายคนถึงกับหน้าซีด


    แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสร้างแกนพลังขั้นกลางบางคนยังขมวดคิ้ว


    ฮั่วเจินกวาดตามองรอบด้านอย่างเฉยชา


    ก่อนสายตาจะหยุดลงที่รถม้าสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    ครู่หนึ่ง—


    ดวงตาคมนั้นหรี่ลงเล็กน้อย


    ราวกับสัมผัสอะไรบางอย่างได้


    เสี่ยวชวนเองก็มองกลับไปเช่นกัน


    สายตาของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ


    ไม่มีคำพูด


    ไม่มีแรงปะทะ


    แต่บรรยากาศกลับหนักขึ้นอย่างชัดเจน


    ฟึ่บ—


    เปลวไฟสีแดงบางเบาปรากฏรอบกายฮั่วเจินชั่วขณะ


    ก่อนดับหายไป


    เขาหัวเราะเบา ๆ


    แล้วเดินจากไปโดยไม่กล่าวอะไร


    หานอวี่มองตามพลางถอนหายใจ


    “คนผู้นี้…”


    “กดดันกว่าเดิมอีก”


    มู่หรงเจี๋ยพยักหน้า


    “ได้ยินว่าเขาใกล้ทะลวงขั้นหลอมวิญญาณแล้ว”


    จินเยว่เม้มปากแน่น


    แต่เสี่ยวชวน—


    ยังคงนิ่ง


    “หึ…”


    เซวียนซาหัวเราะในจิต


    “อีกฝ่ายเริ่มสัมผัสกลิ่นเลือดของเจ้าได้แล้ว”


    “เจ้ากลัวไหม”


    เสี่ยวชวนมองเงาสะท้อนตัวเองบนหน้าต่างรถม้า


    ก่อนตอบในใจช้า ๆ


    ‘ไม่’


    ‘แต่ข้ารู้…ว่าเขาอันตราย’


    รถม้าเคลื่อนผ่านใจกลางเมืองต่อไป


    ไม่นานนัก—


    หอคอยขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นตรงปลายถนน


    หอเมฆาเทียนหลิง


    อาคารสูงเจ็ดชั้นตั้งตระหง่านเหนือใจกลางนคร


    กำแพงสีขาวเงินสะท้อนแสงอาทิตย์ราวกับสร้างจากหยก


    โคมวิญญาณนับหมื่นดวงลอยอยู่รอบตัวอาคาร


    สะพานหยกทอดยาวเหนือน้ำ


    เสียงดนตรีโบราณดังแผ่วเบาจากภายใน


    แม้ยังไม่เข้าไป—


    ก็สัมผัสได้ถึงความหรูหราและอำนาจ


    หน้าหอเมฆา—


    รถม้าของตระกูลใหญ่และสำนักต่าง ๆ จอดเรียงราย


    สัตว์อสูรหายากจำนวนมากถูกผูกไว้ด้านนอก


    เสือเพลิง


    อินทรีทอง


    กวางเขาฟ้า


    แม้แต่พยัคฆ์เกล็ดเหล็กที่พบได้ยากยังปรากฏตัว


    ผู้คนมากมายหยุดมองรถม้าสำนักกระบี่ฟ้าครามทันทีที่มาถึง


    เพราะทุกคนรู้ดี—


    สำนักนี้


    อาจไม่ใช่อันดับหนึ่งของเมือง


    แต่…


    มี “ซ่งเทียนอวิ๋น” อยู่


    ประตูรถม้าเปิดออกช้า ๆ


    หานอวี่ลงเป็นคนแรก


    ตามด้วยมู่หรงเจี๋ย


    จินเยว่


    เพ่ยเหยา


    และศิษย์คนอื่น ๆ


    สุดท้าย—


    เสี่ยวชวนก้าวลงจากรถม้า


    ลมเย็นพัดชายเสื้อเขาเบา ๆ


    แสงโคมสีแดงสะท้อนดวงตานิ่งสงบคู่นั้น


    ผู้คนรอบด้านหลายคนชะงักไปโดยไม่รู้ตัว


    เพราะชายหนุ่มตรงหน้า…


    แม้ระดับพลังจะไม่สูงที่สุด


    แต่กลับให้ความรู้สึกอันตรายอย่างประหลาด


    ราวกับดาบที่ถูกซ่อนไว้ในเงามืด


    เงียบ


    นิ่ง


    แต่พร้อมจะสังหารได้ทุกเมื่อ


    ตรงระเบียงชั้นสองของหอเมฆา


    สตรีผู้หนึ่งกำลังมองลงมาเงียบ ๆ


    ชุดสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวตามสายลม


    ใบหน้างดงามเย็นเยียบ


    ดวงตาคมฉลาดราวกับมองทะลุผู้คน


    จ้าวลู่เอ๋อร์


    “คนนั้นหรือ…”


    นางพึมพำเบา ๆ


    สาวใช้ด้านหลังโค้งตัว


    “เจ้าค่ะ คุณหนู”


    “เขาคือหลินเสี่ยวชวน”


    จ้าวลู่เอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อย


    “แปลก…”


    “ข้าเคยเห็นคนเก่งมากมาย”


    “แต่คนผู้นี้…”


    “เหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้ลึกมาก”


    ในอีกมุมหนึ่งของหอเมฆา


    เฮยเฟิงจากตระกูลเหล็กดำเองก็กำลังมองเสี่ยวชวนเช่นกัน


    ชายหนุ่มร่างสูงกำยำหัวเราะเบา ๆ


    “น่าสนใจ…”


    “กลิ่นอายแบบนี้…”


    “ไม่เหมือนพวกศิษย์ทั่วไปเลยจริง ๆ”



    ขณะเดียวกัน—


    ภายในจิตของเสี่ยวชวน


    นักพรตไร้หน้าหัวเราะแผ่วเบา


    “ผู้คนเริ่มมองเจ้าแล้ว…”


    “จำไว้…”


    “สายตาของคน…”


    “น่ากลัวยิ่งกว่าคมดาบเสียอีก”


    เสี่ยวชวนเงยหน้ามองหอเมฆาเทียนหลิงตรงหน้า


    แสงไฟ


    เสียงหัวเราะ


    สุรา


    อำนาจ


    ชื่อเสียง


    ทุกอย่างกำลังหมุนวนอยู่ภายในอาคารแห่งนี้


    และเขารู้ดี—


    ทันทีที่ก้าวเข้าไป


    ศึกที่แท้จริง…


    ก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว


     

    แสงโคมวิญญาณนับหมื่นดวงส่องสว่างเหนือหอเมฆาเทียนหลิง


    ยามค่ำคืนของมหานครเทียนหลิง…


    งดงามราวกับภาพฝัน


    แต่ภายใต้ความงดงามนั้น—


    กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น


    เสียงพิณโบราณดังคลอเบา ๆ ภายในหอเมฆา


    ควันกำยานลอยอ้อยอิ่งเหนือเสาหยกขาว


    พื้นหินผลึกสะท้อนแสงโคมจนดูราวกับผิวน้ำ


    ผู้รับใช้ในชุดสีเงินเดินอย่างเงียบเชียบ


    ทุกก้าว


    ทุกสายตา


    ทุกคำพูด


    ล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี


    นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนธรรมดา


    แต่เป็นเวทีของ


    “ผู้มีอำนาจ”


    ทันทีที่ซ่งเทียนอวิ๋นนำศิษย์สำนักกระบี่ฟ้าครามก้าวเข้าสู่ห้องโถงหลัก


    เสียงพูดคุยหลายส่วนพลันเบาลงทันที


    สายตานับไม่ถ้วนหันมามอง


    บางสายตาเฉยชา


    บางสายตาประเมิน


    บางสายตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง


    กลางห้องโถง—


    มีโต๊ะหยกขนาดใหญ่เรียงเป็นชั้นลดหลั่น


    ตำแหน่งที่นั่งแบ่งชัดเจนตามอำนาจและสถานะ


    ด้านบนสุด—


    คือที่นั่งของห้าสำนักใหญ่และสามตระกูลหลัก


    เบื้องล่างลงมา


    คือขุนนาง


    พ่อค้าระดับสูง


    ผู้ฝึกตนอิสระที่มีชื่อเสียง


    และลึกลงไปอีก—


    คือเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเมืองเทียนหลิง


    ซ่งเทียนอวิ๋นเดินด้วยท่าทีสงบนิ่ง


    ชุดคลุมสีครามเข้มพลิ้วไหวเบา ๆ


    แม้ไม่ได้ปลดปล่อยลมปราณ


    แต่เพียงการปรากฏตัวของเขา—


    ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากลุกขึ้นคารวะโดยสัญชาตญาณ


    “ผู้อาวุโสซ่ง”


    “ไม่ได้พบกันนาน”


    “ได้ข่าวว่าสำนักกระบี่ฟ้าครามปีนี้มีศิษย์โดดเด่นไม่น้อย”


    เสียงทักทายดังขึ้นต่อเนื่อง


    ซ่งเทียนอวิ๋นเพียงพยักหน้ารับเรียบ ๆ


    ไม่ได้ยิ้มมาก


    ไม่ได้วางท่า


    แต่กลับยิ่งทำให้คนเกรงใจ


    เพราะผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง…


    ไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจตลอดเวลา


    เสี่ยวชวนเดินตามหลังอาจารย์เงียบ ๆ


    สายตาเขากวาดมองรอบด้านช้า ๆ


    ตรงมุมตะวันออก—


    ชายชราร่างใหญ่ในชุดคลุมสีดำทองกำลังนั่งดื่มชา


    เพียงนั่งเฉย ๆ


    กลับให้ความรู้สึกราวกับภูเขาเหล็ก


    เฮยเจิ้นซาน


    ประมุขตระกูลเหล็กดำ


    ด้านข้างเขา—


    เฮยเฟิงกำลังหัวเราะคุยกับคนอื่นอย่างเปิดเผย


    ชายหนุ่มคนนี้แตกต่างจากผู้ฝึกตนส่วนใหญ่


    ไม่มีแววหยิ่งผยอง


    ไม่มีความเย็นชา


    แต่กลับให้ความรู้สึกตรงไปตรงมาเหมือนค้อนเหล็ก


    ข้างกันนั้น—


    สตรีในชุดดำแดงกำลังนั่งไขว่ห้างเงียบ ๆ


    ผิวขาวซีด


    ดวงตาคมดุ


    ผมยาวสีดำสนิทตกลงข้างไหล่


    เฮยเยว่


    นางเพียงเหลือบมองเสี่ยวชวนครั้งเดียว


    ก่อนหันกลับไปดื่มสุราต่อ


    แต่เพียงสายตานั้น—


    ก็เฉียบคมราวกับใบมีด


    “ผู้หญิงคนนั้นอันตราย”


    เสียงนักพรตไร้หน้าดังขึ้นในจิต


    “นางเหมือนหมาป่าที่กำลังหลับ”


    “ถ้าใครประมาท…”


    “คงถูกกัดคอขาดโดยไม่รู้ตัว”


    เสี่ยวชวนนิ่งเงียบ


    อีกด้านหนึ่งของห้องโถง—


    จ้าวเทียนหลงกำลังหัวเราะเสียงดังกับขุนนางหลายคน


    ชายวัยกลางคนผู้นี้ดูอบอุ่น


    แต่ดวงตากลับลึกล้ำจนยากอ่านใจ


    ข้างกายเขา—


    จ้าวหรงนั่งพิงเก้าอี้พลางมองผู้คนด้วยรอยยิ้มเย็น ๆ


    และไม่ไกลกัน—


    จ้าวลู่เอ๋อร์กำลังนั่งจิบชาอย่างสง่างาม


    หลายสายตาในงานแอบมองนางเป็นระยะ


    เพราะชื่อเสียงความงามและสติปัญญาของนาง


    โด่งดังไปทั่วเมืองเทียนหลิงแล้ว


    แต่ในขณะนั้นเอง—


    จ้าวลู่เอ๋อร์กลับไม่ได้สนใจชายหนุ่มคนใดในงาน


    สายตาของนาง…


    กำลังจับจ้องเสี่ยวชวนเงียบ ๆ


    ‘นิ่งเกินไป…’


    นางคิดในใจ


    ‘เด็กหนุ่มวัยนี้…ไม่ควรมีสายตาแบบนั้น’


    ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในสถานที่เช่นนี้


    มักปิดความตื่นเต้นไม่ได้


    บางคนพยายามวางท่า


    บางคนพยายามสร้างตัวตน


    บางคนเอาแต่เหลือบมองรุ่นใหญ่ด้วยความทะเยอทะยาน


    แต่เสี่ยวชวน—


    กลับเหมือนคนที่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


    นิ่งเกินไป


    สงบเกินไป


    ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้เขาหวั่นไหวได้


    “น่าสนใจ…”


    จ้าวลู่เอ๋อร์ยกถ้วยชาขึ้นช้า ๆ


    รอยยิ้มบางเบาปรากฏที่มุมปาก


    ในเวลานั้นเอง—


    เสียงประกาศดังขึ้นจากชั้นบนสุดของหอเมฆา


    “ประมุขห้าสำนักใหญ่…เข้าสู่ที่นั่งแล้ว!”


    บรรยากาศทั้งห้องโถงพลันเงียบลงทันที


    แรงกดดันมหาศาลแผ่ปกคลุมพื้นที่


    แม้แต่เหล่าอัจฉริยะยังต้องหยุดบทสนทนา


    จากบันไดหยกกลางห้อง—


    ผู้นำทั้งห้าสำนักเดินลงมาช้า ๆ


    ซ่งเทียนอวิ๋น


    ประมุขสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    หั่วหลิงซาน


    ประมุขสำนักเพลิงสุริยัน


    กงหยวนป้า


    ประมุขสำนักภูผาทมิฬ


    เฟิงชางอวิ๋น


    ประมุขสำนักวายุไร้เงา


    และ—


    มู่จิ่วอิน


    ประมุขสำนักจิตวิญญาณ


    เพียงทั้งห้าปรากฏตัว


    ลมปราณในห้องโถงก็หนักขึ้นอย่างชัดเจน


    เสี่ยวชวนหรี่ตาเล็กน้อย


    นี่คือครั้งแรก…


    ที่เขาได้อยู่ใกล้ผู้แข็งแกร่งระดับนี้พร้อมกัน


    โดยเฉพาะมู่จิ่วอิน—


    ชายชราในชุดคลุมเทาเรียบง่ายผู้นั้น


    แม้ดูเหมือนไม่มีพลังใด


    แต่กลับให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นที่สุด


    “อย่ามองนาน…”


    นักพรตไร้หน้ากระซิบ


    “คนผู้นั้น…สัมผัสจิตได้”


    เสี่ยวชวนละสายตาทันที


    จากนั้น—


    งานเลี้ยงจึงเริ่มขึ้นอย่างแท้จริง


    เสียงดนตรีดังขึ้นอีกครั้ง


    สาวใช้เริ่มนำอาหารโอสถล้ำค่าออกมา


    เนื้ออสูรระดับสูง


    สุราร้อยปี


    ผลึกจิตวิญญาณ


    แม้แต่ผลวิญญาณสีทองที่ช่วยเพิ่มลมปราณยังถูกเสิร์ฟราวกับของธรรมดา


    แต่ถึงบรรยากาศจะหรูหราเพียงใด—


    ภายใต้รอยยิ้มของทุกคน


    กลับเต็มไปด้วยการหยั่งเชิง


    ผู้แข็งแกร่งมองหาพันธมิตร


    ตระกูลใหญ่กำลังเลือกคน


    สำนักต่าง ๆ กำลังประเมินศัตรู


    และเหล่าอัจฉริยะ—


    ก็กำลังวัดกันเองเงียบ ๆ


    ฮั่วเจินนั่งอยู่ไม่ไกล


    เปลวลมปราณสีแดงจาง ๆ ลอยรอบถ้วยสุราในมือ


    เขาแทบไม่พูดกับใคร


    แต่แรงกดดันที่ปล่อยออกมา…


    กลับทำให้โต๊ะรอบข้างเงียบผิดปกติ


    เหยียนตงจากสำนักภูผาทมิฬกำลังกอดอกหลับตา


    ร่างกายใหญ่โตเหมือนหินผา


    ทุกครั้งที่เขาหายใจ


    พื้นรอบเก้าอี้จะสั่นเบา ๆ


    เฟิงลั่วจากสำนักวายุไร้เงา—


    กลับเหมือนเงาที่ไร้ตัวตน


    หลายครั้งผู้คนแทบลืมไปว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้น


    ส่วนมู่ชิงจากสำนักจิตวิญญาณ—


    กำลังยิ้มบาง ๆ พลางมองผู้คนรอบตัวเหมือนกำลังอ่านใจทุกคน


    และท่ามกลางอัจฉริยะทั้งหมดนั้น—


    เสี่ยวชวนกลับเป็นคนที่ “เงียบ” ที่สุด


    เขาไม่เข้าหาใคร


    ไม่พยายามพูดคุย


    ไม่แสดงตัว


    เพียงนั่งนิ่งอยู่ข้างซ่งเทียนอวิ๋น


    จิบชาช้า ๆ


    แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น—


    สายตาที่มองเขากลับยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ


    “เด็กนั่นคือหลินเสี่ยวชวนจริงหรือ…”


    “ได้ยินว่าเพิ่งเข้าสำนักไม่นานเพียงสองปีกว่าเท่านั้น”


    “แต่ซ่งเทียนอวิ๋นกลับพาเข้าร่วมงานระดับนี้ด้วยตัวเอง…”


    “หรือข่าวลือจะเป็นจริง…”


    เสียงกระซิบดังแผ่วไปทั่วห้อง


    ขณะนั้นเอง—


    หั่วหลิงซานหัวเราะขึ้นเบา ๆ


    “ผู้อาวุโสซ่ง”


    “ปีนี้ท่านดูมั่นใจไม่น้อย”


    ซ่งเทียนอวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นช้า ๆ


    “เด็ก ๆ ก็แค่เติบโตขึ้นเล็กน้อย”


    “ยังห่างไกลจากคำว่ามั่นใจ”


    หั่วหลิงซานยิ้ม


    ก่อนสายตาจะเหลือบมองเสี่ยวชวน


    “ข้าได้ยินชื่อเด็กคนนี้บ่อยพอสมควร”


    “หลินเสี่ยวชวน…ใช่หรือไม่”


    ทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย


    เสี่ยวชวนวางถ้วยชาลง


    ก่อนประสานมือคารวะเรียบ ๆ


    “ขอคารวะผู้อาวุโสหั่ว”


    น้ำเสียงเขาสงบ


    ไม่ต่ำต้อย


    ไม่แข็งกร้าว


    หั่วหลิงซานมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนหัวเราะเบา ๆ


    “ดี”


    “จิตใจมั่นคงกว่าเด็กทั่วไปมาก”


    แม้เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ


    แต่หลายคนในงานกลับเปลี่ยนสีหน้า


    เพราะผู้ที่กล่าวประโยคนี้—


    คือประมุขสำนักอันดับหนึ่งของเมือง


    จ้าวหรงหรี่ตาลงทันที


    มือที่ถือจอกสุราแน่นขึ้นเล็กน้อย


    ‘เด็กบ้านนอกนี่…’


    ส่วนฮั่วเจิน—


    ในที่สุดก็เงยหน้ามองเสี่ยวชวนตรง ๆ อีกครั้ง


    เปลวเพลิงในดวงตาคู่นั้น…


    ลุกโชนขึ้นเล็กน้อย


    เซวียนซาหัวเราะแหบต่ำในจิต


    “เริ่มแล้ว…”


    “ต่อจากนี้…”


    “ต่อให้เจ้าอยากเงียบ”


    “คนอื่นก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าเงียบอีกต่อไป”

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    873K 2049
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810