บทที่ 14 เจอหยกเข้าแล้ว
เช้าวันใหม่อันผิงก็ติดตามอันหยางและอาจางฝายไปร้านรับซื้อผักเถ้าแก่อู๋เหมือนเดิมแต่วันนี้ร้านหมั่นโถว ไม่มีคนนั่งเลย อันผิงนั่งอยู่ราว 1เค่อ(15นาที)เหล่าสะใภ้ก็ยังไม่มาไม่รู้หายไปไหนกัน แต่ความสงสัยของอันผิงก็ได้รับการเฉลยเมื่อแม่ค้าร้านหมั่นโถวและซาลาเปาคุยกันว่า
“วันนี้มีแต่คนซื้อกลับบ้านไม่มีมานั่งคุยที่ร้านกันเลย”
“เ้าไม่รู้อะไร เป็เพราะบ้านอันเพาะเห็ดได้ขายได้ราคาดี พวกเขาเลยไปเตรียมตัวเพาะเห็ด”
“เห็ดอะไร เหรอ”
“ข้าก็จำชื่อไม่ได้ ชื่อไม่ค่อยคุ้นหู อ้อ เ้าอยากรู้ ก็ถามเด็กสองคนนั้นสินั่นลูกของบ้านอัน”
แม่ค้าหมั่นโถวเลยหันมามองสองพี่น้อง อันหยางและอันผิงอันหยางจึงตอบออกไปว่า
“เห็ดบัวขอรับ”
“ได้ข่าวว่าชั่งละหนึ่งตำลึงเงินใช่ไหม” แม่ค้าถามเพื่อยืนยันความคิดตัวเอง แต่อันหยางทำหน้าไม่รู้เื่ราวแม่ค้าจึงหันไปถามอาจางฝายที่เดินมาหาเด็กทั้งสอง
“ใช่ๆ บ้านข้าก็เริ่มเพาะแล้ว”
“หะ ทำอย่างไรข้าจะได้ให้สามีของข้าทำบ้าง”
อาจางฝายจึงอธิบายวิธีทำให้แม่ค้าทั้งสองคนฟัง
“มิน่าล่ะ ทำไมเมื่อวานถึงมีคนขนฟาง เพราะเหตุนี้นี่เองเดี๋ยวสามีข้ามาต้องให้ไปหาฟางบ้างแล้ว”
อันผิงคิดในใจว่าน่าจะเพราะข่าวเื่เห็ดบัวกระจายไปทั่วหมู่บ้านแล้วพอพวกชาวบ้านขายผักเสร็จ ก็คงรีบกลับบ้านกัน เพื่อไปหาฟางข้าวสำหรับเพาะเห็ดบัว
เพราะไม่มีผู้คนที่ร้านหมั่นโถวอันผิงจึงชวนอันหยางกลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เหล่าสะใภ้ที่มาเมื่อวาน ก็มาอออยู่หน้าบ้านแล้วคงจะมาเอาเห็ดบัวขึ้นรา พวกเขาเตรียมใบบัวมาห่อด้วยตัวเองทีแรกอันผิงนึกว่าท่านแม่จะให้พวกเขาหยิบตามใจชอบแต่ปรากฏว่าท่านแม่แบ่งให้คนละหนึ่งกำมือเท่านั้น
อันผิงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมท่านแม่ถึงทำเช่นนี้เพราะว่ามีชาวบ้านที่ทยอยมาขอเม็ดบัวเรื่อยๆถ้าทำแบบนี้น่าจะพอมีแจกจ่ายชาวบ้านอย่างทั่วถึง อาจเพราะมีคนมาบ้านอันกันเยอะผู้ใหญ่บ้านจึงมาด้วย หรือไม่ อาจจะรู้ข่าวเื่เห็ดบัวอยู่แล้ว
ท่านแม่จึงหยุดการแจก และมาอธิบายการเพาะเห็ดให้ผู้ใหญ่บ้านฟังระหว่างนั้นอันผิงจึงใช้การค้นหาตรวจสอบผู้ใหญ่บ้านคนที่ถือว่ามีอำนาจในหมู่บ้านนี้โดยชอบธรรม ถ้าผู้นำดี ชีวิตครอบครัวก็จะไม่ลำบากแต่ถ้าแย่ก็จะได้หาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ
‘ค้นหา ผู้ใหญ่บ้านตรงหน้า’
ผู้ใหญ่บ้าน โดยส่วนใหญ่เห็นแก่ประโยชน์ของลูกบ้านแต่ไม่ถือว่าเป็คนดีมาก เพราะบางครั้งก็รับสินบน โก่งราคาค่าที่ดินเรียกร้องค่าดำเนินงานแบบทางอ้อม แต่ไม่เคยใช้อำนาจบีบบังคับเอาของผู้อื่นมาเป็ของตน
อันผิงสรุปในใจ นี่มันนิสัยของพวกนักการเมืองมีอำนาจก็แสวงหาผลประโยชน์ แต่ก็ยังดียังนึกถึงลูกบ้านและดูเหมือนท่านแม่จะรู้ถึงข้อนี้ จึงมอบเห็ดบัวหนึ่งหนึ่งกระสอบให้กับผู้ใหญ่บ้านไปจัดการแทนผู้ใหญ่บ้านไม่ปฏิเสธสักนิด
ดังนั้นเื่เห็ดบัว และการแจกหัวเชื้อท่านแม่จึงยกหน้าที่ให้กับผู้ใหญ่บ้านเป็ผู้จัดการแทน
ตรงนี้อันผิงเห็นด้วย ท่านแม่ท่านช่างฉลาดนัก หาทางเอาตัวรอดเท่านี้ที่บ้านก็จะไม่วุ่นวายแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็ได้หน้าไป
เมื่อผู้ใหญ่บ้านกลับไปแล้ว สามคนแม่ลูกจึงได้กินข้าวเช้ากันหลังจากกินเสร็จแล้ว อันหยางก็ไปบ้านอาจางฝายเพื่อใส่เมล็ดบัวในฟางข้าวที่รดน้ำไว้แน่นอนว่าอันผิงย่อมตามไปด้วย พอไปถึงอันหยางไม่ได้ลงมือเองแต่ให้จางเหล่าเป็คนทำ ส่วนเขายืนกำกับอยู่ทุกขั้นตอน
อันผิงคิดในใจว่า คงเป็เพราะครั้งแรกอันหยางทำเองคนเดียวเขาจึงคิดว่าจางเหล่าก็ต้องทำได้เหมือนตัวเอง แม้แต่ขั้นตอนรดน้ำก็ไม่ช่วยเหลือเมื่อเสร็จแล้ว เขาสังเกตเห็นว่าน้ำในโอ่งของบ้านจางเหลือน้อยแล้วบ้านจางไม่มีบ่อน้ำเป็ของตัวเอง เขาจึงชวนจางเหล่าไปตักน้ำ
พี่ชายท่านช่างมีน้ำใจมาก อันผิงลอบชมอยู่ในใจ อย่างผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กแน่นอนเขาไม่พาอันผิงไปด้วย อาจเพราะท่านแม่เคยบอกว่าแม่น้ำสำหรับเด็กเล็กไม่ปลอดภัย เพราะอาจพลัดตกน้ำ ทำให้จมน้ำได้ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ตามไปด้วยจะไม่ปลอดภัย อันผิงเลยอด
ภรรยาของอาจางฝายเหมือนจะดีขึ้น อาจเพราะมีเงินซื้อยาแล้ว ถึงแม้จะผ่ายผอมสีหน้ายังไม่สู้ดีแต่เหมือนจะมีเรี่ยวแรงขึ้นบ้าง นางจึงออกมานั่งดูเด็กหญิงสองคนเล่นกัน
เมื่อตักน้ำได้เต็มโอ่ง บ้านจางจึงกล่าวขอบคุณอันหยางเขายิ้มรับอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะกลับเขาก็หันไปย้ำกับจางเหล่าเื่ดูแลเห็ดฟางและยังบังคับให้จางเหล่าท่องให้เขาฟังอีกเรียกร้อยยิ้มบนใบหน้าซีดเซียวของสะใภ้จาง ส่วนจางชิวเหมยก็ตั้งใจฟังด้วยความสนใจส่วนจะจำได้หรือไม่ ไม่มีใครคาดหวัง
เมื่อกลับมาบ้าน ก็เจอลุงโจวกับอาจางฝายที่กลับมาจากขายเห็ดในเมืองเพราะเห็ดบัวที่บ้านลุงโจวออกดอกแล้ว หน้าลุงโจวดูยังมึนงงแต่เมื่อเห็นเด็กทั้งสอง ก็เอาของเล่นออกมาให้พร้อมกับขนมโก๋อีกคนละกล่องคงเป็ของตอบแทนสำหรับการเพาะเห็ด
อันหยางกับอันผิงกล่าวขอบคุณลุงโจว และแยกกลับเข้าบ้านไปกับอาจางฝายที่จะเข้าไปรายงานท่านแม่เื่ส่งเห็ดบัว เมื่อรายงานเสร็จก็ขอตัวกลับบ้านตนในมือของอาจางฝายก็ถือกล่องขนมโก๋เช่นกัน คงจะซื้อกลับไปให้ลูกๆ เป็แน่
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ท่านแม่ไปกับป้าโจว ลุงโจวและมีสะใภ้หลิวอีกคนที่ตอนนี้หน้าตาแจ่มใส คงเป็เพราะสามีอาการดีขึ้นแล้วพวกเขาคงจะไปหาฟางข้าวมาเพาะเห็ดเพิ่ม
อันหยางพาน้องสาวไปหลังบ้านและเขาก็เริ่มลงมือขุดดินที่อันผิงขอพรฝังหยกไว้ เมื่อเห็นอันผิงมองการกระทำของเขาอันหยางจึงบอกน้องสาวว่ากำลังหาสมบัติ แต่ให้สัญญาเกี่ยวก้อยกันไว้ก่อนว่า เป็ความลับของสองคนห้ามบอกท่านแม่
อันผิงแต่เดิมไม่ใช่เด็กเล็กอยู่แล้ว จึงไม่ได้ซักถามอะไรมากมายตกปากรับคำอย่างแข็งขัน แต่ขุดไปขุดมา ก็เจอของแข็งเข้าให้ จุดที่อันผิงฝังไว้มันมีหินขวางทางอยู่
ท่านเทพเซียน!!!! ให้มันได้อย่างนี้สิ เห็นสีหน้าหนักใจของอันหยางแล้ววันนี้เธอคงต้องขอพรแบบเร่งด่วนแล้ว ดีนะยังไม่ได้ขออะไรในวันนี้
‘ข้าขอไอเทม ให้หินที่บังกล่องหยกนั้นร่วนเหมือนดินให้อันหยางขุดมันออกมาได้โดยที่อันหยางไม่ต้องใช้แรงมาก และหยิบเอากล่องหยกออกมาไว้ในมือได้เลย’
แสงสีขาววิ่งผ่านเข้ามาในหัว เป็จังหวะที่อันหยางลองขุดอีกทีและทีนี้หินก้อนที่บังอยู่มันก็แตกออก สีหน้าของคนขุดดีใจมากเมื่อมันไม่แข็งเหมือนตอนแรกแล้ว อันหยางก็มีกำลังใจ จึงลงมือขุดต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนอันผิงนั้นโล่งอก ถึงแม้จะเสียดายพรวันนี้แต่ความเสียดายหยกกับกลัวอันหยางจะผิดหวังมีมากว่า ไม่เป็ไรพรุ่งนี้ก็ยังมีพรให้ขอได้อีก
สรุปแล้ว เพื่อหยกกล่องนี้ ต้องใช้พรไปถึงสามข้อ
สุดท้ายสิ่งที่รอคอยก็มาถึงอันหยางดูตื่นเต้นเมื่อเขากวาดหินออกมาจากหลุม แล้วเจอกล่องหนึ่งเข้าอันผิงก็ลุ้นอยู่ข้างๆ ด้วย เขาดึงกล่องนั้นออกมาจากหลุมแบบไม่ติดขัดอะไรก็นะอันผิงขอไว้แล้วนี่นา เขาเอากล่องมาวางบนพื้น หันมองซ้ายขวาด้วยความระแวง จึงรีบอุ้มกล่องหยกขึ้นพร้อมกำชับให้อันผิงตามเขาไปที่ห้องนอนอย่างเงียบๆ ห้ามส่งเสียงใดๆ
อันผิงก็ต้องปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย เพราะเห็นความเครียดของคนเป็พี่
เมื่ออยู่ในห้องนอน อันหยางจึงเปิดกล่องนั้นออกข้างในมีหินก้อนสีเขียวแวววาวอยู่ในนั้น เหมือนอันหยางจะรู้จักหยกเขาหันมาบอกน้องสาวว่านี่คือหยกด้วยเสียงที่เบามาก เหมือนกลัวใครจะได้ยินเข้าพอบอกเสร็จ เขาก็ปิดกล่องไว้ แล้วคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหัวคำนับพูดกล่าวขอบคุณท่านเซียนยกใหญ่
เมื่อท่านแม่กลับมา อันผิงก็โล่งใจเพราะไม่ต้องเห็นท่าทีหวาดระแวงของอันหยางแล้ว เห็นแล้วเธอเหนื่อยแทนเสียจริงเขารีบจูงท่านแม่เข้ามาในห้องของเขา แล้วเปิดกล่องหยกให้ดู ท่านแม่ใมากแต่ไม่ทันได้ซักถาม อันหยางก็เล่าความฝันของเขาให้ฟัง
ท่านแม่จึงทำแบบอันหยาง คุกเข่าลงกับพื้นหันไปทางูเากล่าวขอบคุณท่านเซียนที่เมตตากรุณาครอบครัวเธออันหยางยังคงอยู่ในอารมณ์เคารพท่านเซียน จึงคุกเข่าขอบคุณท่านเซียนอีกรอบอันผิงจึงต้องทำตามอีกครั้งเช่นเดียวกัน เพราะไม่อยากทำตัวแปลกแยกเกินไป
ท่านแม่เอาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดกล่องหยก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในห้องนอนตัวเองซึ่งอันหยางและอันผิงไม่ได้ตามเข้าไปด้วย ซึ่งในความคิดของอันผิง ท่านแม่ทำถูกแล้วเด็กๆ ถ้ามีเพื่อนมาเล่นที่บ้าน มักชอบอวดของต่อกันอาจจะพาเพื่อนเข้าไปยังที่เก็บสมบัติของบ้านก็เป็ไปได้
เมื่อท่านแม่ออกจากห้อง อันหยางจึงคลายความกังวลลงได้เขาจึงนึกได้ว่าท่านแม่ไปหาฟางข้าว จึงเอ่ยถามเื่นี้ขึ้นเพราะไม่เห็นท่านแม่เข็นฟางข้าวเข้ามาในบ้าน
ท่านแม่จึงเล่าให้ฟังว่า ฟางในหมู่บ้านหมดแล้วแม้แต่ชาวนาที่อยากเพาะเห็ดตามก็เสียดาย ตอนนี้ต่างไปหาตามหมู่บ้านใกล้เคียงกันลุงโจวกับป้าโจวจึงตามไปบ้าง ให้ท่านแม่กับสะใภ้หลิวกลับมาบ้านเมื่อเห็นอันหยางแสดงท่าทีเป็กังวลกลัวว่าจะไม่ได้เพาะเห็ดเพิ่มท่านแม่จึงบอกอันหยางว่าเห็ดบ้านเรายังคงออกเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าจะน้อยลงเลยเพื่อให้อันหยางคลายใจ เพราะที่บ้านตอนนี้มีถึงสองแปลง
อันผิงคิดในใจว่า อาจจะเกี่ยวกับพรดินอุดมสมบูรณ์ด้วยเป็แน่ ที่ทำให้ที่บ้านเธอยังเก็บได้เรื่อยๆเช่นนี้ แต่จะเก็บได้นานเท่าไรนะ
‘ระบบ บ้านข้าจะเก็บเห็ดฟางได้นานเท่าไร’
‘ได้ตลอดทุกฤดูขอรับเพราะพรที่ท่านขอเกี่ยวกับการเพาะปลูก ที่ดินผืนนี้ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็งามทั้งนั้นแม้แต่การเพาะเห็ดก็ด้วย เพราะดินจะส่งความชื้นขึ้นไปให้ฟางข้าวด้วย’ เป็อย่างที่อันผิงเข้าใจ ‘แต่’ พอได้ยินประโยคนี้ อันผิงถึงกับใ ระบบจะไม่หาช่องโหว่อะไรใช่ไหมอย่างเื่หินเมื่อเช้า ‘ถ้าหิมะตกอาจจะเก็บยากหน่อยขอรับ หรือจนกว่าฟางจะเปื่อยไปเอง’
อันผิงถอนหายใจ ดีว่าเป็คำอธิบายให้เพิ่มเติม ฟังจากคำพูดของระบบนั่นหมายความว่า หน้าหนาวยังเพาะเห็ดฟางได้แต่ว่าปัญหาสำคัญคือฟางเปื่อยไปตามอายุการใช้งานของมัน และตอนนี้ฟางข้าวในหมู่บ้านไม่มีแล้วแต่นับจากหลายวันที่ขายเห็ดได้ กว่าฟางจะใช้งานไม่ได้ บ้านเธออาจได้เงินหลายตำลึงทองนับๆ แล้วตอนนี้น่าจะมีราวๆ 3ตำลึงทองเชียวนะเท่านี้ก็อยู่สบายๆ ไปหลายปีแล้ว ถ้าไม่มีเื่ฉุกเฉินอะไรนะ
ตอนเย็นลุงโจวและป้าโจวก็กลับมาพร้อมกับฟางข้าวสูงเกือบจะบังหน้าลุงโจวมิดแต่ข่าวร้ายคือผู้ใหญ่บ้านให้เม็ดบัวที่เป็เชื้อราแค่บ้านสะใภ้หลิวเพราะยังไม่ได้เพาะและขอซื้อฟางข้าวจากลุงโจวเพื่อไปแจกจ่ายให้บ้านที่ยังไม่ได้เพาะเห็ดฟาง
อันผิงไม่อยากจะเชื่อว่า ผู้ใหญ่บ้านจะทำงานได้ดีขนาดนี้ถึงจะโกงกินบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังเห็นแก่ประโยชน์ของชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านแต่ว่างานนี้ลุงโจวกับป้าโจวเหนื่อยฟรี เพราะฟางข้าวขายได้แค่ 30อีแปะเอง
แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อน สมกับที่เป็คนดีจริงๆอันผิงแอบนับถือในใจ สรุปครอบครัวเธอ และครอบครัวลุงโจว จึงไปช่วยกันอยู่ที่บ้านของสะใภ้หลิวแทนเพื่อเตรียมการเพาะเห็ดในวันพรุ่งนี้ เพราะต้องรดน้ำค้างไว้ก่อนหนึ่งคืน