ราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 52 เกสรดอกหิมะจันทรา

    แต่ทันใดนั้นกลับมีกลุ่มทหารมนุษย์เงือกชุดเทาที่สวมเกราะเต็มตัวบุกเข้ามาในมือถือคันธนูขนนกเทพและปิดล้อมโดยรอบอย่างแน่นหนา

            ทหารมนุษย์เงือกชุดสีเทาเหล่านี้มีลมปราณแกร่งกล้าจิตสังหารเต็มเปี่ยม หากโจมตีพร้อมกัน เกรงว่าคนตระกูลเนี่ยที่อยู่ตรงนี้คงถูกสังหารจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา

            คนตระกูลเนี่ยตกใจจนหน้าซีด ไม่กล้าขยับตัวแม้เพียงนิด

            ราชาบัลลังก์ทมิฬหยุดชะงักและซ่อนตัวในความมืดอีกครั้งพร้อมปกป้องฟ่านเสวี่ยหลีตลอดเวลา

            มนุษย์เงือกร่างกำยำตนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “นำตัวมนุษย์พวกนี้ไปตำหนักหลิงเซียว!”

            จิตสังหารอันเดือดพล่านของมนุษย์เงือกตนนี้ดูโหดเหี้ยมอย่างยิ่งอีกทั้งยังฝึกฝนจนซึมซับเข้าไปในเลือดลม ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เกรงว่าคงเคยสังหารมนุษย์มาอย่างต่ำหลายสิบคนแล้ว

            คนตระกูลเนี่ยต่างตัวสั่น มนุษย์เงือกตนนี้แข็งแกร่งกว่าองครักษ์มนุษย์เงือกก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัดอีกทั้งท่าทางไม่ฟังคำอธิบายนี้ยังทำให้พวกเขาไม่กล้าคิดต่อต้านแม้แต่น้อย ได้เพียงเดินตามไปอย่างเชื่อฟังสายตาเปี่ยมด้วยความกังวล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้คืออะไรกันแน่

            ในขณะเดียวกันพวกเขายังเหล่มองไปที่ฟ่านเสวี่ยหลีช่างน่าเสียดายนัก อีกนิดก็ทำให้เจ้าหมอนี่คุกเข่าอ้อนวอนได้แล้ว

            ฟ่านเสวี่ยหลีปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คนและเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆเขาอยากรู้ว่าเผ่ามนุษย์เงือกเหล่านี้คิดจะทำสิ่งใด

            พวกเขาไปถึงตำหนักหลิงเซียวอย่างรวดเร็ว ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาที่นั่งอยู่ตรงหน้าสุดมีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาด้านขวามือก็มีมนุษย์เงือกชุดเทาอยู่มากมาย ซึ่งมีเงือกน้อยที่ฟ่านเสวี่ยหลีเคยเจอรวมอยู่ด้วย

            ตำแหน่งทางซ้ายเป็นมนุษย์เงือกชุดเขียวจำนวนหลายสิบตนที่นั่งอยู่บนที่สูงเมื่อเห็นการมาถึงของมนุษย์เหล่านี้ก็เผยสายตาพึงพอใจ

            แม่ทัพมนุษย์เงือกชุดเขียวตนหนึ่งพยักหน้าแล้วพูดว่า “เผ่ามนุษย์เหล่านี้ถือว่าไม่เลว ดี! ขอเพียงพวกข้าชนะก็จะเลือกมนุษย์เหล่านี้มาเป็นทาสได้”

            สายตาอันกำเริบเสิบสานของเขากวาดมองมาราวกับเห็นมนุษย์เป็นเชลยของตนแล้ว

            ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดสีเทาที่อยู่กลางตำหนักพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ทัพชิง การเสวนาศาสตร์ของพวกเราทั้งสองเผ่าก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!”

            เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองมา เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ไม่มีความสำคัญต่อเขาแม้แต่น้อยเป็นเพียงรางวัลการประลองเท่านั้น

            เมื่อคนตระกูลเนี่ยได้ยินเช่นนี้ก็สีหน้าเปลี่ยนทันทีหากอนาคตพวกเขาถูกจับเป็นทาส เกรงว่าชีวิตจะมืดมนอย่างแท้จริง ตอนนี้พวกเขาต่างสีหน้าตื่นกลัวแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

            กระทั่งมีตระกูลเนี่ยบางคนจ้องมองเนี่ยชิวอวี่อย่างเคียดแค้นในใจคิดว่าหากมอบตัวเนี่ยชิวอวี่ไปเร็วกว่านี้ ไม่แน่เงือกชุดเทาเหล่านี้อาจช่วยพูดแทนพวกเขาก็เป็นได้

            แม่ทัพชิงก็เดินเข้าไปกลางตำหนักอย่างเย้ยหยัน ในมือถือเกสรดอกหิมะจันทราและพูดอย่างเฉยเมยว่า“หัวข้อที่พวกข้าเผ่ามนุษย์เงือกชุดเขียวตั้งขึ้นคือ รูปลักษณ์ที่แท้จริงของดอกไม้นี้คืออะไรอะไรคือหนทางสู่อายุขัยอันยืนยาว หากพวกเจ้าตอบได้ พวกข้าเผ่ามนุษย์เงือกชุดเขียวก็จะยอมแพ้พวกเจ้าเผ่าชุดเทาก็จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานเสวนาศาสตร์แดนห่วงหยกทรายทะเล”

            เขามั่นใจว่าผู้คนตรงหน้าอย่าว่าแต่หนทางสู่อายุขัยอันยืนยาวเลยแม้แต่รูปลักษณ์ที่แท้จริงของเกสรดอกหิมะจันทรานี้ก็ไม่อาจมองออก

            พวกเขาต้องชนะการประลองครั้งนี้แน่นอน

            สายตาของเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาทุกคนต่างจับจ้องไปที่ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาเห็นได้ชัดว่าด้วยทั้งประสบการณ์ ความรู้และตบะแล้ว เขาเป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว

            ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทารวบรวมสมาธิแล้วค่อยๆ เดินไปกลางตำหนักสายตาของเขาส่ายไหว พลันมีปราณแห่งความว่างเปล่าเปล่งประกายขึ้น พร้อมกับจ้องมองไปที่เกสรดอกหิมะจันทรา

            เมื่อเห็นเช่นนี้ มนุษย์เงือกชุดเทาตนอื่นๆก็เริ่มเผยความมั่นใจเล็กน้อย เนื่องจากเนตรแห่งความว่างเปล่าของผู้นำมีพัฒนาการขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดได้อย่างราบรื่นแน่นอน

            แต่สีหน้าของแม่ทัพชิงกลับเปี่ยมด้วยความดูถูก เนตรแห่งความว่างเปล่าของอีกฝ่ายเป็นเพียงวิชาธรรมดาเท่านั้นแล้วจะมองออกได้อย่างไร

            ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาจ้องมองอยู่หนึ่งถ้วยชา ดวงตาล้าจนน้ำตาไหลสุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจพูดว่า “ความสามารถของข้าไม่เพียงพอ ไม่อาจมองเห็นร่างที่แท้จริงของมันรบกวนท่านช่วยชี้แนะได้หรือไม่”

            เห็นได้ชัดว่าเขายอมแพ้แล้ว แต่ถ้าอีกฝ่ายตอบไม่ได้เช่นเดียวกันก็ไม่ถือว่าชนะ

            แม่ทัพชิงส่ายหน้าอย่างเย้ยหยันแล้วพูดว่า “มันคือปีศาจแห่งดอกจันทราซานจ่วน ไม่เห็นเงาจันทร์ ไม่เห็นดอกไม้ ไม่เห็นใจคนส่วนใจคนคือสิ่งใด มันไม่ใช่การท่องคาถา ใช้วิชาหรือการหลอมโอสถกินยา แต่จิตที่กระจ่างและบริสุทธิ์ต่างหากคือใจคนมีเพียงเช่นนี้จึงบรรลุวิถีแห่งธรรมชาติ และเปิดหนทางสู่อายุขัยยืนยาว ซึ่งสิ่งนี้ก็คือปีศาจแห่งดอกจันทราและหนทางสู่อายุขัยยืนยาว”

            ขณะที่เขาพูดนั้น น้ำเสียงมีกลิ่นอายสูงส่งและหยิ่งทะนงอย่างบอกไม่ถูก

            ทันทีที่พูดเช่นนี้ เหล่ามนุษย์เงือกชุดเทาก็ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนเห็นได้ชัดว่าการเสวนาศาสตร์ของแม่ทัพชิงเหนือชั้นกว่าพวกเขา อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจต่อวิถีแห่งการบ่มเพาะของพวกเขาด้วย

            ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาสีหน้าเปลี่ยนทันทีถึงแม้เขาไม่อาจมองรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเกสรดอกหิมะจันทราออก แต่คำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาสติหลุดอย่างสมบูรณ์แล้ว

            ไม่ใช่การท่องคาถา ใช้วิชาหรือการหลอมโอสถกินยา การที่วิถีเป็นวิธีได้นั้นหาใช่การอาศัยวัตถุภายนอกแต่เป็นจิตใจที่นิ่งสงบถึงสามารถบรรลุถึงวิถีแห่งธรรมชาติได้อย่างแท้จริง

            คำพูดนี้ราวกับเบิกปัญญาและเปิดประตูแห่งการเสวนาศาสตร์ให้พวกเขาผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาเพิ่งเข้าใจว่าสิ่งนี้คือสาเหตุที่เขาไม่พบหนทางที่ถูกต้องมาโดยตลอด

            “เจ้ามีข้อโต้แย้งอะไรต่อการเสวนาครั้งนี้หรือไม่”เมื่อเห็นผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาเผยสีหน้าเช่นนี้ออกมา แม่ทัพชิงจึงได้ใจยิ่ง

            คำพูดเมื่อครู่นี้เป็นสิ่งที่เขาบังเอิญได้ยินจากเกสรดอกหิมะจันทราที่กระซิบต่อดวงจันทร์หลังจากที่เขาได้รับมันมาเขาจึงจดจำเอาไว้แล้วนำมาใช้ที่นี่

            ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาถอนหายใจยาว ใบหน้าราวกับชราลงสิบปีเขาพูดขึ้นมาว่า “วิถีอันยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหน้า พวกข้าได้รับการชี้แนะแล้ว และยอมรับความพ่ายแพ้”

            หลังจากที่เขาพูดจบก็รู้สึกเหมือนความทะเยอทะยานของตนถูกทำลายจนหมดสิ้นเพราะเขาพบว่าตนช่างห่างไกลจากวิถีที่แท้จริงเหลือเกิน

            แต่ตอนนี้ดวงตาของฟ่านเสวี่ยหลีกลับเปล่งประกาย

            แม้แต่สายตาปรมาจารย์ปรุงยาของเขายังไม่อาจมองเห็นร่างจริงของเกสรดอกหิมะจันทราซึ่งนี่เพียงพอแสดงให้เห็นถึงความพิเศษของมันแล้ว เขาจึงชื่นชมอย่างอดไม่ได้

            แต่เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ของที่วิเศษเช่นนี้กลับตกอยู่ในมือของแม่ทัพชิงที่ไม่รู้จักคุณค่าของมันช่างเสียของสิ้นดี

            ฟังจากคำพูดเมื่อครู่นี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าแม่ทัพชิงผู้นี้ไม่มีความเข้าใจแม้แต่น้อยแค่จดจำโดยไม่เข้าใจถึงแก่นแท้

            แม่ทัพชิงรู้สึกได้ใจอย่างยิ่งและพูดขึ้นมาว่า “ในเมื่อพวกเจ้ายอมแพ้ด้วยความจริงใจ ข้าก็จะไม่ทำให้พวกเจ้าลำบาก ส่วนมนุษย์เหล่านี้ข้าสามารถเลือกไปเป็นทาสได้แล้วใช่หรือไม่” เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทามีวิชาลับที่สามารถผนึกตบะของมนุษย์ครั้งนี้เขาจึงคิดจะพามนุษย์เหล่านี้กลับไปเพื่อศึกษาวิชาลับนั่น

            “เชิญท่านแม่ทัพ” ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาพูดอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความท้อแท้

            แม่ทัพชิงยิ้มอย่างเย็นชาแล้วกวาดสายตามองมนุษย์เหล่านี้ทันใดนั้นม่านตาของเขาหดตัว เขามองไปที่เนี่ยชิวอวี่แล้วยิ้มมุมปากอย่างตื่นเต้น“ข้าจะเอามนุษย์ผู้นั้น ใช้นางเป็นสาวใช้อุ่นเตียงก็ไม่เลว”

            เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้พบหญิงสาวที่มีบุคลิกโดดเด่นในที่แห่งนี้ขณะที่เขาพูดราวกับจะมีน้ำลายไหลพรากทุกเมื่อ

            ต้องรู้ว่าเนี่ยชิวอวี่มีบุคลิกเลิศตั้งแต่แรกแล้วและหลังจากปลุกสายเลือดนักปรุงยาก็ราวกับเกิดใหม่ ร่างกายเหมือนถูกถอดรกเปลี่ยนกระดูกบุคลิกจึงยิ่งโดดเด่น เขาจึงถูกดึงดูดเป็นธรรมดา

            เมื่อเนี่ยชิวอวี่เห็นเช่นนี้ก็สีหน้าเปลี่ยนทันที!

            ‘เพราะข้าอีกแล้วหรือ’ เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่ตามหาคนแจวเรือปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะคนแจวเรือเหล่านั้นหลงใหลในรูปโฉมของนาง นางจึงรู้สึกเสียใจที่เกิดมาพร้อมรูปโฉมเช่นนี้

            ถึงแม้ตอนนี้พลังของนางและฟ่านเสวี่ยหลีจะฟื้นฟูกลับมาแล้วแต่ต่อให้มีราชาบัลลังก์ด้วยก็ไม่สามารถรับมือกับมนุษย์เงือกจำนวนมากมายเช่นนี้ได้ครั้งนี้ทำให้ฟ่านเสวี่ยหลีลำบากแล้ว!

            “หึๆ ดูท่าจะไม่เต็มใจสักเท่าไร”แม่ทัพชิงยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันแล้วพูดว่า “ข้าไม่เคยบังคับฝืนใจผู้อื่นอยู่แล้วแต่ถ้าเจ้าไม่ยอม สหายมากมายของเจ้าจะต้องลงหลุมพร้อมกับเจ้าแน่นอน แต่ถ้าเจ้ายินยอมข้าจะให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างกินหรูอยู่สบาย มอบสมบัติให้เจ้าและได้ควบคุมเหล่าปีศาจเจ้าคิดว่าอย่างไร”

            เขาใช้อำนาจข่มขู่และล่อลวงด้วยผลประโยชน์ เขาไม่เชื่อหรอกว่าหญิงสาวผู้นี้จะหลุดรอดจากกำมือของเขาไปได้

            เมื่อฟังจนถึงตรงนี้ เนี่ยชิวอวี่ก็ก้มหัวลงราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้

            ก้มหน้าลงราวกับทำหูทวนลม

            เมื่อคนตระกูลเนี่ยที่อยู่โดยรอบเห็นเนี่ยชิวอวี่ยังคงไม่ยินยอมก็ใจปั่นป่วนและเกือบจะด่าทอนางหากพวกเขาต้องพบกับหายนะที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน ตัวการทั้งหมดนี้ก็คือเนี่ยชิวอวี่!

            ขณะที่แม่ทัพชิงกำลังจะเดินไปข้างหน้า ทันใดนั้นเนี่ยชิวอวี่ก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “ข้าตกลง แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง!” สายตาของนางแน่วแน่ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “พูดมาเถิด ข้าจะรับปากแน่นอน!”แม่ทัพชิงประหลาดใจ รอยยิ้มเย้ยหยันตรงมุมปากลุ่มลึกยิ่งขึ้น

            ตอนนี้คนตระกูลเนี่ยทั้งหลายแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง!

            ที่แท้ก่อนหน้าเนี่ยชิวอวี่ยังไม่ยอมเพราะรอต่อรองเงื่อนไข!

            พวกเขาโกรธแค้นจนขบฟัน ที่แท้พวกเขาก็ถูกเนี่ยชิวอวี่หลอกมาตลอด! หญิงสาวนางนี้ช่างแสดงเก่งเสียจริง!

            ทันใดนั้นเนี่ยชิวอวี่ก็ชี้ไปที่ฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดว่า “โปรดปล่อยเขาไป” นางหันกลับไปมองฟ่านเสวี่ยหลี พร้อมกับน้ำตาที่เกือบไหลรินออกมา

            นี่เป็นการตัดสินใจที่จริงจังที่สุดของนาง และเป็นการตอบแทนที่นางมอบให้กับฟ่านเสวี่ยหลี

            นางเตรียมใจตายแล้ว

            “ไม่มีปัญหา” แม่ทัพชิงเผยสายตาเย็นเยือก แม้ภายนอกเขาจะตอบตกลง แต่ในใจได้ตัดสินโทษตายให้ฟ่านเสวี่ยหลีแล้วสำหรับเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสัญญาหรือเงื่อนไขใดๆ ก็ล้วนเป็นคำลวง ขอเพียงให้หญิงสาวนางนี้จำใจปรนนิบัติเขาสักครั้งได้ลองของสดสักหน่อยก็เพียงพอแล้ว

            แม่ทัพชิงหันหลังแล้วปัดฝุ่นบนไหล่ออก และพูดกับผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาอย่างหยิ่งยโสว่า “ข้าคือผู้ชนะการเสวนาศาสตร์ในครั้งนี้ ข้าย่อมมีสิทธิ์เลือกทาส ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าปล่อยชายหนุ่มคนนั้นไปเถิด”

            ทันใดนั้นทุกคนต่างจ้องมองไปที่ฟ่านเสวี่ยหลี สายตาของคนตระกูลเนี่ยเปี่ยมด้วยความอิจฉาริษยาส่วนมนุษย์เงือกชุดเทาเหล่านั้นก็เปี่ยมด้วยความดูถูกเยาะเย้ย หญิงสาวนางหนึ่งยอมพลีกายเพื่อเขาเขายังมีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตอีกเหรอ

            ขณะที่เผชิญหน้ากับสายตานับไม่ถ้วน ฟ่านเสวี่ยหลีกลับเดินออกมาแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าเป็นผู้ชนะการเสวนาศาสตร์ในครั้งนี้”

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน