ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๙๔ ป้ายมังกรเหิน (re-edition)

            เสียงวิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานหิน ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์กว่าห้าพันคนยืนอยู่หน้าตำหนักมังกรคำรน ทั้งยังมีผู้สังเกตการณ์จากสำนักต่างๆ มาเฝ้าดูกันอย่างเนืองแน่น .. การติดลำดับแปดคนสุดท้ายในงานประลองยุทธ์ เป็นสิ่งที่ทุกสำนักล้วนต้องการ

            ฮ่ะ แฮ่มมม .. เสียงกระแอมขององค์ชายมังคละดังขึ้น

            ฮ่ะ แฮ่มมม .. ฮ่ะ แฮ่มมม .. เสียงกระแอมซ้ำ บรรดายอดยุทธ์จึงให้ความสนใจเงียบเสียงลง .. องค์ชายมังคละกล่าวว่า “ก่อนอื่น มารับทราบกติกากันก่อน ..”

            “สิ่งนี้ .. คือ ..” องค์ชายมังคละนำวัตถุออกมาจากอกเสื้อแล้วยกชูขึ้น ลักษณะเป็นแผ่นโลหะห้าเหลี่ยม มีสีแดงเข้มสูงราวฝ่ามือ ภายในสลักด้วยลวดลายสีทอง เป็นตัวมังกรสยายปีกกางกรงเล็บดูงามสง่า

            “.. ป้ายมังกรเหิน” องค์ชายมังคละยกยิ้ม กล่าวต่อ “.. ยอดยุทธ์อายุไม่เกินสิบเก้าขวบปีผู้ใด ถือป้ายลักษณะเช่นนี้ มาแสดงตัวที่นี่ .. พรุ่งนี้ .. เวลานี้ .. ก็มีสิทธิ์ขึ้นเวทีสัปปะยุทธ์ได้”

            อ่าาา .. ทุกคนจ้องมองป้ายในมือองค์ชายมังคละ เพียงครอบครองป้ายเช่นนั้น ก็สามารถร่วมการประลองยุทธ์

            มังคละกล่าวว่า “ข้าจัดเตรียมป้ายเช่นนี้ .. เอาไว้ถึงหกสิบสี่ป้าย ..”

            เสียงครางฮือ .. หกสิบสี่ป้าย ! ป้ายเช่นนั้นมีถึงหกสิบสี่ป้าย

            กติกาคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันช่างเรียบง่าย เพียงแสดงป้ายอันนั้นก็สามารถเข้าร่วมการประลองได้ .. เหล่ายอดยุทธ์ผู้เยาว์พูดคุยกันอื้ออึง ..

            “อ่า .. เพียงได้ป้ายอันนั้นมา ก็จะมีสิทธิ์ขึ้นเวทีประลอง”

            “เรื่องง่ายดายเพียงแค่นี้ .. คู่ควรให้ผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นข้าลงมือกระทำหรือไม่ .. ฮา”

            “สำนักเราสมควรครอบครองสักสิบป้าย .. แปดลำดับสุดท้าย ไม่หนีไปไหนแล้ว ฮี ฮี”

            อุทัยรับฟังถึงกับคิ้วขมวด .. หากผู้มีสติครบถ้วนพึงเข้าใจว่า จากผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่าห้าพันคน มังกรฟ้าเทพยุทธ์ต้องการเพียงหกสิบสี่คนเท่านั้น

            “ข้ามีคำถาม” เสียงอันเยาว์วัยแต่ทรงอำนาจของยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง

            องค์ชายมังคละกวาดสายตามายังต้นเสียง “ท่านผู้นี้ ...” มันครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านคงเป็นศิษย์เอกของ .. ผู้เฒ่ากระบี่ทลายนภา .. นับถือ นับถือ”

            ศิษย์ของกระบี่ทลายนภา ! เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ ผู้รั้งยอดฝีมือลำดับหกในทำเนียบยอดยุทธ์ !!!

            ใช่แล้ว .. สำนักกระบี่สวรรค์ .. หนึ่งในสี่สำนักเสาหลักแห่งยุทธภพ เพลงกระบี่ของสำนักนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั้งทวีป หากพวกมันบอกว่า กระบี่ของมันคือลำดับสองของแผ่นดิน คงไม่มีสำนักใดกล้าแสดงตัวเป็นอันดับหนึ่งแล้ว

            ส่วนเจ้าสำนักคนปัจจุบันคือ ‘กระบี่ทลายนภา’ ลำดับหกของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ

            ในกลุ่มยอดยุทธ์รุ่นเยาว์มีเสียงฮือฮา พร้อมเสียงกล่าววิพากษ์ ..

            “หรือ .. เป็นมันผู้นี่ ที่กระบี่ทลายนภารับเป็นศิษย์ เมื่อสิบกว่าปีก่อน”

            “อึ่มมม .. ใช่แน่แล้ว ขณะนั้นมันเพียงเริ่มหัดเดิน ท่านผู้เฒ่าเห็นถึงพลังพิเศษในกายมัน จึงรับมันไว้เป็นศิษย์”

            “อย่าเห็นมันเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าใส ได้ยินว่าพลังฝีมือของมันสูงล้ำเกินธรรมดา”

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้นี้ ก็คือ ผู้ที่กระบี่ทลายนภารับเป็นศิษย์เมื่อสิบห้าปีก่อน ขณะนั้นมันมีอายุเพียงสามขวบเศษ แต่มีพรสวรรค์เชิงยุทธ์อันลึกล้ำ

            มันมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาเย่อหยิ่ง สวมชุดประจำสำนักสีเขียว สะพายกระบี่ที่ด้านหลัง รูปลักษณ์งามสง่าสมเป็นยอดยุทธ์แห่งยุค

            นามของมันคือ .. นาธา .. ฉายา กระบี่หน้าหยก .. ที่ด้านหลังยังมีศิษย์ร่วมสำนักกระบี่สวรรค์ติดตามมาอีกห้าคน

            กระบี่หน้าหยก กล่าวว่า “ท่านบอกว่ามีป้ายเช่นนั้นอยู่หกสิบสี่ป้าย ใช่หรือไม่”

            องค์ชายมังคละพยักหน้า ตอบว่า “ถูกต้อง .. มีถึงหกสิบสี่ป้าย ..”

            กระบี่หน้าหยก กอดอกอย่างถือดีกล่าวต่อว่า “หากแม้นตัวข้า และหลานศิษย์ทั้งห้า สามารถครอบครองป้ายเหล่านั้น .. ทั้งหมดก็สามารถขึ้นเวทีประลองได้ใช่หรือไม่ ฮา ฮา”

            คำกล่าวนี้ทำผู้ที่ได้ยินถึงกับอึ้ง .. ไม่คิดว่าศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์มั่นใจในวิชาฝีมือถึงเพียงนั้น พวกมันต้องการขึ้นเวทีประลองทั้งหกคน

            ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของบุคคลผู้หนึ่งดังขึ้น มันยืนห่างออกไปหลายสิบก้าว คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์

            ตำหนักเทพยุทธ์ .. สำนักลำดับหนึ่งแห่งโอริสา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับราชสำนักอย่างแนบแน่น

            ศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ผู้นั้นกล่าวว่า “เพียงป้ายเดียว พวกเจ้ายังไม่รู้จะได้มาหรือไม่”

            ฮา ฮา ฮี .. กลุ่มศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์หัวเราะร่า ด้วยวาจาอวดดีของศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ ทั้งยังวางท่าหยิ่งผยอง ทำพวกศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ยิ่งไม่พอใจ เมื่อมีโอกาสจึงหัวเราะหยามหยันเป็นการสั่งสอน

            ศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ได้ยินเช่นนั้นจึงหันกลับมามองตาขวาง .. นี่เป็นการกระทบกระทั่งของผู้เยาว์จากสำนักใหญ่ หามีบุคคลอื่นกล้ามาสอดมือยุ่งเกี่ยวไม่

            ทันใดนั้น องค์ชายมังคละใช้พลังปราณตวาดลั่น “รัชชะ .. หุบปากสุนัขของเจ้า อย่าเสียมารยาทกับผู้มาเยือน ..”

            ยอดยุทธ์ศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ นามรัชชะสะดุ้งโหยง มันรีบย่อตัวชันเข่าลง ก้มศีรษะยกมือประสานตอบกลับมาว่า “ขอรับ .. ท่านมังกรฟ้า”

            องค์ชายมังคละส่งสายตาตำหนิศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ซึ่งเป็นคนของมัน ศิษย์ที่เหลือรีบปฏิบัติตามรัชชะ พวกมันย่อตัวชันเข่าลง ทั้งยังก้มศีรษะยกมือประสานโดยพร้อมเพรียง

            กลุ่มศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ทำหน้าพยักพเยิด เห็นพวกศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ถูกตำหนิ ยิ่งทำให้มันรู้สึกยินดี

            องค์ชายมังคละหันกลับมากล่าวกับกระบี่หน้าหยก “ขอตอบคำถามศิษย์เอกสำนักกระบี่สวรรค์ก่อน ..”

            ทุกคนในสถานที่ต่างให้ความสนใจ องค์ชายมังคละกล่าวต่อว่า “ไม่ได้มีการจำกัดจำนวนของแต่ละสำนักเอาไว้”

            ศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ผู้หนึ่งโพล่งออกมา “เช่นนั้น พวกข้าทั้งหมด ก็มีสิทธิ์ขึ้นเวทีประลอง .. ฮา ฮา”

            องค์ชายมังคละยิ้มตอบ “ถูกต้อง .. ใครก็ตามที่ครอบครองป้ายมังกรเหิน คนผู้นั้นย่อมมีคุณสมบัติในการประลองยุทธ์วันพรุ่งนี้ ..”

            ไม่ทันเสียงหัวเราะของศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์จางหาย เสียงใสกังวานราวกระดิ่งแก้วของสตรีก็ดังขึ้น “ขอคารวะ .. ท่านมังกรฟ้า ..” บุรุษทั้งลานหินหันมามองหาต้นเสียงกันเกรียว

            สตรีผู้นั้นยังกล่าวต่อด้วยมารยาทอันดีงามว่า “ผู้เยาว์ .. ตัวแทนเรือนจิตจำรัส มีคำถามอันโง่เขลา ขอเรียนถามท่านมังกรฟ้า” นางคือหนึ่งในสามศิษย์เรือนจิตจำรัส ยังมีผ้าขาวบางปิดบังวงหน้าจากสายตาของผู้คน

            องค์ชายมังคละยิ้มอย่างชื่นชม แล้วกล่าวว่า “แม่นางน้อย เชิญ ..”

            แม่นางน้อยเรือนจิตจำรัสกล่าวถามว่า “การแข่งขันในวันพรุ่งนี้มีการจัดรูปแบบใด”

            องค์ชายมังคละกล่าวว่า “แม่นางน้อยท่านนี้ คงมีวิชายุทธ์สูงส่ง มองเห็นการยึดครองป้ายมังกรเหิน เป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ..” มันหยุดครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “.. ท่านคงคือ .. กระบี่กระจ่างจิต .. ท่านหญิงอุษา .. ฮา ฮา”

            ฮือออออ .. เสียงครางฮือจากรอบข้าง แม่นางผู้นี้คือกระบี่กระจ่างจิต ศิษย์ผู้มีฝีมือโดดเด่นของเรือนจิตจำรัส

            วันฉลองแสดงอาการเคลิบเคลิ้ม “อ่าาาา .. น้ำเสียงช่างไพเราะ .. เป็นนาง .. เป็นนางจริงๆ”

            อยาลองเห็นท่าทีผิดปกติของเกลอใหม่ จึงกล่าวว่า “อันใด พี่ท่าน .. กระบี่กระจ่างจิต นางคือใคร ..”

            วันฉลองตอบราวคนละเมอ “งดงามแสนบริสุทธิ์ .. ดุจดั่งเทพธิดา จุติมาจากฟากฟ้าแดนสวรรค์ ..”

            อยาลอง “...” ความงามเช่นไรถึงทำบุรุษลุ่มหลงได้ถึงเพียงนี้ มันรีบชะเง้อมองหาหญิงงามโดยทันใด

            กระบี่กระจ่างจิตยิ้ม ยกมือขึ้นคารวะ กล่าวเสียงใสว่า “มังกรฟ้าเทพยุทธ์ .. มีสายตาเฉียบคม ผู้เยาว์นับถือยิ่งนัก ..”

            องค์ชายมังคละกล่าว “เห็นแก่กิริยาอันนอบน้อม จะกล่าวให้ทราบเพียงเล็กน้อยว่า .. การแข่งขันวันพรุ่งเป็นการจับคู่สัปปะยุทธ์ ส่วนรายละเอียดนั้น พรุ่งนี้ท่านค่อยมารับฟัง ก็ยังไม่สาย .. ฮา ฮา”

            ทันใดนั้นมีเสียงอันห้าวหาญตะโกนออกมา “ฟังดู .. เหมือนป้ายมังกรเหินอะไรนั้น .. จะถูกจับจองโดยสำนักใหญ่มีชื่อไว้หมดแล้ว” ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา มันมีรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเป็นมัดๆ ไว้หนวดเคราหร็อมแหร็ม ใบหน้าแก่กว่าวัย

            ยอดยุทธ์ผู้นั้นกล่าวต่อ “สำนักเก้าพยัคฆ์ ไม่ยินยอมเป็นเพียงไม่ประดับในการประลองยุทธ์ครั้งนี้”

            ยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่งกล่าวเสียงดังเป็นการสนับสนุน “ถูกต้อง ! สำนักดาบอัคนี ก็ไม่ยินยอมเช่นกัน”

            ยอดยุทธ์อีกหลายคนกล่าวเห็นด้วย “ใช่ ! น้องชายผู้นี้พูดถูก สำนักใหญ่จะมาจับจองกันก่อนได้อย่างไร” .. ยอดยุทธ์จากหลายสำนักต่างแสดงความไม่พอใจ เกิดการประท้วงขยายตัวออกไปโดยรอบ

            องค์ชายมังคละรีบกล่าวว่า “เอาล่ะ .. เอาล่ะ .. ยอดยุทธ์ทุกท่าน ไม่มีการจับจองใดๆ ทั้งสิ้น .. การแข่งขันต้องจัดขึ้นอย่างเป็นธรรม โดยแน่นอน”

            ยอดยุทธ์สำนักดาบอัคนีผู้เดิมกล่าวถาม “อย่างไรที่ท่านกล่าวว่า .. เป็นธรรม”

            องค์ชายมังคละยิ้มแล้วกล่าวว่า “.. ผู้ที่แข็งแกร่ง .. จึงเป็นผู้ครอบครอง” แล้วจึงถามต่อ “เช่นนี้เรียกว่า เป็นธรรม .. หรือไม่ .. ฮา ฮา”

            .. ทั่วทั้งลานหินเงียบกริบ

            .. เสียงหัวเราะของมังกรฟ้าเทพยุทธ์ดังกึกก้อง

            .. วาจาของมันคือสิ่งจริงแท้ที่ใช้ตัดสินเรื่องราวต่างๆ บนแผ่นดินนี้

            “ถึงเวลาแสดงความสามารถของพวกท่านแล้ว .. ฮา ฮา ฮา” องค์ชายมังคละกล่าวไปหัวเราะไป ป้ายมังกรเหินในมือเริ่มสั่นสะท้าน แล้วจึงลอยเด้งขึ้นกลางอากาศ

            สายตาหลายพันคู่จับจ้องแผ่นป้ายนั้น .. ปรากฏแสงสีแดงส่องประกายออกมาจากตัวป้าย ก่อเกิดเส้นสายแสงแดงเรืองๆ กระจายตัวออกเป็นริ้ว แล้วรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนคล้ายสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง

            .. พรึบ ! พรึบบบ ! เสียงกระพือจากสิ่งที่มองดูคล้ายสองปีก เป็นพังผืดขยายกว้างข้างละสองศอกเศษ

            .. เกล็ดแวววาวสีแดงเข้มดั่งเปลวอัคคี ปกคลุมทั่วทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดปลายหาง

            .. หางยาวสะบัดไปมาที่ปลายเป็นสามเหลี่ยมแหลม ยังมีกรงเล็บคมกริบขยับดังฉึบฉับ

            .. ส่วนคอของมันโก่งยาว หัวตะปุ่มตะป่ำด้านบนมีเขาสั้นๆ คู่หนึ่ง ปากอ้ากว้างดวงตาแดงฉาน

            .. ฮ๊ากกก .. ฮ๊ากกก .. โฮ๊กกกกกกก .. เสียงคำรามดังกึกก้อง ร่างสีแดงดังอัคคีร่อนลงบนพื้น

            .. โครมมม !!! เสียงดังสนั่น ฝุ่นผงฟุ้งกระจาย เจ้าสิ่งนี้มีส่วนสูงเท่าบุรุษร่างสันทัดผู้หนึ่ง ยืนเผชิญหน้ากับเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ ร่างกายแผ่พลังงานความร้อนราวกองเพลิงกองหนึ่ง

            .. มังกรปราณอัคคี !!!

            ป้ายมังกรเหินแปรสภาพเป็นสัตว์ร้ายในตำนาน .. มังกรตัวย่อมมีเนื้อหนังร่างกายราวกับมีชีวิตจริงๆ .. ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ต้องถอยกรูดเพื่อตั้งหลัก บ้างร่ำร้องด้วยความแตกตื่น

            “เฮ่ยยย ! มังกร .. ตัวมังกรเป็นแสงสีแดงดั่งอัคคี”

            “มังกรมนตร์ ! .. มีมังกรอยู่ในป้ายนั้น เป็นเวทมนตร์ขั้นสุดยอด ..”

            “มังกรปราณ ! ปราณอัคคีธาตุ .. ใช่เป็นภาพลวงตาหรือไม่ ..”

            ว๊าววววว .. สตรีชุดแดงร้องด้วยความตื่นเต้น “เจ้าผีสุรา .. ดูนั่น มังกรปราณ .. เจ้าเคยเห็นมาก่อนหรือไม่”

            อุทัยมองมังกรปราณอัคคีที่อยู่ไกลๆ มันเคยเห็นมังกรตัวเป็นๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง มาครั้งนี้เป็นมังกรมนตรารุ่นเยาว์ .. ความดุร้ายของมันยังถือว่าพอใช้ได้

            นางกล่าวต่อ “มังกรปราณตัวนี้ สร้างมาจากดวงจิตของมังกร .. ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ..”

            ป้ายมังกรเหิน ถูกสร้างจากเวทมนตร์ขั้นสูง โดยนำดวงจิตมังกรจริงแท้มาผนึกกักด้วยพลังปราณ .. ดวงจิตมังกรมีมาตั้งแต่โบราณกาล ยังแสดงคุณสมบัติพลังความดุร้ายได้อย่างครบถ้วน

            ผู้ที่จะครอบครองป้ายมังกรเหิน ต้องทำการสยบดวงจิตมังกรที่สิงสถิตอยู่ในป้ายนี้เสียก่อน .. ยอดยุทธ์ทั้งหลายได้แต่จ้องๆ มองๆ ไม่กล้าเคลื่อนไหวใด

            “.. อย่าไปกลัว .. เจ้าเข้าไปก่อน .. เข้าไปจับมันมา ..” คนผู้หนึ่งกล่าวกับสหายของมัน ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ บ้างก็ถอยออกมาด้วยความหวาดกลัว

            ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะอันกร้าวแกร่ง ต้นเสียงเป็นยอดยุทธ์รุ่นเยาว์มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ผิวเข้มกร้านราวตากแดดมานานปี กำลังเดินวางก้ามออกมาด้านหน้า

            “ข้า .. เขมริณ จากราชสำนักธมนคร .. ขอป้ายมังกรอันนี้ก็แล้วกัน .. ฮา” ยอดยุทธ์จากธมนคร แคว้นเล็กๆ อยู่ริมชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกของทวีป

            ฟึดดด .. ฟึดดด .. เจ้ามังกรปราณอัคคีพ่นลมออกจมูก มันตั้งท่าเตรียมพร้อมจ้องมองเขมริณตาเขม็ง

            เขมริณก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง กล่าวว่า “จุ๊ .. จุ๊ .. ใจเย็น มังกรน้อย .. ใจเย็นๆ ..”

            .. ฟึดดด .. ฟึดดด .. กรรรรร .. เจ้ามังกรปราณอัคคีตาแดงฉาน คำรามจนปากสั่นมองเห็นเขี้ยวอันใหญ่ยาว

            เขมริณย่องมาจนได้ระยะ .. “มาให้พ่อจับเสีย ดี ดี ..” แล้วจึงกระโจนเข้าใส่หวังจับเจ้ามังกรปราณนั้น

            .. กรรรร .. โฮ๊กกกกกกก .. เจ้ามังกรปราณเตรียมพร้อมอยู่ก่อน จึงแหกปากคำรามเสียงดัง .. บังเกิดเปลวอัคคีปราณสีแดงเข้มพ่นออกมาจากปากเจ้ามังกร

            อ๊ากกก .. เขมริณร่างชะงักร้องอย่างเจ็บปวด ยังดีที่มันยังนำแขนขวาเข้าป้องกันเปลวอัคคีไว้

            ทันใดนั้น .. เจ้ามังกรปราณอัคคีพลิกตัวอย่างว่องไว นำหางของมันฟาดใส่เขมริณอย่างแรง ... ป๊าบบบบ !

            อ๊ากกกกกกก !!! ร่างของเขมริณยอดยุทธ์แห่งแคว้นธมนคร ถูกหางมังกรฟาดส่งจนตัวปลิว ร่างอันใหญ่โตมีไฟเผาไหม้ที่แขนขวาลอยละล่องหายไป

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์เห็นเช่นนั้นต่างชะงักค้าง .. การจะจับเจ้ามังกรปราณอัคคี คงไม่ง่ายดายเสียแล้ว พวกมันค่อยๆ ก้าวถอยรักษาระยะห่างจากเจ้าสัตว์ประหลาดดุร้ายตัวนี้

            .. กรรรร .. โฮ๊กกกกกกก .. เจ้ามังกรปราณอัคคีขู่ฟอด ส่ายหัวพ่นอัคคีเป็นวงรัศมี จนเหล่ายอดยุทธ์ที่อยู่ใกล้กระโจนหนีแทบไม่ทัน

            ฮา ฮา .. องค์ชายมังคละเห็นเช่นนั้นจึงหัวเราะ แล้วกล่าวเรียก “รัชชะ ! แสดงตัวอย่าง ให้ผู้มีเกียรติจากต่างแดนได้รับชมหน่อย ..”

            “ขอรับ!” เสียงขานตอบจากรัชชะ เพียงกะพริบตาร่างกายของมันมาปรากฏอยู่ด้านหน้ามังกรปราณอัคคีแล้ว

            ศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ผู้นี่อายุเพียงสิบเจ็ดปี รูปร่างสูงใหญ่แต่ท่าร่างรวดเร็วล้ำเลิศ พลังปราณของมันดำเนินในแนวทางหนักแน่นมั่งคง .. แววตาฉายความมั่นใจออกมาอย่างเปี่ยมล้น

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน