ทะลุมิติไปเป็นภรรยาผู้ชายหน้าหวาน

    ตอนที่ 39 ยอม



    สูจิ่งหลิวได้ยินแบบนั้นถึงกับอ้าปากค้าง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเธอกลายเป็นคนเห็นแก่กินไปแล้วเหรอ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด ที่ต้องการพูดก็คือ อุตส่าห์ย้ายไปอยู่ในเมือง แต่กลับใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้ต่างจากอยู่ที่นี้ แล้วแบบนี้จะย้ายไปทำไมในเมื่อชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้น?

    “ปากของหล่อนมีไว้แค่พ่นคำอัปมงคลออกมาหรืออย่างไรกัน ใครสั่งใครสอนให้ฟุ่มเฟือย แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว” คุณแม่หวงเอ็ดเสียงดัง

    ดูท่าว่าแม่สามีลูกสะใภ้คู่นี้จะไม่ลงรอยกันเหมือนเมื่อก่อนแล้วเป็นแน่ หยางจูทำเพียงนั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ สามี ไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นมาอีก

    “ฉันเปล่านะคุณแม่ ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นสักหน่อย” สูจิ่งหลิวเถียงเมื่อแม่สามีเข้าใจตัวเองผิดๆ

    “เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว หลานสะใภ้ หล่อนก็พูดให้มันน้อยๆ หน่อย จะมากจะน้อยก็คือน้ำใจที่สะใภ้ด้วยกันแสดงความกตัญญูออกมาให้เห็น นอกจากนั้นแล้วพวกเขาสองสามีภรรยายังเอาเงินเดือนมาให้ฉันอีกด้วย แต่ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว เจ้าสามให้ย่าก็เท่ากับว่ามันเป็นของย่า คนอื่นไม่มีสิทธิ์”

    คุณแม่หวงกำลังจะเอ่ยปาก ถึงกับต้องรีบเม้มริมฝีปากเอาไว้แทบไม่ทัน ลูกชายถึงกับเอาเงินเดือนมาให้แม่สามี แล้วเขาไปเอาเงินมาจากไหนกัน?

    ดูเหมือนว่าคุณย่าหวงจะเก็บอารมณ์ความดีใจเอาไว้ไม่อยู่ ถึงขั้นลืมมารยาทในการร่วมโต๊ะอาหารไปจนหมด ท่านพูดคำน่ายินดีออกมา

    “พวกแกคงสงสัยว่าเจ้าสามไปเอาเดือนมาจากไหนให้ฉันสินะ”

    “นั่นสิน้องสาม อย่าบอกนะว่าเงินกองกลางที่แบ่งให้วันนั้น” พี่ใหญ่ถามอย่างเป็นกังวล เพราะถ้าเป็นแบบนั้นต่อไปน้องชายต้องแย่แน่ๆ

    ย้ายไปอยู่ในเมืองทุกอย่างต้องใช้เงิน อย่างน้อยๆ ก็ค่าเช่าบ้านที่พวกเขาต้องจ่าย ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ จิปาถะที่จะต้องจ่ายเมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้น

    “ไม่ใช่หรอกครับ” หวงจิ่นกวงส่ายหน้าให้กับพี่ชาย

    “ไอหยา…เจ้าใหญ่ดูถูกความสามารถของน้องชายแกมากเกินไปแล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าสามจะถูกปลดประจำการ ทว่าเขากลับไปงานทำที่โรงงานเหล็กกล้า เป็นถึงหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงเชียวนะ” คุณย่าหวงเฉลยในที่สุด

    ทุกคนต่างมองไปที่หวงจิ่นกวงเป็นตาเดียว เขายังคงนั่งหลังตรง ก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตัวเองต่อไป หยางจูวางตะเกียบลงนานแล้ว เห็นการกินของแต่ละคนแล้วเธอถึงกับกินไม่ลง ดีแล้วที่ไม่เคยร่วมโต๊ะกับพวกเขามาก่อน

    “เป็นความจริงเหรอ?” คุณแม่หวงอดไม่ได้ที่จะหันไปเอาความจริงจากปากลูกชาย

    “ครับ” หวงจิ่นกวงพยักหน้าตอบ พร้อมกับวางชามข้าวที่กินจนหมด

    “ทำไมแกถึงไม่ยอมบอกพวกเรา ปล่อยให้พวกฉันเป็นห่วงอยู่ได้ตั้งนาน”

    “แบบนี้ก็แสดงว่าที่ขอแยกบ้านเพราะว่าตัวเองได้ทำงานที่โรงงาน งั้นเหรอ?” สูจิ่งหลิวทนไม่ไหวอีกต่อไป รู้สึกเหมือนสามีและตนเองถูกเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว

    “พี่สะใภ้รอง พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะคะ จิ่นกวงเคยบอกไปแล้วว่าเขาร่างกายไม่แข็งแรง เลยไม่สามารถทำงานหนักที่ทุ่งนาได้ พี่เองก็เห็นด้วยกับการที่เขาแยกบ้านไม่ใช่เหรอคะ?” หยางจูย้อนถาม คนที่แสดงอาการกลัวว่าครอบครัวของเธอจะไปเกาะพี่น้องกินก็คือหล่อน

    “ฉะ ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ หล่อนอย่ามาใส่ร้ายกันหน่อยเลย”

    “ไม่พูด แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่คะ” หยางจูย้อน

    “ดีแล้วล่ะ น้องสาม น้องสะใภ้ พวกเราดีใจด้วย พี่ใหญ่จะได้วางใจสักที” พี่ใหญ่พยักหน้ารัวๆ

    “ขอบคุณค่ะ” หยางจูก้มศีรษะแสดงความเคารพต่อพี่สามี

    ทุกคนมีเวลาไม่มากเท่าไหร่ เพราะทันทีที่แสดงสัญญาณดังขึ้นก็ต้องลงไปทำงานที่ทุ่งนา ทิ้งให้สูจิ่งหลิวรู้สึกไม่พอใจเมื่อได้ยินข่าวนี้

    สามีของเธอก็ทำงานที่โรงงานเหล็กกล้า แต่ทำไมเขาถึงไม่พูดเรื่องนี้ให้กับเธอฟังกันนะ ได้แยกบ้าน ทั้งยังได้ทำงานที่โรงงาน สวรรค์ ทำไมถึงไม่ให้เธอได้แยกบ้านบ้าง เธอก็อยากจะเข้าไปอยู่ในเมืองเหมือนคนอื่นๆ เขาบ้าง


    ตกเย็นหวงจิ่นกวก็พาลุกเมียเดินทางกลับ เขาตระหนักได้อย่างหนึ่งก็คือจักรยาน เดิมทีไม่เห็นด้วยกับความคิดของภรรยาที่ขอมีจักรยาน เพียงแต่ตอนนี้คิดว่าคงต้องคิดใหม่ เพราะดูๆ แล้วมันจำเป็นอย่างมากในการเดินทาง

    "ไม่คิดเลยว่าวันนี้คุณจะให้เงินเดือนย่าของผม”

    “ทำไมคะ? ฉันเป็นดูเป็นคนเห็นแก่ตัวขนาดนั้นเลยเหรอ”

    “เปล่าครับ แค่คิดว่าแยกบ้านไปแล้วก็น่าไม่เกี่ยวข้องกันอีกน่ะ” หวงจิ่นกวงส่ายหน้า

    “จิ่นกวงคะ การที่เราแยกบ้านไม่ได้หมายความว่าฉันจะหมดศรัทธาในตัวพ่อแม่ของคุณ หรือพี่น้องของคุณนะคะ อีกอย่างคุณย่าท่านก็ดีกับฉันและลูกมาก บุญคุณของท่านตายไปก็ชดใช้ไม่หมดหรอกค่ะ”

    “ถ้าท่านมาได้ยินคงดีใจมาก”

    “แน่นอนว่าไม่ค่ะ คุณย่าปากจัดจะตาย ฉันอยู่ด้วยนานแล้วยังเดาอารมณ์ท่านไม่ออกเลย บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายอะไรก็รั้งไว้ไม่อยู่” พูดถึงแม่เฒ่าท่านนี้แล้วรู้สึกขนลุกขนพอง

    “หึ ไม่กลัวย่าผมมาได้ยินเหรอครับ” เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ

    “ไม่หรอกค่ะ จริงสิ…ต่อไปนี้เราจะกลับมาที่บ้านทุกๆ สิ้นเดือน พร้อมกับเงินเดือน ดีไหมคะ?”

    “ไม่ต้องหรอก ให้เป็นบางครั้งก็พอ ที่ให้ไปก็มากพอแล้วล่ะ” เขาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

    “ความจริงครอบครัวเราก็ไม่ได้ขัดสนอะไร ถ้าเกิดว่าคุณอนุญาตให้ฉันเอามีดไปขาย พวกเราจะยิ่งสบายกว่านี้อีกค่ะ ฉันสามารถส่งให้กับที่บ้านคุณเดือนละ 20 หยวนยังได้เลย" เธอพยายามหว่านล้อมสามี

    “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยังยืนยันคำเดิมว่าให้เป็นบางครั้งก็พอ” เขาตอบเสียงหนักแน่น

    หยางจูได้แต่เบ้ปากกับคำตอบของสามี คอยดูกันไปเถอะว่าจะใจแข็งได้อีกสักเท่าไหร่ ลำพังเะอนั้นไม่มีปัญหา เพราะไม่ได้หมกมุ่นกับเรื่องบนเตียง

    เพียงแต่ทุกวันเธอมักจะใส่ชุดนอนตัวบาง ผ่าลึกจนเห็นร่องอกอวบอิ่ม กางเกงก็เป็นผ้าไหมบางลื่นมือ เผยให้เห็นขาเรียวยาวขาวเนียน อยากนักที่จะไม่ยื่นมือมาสัมผัส แต่ทว่าก็ได้แค่สัมผัสเท่านั้น เพราะไม่ปล่อยให้เขาได้ปลดปล่อยเลยสักครั้ง

    และวันนี้ก็เช่นกัน หลังจากที่กลับจากบ้านเดิมแล้ว ก็จัดการให้ลูกชายไปอาบน้ำ เตรียมตัวกินมื้อเย็น และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่สามีของเธอเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข เนื่องจากความอัดแน่นอยู่ในร่างกายไม่ได้รับการปลดปล่อยสักที

    แรกๆ หยางจูก็คล้อยตาม เพียงแต่พอถึงปากอ่าว เธอกลับพลิกตัวหนี บอกว่าเจ็บไปเสียอย่างนั้น พูดแบบนี้แล้วใครมันจะไปทำได้ลง

    “จูจู คุณกำลังทดสอบอะไรผมอยู่กันแน่” คนอารมณ์ค้างกัดฟันกรอด

    “เปล่านี่คะ ฉันก็อยากให้ความร่วมมือ เพียงแต่ช่วงนี้ฉันมีเรื่องไม่สบายใจ คิดถึงเรื่องนั้นทีไรก็พลอยทำให้ไม่มีอารมณ์ขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ” เธอตอบเสียงใส ตาแป๋วมองหน้าเขาแบบไม่คิดอะไร

    พอได้ยินว่าเธอไม่มีอารมณ์ เขาก็พยายามปลุกเร้าอารมณ์ของเธออีกครั้ง เสียงกระเส่าดังอยู่ข้างหู ทว่าสะเทือนไปถึงจุดกึ่งกลาง เวลานี้หยางจูเองก็หื่นกระหายไม่แพ้กัน ถูกปลุกเร้าขนาดนั้นใครมันจะไปทนไหว เพียงแต่สะกดตัวเองให้ใจแข็งเข้าไว้ เหยื่อกำลังจะจนตรอกแล้ว

    “คุณกำลังทำให้ผมคลั่ง” เขาขบเม้มที่ติ่งหูของเธอ เป็นการทำโทษ

    “คุณน่าจะรู้ว่าฉันต้องการอะไร ขอแค่เพียงคุณพยักหน้า ฉันก็จะยอมเป็นของคุณโดยไม่มีข้อแม้” เธอพูดพร้อมทั้งลูบไล้ใบหน้าของเขาไปด้วย จมูกโด่งไล้ตามมือเรียวเล็กของเธอ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมที่เธอทาทำให้เขาอยากสูดดมไม่รู้จักเบื่อ

    “อืม” หวงจิ่นกวงเสียงกระเส่า

    “ว่าไงล่ะคะ คุณจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ ว้าย…” หยางจูร้องเสียงหลงเมื่อถูกบุกรุกเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว

    “จำคำของตัวเองไว้ให้ดีก็แล้วกัน คืนนี้อย่าหวังเลยว่าจะได้นอน” ในที่สุดความอดทนของเขาก็ขาดผึง มีนางแมวยั่วสวาทอยู่ข้างๆ หมั่นยั่วยวนให้เขาลุ่มหลง ทว่าได้แค่มองแต่กินไม่ได้ มันทรมานแค่ไหนคงไม่ต้องให้เขาบรรยาย

    “คุณรับปากฉันก่อนสิคะ” หยางจูขยับไปตามจังหวะที่เขากระแทกกระทั้นเข้ามา

    “ได้ แต่ผมต้องไปด้วยทุกครั้ง” จบคำนั้นเขาก็ไม่ยอมให้เธอเอ่ยอะไรออกมาอีกเลย นอกจากเสียงหวานที่เปล่งออกมาฟังไม่เป็นภาษา ทว่าคนฟังกลับรู้สึกถูกปลุกเร้าอารมณ์ แสดงความดิบเถื่อนออกมาจนหมดสิ้น



    ตอนนี้เริ่มสับสนแล้วว่าใครมันร้ายกว่ากัน ฮิๆ