ไม่นานนักหนานหมิงก็เดินมาถึงห้องทดสอบสำหรับคนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันระดับสวรรค์
ซึ่งเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหนานหมิงก็ได้รู้ข่าวแล้วว่าหนานเทียนอวิ๋นได้ผ่านการทดสอบรอบแรกแล้ว ซึ่งหนานเทียนอวิ๋นเองก็เลือกที่จะเข้าร่วมการแข่งขันระดับสวรรค์เพราะเขาต้องการที่จะเอาชนะนักวางค่ายกลทั้งหมดและทำให้หนานหมิงยอมรับให้ได้
ห้องทดสอบสำหรับคนที่ลงทะเบียนระดับสวรรค์เป็นห้องโถงขนาดใหญ่แต่จะถูกแยกออกเป็นห้องเล็กๆมากกว่าสิบห้อง
ตอนนี้ที่หน้าห้้องของห้องทดสอบมีนักวางค่ายกลจำนวนมากที่ต้องการที่จะทดสอบระดับสวรรค์นับร้อยคนต่อแถวกันอยู่
โชคดีที่การทดสอบไม่ได้กินเวลานานมากนัก เพียงแค่แต่ละคนใช้เวลาไม่ถึงสองถึงสามร้อยลมหายใจก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่รออยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม ก็ถึงคราวที่หนานหมิงจะเข้าไปทดสอบว่าจะผ่านการคัดเลือกหรือไม่
เมื่อเข้ามาในห้องทดสอบเล็ๆ หนานหมิงก็เห็นว่ามีคนนั่งอยู่ ซึ่งคนนี้ๆคือผู้คุมการทดสอบ
หนานหมิงเดินเข้ามาในห้องก็ถูกผู้คุมสอบบอกให้นั่งลงที่เก้าอี้
ผู้คุมสอบของหนานหมิงเป็นหญิงสาววัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย
“ การทดสอบนี้เป็นการทดสอบครั้งแรก ถ้าหากผ่านการทดสอบแล้วจะมีการทดสอบครั้งที่สองขึ้น ส่วนเรื่องเวลาในการทดสอบก็ขึ้นอยู่กับทางเรา สำหรับการทดสอบนี้เจ้าเพียงแค่ทำลายค่ายกลนี้ให้ได้ภายในเวลาเพียงแค่สามร้อยลมหายใจเท่านั้นก็จะผ่านการทดสอบ ” ผู้คุมสอบกล่าวจบก็หยิบเอาลูกแก้วที่มีค่ายกลป้องกันสลักเอาไว้
หนานหมิงมองดูก็รู้ได้ทันทีว่าลูกแก้วนี้ถูกค่ายกลป้องกันระดับกึ่งเซียนเอาไว้ และตอนนี้ก็ไม่แปลกใจเลยว่าหนานเทียนอวิ๋นก็คงจะผ่านการทดสอบแรกได้ง่ายๆ เพราะหนานหมิงรู้ดีว่าแม้ว่าหนานเทียนอวิ๋นจะเป็นเซียนนภาแต่ความสามารถด้านค่ายกลของเขานั้นอยู่ในจุดที่สูงมาก ซึ่งก็คือระดับลี้ลับขั้นสูง เรียกได้วาหนานเทียนอวิ๋นมีศักยภาพสูงมากที่จะกลายเป็นนักวางค่ายกลที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
สำหรับอาณาจักรต้าเฟิงแห่งนี้มีนักวางค่ายกลระดับลี้ลับเพียงแค่สองคนเท่านั้น ส่วนนักวางค่ายกลระดับสูงของอาณาจักรส่วนมากก็จะอยู่ในระดับเซียน เพราะฉะนั้นแล้วการที่ใช้ค่ายกลระดับกึ่งเซียนเป็นการทดสอบแรกถือว่าเป็นการคัดเลือกนักวางค่ายกลเข้าสู่การทดสอบระดับสวรรค์ถือว่าเป็นเรื่องที่รับได้
หนานหมิงมองดูค่ายกลป้องกันก่อนที่เขาจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็สามารถทำลายค่ายกลป้องกันได้ง่ายๆ
ผู้คุมสอบมองดูหนานหมิงทำลายค่ายกลด้วยความประหลาดใจ แต่นางก็ไม่ได้ตกใจมากนักเพราะมีนักวางค่ายกลที่มีความสามารถสูงที่สามารถทำลายค่ายกลป้องกันนี้ได้ง่ายๆ
“ ยอดเยี่ยมมาก…เจ้าผ่านการทดสอบแรกแล้ว รับนี้ไป ” ผู้คุมสอบกล่าวจบนางก็หยิบเอาตราประทับออกมายื่นให้กับหนานหมิง
หนานหมิงรับตราประทับที่ดูเหมือนกับแผ่นหินขนาดเล็กเท่ากับฝ่ามือ ด้านหน้ามีการเขียนเอาไว้ว่าค่ายกลพิทักษ์ ด้านหลังมีการเขียนเอาไว้ว่า ผ่านการทดสอบที่หนึ่ง
จากนั้นผู้คุมสอบก็กล่าวต่อว่า “ ตอนนี้เจ้าก็ผ่านการทดสอบแล้ว ส่วนเรื่องเวลาที่จะคัดเลือกรอบที่สองพวกเราจะแจ้งผ่านตราประทับในมือของเจ้า ”
หนานหมิงพยักหน้ารับและเดินออกจาห้องทดสอบไป
หลังจากที่ออกมาจากสถานที่การทดสอบ หนานหมิงก็กลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน
ในขณะที่หนานหมิงกำลังกินอาหารพร้อมกับครอบครัว เขาก็เห็นว่าหนานเทียนอวิ๋นหยิบเอาตราสัญลักษณ์ของงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ออกมา ซึ่งตอนนี้ตราประทับในมือของหนานเทียนอวิ๋นเปร่งแสงสีทองออกมา
“ มีอะไรงั้นหรืออวิ๋นเอ๋อร์? ” เซี่ยเล่ยจีถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ ท่านแม่ข้าได้เข้าร่วมกับงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์และข้าก็ได้ผ่านการทดสอบแรกแล้ว ตอนนี้การทดสอบรอบที่สองก็จะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าว
หนานหมิงแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจและถามขึ้นว่า “ แล้วการทดสอบแรกยากหรือไม่? ”
หนานเทียนอวิ๋นส่ายหน้าและตอบไปว่า “ ง่ายมากเลยท่านพ่อ เพียงแค่ข้าทำลายค่ายกลป้องกันระดับกึ่งเซียนเท่านั้นเอง สำหรับข้าแล้วมันไม่มีปัญหาใดๆแม้แต่น้อย ”
หลังจากที่กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานหมิงก็คิดที่จะพาครอบครัวไปเที่ยว แต่ทว่าหนานเทียนอวิ๋นปฏิเสธพร้อมกับบอกว่าเขาต้องการที่จะฝึกฝนค่ายกลก่อน เพราะหนานเทียนอวิ๋นรู้ดีว่าการแข่งขันในงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์อาจจะไม่ได้มียอดฝีมือด้านค่ายกลเข้าร่วมมากนัก แต่หนานเทียนอวิ๋นก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีปรมาจารย์นักวางค่ายกลจากสถานที่แห่งอื่นเข้าร่วมการแข่งขัน
หนานหมิงที่เห็นถึงความตั้งใจของหนานเทียนอวิ๋น เขาก็ยิ้มและชื่นชมในความขยันของเจ้าตัวแสบคนนี้
“ เช่นนั้นเจ้าก็ฝึกฝนค่ายกลอยู่ในห้องไป ส่วนพ่อจะพาแม่และน้องสาวของเจ้าไปเที่ยวเล่นในเมือง ” หนานหมิงกล่าวขึ้น
“ เข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ ” หนานเทียนอวิ๋นตอบรับ
จากนั้นหนานหมิงก็พาเซี่ยเล่ยจีและหนานเหม่ยจีเดินเล่นรอบๆเมืองหลวงต้าเฟิง
ในช่วงเวลานี้มียอดฝีมือจำนวนมากเดินทางเข้ามา เนื่องจากอีกไม่นานก็ใกล้ที่จะถึงงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์แล้ว ทำให้มียอดฝีมือมารับชมงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์
ยามค่ำคืน
หนานหมิงมองดูเซี่ยเล่ยจีและหนานเหม่ยจีนอนหลับด้วยแววตารักและเอ็นดู
จากนั้นหนานหมิงก็หยิบเอาตราประทับของค่ายกลพิทักษ์ออกมาและพบว่ามีแสงสีทองจางๆ
หนานหมิงจึงใส่พลังลงไปและพบว่าภายในนั้นมีข้อความปรากฏขึ้นบนอากาศ
[ พรุ่งนี้ยามบ่ายให้มาที่สถานที่การทดสอบรอบที่สอง ซึ่งสถานที่ทดสอบรอบที่สองก็คืออาคารหอค่ายกลสวรรค์ ]
อาคารค่ายกลสวรรค์หรือก็คืออาคารที่หนานหมิงทดสอบรอบที่หนึ่งนั่นเอง
เช้าวันถัดมา
หนานหมิงบอกกับเซี่ยเล่ยจีว่าเขาจะออกไปข้างนอกครู่หนึ่งเดี๋ยวกลับมา
ณ อาคารหอค่ายกลสวรรค์
หนานหมิงที่สวมชุดคลุมและสวมหน้ากากของลู่ซานเดินมาถึงอาคารค่ายกลพิทักษ์ เขาก็แสดงตราประทับที่ผ่านการทดสอบที่หนึ่งให้กับผู้คุ้มกันดูแล้ว
“ ตามข้ามา ” ผู้คุ้มกันกล่าวพร้อมกับนำทางหนานหมิงไปยังห้องทดสอบที่สองต่อ
ไม่นานผู้คุ้มกันก็พาหนานหมิงมายังห้องทดสอบที่สอง
ห้องทดสอบที่สองเป็นห้องขนาดใหญ่และมีคนอยู่กว่าร้อยคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนานเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง
นอกจากนี้ยังมีคนที่คาดว่าจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงจำนวนยืนอยู่เป็นกลุ่มๆ
หนานหมิงจึงเดินไปยืนอยู่ที่มุมห้องโดยที่เขาไม่ได้สนใจคนอื่นๆ
ไม่นานนักภายในห้องก็มีคนเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าร้อยคน ซึ่งทั้งหมดคือคนที่ผ่านการทดสอบแรก
หนานหมิงมองดูและพบว่าประมาณสามส่วนของคนในห้องเป็นรุ่นเยาว์ที่อายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปี ส่วนคนอื่นๆก็เป็นคนที่อายุเยอะกว่าหนึ่งร้อยปี
คาดว่ารุ่นเยาว์เหล่านี้จะต้องเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ของกองกำลังต่างๆในอาณาจักรต้าเฟิง หนานหมิงถือว่าคนเหล่านี้มีพรสวรรค์ที่ค่อนข้างดี แต่เมื่อเทียบกับรุ่นเยาว์จากตระกูลหนานหรือกองกำลังจากโลกอื่นถือว่ายังห่างไกลนัก
ภายในห้องการทดสอบที่สองนี้ หนานหมิงได้ยินเสียงพูดคุยของปรมาจารย์นักวางค่ายกลจำนวนพุดคุยกันพร้อมกับมีการแจ้งข้อมูลต่างๆว่ามีรุ่นเยาว์อัจฉริยะด้านค่ายกลหลายคนเข้าร่วมการแข่งขันในระดับสวรรค์นี้ นอกจากนี้ยังมีปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงหลายคนเข้าร่วมด้วยเช่นกัน
ซึ่งคนที่มีชื่อเสียงหลายคนไม่ว่าจะเป็นรุ่นเยาว์จากหอค่ายกลสวรรค์และวิหารค่ายกลมายา รวมไปถึงปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงอย่างมาก
สำหรับหอค่ายกลสวรรค์และวิหารค่ายกลมายา พวกเขาไม่ได้ส่งผู้อาวุโสลงมาแข่งขัน เพราะสำหรับพวกเขาแล้วการแข่งขันพวกนี้ให้รุ่นเยาว์ฝึกฝนด้วยตัวเองจะเป็นการดีกว่าให้ผู้อาวุโสลงแข่งขัน
รุ่นเยาว์ของหอค่ายกลสวรรค์ ซูหลิน บุตรชายของรองผู้นำหอค่ายกลสวรรค์ และยังเป็นรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะปัจจุบันอายุแค่แปดสิบเก้าปี แต่เป็นถึงเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์และยังเป็นนักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นกลางอีกด้วย ถือว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก
นอกจากซูหลินแล้วหอค่ายกลสวรรค์ก็ได้ส่งรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงหลายคนเข้าร่วมการแข่งขันด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครที่โดดเด่นไปกว่าซูหลินแม้แต่คนเดียว
รุ่นเยาว์ของวิหารค่ายกลมายา ชุนเย่ฮวา ลูกศิษย์คนสุดท้ายของผู้นำวิหารค่านกลมายา ว่ากันว่านางเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลที่สูงมาก แม้กระทั้งผู้นำวิหารค่ายกลมายายังออกมายอมรับด้วยตัวเองว่าสักวันหนึ่งนางอาจจะไปถึงนักวางค่ายกลระดับลี้ลับขั้นสมบูรณ์หรือสูงกว่านั้นได้ด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชุนเย่ฮวากลายเป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่อายุน้อยและมีความสามารถที่สูงมาก จนกลายเป็นคนที่ปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์หลายๆคนกลายเป็นเป้่าหมาย
ปัจจุบันชุนเย่ฮวาเป็นนักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นกลาง แถมอายุของนางก็เพิ่งจะหกสิบกว่าปีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าซูหลินถึงยี่สิบปีเลยทีเดียว
ส่วนปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์คนอื่นๆแม้ว่าจะมีชื่อเสียงแต่ก็ไม่ได้เทียบเท่ากับสองคนนี้
สำหรับปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ พวกเขาก็อยู่ในห้องนี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เหอหลวน ม่อชิงเหอ หลี่ต้าย และคนอื่นๆอีกกว่าสามสิบคน
ซึ่งบุคคลที่กล่าวมานี้เป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงอย่างมากในอาณาจักรต้าเฟิงและเขตการปกครองที่อยู่รอบๆอาณาจักรต้าเฟิง
สำหรับความสามารถด้านค่ายกลของพวกเขาก็สูงมาก เพราะพวกเขาเป็นถึงปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นสูงเลยทีเดียว ทำให้ปรมาจารย์ค่ายกลกลุ่มนี้เป็นตัวเต็งที่จะได้อันดับหนึ่งในงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ในปีนี้
หลังจากที่รออยู่ประมาณหนึ่งเค่อ ก็มีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
ทันทีที่ชายชราเดินเข้ามา ทุกๆคนในห้องก็มองไปยังชายชราด้วยความเคารพนับถือ จะมีเพียงแค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้นทืี่ไม่ได้แสดงสีหน้าเคารพเหมือนกับคนอื่นๆ
“ สวัสดีปรมาจารย์นักวางค่ายกลทุกท่าน ข้ามีนามว่า เฉาเหลียง เป็นผู้นำของหอค่ายกลสวรรค์ ยินดีที่ได้พบกับทุกท่านในวันนี้ ” เฉาเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
ตอนนี้หนานหมิงจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมนักวางค่ายกลในห้องนี้ถึงได้ดูเหมืิอนจะเคารพและนับถือเฉาเหลียงแบบนี้ ที่แท้ก็คือผู้นำของหอค่ายกลสวรรค์นี้เอง
หนานหมิงมองดูเฉาเหลียงจากนั้นเขาก็นึกถึงข้อมูลที่องครักษ์เงาหามาให้
เฉาเหลียงเป็นผู้นำของหอค่ายกลสวรรค์มานานกว่าสองร้อยปี และยังเป็นหนึ่งในสองบุคคลของอาณาจักรต้าเฟิงที่เป้นนักวางค่ายกลระดับลี้ลับ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการนักวางค่ายกล แม้กระทั้งนักวางค่ายกลของพื้นที่ในเขตการปกครองของกองกำลังอื่นๆก็ยังเป็นที่รู้จัก
ปัจจุบันเฉาเหลียงเป็นนักวางค่ายกลระดับลี้ลับขั้นต้น และตอนนี้เขากำลังศึกษาค่ายกลระดับสูงเพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งเขาจะสามารถกลายเป็นนักวางค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลางให้ได้
“ ปรมาจารย์นักวางค่ายกลทุกท่าน…วันนี้เป็นการทดสอบรอบที่สอง ถ้าหากใครสามารถผ่านการทดสอบรอบที่สองได้ก็จะเข้าสู่การคัดเลือกรอบสุดท้ายได้ แน่นอนว่าการทดสอบในวันนี้มีความยากพอสมควร ขอให้ปรมาจารย์นักวางค่ายกลทุกท่านตั้งใจทำการทดสอบนี้ให้ดี ” เฉาเหลียงกล่าวจบเขาก็โบกมือเบาๆ
จากนั้นศิษย์ของหอค่ายกลสวรรค์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับลูกแก้วขนาดเท่ากับฝ่ามือ
หนานหมิงมองดูลูกแก้วในมือที่ลงค่ายกลระดับเซียนเอาไว้ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ค่ายกลระดับเซียนขั้นต้นแต่ก็มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งมันเทียบได้กับเซียนขั้นกลางเลยทีเดียว
ถ้าหากเป็นนักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นต้นที่มีความสามารถก็อาจจะสามารถทำลายได้ แต่ถ้าหากเป็นระดับเซียนทั่วไปก็ต้องใช้ความพยายามที่สูงมาก
หลังจากที่แจกลูกแก้วขนาดเท่ากับฝ่ามือให้กับนักวางค่ายกลทุกคนแล้ว เฉาเหลียงก็กล่าวขึ้นว่า “ การทดสอบรอบที่สองก็เหมือนกับการทดสอบรอบแรก เพียงแต่การทดสอบรอบที่สองจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนได้แก่หนึ่งทำลายค่ายกลป้องกันที่สลักอยู่บนลูกแก้วให้ได้ ส่วนการทดสอบที่สองก็คือการสร้างค่ายกลป้องกันให้ได้ ซึ่งค่ายกลป้องกันที่สร้างจะต้องเป็นค่ายกลระดับเซียนขึ้นไปเท่านั้น แล้วก็ขอเตือนอีกเรื่องหนึ่งถ้าหากทำลายค่ายกลเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้ยกมือขึ้นแทนเพื่อไม่ให้ทำลายสมาธิของคนอื่นๆ ”
เมื่อหนานหมิงและคนอื่นๆได้ยินพวกเขาก็เข้าใจว่าการทดสอบที่สองนั้นยากกว่าการทดสอบแรกพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง
เฉาเหลียงเห็นแววตาที่เร้าร้อนและต้องการที่จะเริ่มการทดสอบเขาก็ยิ้มจางๆและกล่าวขึ้นว่า “ ถ้าหากปรมาจารย์ทุกท่านพร้อมแล้วก็เริ่มการทดสอบที่สองได้เลย ”