ต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 วิญญาณคู่ตื่นรู้ บทที่ 49 หลบหนี


            สิ่งประดิษฐ์แห่งเทียนกงเป็นตำราอัศจรรย์

            ความอัศจรรย์ของตำราเล่มนี้มิใช่วิชาลับและมิใช่วิชาบำเพ็ญเซียนแต่เป็นศาสตร์โบราณเรื่องหลักการประดิษฐ์สิ่งของ อธิบายถึงความหมายเดิมของทุกสรรพสิ่งหลังจากผ่านการสืบทอดและพัฒนามารุ่นสู่รุ่น จึงค่อยๆ เป็นตำราที่มหัศจรรย์

            การมีอยู่ของสำนักเทียนกงมี ‘สิ่งประดิษฐ์แห่งเทียนกง’ เป็นพื้นฐานโดยใช้ศาสตร์อักขระ ค่ายกล กลไกหลอมอาวุธหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นศาสตร์แขนงใหม่ มีนามว่า ‘เซียนยุทธ์’ มีความหมายว่ายุทธภัณฑ์แห่งวิถีเซียน

            อย่างเช่นอุปกรณ์อย่างระเบิดเพลิงอัสนีลูกปัดเพลิงอัสนี ปืนใหญ่พลังปราณ เรือบินเมฆา ล้วนอยู่ในศาสตร์แห่งเซียนยุทธ์ใช้ได้ทั้งการสงครามหรือทำลายล้าง...แม้กระทั่งพู่กันสลักวิญญาณ กำไลสื่อวิญญาณล้อเหินเวหาหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์แห่งเทียนกง

            แน่นอนว่าหลังจากสำนักเทียนกงหายไปศาสตร์วิชาอัศจรรย์มากมายล้วนหายไปด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะสถานะของลุงเยี่ยนถูกเปิดเผยจั๋วอวิ๋นเซียนคงไม่เคยนึกถึงเรื่องสำนักเทียนกง

            ……

            “ลุงเยี่ยน ท่านหมายความว่าอย่างไร?” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนมองลุงเยี่ยนอย่างตกตะลึงในใจเกิดความสับสนไม่น้อย

            ถ้าเป็นก่อนที่สถานะของลุงเยี่ยนจะถูกเปิดโปงมรดกสืบทอดสำนักเทียนกงต้องทำให้จั๋วอวิ๋นเซียนยินดีมาก แต่หลังจากที่สถานะของลุงเยี่ยนถูกเปิดโปงแล้วนิกายเซียนโม่เหมินไม่มีทางปล่อยไปแน่ มรดกสืบทอดของสำนักเทียนกงมิใช่โชควาสนาแต่เป็นหายนะ

            จั๋วอวิ๋นเซียนเป็นคนฉลาดต้องคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้อยู่แล้ว

            ตอนนี้ซีโหลวเหวินอวี่กับตระกูลสีคอยกดดันพวกเขาจนหายใจไม่ออกแล้วถ้าเพิ่มเรื่องของนิกายเซียนโม่เหมินเข้าไปด้วยพวกเขาคงไม่มีวันพลิกสถานการณ์ได้อีก

            เพียงแต่มรดกสืบทอดของสำนักเทียนกงถึงแม้จะเป็นหายนะ แต่ก็เป็นโชคด้วยเช่นกัน หากใช้ได้ถูกต้องเป็นไปได้มากว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของขั้วอำนาจต่างๆ ได้

            “นายน้อยอาจจะไม่รู้...” 

            ลุงเยี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “เดิมทีข้าคิดจะถ่ายทอดวิชาทั้งหมดของตัวเองให้ท่านนานแล้วแต่ท่านผู้นำไม่เห็นด้วย สำนักเทียนกงเกี่ยวพันกับหลายฝ่ายเขาไม่อยากให้ท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหวังเพียงว่าท่านจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...” 

            ลุงเยี่ยนเว้นจังหวะเล็กน้อยจากนั้นกล่าวต่อ “ต่อมาท่านก้าวสู่วิถีบำเพ็ญเซียนท่านผู้นำหวังว่าท่านจะตั้งใจฝึกฝน ดังนั้นจึงไม่ให้ข้าสอนท่าน แต่ตอนนี้...” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวต่อ “ตอนนี้พลังของข้าสูญสิ้น ทั้งยังมีศัตรูรายล้อมเทียบกับการเป็นหุ่นเชิดให้คนอื่น ไม่สู้สืบทอดศาสตร์วิชาของสำนักเทียนกงกลายเป็นคนที่มีประโยชน์ในอนาคต” 

            ลุงเยี่ยนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “นายน้อยกล่าวมิผิด ท่านผู้นำต้องการเช่นนี้ท่านผู้นำรู้ว่าท่านมีนิสัยแข็งกร้าว ต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆแน่...ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่านายน้อยตัดสินใจเช่นไร หากนายน้อยไม่ต้องการข้าก็จะทำลายสิ่งนี้ จะได้ไม่ถูกพวกโม่เหมินเอาไปสร้างหายนะให้กับโลก” 

            “สร้างหายนะให้โลกหรือ ลุงเยี่ยนคำพูดนี้หมายความเช่นไร?” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนมึนงงเล็กน้อยสัมผัสได้ถึงความในแฝงในคำพูดของลุงเยี่ยน

            ลุงเยี่ยนโบกมือกล่าวพลางถอนหายใจ “นายน้อยไม่คิดหรือว่า คำว่า ‘โม่เหมิน’ ที่จริงแล้วเหมือนคำว่า ‘หมอเหมิน’ ที่แปลว่าปีศาจหรือ? โม่เหมินก็คือหมอเหมินพวกเขาเป็นหมาป่าทะเยอทะยานอย่างแท้จริง แย่งชิงปล้นสะดมแสร้งทำตัวเป็นคนดี...ถ้านายน้อยได้เจอกับคนของโม่เหมิน ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี” 

            “ข้าเข้าใจแล้ว” 

            สุดท้ายจั๋วอวิ๋นเซียนเก็บหยกสืบทอดเอาไว้ในอกในเวลาเดียวกันก็แบกรับหน้าที่ฟื้นฟูสำนักเทียนกงอีกครั้งถึงแม้เขาเองก็ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปจะทำเช่นไร แต่เขายังคงตัดสินใจโดยไม่ลังเล

            ……

            ตกดึกคืนนั้นบรรยากาศในจวนเงียบสงัดมีดวงตาหลายคู่จับจ้องทุกการกระทำของพวกจั๋วอวิ๋นเซียนอยู่ในที่มืด

            จั๋วอวี้หวั่นกับลุงเยี่ยนกลับไปที่ห้องของตัวเองในมือถือกระดาษข้อความที่จั๋วอวิ๋นเซียนแอบให้พวกเขา เนื้อหาในนั้นเรียบง่ายมากมันก็คือแผนการและการตัดสินใจขั้นต่อไปของจั๋วอวิ๋นเซียน

            จั๋วอวิ๋นเซียนกับจั๋วอวี้หวั่นอยู่ในการควบคุมของพวกจั๋วไท่หยวนยากจะเคลื่อนไหวได้ ดังนั้นพวกเขาต้องคิดหาวิธีออกจากที่นี่จากนั้นค่อยวางแผนหาทางออก ส่วนลุงเยี่ยนที่เป็นศิษย์สำนักเทียนกงเมื่อถูกเปิดโปงสถานะแล้วจึงจำเป็นต้องจากไป

            เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไล่ล่าหลังจากถูกเปิดเผยร่องรอยพวกเขาจึงจำเป็นต้องให้คนนอกช่วย และจั๋วอวิ๋นเซียนก็มีแผนสำหรับเรื่องนี้แล้ว 

            ……

            ณห้องโถงตระกูลจั๋ว สิ่งก่อสร้างสวยงามตระการตา

            เมื่อก่อนที่นี่คือสถานที่ประชุมของจั๋วฟู่ไห่แต่ตอนนี้กลับถูกพวกจั๋วไท่หยวนยึดครองเสียแล้ว

            ตอนนี้ในห้องโถงหลักมีแค่จั๋วไท่หยวนกับจั๋วเหล่าเอ้อสองพ่อลูกคนอื่นๆ ล้วนกลับออกไปหมด

            “เหล่าเอ้อ ได้ยินว่าเมื่อวานเจ้าไปหาเรื่องแม่หนูจั๋วหรือ?” 

            “ก็มิใช่หาเรื่องหรอกเพียงไปบอกกับพวกเขาให้คืนกระบี่กระเรียนที่เป็นสมบัติวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลจั๋วทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำตระกูลจั๋วอีกด้วย เดิมทีควรเป็นของท่านพ่อถึงจะถูกแต่แม่หนูจั๋วอวี้หวั่นนั่น...” 

            “เหลวไหล!”

            ไม่รอจั๋วเหล่าเอ้อพูดจบจั๋วไท่หยวนตะโกนด่าออกมา “เจ้าคิดว่าพวกซีโหลวเหวินอวี่โง่นักหรือ? กระบี่กระเรียนเป็นถึงสมบัติวิเศษระดับสูง พวกเขากลับไม่ได้แย่งชิงแต่ปล่อยให้สองพี่น้องจั๋วอวี้หวั่นเก็บไว้...มีของบางอย่างที่ไม่ควรโลภมากจั๋วฟู่ไห่ก็คือตัวอย่างชั้นดี!”

            กล่าวตามตรงถึงแม้จั๋วไท่หยวนจะเป็นคนเห็นแก่ตัวแต่เขาต้องยอมรับว่าจั๋วฟู่ไห่เป็นผู้นำตระกูลที่ไม่เลวจริงๆน่าเสียดายที่ไม่รู้จักกาลเทศะ สุดท้ายก็ลากตระกูลจั๋วไปเกี่ยวด้วย

            เมื่อเทียบกันแล้วเขาไม่เพียงเป็นพวกทำการใหญ่ไม่สำเร็จอีกทั้งยังได้อำนาจมาอย่างง่ายดายทำให้อาจจะประมาทโดยไม่รู้ตัวในอนาคตจะประสบความสำเร็จอะไรได้?

            ……

            เมื่อนึกถึงอนาคตของตระกูลจั๋วจั๋วไท่หยวนก็กังวลมากเช่นกันเขารู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถรักษากิจการของตระกูลไว้ได้แต่ถ้าให้เขาเริ่มใหม่อีกครั้ง เขาก็ยังคงกลับไปเลือกทางเดิมถึงอย่างไรมนุษย์ล้วนเห็นแก่ตัว เขาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

            “ใช่แล้ว ช่วงนี้พวกเขาทำอะไรกันบ้าง?” 

            จั๋วไท่หยวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนามิได้ไปคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนั้นอีกทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือเรื่องที่สำคัญที่สุด

            จั๋วเหล่าเอ้อกล่าวพลางหัวเราะ “พวกเขาจะทำอะไรได้? วันๆเอาแต่เฝ้ารอข่าวของจั๋วฟู่ไห่อยู่ในเรือน...พวกเขายังไม่ตายใจแล้วก็ช่วงสองวันนี้พวกเขาอารมณ์ร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าทำอะไรก็ด่าทอทุบตีคนใช้มีคนใช้ไม่น้อยที่ทนไม่ไหว ขอลาออกกันหมดแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าแม้แต่คนรับใช้พวกเขาก็ไม่เหลือแล้ว” 

            “ปล่อยพวกเขาไปเถอะ!”

            จั๋วไท่หยวนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจทำท่าทางราวกับตัวเองเป็นคนโดน “ใครที่เจอเรื่องเช่นนี้แล้วไม่ระบายอารมณ์สิถึงจะแปลก!”

            “ท่านพ่อหลังจากกำหนดโทษจั๋วฟู่ไห่ได้แล้วจะจัดการกับจั๋วอวิ๋นเซียนกับจั๋วอวี้หวั่นอย่างไรดี? แล้วก็ไอ้แก่เยี่ยนชางเป่ยด้วย?” 

            “เยี่ยนชางเป่ยต้องโดนคนของนิกายเซียนโม่เหมินพาตัวไปอยู่แล้วเรื่องนี้พวกเราห้ามยุ่งเด็ดขาด หลีกเลี่ยงลูกหลงไปด้วยพลังของจั๋วอวี้หวั่นถูกผนึกแล้ว คงสร้างเรื่องอะไรไม่ได้ ส่งไปตระกูลสีแล้วกันในอนาคตอาจจะถูกรังแกบ้าง แต่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้าอาหาร สำหรับจั๋วอวิ๋นเซียน...” 

            เมื่อกล่าวถึงตรงนี้จั๋วไท่หยวนรู้สึกลังเล

            จั๋วเหล่าเอ้อทำท่าปาดคอ “จัดการเลยใช่หรือไม่?” 

            “ไม่ได้!”

            จั๋วไท่หยวนถลึงตาใส่จั๋วเหล่าเอ้อเค้นเสียงกล่าวว่า “ทำไมเจ้าไม่ใช่สมองคิดให้ดีๆเสียบ้าง ถึงอย่างไรคนคนนี้ก็มีป้ายพิเศษของสำนักเซียนเทียนซูหากเขามีภูมิหลังอะไรจริงๆ ต้องมิใช่สิ่งที่พวกเราสามารถต่อกรได้แน่เรื่องนี้ทางที่ดีที่สุดคือส่งให้ตระกูลซีโหลวไปจัดการ...คนตระกูลซีโหลวล้วนเป็นพวกโหดเหี้ยมอำมหิตไม่มีทางเก็บตัวอันตรายไว้แน่ จั๋วอวิ๋นเซียนก็เป็นคนฉลาด ต่อให้จะไม่มีพลังแล้วในอนาคตก็ยังเป็นตัวอันตราย” 

            จั๋วเหล่าเอ้อยักไหล่อย่างไม่สนใจ “ในเมื่อเขาฉลาดขนาดนี้ ทำให้กลายเป็นคนเอ๋อก็พอแล้ว” 

            จั๋วไท่หยวนพยักหน้า “นี่เป็นวิธีที่ไม่เลว ถือว่าเหลือเลือดเนื้อเชื้อไขให้จั๋วฟู่ไห่” 

            ……

            พ่อลูกสองคนพูดคุยกันสนุกสนานเหมือนพวกเขาจัดแจงโชคชะตาให้พวกจั๋วอวิ๋นเซียนหมดแล้ว 

            ทว่าสองวันผ่านไปก็มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมืองตงหลิง

            สองพี่น้องกับพ่อบ้านตระกูลจั๋วหลบหนีความผิดจนถึงตอนนี้ยังหาเบาะแสไม่พบ

            ……

                       

             

             

    คล้ายกับเรื่องต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน