“บรรพบุรุษประทานพรโดยแท้! คิดไม่ถึงเลยว่าตระกูลเซี่ยของข้าจะมีผู้อัญเชิญถือกำเนิดขึ้น! ต้องรู้ไว้ว่า ต่อให้เป็อาณาจักรหย่าสือหลานทั้งหมด ผู้อัญเชิญก็มีจำนวนไม่เกินนิ้วมือข้างเดียว อีกทั้งผู้อัญเชิญทุกคนล้วนเป็บุคคลสำคัญที่อาณาจักรต้องมุ่งเน้นฟูมฟัก หากท่านราชครูทราบว่าคุนเอ๋อร์เป็ผู้อัญเชิญ ท่านจะต้องยื่นมือเข้าปกป้องพวกเราอย่างสุดกำลังแน่นอน”
“ถึงเวลานั้น ต่อให้มู่อวิ๋น เ้าสำนักเขาเมฆาขาวจะมาด้วยตนเอง แต่ด้วยการคุ้มครองจากท่านราชครู ตระกูลเซี่ยของข้าจะย่อมปลอดภัยไร้กังวล!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยกว่างอวิ๋น เซี่ยฝูคุนก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ในใจเริ่มคำนวณแผนการบางอย่างเงียบๆ
ทว่า จุดที่เขาให้ความสำคัญไม่ใช่การที่ราชครูจะคุ้มครองตระกูลเซี่ย แต่กลับเป็...
ผู้อัญเชิญทุกคนล้วนเป็บุคคลสำคัญที่อาณาจักรต้องมุ่งเน้นฟูมฟัก!
หากเป็เช่นนี้จริง ในวันหน้าหากเขา้าสัตว์อสูรชนิดใด เพียงแค่เอ่ยปากกับทางท่านราชครู ทุกอย่างจะต้องคลี่คลายโดยง่ายไม่ใช่หรือ? และเมื่อใดที่เขาหลอมสัตว์อัญเชิญที่มีพลังเทียบเท่าขอบเขตอานุภาพเทพออกมาได้ ระดับพลังของเขาจะทะยานขึ้นสู่ขอบเขตอานุภาพเทพ เมื่อนั้นเขายังต้องเกรงกลัวเขาเมฆาขาวอยู่อีกหรือ?
“ท่านพ่อ ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าว่าพวกเราควรพาพี่ใหญ่ไปรักษาอาการาเ็ก่อนดีหรือไม่ขอรับ?”
...
เพียงชั่วพริบตา วันเวลาก็ล่วงเลยไปหนึ่งวัน
เมืองหลวงแห่งอาณาจักรหย่าสือหลาน
“สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?”
ชายผู้นั่งอยู่บนหนังเสือขาวที่เดิมก้มหน้าอยู่เล็กน้อยพลันขยับตัว เบื้องหน้าของเขา เงาดำสายหนึ่งค่อยๆ ควบแน่นกลายเป็รูปร่างมนุษย์อย่างช้าๆ
“เรียนท่านราชครู ความโกลาหลที่เขาเมฆาขาวมีสาเหตุมาจากมู่ไป๋ หลานชายของมู่อวิ๋นถูกสังหารขอรับ”
“โอ้?”
“ใครเป็คนลงมือ?”
ราชครูเงยหน้าขึ้นด้วยความสนใจ สายตาจดจ้องไปยังเงาเบื้องหน้า
“เป็บุตรชายของเซี่ยกว่างอวิ๋น เ้าเมืองเซี่ยขอรับ”
“เมืองเซี่ย?”
เมื่อได้ยินชื่อเมืองนี้ คิ้วของราชครูก็ขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย
เดิมทีเขาสันนิษฐานว่า ผู้ที่กล้าสังหารหลานชายของมู่อวิ๋น หากไม่ใช่ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจนเกินจินตนาการ ก็ต้องเป็ผู้ที่มีขุมกำลังเื้ัแข็งแกร่งกว่าเขาเมฆาขาว แต่เมืองเซี่ย...
ดูเหมือนว่าในบรรดาเมืองทั้งหมดของอาณาจักรหย่าสือหลาน เมืองเซี่ยนับว่าแทบไม่มีชื่อเสียงใดๆ เลย
ขุมกำลังระดับสองเช่นนี้ กลับกล้าล่วงเกินเขาเมฆาขาว? มิหนำซ้ำยังสร้างสถานการณ์ที่ต้องเข่นฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่งเช่นนี้อีก หรือว่าสมองของเซี่ยกว่างอวิ๋นจะถูกลาเตะเข้าให้แล้ว?
“ท่านราชครู แม้การกระทำของตระกูลเซี่ยในครานี้จะดูวู่วามไปบ้าง แต่ในสายตาของผู้น้อย ตระกูลเซี่ยน่าจะมีบางอย่างที่ทำให้เขามั่นใจจนไร้ความกังวลขอรับ”
ราชครูปรายตามองไปยังเงาสายนั้น
“อย่าได้อ้อมค้อมเล่นลิ้นอยู่เลย มีอันใดก็จงว่ามาตามตรง” ราชครูพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก
“หลังจากไปที่เขาเมฆาขาว ผู้น้อยเองก็รู้สึกแคลงใจกับการกระทำของตระกูลเซี่ยเช่นกัน จึงได้ถือวิสาสะเดินทางไปยังเมืองเซี่ยมาขอรับ”
“หืม?”
ด้วยระดับพลังของเงา การเดินทางไปกลับเขาเมฆาขาวใช้เวลาไม่ถึงวัน เดิมทีราชครูคิดว่าเขาไปเจอกับอุปสรรคใดเข้า คิดไม่ถึงว่าเขาจะแวะไปยังเมืองเซี่ยมาด้วย
“ตระกูลเซี่ยมีสิ่งใดผิดปกติรึ?”
“ขอรับ”
เงาพยักหน้าตอบรับ
“หลังจากผู้น้อยไปเยือนเมืองเซี่ยจึงได้เข้าใจ ว่าเหตุใดตระกูลเซี่ยจึงกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้”
“นั่นก็เพราะว่า เซี่ยฝูคุน บุตรชายคนที่สองของเซี่ยกว่างอวิ๋น คือผู้อัญเชิญขอรับ”
“ซี้ด—”
ผู้อัญเชิญ!
เพียงคำสามคำนี้กระทบโสตประสาท ราชครูถึงกับผุดลุกขึ้นจากหนังเสือขาวในทันที
ทั่วทั้งอาณาจักรหย่าสือหลาน ผู้อัญเชิญที่ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนมีไม่ถึงนิ้วมือข้างเดียว แม้แต่ที่ซ่อนตัวอยู่ก็คงมีจำนวนไม่ต่างกันนัก ดังนั้นในประชากรหลายสิบล้านคนของอาณาจักรหย่าสือหลาน เกรงว่าจะมีผู้อัญเชิญไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ
ความล้ำค่าหายากของผู้อัญเชิญนั้น ในบางแง่มุมนับว่าได้ก้าวข้ามผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตห้าวหาญทั่วไปไปไกลโขแล้ว!
ในบรรดาผู้อัญเชิญทั้งสิบคนนั้น ราชวงศ์แห่งหย่าสือหลานมีผู้อัญเชิญอยู่เพียงหนึ่งคน ซึ่งนั่นก็ต้องแลกมาด้วยการทุ่มเททรัพยากรและของล้ำค่ามหาศาล ส่วนผู้อัญเชิญที่เหลือ หากไม่ได้สังกัดอยู่ในขุมกำลังลึกลับบางแห่ง ก็มักจะเป็พวกหยิ่งทระนงที่ไม่ยินยอมเข้าร่วมกับอำนาจใดๆ
แต่ในตอนนี้ ตระกูลเซี่ยกลับมีผู้อัญเชิญปรากฏออกมาหนึ่งคน!
“เงา ไปเตรียมตัวเสีย พาเสวียนเอ๋อร์ไปด้วย พวกเราจะมุ่งหน้าสู่เมืองเซี่ย”
แม้การยื่นมือเข้าช่วยตระกูลเซี่ย จะเท่ากับการประกาศตัวเป็ศัตรูกับเขาเมฆาขาวอย่างเปิดเผย เพราะหนี้เืระหว่างสองฝ่ายไม่อาจไกล่เกลี่ยได้อีกต่อไป
ทว่า—
เขาคือราชครู ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรหย่าสือหลาน
มีใครเคยได้ยินบ้างว่า ยอดฝีมืออันดับหนึ่งจะต้องเกรงกลัวยอดฝีมืออันดับสอง?
การดำรงอยู่ของเขาเมฆาขาวที่ราชครูไม่เคยไปแตะต้องก่อนหน้านี้ ก็เพราะอาณาจักร้าความสงบสุข แต่ตอนนี้ ด้วยการปรากฏตัวของเซี่ยฝูคุน ซึ่งเป็ผู้อัญเชิญ ความสงบและความสมดุลเช่นนั้นก็ไม่จำเป็อีกต่อไป
หากอาณาจักรสามารถผู้อัญเชิญได้ถึงสองคน...
ราชครูไม่อยากจะจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ที่จะตามมา!
เมื่อเงาได้ยินว่าราชครูจะพาเสวียนเอ๋อร์ไปด้วยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร และรีบถอยออกไปเตรียมการอย่างเงียบเชียบ
เขาคือเงาของราชครู พลังฝีมือบรรลุขอบเขตครึ่งก้าวอานุภาพเทพ เรียกได้ว่าทั่วทั้งอาณาจักรหาผู้ต่อกรได้ยากยิ่ง เดิมทีเื่เช่นนี้เพียงส่งเขาไปจัดการก็เพียงพอแล้ว แต่การที่ท่านราชครูออกเดินทางด้วยตนเอง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เขามีต่อผู้อัญเชิญและเซี่ยฝูคุนอย่างถึงที่สุด
...
ตระกูลเซี่ย
เซี่ยฝูคุนจ้องมองวานรเทพจ้าวพลังที่อยู่ในลานบ้าน แม้ว่าวานรเทพจ้าวพลังจะดูองอาจน่าเกรงขามเพียงใด ทว่าหากนำไปเปรียบกับมู่อวิ๋นแล้ว ก็ยังนับว่าห่างชั้นกันเกินไป
สองวันที่ผ่านมานี้ คนจากเขาเมฆาขาวกลับยังไม่ปรากฏตัว ซึ่งสร้างความสงสัยแก่เซี่ยฝูคุนยิ่งนัก ตามที่เขาคิดไว้ คราวก่อนมู่ไป๋เพียงแค่าเ็ ยอดฝีมือเขาเมฆาขาวกลับมาถึงเร็วปานสายฟ้าแลบ แต่ไฉนคราวนี้มู่ไป๋ตายไปแล้ว พวกเขาถึงได้ล่าช้ากันปานนี้?
อย่างไรก็ตาม แม้ยอดฝีมือจากเขาเมฆาขาวจะยังไม่มาถึง แต่ทั่วทั้งเมืองเซี่ยกลับตกอยู่ในสภาวะตระหนกขวัญผวาไปเสียแล้ว
ผู้คนที่มีพละกำลังพอจะโยกย้ายได้ ต่างพากันอพยพออกจากเมืองเซี่ยไปจนสิ้น ทุกคนย่อมทราบดีว่าตระกูลเซี่ยล่วงเกินเขาเมฆาขาว และไม่มีใครปรารถนาจะอยู่เป็เหยื่อในเมืองแห่งนี้
แม้แต่ภายในจวนเ้าเมืองเอง ก็มีผู้คนลาออกและหนีหายไปไม่น้อย
“เฮ้อ ข่าวเื่ที่คุนเอ๋อร์เป็ผู้อัญเชิญถูกแพร่ออกไปแล้ว ทว่ากลับไม่มีขุมกำลังใดก้าวเท้าเข้ามาผูกมิตรเลย ดูท่าอิทธิพลของเขาเมฆาขาวในอาณาจักรแห่งนี้จะมากล้นจนเกินไป! ไม่มีใครยินยอมเสี่ยงภัยล่วงเกินเขาเมฆาขาวเพื่อมาตีสนิทกับพวกเราเลย”
เซี่ยกว่างอวิ๋นทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม เขาคิดว่าตนเองควรจะคาดการณ์เื่นี้ไว้ล่วงหน้า
ผู้อัญเชิญนั้นล้ำค่าและควรค่าแก่การดึงตัวของทุกขุมกำลังก็จริง แต่ความสามารถของเซี่ยฝูคุนในตอนนี้ยังต่ำต้อยเกินไป เปรียบได้เพียงสินทรัพย์ที่มีพร์ทว่ายังไม่เติบโต ใครจะกล้ายอมเสี่ยงเอาตัวเข้าแลกกับคู่ต่อสู้อย่างเขาเมฆาขาวเพื่อสินทรัพย์ที่ยังไม่เห็นผลกำไรเช่นนี้?
“์คงคิดจะล้างบางตระกูลเซี่ยของข้าแล้วจริงๆ...”
จากความปีติยินดีอย่างล้นพ้นกลายเป็ความโศกเศร้าอย่างหนักหน่วง เซี่ยกว่างอวิ๋นรู้สึกว่าเพียงไม่กี่วันมานี้ ตนเองกลับดูแก่ชราลงไปมาก
ส่วนทางด้านเซี่ยฝูคุนนั้นกลับขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย
เนื่องจากระบบหลอมปีศาจ พลังของเขาในตอนนี้บรรลุถึงขอบเขตชั้นยอดแล้ว ทั้งยังแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอดทั่วไปอยู่บ้าง และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงััได้ว่ามีใครบางคนแอบซุ่มลอบสังเกตการณ์เขาอยู่อย่างเงียบๆ ในตอนแรกเซี่ยฝูคุนคิดว่าเป็คนของเขาเมฆาขาว แต่ก็รู้สึกว่าเป็ไปไม่ได้ หากเป็คนของเขาเมฆาขาวจริง เหตุใดถึงทำเพียงลอบมองโดยไม่ลงมือ?
ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่แสดงเจตนาร้าย เซี่ยฝูคุนจึงทำเป็แสร้งไม่รับรู้ เพราะต่อให้กระชากตัวตนของอีกฝ่ายออกมาได้ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้หรือไม่!
ในจังหวะที่เซี่ยฝูคุนกำลังท้อแท้อยู่นั่นเอง ท้องฟ้าเหนือเมืองเซี่ยก็มืดครึ้ม เมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายพลังอันมหาศาลและทรงพลังอย่างยิ่ง จากนั้น เงาร่างอันทรงพลังสายแล้วสายเล่าก็พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามา...
“มากันแล้ว...”
เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้า เซี่ยฝูคุนก็สูดลมหายใจเข้าลึก ในที่สุด สิ่งที่ควรมาก็มาถึงจนได้...
เหตุใดทางด้านท่านราชครูถึงยังไม่ปรากฏตัว? หรือท่านจะไม่ยินยอมล่วงเกินขุมกำลังอย่างเขาเมฆาขาวเพื่อตัวเขาคนเดียวกันแน่?
ชั่วขณะหนึ่ง เซี่ยฝูคุนเกิดความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวขึ้นมา...