บทที่ 6 สัจธรรม 1
หลังจากการพบปะกันครั้งก่อน ตระกูลหลี่ก็เริ่มส่งของขวัญมาให้ที่สกุลหลิวในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็ ผ้าแพร ผ้าไหม รวมถึงเครื่องประดับชิ้นน้อยใหญ่ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นต่างก็รู้สึกอิจฉากันถ้วนหน้า เกิดข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายหลี่มากขึ้นทุกวัน กระทั่งตัวเขาถูกยกให้เป็คู่หมั้นแบบอย่างของเมืองหลวง ส่งผลให้เหล่าสตรีที่เห็นแบบนั้นก็เรียกร้องจากคู่หมั้นของตนเองเพิ่มขึ้นทุกวัน
แน่นอนว่าการเป็แบบอย่างให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม การสร้างมาตรฐานเอาไว้สูงเช่นนี้ย่อมดึงดูดความเกลียดชังได้อีกมากโข บุรุษมากมายที่สามารถเก็บเงินเก็บทองได้ก็ต้องดึงออกมาใช้จ่ายเพื่อไม่ให้น้อยหน้า กลัวว่าคู่หมั้นของตนเองจะวิพากษ์วิจารณ์แล้วกล่าวหาว่าพวกตนเหนียวหนืดไม่ใจกว้างเหมือนกับคุณชายหลี่....
ทางด้านหลิวหร่วนอี้ นางได้รับของขวัญชิ้นแล้วชิ้นเล่า แต่ในใจก็ไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่ทุกคนคิด เหล่าข้ารับใช้ที่นำของขวัญเหล่านี้มาส่งต่างก็บอกว่าเป็ของที่ “คุณชายหลี่” สรรหามาให้ เลือกที่เหมาะกับตน หากแต่...หลิวหร่วนอี้ก็รู้ดีเลยว่าคำพูดนั้นเป็เื่จริงมากน้อยขนาดไหน
แม้ว่านั่นจะเป็ของที่ใช้เงินของ “คุณชายหลี่” ซื้อมาให้ แต่ไม่ควรเป็ของที่เขาตั้งใจจะซื้อให้นางด้วยตนเองจริงๆหรอก คำที่บอกว่า “สรรหามาให้” ก็ไม่ต่างอะไรกับคำลวงที่พวกข้ารับใช้คิดกันขึ้นมาเอง อยากให้ความสัมพันธ์ของคู่หมั้นคู่นี้ดีขึ้นไปอีก
เื่นี้นางอ้างอิงมาจากเนื้อหาในนิยายที่ได้บอกเอาไว้ว่าคุณชายหลี่คนนี้งานยุ่งมาก ที่สำคัญที่สุดคือในหัวของเขาเต็มไปด้วยงานและงาน ถ้าไม่ใช่คนพิเศษอย่างนางเอกของเื่ก็ย่อมไม่ได้รับความใส่ใจเช่นนี้แน่ ฉะนั้นเขาจะเอาเวลาไป “สรรหา” ของขวัญอย่างที่พูดได้อย่างไร
แม้จะรู้เช่นนั้น แต่หร่วนอี้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก นี่เป็ของขวัญสำหรับตน...เช่นนั้นจะรับเอาไว้ก็ไม่ผิด อย่าลืมว่าของเหล่านี้ล้ำค่าขนาดไหน หลังจากนี้ 5 ปี ถ้าเกิดเื่ขึ้นก่อนที่ชะตาอาภัพจะพรากชีวิตของนางไป ยกตัวอย่างเช่น ่ที่พระเอกต้องออกไปทำงานต่างเมือง จัดการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้าน ตอนนั้นนางที่เป็ฮูหยินของจวนรองแม่ทัพก็ต้องบริหารจัดการเื่เงินทองให้ดี
แถมยังถูกเอารัดเอาเปรียบจาก “องค์เหนือหัว” ที่บีบบังคับให้ขุนนางทุกคนต้องบริจาคให้มากหน่อย ตระกูลหลี่เองแม้จะมีทรัพย์สินมาก แต่ไม่แน่ว่าอาจจะมีปัญหาหลังจวนจนต้องจำกัดค่าเบี้ยสำหรับสตรีก็เป็ได้ !
ก็นะ จวนสกุลใหญ่นั้นมีที่ไหนบ้างที่ไม่มีปัญหากันเอง ถึงท่านลุงหลี่จะเป็คนดีและตรงไปตรงมา ทว่าจวนที่มีสตรีควบคุมเรือนหลังก็ต้องมีการปะทะกันอยู่เสมอ
หลิวหร่วนอี้ผู้นี้ตบแต่งตามคำสัญญาของเ้าบ้านสองสกุล หาได้มาจากความ้าของสตรีผู้เป็ใหญ่ที่สุดในเรือนหลังไม่ สุดท้ายแล้วความยากลำบากมากมายที่หลิวหร่วนอี้ต้องเจอก็มีผลกระทบมาจากฮูหยินสกุลหลี่ทั้งนั้น
นางอยากจะดันหลานสาวห่างๆของตนเองเข้ามาเป็ฮูหยินให้บุตรชาย หวังว่าจะได้สะใภ้ที่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ มอบอำนาจดูแลเรือนหลังให้ตนเองตลอดไปไม่คิดแย่งชิง ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางจะคอยหาโอกาสจัดการกับหลิวหร่วนอี้ลับหลังเสมอ
คนที่ต่อหน้าแสร้งว่าดี ลับหลังกลับลงมือทำเื่มากมายแบบนั้นเป็พวกไว้ใจไม่ได้ หลิวหร่วนอี้ไม่ได้กลัว...นางมีชีวิตมา 3 ครั้งแล้ว พบเจอกับการต่อสู้ดิ้นรนมากมาย กระทั่งในวังหลังขององค์ชายสี่ก็ยังคงไปอยู่มาแล้ว เล่ห์กลของที่จวนสกุลหลี่คงไม่อาจเทียบเท่ากันได้
แต่เื่แบบนี้ ต่อให้รับมือได้ก็ควรจะมีแผนสำรองไว้บ้าง หากเวลาแบบนั้นมาถึงจริงๆ เช่นนั้นก็ขอให้นางมีเงินกินข้าวก็พอ ซึ่งของขวัญที่ได้รับมามากมายนี้สามารถแลกเป็ข้าวได้หลายร้อยเกวียน แค่คิดก็รู้สึกอิ่มท้องแล้ว!!
“คุณหนูเ้าคะ! วันนี้คุณชายส่งไข่มุกจากทางเหนือมาให้เลยนะเ้าคะ ดูเถิดว่าคุณชายใส่ใจขนาดไหน...” อี้ถิงตื่นเต้นมากกว่าใคร กระทั่งตอนนี้พูดไปก็ยังยิ้มไปด้วยเลย
หลายวันมานี้ หญิงสาวนั่งนับของขวัญที่ส่งมาอย่างมีความสุข ชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกนางบันทึกลงรายการสินส่วนตัวของหลิวหร่วนอี้ แบบนี้เมื่อแต่งออกไปแล้วก็จะสามารถควบคุมทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น ถ้าครอบครัวสามีคิดรังแก แม่สามี้าแย่งสินเดิมของฮูหยินน้อย เช่นนั้นนางก็จะเอารายการทรัพย์สินเหล่านี้กลับมาฟ้องให้นายท่านหลิวทราบเื่แน่
ถึงตอนนั้น...ต่อให้ต้องตีกันให้ตาย ผู้นำตระกูลหลิวก็จะต้องช่วยคุณหนูกลับมาให้ได้ แม้ว่าคนพวกนั้นจะเป็คนสกุลหลี่ก็ตาม!!
“คุณหนูเ้าคะ วันนี้คุณหนู้าประดับด้วยกำไลไข่มุกนี้หรือไม่เ้าคะ หรือว่าอยากจะประดับข้อมือด้วยกำไลหยกที่ได้รับมาเป็ของขวัญครั้งก่อนดี บ่าวคิดว่าชุดสีตองอ่อนนี้เหมาะกับทั้งไข่มุกและหยกเลยเ้าค่ะ ของที่คุณชายเลือกมาให้ล้วนมีแต่ของดีทั้งนั้น ช่างใส่ใจจริงๆเลย...คุณหนูคิดเช่นนั้นหรือไม่เ้าคะ”
“อ่อ อืม...คงจะเป็แบบนั้น” อี้ถิงชะงักไป ตนเองพูดเสียยืดยาว ได้ยินเพียงเ้านายตอบว่า “อืมๆ” เท่านี้มาเป็สิบเป็ร้อยรอบ ดูท่า...ใจคุณหนูคงจะลอยไปไหนต่อไหนเสียแล้ว...
อี้ถิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางรับใช้คุณหนูมาหลายปีย่อมรู้นิสัยของคุณหนูไม่มากก็น้อย การที่คุณหนูแสดงท่าทีเช่นนี้...เดิมทีนางคิดว่าอาจจะเป็เพราะตื่นเต้นที่ได้เจอคู่หมาย เพียง 2-3 วันก็คงจะหายดีแล้วกลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง ทว่า...นี่ผ่านไป 17 วันแล้วหลังจากที่ได้พบเจอกับคุณชายหลี่ครั้งก่อน คุณหนูก็ยังนอนพิงกายที่ตั่งตัวเตี้ยเหมือนเดิมตลอด ช่างเป็ภาพที่น่าอดสูใจเสียจริง
จากคุณหนูที่ขยันขันแข็ง มีเวลาว่างจำเป็ต้องฝึกฝนมารยาท ทบทวนบทเรียน หรือแม้แต่ฝึกร่ายรำทำเพลง ตามที่เคยได้ร่ำเรียนมา เวลานี้กลับไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว...
นอกจากอ่านวรรณกรรมทั่วไป คุณหนูก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเลย แล้วแบบนี้...คุณหนูที่ยอดเยี่ยมของนางจะยังสามารถพิชิตใจชายได้หรือไม่? นางไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูกันแน่ เพียงแค่้าให้คุณหนูผู้สดใสและกระตือรือร้นของตนเองกลับคืนมาก็เท่านั้น
“คุณหนูเ้าคะ” อี้ถิงคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียกคนเป็นายอย่างจริงจัง
หลิวหร่วนอี้ประหลาดใจอยู่บ้าง ปกติแล้วอี้ถิงจะไม่เรียกตนเองด้วยน้ำเสียจรังจังเช่นนั้น ดังนั้นจึงเลือกที่จะพับหน้าวรรณกรรมที่อ่านอยู่แล้วมองไปยังสาวใช้ตัวน้อยของตน
“คุณหนู ่นี้คุณหนูยังไม่ได้ออกไปข้างนอกจวนเลยนะเ้าคะ คุณหนูเก็บตัวอยู่ที่เรือนนี้มาเป็สิบๆวันแล้ว บ่าวคิดว่าถึงเวลาที่คุณหนูจะต้องไปเปิดหูเปิดตาแล้วนะเ้าคะ”
อี้ถิงเสนอความคิดของตนเองขึ้นมา นางเพียงคิดว่าถ้าคุณหนูออกไปนอกจวนบ้างก็อาจจะสลัดภาพที่เหมือนหญิงชราจอมเกียจคร้านเช่นนี้ออกไป แล้วกลับมาเป็เด็กสาวสดใสเหมือนเก่า..
“หืม? ถ้าเป็เื่ให้ออกไปเที่ยวเล่นก็ไม่ต้องพูดแล้ว ่นี้ข้าแค่อยากอยู่เงียบๆ...” หลิวหร่วนอี้โบกมือ เดิมทีคิดว่าสาวน้อยอี้ถิงมีเื่สำคัญที่จะบอก เห็นนางทำหน้าตาเคร่งเครียดมาได้สักพัก แต่ที่ไหนได้...กลับเป็แค่เื่ชวนตนเองไปเที่ยวเล่นข้างนอกเหมือนเด็กๆ แบบนี้จะให้รับปากได้อย่างไร
เห็นคุณหนูปฏิเสธโดยไม่คิด อี้ถิงก็เปลี่ยนสีหน้าทันที จากที่มีความหวังในคราแรกก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็เศร้าหมอง ใครจะรู้ว่าหัวน้อยๆของนางตอนนี้เต็มไปด้วยความคิดซับซ้อนวุ่นวายมากมายได้กัน!
“คุณหนู! คุณหนูจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเ้าคะ? คุณหนูเป็คุณหนูของสกุลหลิวนะเ้าคะ แล้วก็เป็ว่าที่ฮูหยินของท่านรองแม่ทัพใหญ่ด้วย คุณหนูได้โปรดดูเทียบเชิญที่ส่งมาให้คุณหนูด้านหลังเถิดเ้าค่ะ ถ้า่นี้คุณหนูยังไม่ไปร่วมงานเลี้ยงใดอีก เกรงว่าผู้คนภายนอกจะยิ่งลือไม่ดีนะเ้าคะ”
“ข้าไม่สนใจ ข่าวลือเป็เพียงลมปากของผู้คนเท่านั้น ถ้าข้าไม่สนใจ...”
“ต้องสนใจสิเ้าคะ!! คุณหนูจะต้องสนใจ บ่าวไม่้าให้คุณหนูถูกคนอื่นตำหนิเอาได้ คุณหนูพยายามมามากมายเพียงใดที่จะเป็สตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ่นี้ก็ใกล้จะได้เวลาแข่งขันคัดเลือกบุปผางามประจำปีแล้ว หากคุณหนูเก็บตัวเงียบแบบนี้ ผู้อื่นที่ไม่สนิทสนมด้วยจะให้คะแนนคุณหนูได้อย่างไร บ่าวไม่อยากให้คุณหนูได้ชื่อว่าเป็แค่ดอกไม้งามเพียงชื่อ หากแต่ไร้บัลลังหรอกนะเ้าคะ!!”
ยิ่งพูด สาวเ้าก็ยิ่งดูเหมือนจะมีอารมณ์ผสมเข้ามามากมาย หลิวหร่วนอี้คิดทบทวน่เวลาเล็กน้อยแล้วก็เป็ไปตามที่อี้ถิงพูดจริงๆ
่ชีวิตของนางมี 2 ครั้งที่เข้าร่วมการแข่งขันชิงตำแหน่งบุปผางามประจำปี ครั้งแรกเพื่อให้องค์ชายสี่มองเห็นตนเองชัดเจนขึ้น อีกครั้งก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองเพื่อใช้ยกระดับสามีสกุลตู้ ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ...การคว้าตำแหน่งบุปผางามประจำปีก็ล้วนเพื่อบุรุษทั้งนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อนึกถึงมันแล้วจะทำให้หลิวหร่วนอี้รู้สึกหน่ายใจ
“ข้าเป็ดอกไม้ไร้บัลลังก็ดีแล้ว โดดเด่นมากไปรังแต่จะมีปัญหา”
ได้ยินคุณหนูพูดแบบนั้น อี้ถิงก็ไม่อาจอดทนได้อีกแล้ว หญิงสาวปาดน้ำตาของตนเองอย่างลวกๆ เดิมทีนางก็ไม่ควรร้องไห้ให้คุณหนูเห็นอยู่แล้ว ทว่า...นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าจริงๆ
การเปลี่ยนแปลงของคุณหนูเป็สิ่งที่ทำให้นางปรับตัวไม่ทัน หากคุณหนูของนางมีนิสัยเช่นนี้ั้แ่แรก อี้ถิงก็คงจะเคยชินและยอมรับได้ ถึงอย่างไรนิสัยทั้งสองแบบก็ไม่ได้ไม่น่ามอง ทว่า...นางที่เคยเห็นคุณหนูของตนเองมีเป้าหมาย และใช้ความพยายามทั้งหมดจนกระทั่งเรียกว่าน่าสงสารเลยก็ว่าได้ จู่ๆก็พลิกจากหน้ามือเป็หลังมือ อี้ถิงจะยอมรับได้ง่ายๆเสียที่ไหน
เื่นี้ หลิวหร่วนอี้ก็รู้ว่ากระทั่งบิดาหรือมารดาของตนเองยังไม่อาจรับรู้ด้วยซ้ำ ความเปลี่ยนแปลงของนางมีเพียงอี้ถิงที่อยู่ใกล้ชิดเท่านั้นแหละที่จะััได้ ดังนั้นเมื่อเห็นเด็กสาวร้องไห้
หร่วนอี้ก็รู้สึกว่าตนเองจำเป็ต้องพูดให้ชัดเจนมากขึ้น
สาวงามนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือเรียกให้อี้ถิงเข้ามาใกล้ๆตนเองอีกหน่อย
“ถิงถิง...”
น้ำเสียงอ่อนใจของหลิวหร่วนอี้ทำให้อี้ถิงพยายามเก็บเสียงสะอื้นของตนเอง นางรู้ว่าเื่นี้เป็ตนเองที่ผิด เ้านายเป็อย่างไรก็เื่ของเ้านาย นางมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบก็แค่สนองความ้าเท่านั้น
ถ้านางบังคับให้คุณหนูไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วถูกลงโทษขึ้นมา ก็คงไม่อาจโทษใครได้นอกจากตนเอง แต่เพราะหวังดีต่อคุณหนูมากจริงๆ แถมยังไม่รู้เหตุผลที่น่าอึดอัดใจเช่นนี้ ดังนั้นอี้ถิงจึงหยุดร้องให้ไม่ได้เสียที
“อันที่จริง...ข้าคิดว่าตนเองมีเื่สำคัญต้องบอกเ้า”
“ฮึก...เ้าค่ะ เื่สำคัญ”
หญิงสาวพยายามกลั้นเสียงร้องของตนเองเอาไว้ ตั้งใจฟังสิ่งที่คุณหนูจะบอก เพราะนางเองก็คิดว่าคุณหนูคงอยากบอกสาเหตุที่ทำให้จู่ๆเด็กสาวผู้สดใสและเพียบพร้อม กลายเป็คนที่ไม่เอาอะไรอีกเลยในชีวิตเช่นนี้
“อันที่จริง...ข้าได้ไปพบพระพุทธองค์มา”
“เ้าคะ?” อี้ถิงที่ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ไม่ได้คิดเลยว่าเ้านายของตนเองจะพูดเื่ประหลาดเช่นนี้ออกมา
“พระพุทธองค์อย่างไรล่ะ”
“พะ พระพุทธองค์...” เมื่อได้รับการยืนยัน แทนที่อี้ถิงจะเข้าใจมากขึ้น นางกลับยิ่งสับสนงงงวยมากขึ้นเท่านั้น
“เพราะว่าดวงชะตาของข้าค่อนข้างดี ดังนั้นพระพุทธองค์จึงมาพบข้าด้วยตนเอง ท่านได้สั่งสอนข้า ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตามากมาย ดังนั้น...ข้าจึงได้รู้สัจธรรมของชีวิตแล้ว”
“สะ สัจธรรม...”
“ใช่ การแข่งขันชิงดีชิงเด่นเป็เพียงเื่ภายนอก ตราบเท่าที่พวกเราสามารถอยู่อย่างสบายใจในทุกสถานการณ์ต่างหาก ที่เรียกว่า์ที่แท้จริง”
“เอ่อ บ่าว...บ่าวก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีเ้าค่ะ”
“เฮ้อ นั่นสินะ เพราะแบบนั้นเ้าจึงไม่ได้รับเลือกอย่างไรล่ะ เอาเป็ว่า...สุดท้ายแล้วข้าถูกทำนายว่าอาจจะมีอายุขัยเพียง 5 ปีเท่านั้น ระหว่างนี้ให้ข้าใช้ชีวิตเพื่อทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของสัจธรรมให้ได้ เมื่อจากไปแล้วก็จะมีความสุข”
หลิวหร่วนอี้ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด ั้แ่ที่นางเข้ามาอยู่ในโลกนิยาย สิงร่างของเ้านายที่แท้จริงของหลิวหร่วนอี้ จากนั้นก็พยายามฉีกกฎทุกอย่าง หนีเอาตัวรอดให้ได้ จนสุดท้ายก็ผ่านไป 3 ชีวิต สิริรวมแล้วก็ 15 ปี ทั้งหมดล้วนตายหลังจาก่เวลาที่กลับมาใหม่ 5 ปีเสมอ เป็่เวลาเดียวกันกับชีวิตที่หลิวหร่วนอี้จะได้ตายไปตามเส้นเื่นิยาย
เื่พวกนั้นต่อให้อยากพูดก็พูดไม่ได้ ิญญาที่มาแย่งร่างผู้อื่นทั้ง 3 ชีวิตจะอยู่อย่างปกติได้อย่างไร ยุคสมัยนี้แม้จะห้ามเื่ไสยศาสตร์ แต่ลึกๆแล้วสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ มองไม่เห็นจริง กลับทำให้ผู้คนเชื่อมั่นได้มากกว่า
หลิวหร่วนอี้จึงเลือกตัวตนศักดิสิทธิ์อย่างอาจหาญ อาศัยอำนาจของพระพุทธองค์เพื่ออธิบายสถานการณ์เช่นนี้ และนั่นก็ทำให้อี้ถิงอ้าปากค้างด้วยความใไปแล้ว ซึ่ง...นี่แปลว่านางเชื่อคำของตนจริงๆ
…………………………………………