คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 99 เป็นสรรพสิ่ง

            

            หอเชื่อมดาราเป็นสถานที่ที่พิเศษมาก

            ดูจากภายนอก มันเป็นเพียงหอคอยธรรมดาๆ เท่านั้น แต่เมื่อเดินเข้าไปภายในซูฉางอันถึงพบว่ามันเป็นสถานที่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

            เขายืนตระหง่านท่ามกลางหมอกหนา รอบด้านล้วนเต็มไปด้วยหมอกสีขาว ทำให้มองเห็นเพียงเลือนรางเท่านั้น

            เขาลองเดินไปข้างหน้าเพื่อสำรวจสถานที่ และพบว่าที่แห่งนี้กว้างใหญ่มากจริงๆเขาเดินอยู่นานเกือบสิบห้านาที แต่ก็ยังไม่พบจุดสิ้นสุดของห้อง

            นั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

            อวี้เหิงบอกให้เขาเข้ามาในหอเชื่อมดาราบอกว่าจะได้รับพลังที่มากพอจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นแต่กลับไม่ยอมบอกว่าซูฉางอันต้องทำอย่างไรหลังเข้ามาในนี้

            เขายืนนิ่งอยู่อีกราวสิบห้านาที และในที่สุดเขาก็เริ่มหมดความอดทนแล้ว

            จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ใช่เรื่อง... ซูฉางอันคิดขึ้นในใจ

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขายืดตัวตรง แล้วเริ่มขับเคลื่อนปราณดาราในร่างขึ้นส่งให้พลังวิญญาณกระจายออกไปรอบด้านในพริบตา

            เขาส่องประกายแสงคมเฉียบขึ้นในดวงตา พลางอ้าปากขึ้นทันที

            “มีคนอยู่ไหม!?”เขาตะโกนเข้าไปในม่านหมอก

            พลังวิญญาณภายในร่างขายให้เสียงของเขาดังกึกก้องราวกับระฆังยักษ์ และเสียงนั้นกระจายไปรอบด้านในพริบตา

            มันดังก้องอยู่นานประมาณสิบอึดใจ ก่อนจะเงียบลงในที่สุดจากนั้นซูฉางอันก็เอาแต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกำลังรออะไรบางอย่างเช่นนั้น

            น่าผิดหวังที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

            ไม่มีทั้งเสียงตอบกลับ หรือการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น

            แสดงให้เห็นถึงปัญหาสองอย่าง ประการที่หนึ่งที่นี่กว้างใหญ่มากและประการที่สอง ไม่มีใครอยู่ที่นี่

            ทำเอาเขากลัดกลุ้มขึ้นมาทันที

            แต่เขาก็ยังเชื่อว่าอวี้เหิงไม่มีทางโกหกตนแน่ จึงทำใจให้สงบอีกครั้งแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่กับที่

            ในเมื่อหาไม่เจอ เช่นนั้นก็รอให้อีกฝ่ายมาหาเองก็แล้วกัน ซูฉางอันคิดเช่นนั้น

            แต่หลังจากนั้น เขากลับพบกับเรื่องที่น่ายินดีคือภายในหอเชื่อมดาราแห่งนี้มีปริมาณพลังวิญญาณที่หนาแน่นมากกว่าข้างนอกหลายเท่า

            ถือว่ามาฝึกพลังก็แล้วกัน เขาคิดแบบนั้น และเริ่มดูดซับพลังวิญญาณจากรอบด้าน

            เวลาเลยผ่านไปเรื่อยๆ เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปนานถึงสามชั่วยามแล้ว

            “เฮ้อ” เสียงถอดถอนใจของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางไอหมอก

            ซูฉางอันเบิกตาขึ้นกะทันหัน เขารีบลุกพรวดด้วยความรวดเร็ว ดึงดาบที่สะพายบนหลังออกมาถือมองสำรวจไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

            “ใครกัน!? ” เขาถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง

            “เจ้าช่างเป็นคนที่ประหลาดเสียจริง” เสียงนั้นดังขึ้นจากทุกสารทิศโดยมีความจนปัญญาและตกตะลึงแฝงอยู่ในน้ำเสียง

            เมื่อสิ้นเสียง ไอหมอกรอบด้านเริ่มสลายไปเล็กน้อย แล้วร่างของใครบางคนก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกในที่สุด

            ซูฉางอันเพ่งมองไปที่ร่างนั้น แต่เพราะอยู่ห่างกันหลายจั้ง เขาจึงมองไม่เห็นรูปโฉมของคนผู้นี้เขาแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่านั่นเป็นร่างของหญิงหรือชาย ใช่เพราะหมอกหนามากเกินไปแต่เพราะร่างนั้นเป็นเพียงเงาเลือนรางอยู่แล้วต่างหาก

            เขาไม่เคยเจอสถานการณ์ประหลาดเช่นนี้มาก่อน ทำเอาซูฉางอันรู้สึกตื่นตระหนกกว่าเดิมขณะที่ดาบในมือก็ส่งเสียงกังวานขึ้น ราวอะไรบางอย่างได้เช่นนั้น

            “เฮ้ เจ้าหนุ่ม เจ้าเองรึ เราเจอกันอีกแล้วนะ” แม้ร่างนั้นจะไม่มีรูปโฉมชัดเจนแต่ซูฉางอันก็รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังทักทายดาบในมือของเขา ไม่ใช่เขา

            “เจ้าเป็นใครกัน? ” ในที่สุดซูฉางอันก็ถามออกไป

            “ข้าเป็นใครอย่างนั้นรึ? ” ร่างนั้นส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆราวเพิ่งฟังเรื่องน่าขันเข้าเช่นนั้น

            และในตอนนั้นเอง จู่ๆ หมอกที่ปกคลุมอยู่ทุกสารทิศสลายไปในพริบตา ทำให้เขาพบว่าตนกำลังอยู่ในมิติว่างเปล่าอันแสนมืดมนแห่งหนึ่ง

            เสียงหนึ่งดังขึ้นทันที “ข้าคือวู๋ถง”

            สตรีเท้าเปลือยในชุดสีแดงทะยานลงมาจากทางด้านบนแล้วมายืนอยู่ข้างเขาในเสี้ยววินาที

            “เป็นมั่วทิงอวี่! ”

            ชายผู้แบกดาบเอาไว้บนหลังพุ่งมาจากทางเบื้องบนแล้วมาหยุดยืนอยู่ทางด้านขวาของเขา

            “เป็นฉู่ซีฟง!”

            “เป็นอวี้เหิง!”

            “เป็นชิงหลุน!”

            ผู้คนที่ซูฉางอันคุ้นเคยเป็นอย่างดีปรากฏกายขึ้นคนแล้วคนเล่า พวกเขาหยุดยืนอยู่รอบกายเขาแต่กลับไม่ยอมพูดยอมจา เพียงมองมาทางเขาด้วยสายตาเย็นชาเท่านั้น

            “เป็นท้องฟ้า!”

            ท้องฟ้าสีครามปรากฏขึ้นเหนือหัวทันทีเมื่อสิ้นเสียง

            “เป็นผืนดิน!”

            ผืนหญ้าสีเขียวปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขา และทอดยาวไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

            “เป็นสรรพสิ่ง!”

            หมู่เมฆปรากฏขึ้นบนท้องนภา ต้นไม้มากมายงอกจากพื้นดิน ทันใดนั้นนกตัวหนึ่งบินผ่านไปแต่เพียงไม่นานสัตว์ป่าที่ดักซุ่มอยู่ในพงไพรตะครุบนกตัวนั้นเอาไว้ แล้วดึงมันลงจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วแต่ยังไม่ทันที่สัตว์ป่าจะได้ดื่มด่ำกับมื้ออาหาร ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งทะลุผ่านหัวของมันไปเสียก่อนเจ้าสัตว์ร้ายส่งเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินอย่างไม่มีวันจะฟื้นคืนจากนั้นร่างของมนุษย์หลายคนเดินเข้ามาจากแดนไกล ใบหน้าของคนเหล่านั้นแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขพวกเขายกร่างของสัตว์ที่เพิ่งล่าขึ้นมาจากพื้นดินด้วยรอยยิ้มก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านซึ่งมีควันไฟอันเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนมนุษย์ลอยขึ้นไปบนอากาศในที่สุด

            สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ซูฉางอันตกใจจนพูดไม่ออกแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใดออกมา...

            เสียงแหลมๆ ของร่างอันแสนเลือนรางพลันถูกกดลงต่ำ

            “และเป็นความว่างเปล่าเช่นกัน” เขากล่าวเช่นนั้น

            ทันใดนั้น ทั้งท้องฟ้า แผ่นดิน และสรรพสิ่งที่เคยปรากฏขึ้นต่างสลายไปอย่างรวดเร็วและพุ่งเข้าไปรวมอยู่ในร่างอันแสนเลือนรางตรงหน้าในที่สุด

            วินาทีนั้นดูเหมือนซูฉางอันจะเข้าใจแล้วว่าภาพทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นเป็นฝีมือของร่างตรงหน้านั่นทำให้เขารู้สึกโมโหเล็กน้อย “เจ้าเป็นใครกันแน่!” ซูฉางอันพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ

            “ข้าก็บอกไปแล้วไม่ใช่ใช่รึ? ข้าคือความว่างเปล่า”ร่างนั้นพูดขึ้น

            “ความว่างเปล่า? เป็นชื่อที่ประหลาดจริงๆ”ซูฉางอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละที่นี่ไม่ใช่หอเชื่อมดารารึ? ”

            “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงอยู่ที่นี่แต่ข้าก็อยู่ที่นี่มาโดยตลอด อยู่เพื่อรอคอยทุกคนที่เข้ามาในหอเชื่อมดารา”

            “รอทุกคนที่เข้ามาในหอเชื่อมดาราอย่างนั้นรึ? เหตุใดต้องรอพวกเขาด้วยละ?”

            แม้ร่างนั้นจะไม่มีใบหน้าแต่ซูฉางอันก็มั่นใจว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งจะมองบนใส่ตนไป

            “คนที่เข้ามาในหอเชื่อมดารา ก็ต้องมาฝึกจิตใจน่ะสิ และข้าก็รอพวกเขาเพื่อฝึกจิตใจให้คนเหล่านั้นอย่างไรละ” ร่างนั้นตอบกลับมา

            เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็ระเบิดความดีใจขึ้นมาทันที“เจ้าเป็นผู้ฝึกจิตรึ?รีบฝึกจิตให้ข้าเถอะ” เขาพูดราวทนรอไม่ไหว

            “ข้าก็อยากฝึกจิตให้เจ้าเหมือนกัน แต่ว่า...”น้ำเสียงของร่างนั้นเปลี่ยนจากกลัดกลุ้มมาเป็นโมโหในพริบตา

            “ช่วงที่ผ่านมา สำนักเทียนหลานคิดจะทำอะไรกันแน่ทำไมถึงส่งแต่คนประหลาดๆ เข้ามาอยู่เรื่อย”

            “คนที่เข้ามาครั้งก่อนโน้น เป็นนักดาบที่มีพลังอยู่ระดับคุมพิภพคนหนึ่งเขาเอาดาบเข้ามาด้วย และทันทีที่เข้ามาถึง คนๆนั้นก็ใช้ดาบฟันจนจิตมารของเขาแหลกสลายลงไปแทบจะทันที”

            “คนที่มาครั้งก่อนก็เหมือนกัน เขาเป็นนักพรตคนหนึ่งแต่จิตมารของเขากลับเป็นหญิงที่ไม่มีพลังเลยสักนิด สองคนนั้นลีลาโอ้เอ้อยู่ตั้งครึ่งปีกว่าชายคนนั้นจะใช้กระบี่สังหารหญิงผู้นั้นลงได้”

            “ครั้งนี้ยิ่งแล้วใหญ่! คนที่มาดันเป็นเด็กหนุ่มที่มีพลังอยู่ในระดับหลอมจิตแถมยังไม่มีจิตมารอีก แล้วจะให้ข้าฝึกจิตเจ้าได้อย่างไรละ!? ”

            “แล้วยังมีครั้งก่อนนู้น...”

            ซูฉางอันไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ว่าเขากำลังบ่นเรื่องอะไรกันแน่แต่เขากลับรู้สึกว่าความอัดอั้นของร่างตรงหน้าคล้ายจะมีความเกี่ยวข้องกับตนเช่นนั้นนั่นทำให้เขารู้สึกเขินอายเล็กน้อย ซูฉางอันเก็บดาบ นิ่งอยู่กับที่รอให้ร่างตรงหน้าระบายความอัดอั้นออกมาจนหมดอย่างเงียบๆ

            ทว่าร่างตรงหน้าดูจะแค้นสำนักเทียนหลานเบาเลย เขาบ่นฉอดๆ อยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบแต่ซูฉางอันที่ตั้งใจนับอย่างจริงจังพบว่าเขาระบายเรื่องราวที่ไม่พอใจออกมาประมาณสองร้อยกว่าเรื่องเห็นจะได้ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจกับเรื่องที่พูดออกมาเป็นอย่างมาก แน่นอนซูฉางอันเป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจที่สุด

            ในที่สุด หลังผ่านไปหลายชั่วยาม ร่างนั้นก็หันกลับมามองซูฉางอันราวระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมาจนหมดแล้วเช่นนั้น

            “เฮ้ เจ้าหนุ่ม เจ้าชื่ออะไรรึ” เขาถาม

            “ซูฉางอัน”

            “นี่ ซูฉางอัน ฟังให้ดีล่ะ” เขากระแอมเพื่อปรับเสียง “เจ้าไม่มีจิตมารอยู่ในตัวข้าจึงไม่อาจฝึกจิตให้เจ้าได้”

            “หา? ”ซูฉางอันชะงักไปเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านัก “แล้วข้าควรทำเช่นไร? ข้ายังกลับไปได้หรือเปล่า? ”

            “เมื่อเข้ามาในหอเชื่อมดารา มีทางเลือกเพียงสองอย่าง หนึ่งตาย สองฝึกจิตสำเร็จแต่หากเจ้าทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง เช่นนั้นเจ้าก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้”ร่างนั้นพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

            “แล้วข้าควรจะทำอย่างไรดี? ” ซูฉางอันตื่นตระหนกขึ้นมาในพริบตาเขาไม่อยากอยู่ในที่ที่มีแต่ความมืดมนร่วมกับร่างที่ไม่มีใบหน้าที่ชัดเจนแบบนี้ไปจนแก่ตายหรอกนะ

            “เจ้าหาทางฝึกเอาเองเถอะ!” ร่างนั้นพูดด้วยท่าทางราบเรียบ

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน