หมื่นโอสถกลืนสวรรค์

    บทที่ 13 ออกจากหมู่บ้านซ่อนลึก

    บทที่ 13ออกมาจากหมู่บ้านซ่อนลึก มือของหลินซานขึ้นไปสัมผัสกับแผ่นศิลาหินตรงหน้าอีกครั้งแต่ว่าในครั้งนี้มันแตกต่างออกไป มันไม่มีอันใดปรากฏออกมาเลยแผ่นศิลาหินสีดำสนิทผิวเรียบเนียนของมันไม่มีอักขระสีทองเปล่งประกายขึ้นเหมือนก่อนหน้านี้สิ่งที่ได้กลับมามันคือความว่างเปล่าดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองมันอย่างประหลาดใจก่อนหน้านี้ตอนที่เขายื่นมือไปสัมผัสมันมันก็ยังปรากฏรายละเอียดออกมา แต่ในครั้งนี้มันกลับกลายเป็นนิ่งสนิทอีกแล้วเหมือนกับครั้งก่อนหน้านี้ที่มันมอบหมายภารกิจบางอย่างให้กับเขาแต่ว่าครั้งนี้มันแตกต่างไปมันยังไม่ได้มอบหมายภารกิจให้กับเขาแต่ว่ามันกลับไม่มีอันใดปรากฏออกมาแล้ว สิ่งที่อยู่ด้านหน้าทำให้หลินซานตลาดใจเป็นอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่เขาได้ล้อมร่วมเข้ากับดวงจิตของจักรพรรดิทั้งสองและกลายเป็นคนคนเดียวกันมันทำให้ตัวเขาได้รู้ 1 อย่างว่าเจ้าสิ่งนี้มันเรียกว่าศิลาบรรพกาล มันเป็นเพียงแค่สิ่งเดียวที่เขารู้เขาไม่ได้รู้ที่มาที่ไปของมันและยังไม่รู้วิธีการใช้มันมันไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้แต่ว่าความทรงจำของจักรพรรดิทั้ง 2 ภายในหัวเขามันกำลังมีบางอย่างที่ขาดหายไปหรือไม่ก็กำลังเลือนลางอยู่หลินซานหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ตาของเขากวาดมองรอบบริเวณพร้อมกับก้มมองสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนนั่นคือเตาหลอมโอสถหยกแสนปี ลองคิดดูแล้วเขาไม่สามารถนำมันออกไปด้วยพร้อมกับตัวเขาได้เพราะว่าตอนนี้เขาก็เป็นคนพิการไม่สามารถซื้อจับเตาโอสถที่มีขนาดเท่านี้ตายในการเคลื่อนที่หรอกหลินซานคิดได้เช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็กวาดมองรอบบริเวณเขาได้มองเห็นว่ามันมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่ถูกตั้งเอาไว้อยู่ภายในเรือนเก่าๆแห่งนี้ เขาได้เดินตรงเข้าไปภายในโต๊ะไม้ก่อนที่จะนำมันไปวางเอาไว้บนโต๊ะอย่างไรเสียสถานที่แห่งนี้มันก็เชื่อมโยงกับตัวของเขาเก็บมันไว้ในสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หลินซานรู้ว่าตำหนักสวรรค์แห่งนี้มันมีประตูทางเข้าที่เชื่อมโยงอยู่บริเวณอักขระที่ถูกสลักอยู่บนร่างกายของเขาเขาจะสามารถเข้าออกมาได้ตลอดเวลาตามที่ตัวของเขาต้องการแน่นอนว่าการที่เก็บเตาโอสถหยกแสนปีเอาไว้ภายในสถานที่แห่งนี้ย่อมไม่มีอันใดอยู่แล้ว มันไม่มีทางหายแล้วไม่มีทางโดนขโมยด้วยการจะเก็บมันไว้ภายในสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหลังจากที่กระทำเรื่องทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วแล้วก็ไม่มีเรื่องอันใดที่จะต้องทำในสถานที่แห่งนี้แล้ว หลินซานได้ตัดสินใจออกไปจากสถานที่แห่งนี้ โดยการที่จะออกไปจากตำหนักสวรรค์ได้เขาก็ต้องกระทำเหมือนเดิมดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงพร้อมกับเพ่งสมาธิ เขาใช้พลังของตนเองและสมาธิรวมไปถึงจิตสำนึกในการเชื่อมโยงเพื่อเป็นเหมือนกับกุญแจในการเปิดประตูเชื่อมโยง อักขระสีทองได้ค่อยๆรายล้อมร่างกายของเขาก่อนที่พวกมันจะเปล่งประกายแสงสีทองวูบใหญ่แล้วพาร่างของเขากลับมาอยู่ที่เดิมวูบ!! ทัศนียภาพรอบกายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลินซานสัมผัสได้จากสายลมเย็นๆที่มันพัดเข้ามากระทบผิวของเขา ดวงตาทั้ง 2 ข้างเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆเอากลับมาอยู่ภายในห้องที่มีเพียงแค่แสงไฟสลัวๆปรากฏอยู่อีกครั้ง “ เฮ้อ~ ข้าคงจะต้องนอนแล้วสินะ... ” หลินซานทิ้งกายของตนเองลงไปนอนกับเตียงอย่างรวดเร็วเพราะว่าในวันพรุ่งนี้ตัวของเขาจะต้องเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้....เช้าวันถัดมาแสงของดวงอาทิตย์ได้ปรากฏขึ้นสู่ท้องนภา แสงอาทิตย์เปล่งประกายสีทองอ่อนส่องผ่านเข้ามาบริเวณด้านในห้องกระทบเข้ากับใบหน้าของหลินซาน ร่างของเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงได้ค่อยๆขยับอย่างช้าๆก่อนที่จะลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งตาทั้งสองข้างที่เพิ่งเปิดขึ้นยังคงพร่ามัวแต่ไม่นานนักมันก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างกวาดมองไปรอบบริเวณภายในห้องน้ำสว่างไสวจากการที่แสงอาทิตย์มันส่องผ่านเข้ามาปกคลุมด้านในเพื่อที่จะให้แสงสว่างไสวและความอบอุ่นในยามเช้าหลินซานไม่ค่อยลุกขึ้นอย่างช้าๆเขาเริ่มขยับร่างกายของตนเองมือไปคว้าหยิบไม้เท้าไม้ไผ่ทั้งสองที่ตั้งอยู่ข้างเตียงมาใกล้ๆก่อนที่จะพาร่างของตนเองลุกขึ้นอย่างช้าๆ ตอนนี้การลุกขึ้นจากเตียงหรือการเดินมันไม่ใช่ปัญหาอีกแล้วสมดุลของร่างกายถูกส่งเสริมขึ้นพร้อมกับพละกำลังที่มันเพิ่มมากขึ้นทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้โดยใช้ไม้เท้าแม้ว่ามันจะไม่ค่อยสะดวกมากนะแต่มันก็ใช้แทนไปได้ระหว่างที่เขายังไม่สามารถหาวัตถุดิบมาเพื่อรักษากระดูกของเขาที่มันหัก หลินซานออกมาบริเวณด้านนอกเรือน บริเวณห้องโถงใช่กลางเดือนไม่มีผู้ใดอยู่ ตอนนี้ตัวเขาก็คิดจะออกเดินทางไปจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้วเลยคิดจะลาเจ้าของเรือนที่ช่วยเหลือเขามาโดยตลอดก่อนที่จะจากไป ดวงตาทั้งสองข้างเมื่อออกมาก็กวาดมองรอบบริเวณก่อนเป็นอันดับแรกภายในสถานที่แห่งนี้ในบริเวณรอบรอบบ้านไม่เห็นมีผู้ใดเลย หลินซานทำใบหน้าประหลาดใจ คิ้วทั้งสองที่ประดับอยู่บนใบหน้าขมวดเข้าหากันพร้อมกับมองไปซ้ายทีขวาที เพียงไม่นานนักหูของเขาที่มีประสาทสัมผัสดีกว่าคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ฝึกวรยุทธก็ได้ยินบางอย่าง ดวงตาจ้องมองตรงไปบริเวณต้นสิ่งที่เขาได้ยินมันเป็นเสียงเหมือนเสียงวัตถุบางอย่างลากมากับพื้น แต่เมื่อลองหันไปมองดูด้วยสายตาก็มองเห็นว่ามีรถม้าที่เอาไว้บรรทุกของคันนึงกำลังวิ่งมา ด้านหลังเป็นกงเกวียนลากที่มีของจำนวนหนึ่งถูกใส่เอาไว้พร้อมกับที่ม้า 2 ตัวที่เป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ด้านหน้าหลินซานต้องมองรถม้าที่มันวิ่งมาอย่างตาไม่กระพริบเมื่อลองสังเกตดูดีๆบริเวณเกวียนลากด้านหลังของม้ามันมีร่างของท่านนายลี่และลี่อินนั่งติดมาด้วย และบริเวณด้านหน้าของรถม้ามันก็มีผู้ที่เป็นสารถีนั่งขับเคลื่อนรถม้าอยู่นั่นคือเถ้าแก่ของร้านขายของชำประจำหมู่บ้านซ่อนลึก หลินซานอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้มานานมากพอสมควรมันทำให้ตัวของเขาได้รู้จักกับชาวบ้านผู้อื่นประมาณนึง แน่นอนว่าทุกผู้ดีกับเขาเป็นอย่างมากและเถ้าแก่ผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่เขารู้จัก เพราะว่าเขาเป็นเถ้าแก่ร้านขายของชำแห่งเดียวภายในหมู่บ้านที่เป็นเหมือนกับตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้และโลกภายนอกในตอนที่ตัวของหลินซานได้ถูกช่วยเอาไว้มันก็เป็นเพราะว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากเถ้าแก่ผู้นี้ ในตอนนั้นลี่อินก็ได้เดินทางออกไปพร้อมกับเถ้าแก่ร้านขายของชำผู้นี้สุดท้ายแล้วก็เจอตัวของเขาแล้วก็พากลับมารักษาที่หมู่บ้าน ก็เทียบเท่ากับว่าเถ้าแก่ผู้นี้ก็เป็นผู้มีพระคุณอีกคนหนึ่งของหลินซาน ในวันนั้นถ้ามีเพียงแค่ลี่อินผู้เดียวของนางคงจะไม่สามารถช่วยเหลือเขากลับมาได้ แต่ก็บอกว่าได้รับความช่วยเหลือจากเถ้าแก่ผู้นี้ก็เลยสามารถนำตัวเขากลับมาได้รถม้าเกวียนลากวิ่งลงมาหยุดลงตรงหน้าของหลินซาน เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าได้กระพริบตามองรถม้าที่วิ่งมาหยุดลงตรงหน้าของเขาอย่างฉงน ตอนที่ท่านยายลี่และลี่อินกระโดดลงมาจากรถม้า “ ท่านยายลี่... เถ้าแก่!! นี่มันอันใดกันขอรับเหตุใดพวกท่านถึงมาด้วยกันได้ ” หลินซานเปิดปากถามอย่างประหลาดใจท่านยายลี่ที่อยู่ด้านหน้าได้ฉีกยิ้มออกมาพร้อมกับค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น “ ตัวของข้าเห็นว่าวันนี้เจ้าจะออกเดินทางไปจากหมู่บ้านเลยไปหารถม้ามาให้เจ้าจะได้ไม่ต้องเดินออกไปให้มันเหน็ดเหนื่อย ”“ ทิศทางจากหมู่บ้านซ่อนเร้นของเรา ไปถึงเมืองหลวงก็ห่างมากพอสมควรคนพิการเช่นเจ้าจะเดินไปค่ะเกรงว่าจะหลงทางแล้วโดนเสือคาบไปกินเสียก่อน ” ท่านยายพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูที่มีต่อหลินซาน “ ไปถึงก็พบเห็นว่าท่านเถ้าแก่จะออกไปจากหมู่บ้านวันนี้พอดีก็เลยขอร้องให้ท่านมารับเจ้าออกไปด้วย ” เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินซานก็ยิ่งปลื้มปิติเข้าไปใหญ่ท่านยายลี่และลี่อินช่วยดูแลเขาอย่างดิบดีมาตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนจนถึงคราวที่จะจากกันก็ยังส่งเขาเป็นอย่างดีเช่นนี้อีก หลินซานถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา “ เฮ้อ.. ” ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏความจริงจังเล็กน้อยก่อนที่มือทั้งสองข้างจะยกขึ้นมาประสานกันด้านหน้าศีรษะของเขาก้มลง “ ข้าขอบคุณท่านยายมากขอรับ บุญคุณครั้งนี้อย่างที่ข้าบอกไปว่าข้าจะไม่มีทางลืมอย่างแน่นอนในสักวันข้าจะต้องตอบแทนทุกท่านให้ได้ ” มันเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากใจของเขาจริงๆ หลังจากนั้นก็ทำการร่ำลากันอยู่สักพักก่อนที่ลู่หานจะขึ้นรถม้าของเถ้าแก่ที่เป็นเจ้าของร้านขายของชำประจำหมู่บ้านแล้วมุ่งตรงออกไปจากหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ภายในหุบเขาที่ล้อมรอบ มันจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณนึงกว่าที่จะเดินทางกลับไปถึงบริเวณภายในเมืองหลอมนภา รถม้าเปลี่ยนร่างได้วิ่งออกจากจุดนั้นสองยายหลานยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับจ้องมองรถม้าที่ค่อยๆวิ่งห่างออกไป“ เหตุใดหลินซานจะต้องกลับไปด้วยเจ้าค่ะทั้งที่เขาโดนทำร้ายบาดเจ็บสาหัสมาเช่นนั้น โลกภายนอกมันโหดร้ายแล้วเหตุใดเขาถึงไม่อยู่ที่นี่กับพวกเรา ” ลี่อินพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาพร้อมกับจ้องมองรถม้าที่ค่อยๆวิ่งห่างออกไป“ คนเราน่ะมันก็ต้องมีสถานที่จะต้องกลับไปสิ หลินซานเองก็น่าจะมีเรื่องที่อยากจะทำอยู่เขาเลยเลือกที่จะกลับไป ” ท่านยายลี่ยิ้มออกมา หลินซานตรงออกจากบริเวณหมู่บ้านซ่อนลึกโดยบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้มันมีทางเข้าเป็นรูเล็กๆของซอกเขาขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น เมื่อมุ่งตรงออกไปจากจุดนั้นที่เป็นประตูของหมู่บ้านก็มุ่งตรงออกไปพบเจอกับโลกภายนอกอีกครั้งป่าพงไพรสีเขียวขนาดใหญ่กำลังรอต้อนรับเขาอยู่บริเวณด้านหน้า แสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านเมฆลงมาจากด้านบนแล้วกระทบเข้ากับใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังเกวียนลากของรถม้า หลินซานค่อยๆยกมือขึ้นมาบดบังแสงแดดที่กำลังเข้ามากระทบกับใบหน้าของเขา มุมปากข้างขวาได้ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะพูดพึมพำออกมา “ ข้ากลับมาแล้ว.. ”จบตอน