ตอนที่ 144 ทัพหลัก ทัพรอง
ตอนที่ 144 ทัพหลัก ทัพรอง ด้านหน้าเมืองโลเกียร์ หลังจากที่เดินทางมาถึงเมืองโลเกียร์ตามที่ได้วางแผนเอาไว้ผมก็สามารถเข้าทำลายเมืองได้อย่างรวดเร็วเพราะจำนวนทหารที่เหนือกว่ามาก ทำให้เมืองด้านหน้าของผมตอนนี้ตัวเมืองขนาดใหญ่ที่กำแพงโดนสร้างขึ้นมาจากหินเต็มไปด้วยคราบเลือดสีแดงจำนวนมากจากทหารที่บุกเข้าไปและทหารปกป้องเมือง ในระหว่างที่กำลังยืนมองกำเมืองอยู่มีน่าก็เดินเข้ามาหาผมจากด้านข้าง “องค์ชายตอนนี้รายงานจากแนวหน้ามาแล้วคะ!” “เป็นยังไงบ้าง?” “ตอนนี้รายงานมาว่าชะ… ไม่สิ! ท่านชไนน์เดอร์ได้นำทัพบุกเข้าไปจับตัวบาทหลวงที่ปกครองเมืองได้เรียบร้อยแล้วคะ ตอนนี้กำลังพาตัวกลับมาหาท่านเพื่อจัดการกับชีวิตของมัน” เมื่อกี้เธอจะเรียกชื่อชไนน์เดอร์แบบไม่มีท่านสินะ แต่ช่างมันเถอะ ยังไงสะพวกนี้จะเรียกกันอะไรมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากผมอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าไปเรียกแบบนี้กับพวกทหารความน่าเกรงขามของชไนน์เดอร์มันจะลดลงไปเยอะ เฮ้อ~ “รายงานความเสียหายทั้งสองฝ่ายมาหรือยัง” “ทั้งสองเหรอคะ???” มีน่าแสดงสีน่าสงสัย ก็แน่ละสิทางฉันเองก็คงไม่ได้อยากรู้เพียงความเสียหายของตัวเองหรอก ใบหน้าแบบนั้นแปลว่ายังไม่มีรายงานเรื่องความเสียหายในเมืองแน่ๆ สินะ “งั้นเอาเพียงฝ่ายเราก่อนแล้วกัน เสียหายไปเท่าไหร่?” “ตอนนี้… ทางฝ่ายเราเสียทหารไป 30,000 คน แบ่งเป็นทหารทัพรอง 29,000 คน ทัพหลัก 1,000 คน ค่ะ!” “อ่า” นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ได้แย่อะไร เพราะคนของเราเสียไปเพียงหนึ่งพันเท่านั้น ส่วนเรื่องทัพรองและทัพหลักที่มีน่ากำลังรายงานผมอยู่ตอนนี้ก็เป็นเพราะผมได้แบ่งเอาไว้เมื่อตอนที่ประชุมกันเมื่อก่อนที่จะเดินทางออกมา โดยจะเรียกทหารที่เป็นทหารของผมที่เป็นพวกสามารถใช้รูปแบบการรบแบบโรมมันว่าทัพหลัก และเรียกทหารของพวกขุนนางว่าทัพรอง จะได้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น! เพราะอย่างที่เข้าใจ สงครามครั้งนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อชนะโบสถ์เท่านั้น แต่เพื่อตัดกำลังพวกขุนนางที่มันอาจจะแว้งมากัดในอนาคตด้วยก็เลยต้องมีมาตราการในการตัดกำลังรบเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ตามจริงการที่จะเข้ายึดเมืองแบบไม่เสียกำลังทหารมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยถ้าโจมตีตามแผนที่ได้คิดเอาไว้ แต่ที่ต้องสละชีวิตทหารทั้ง 30,000 คน ก็เป็นเพราะเรื่องแบบนี้แหละ ถึงตอนแรกพวกชไนน์เดอร์กับวอเตอร์จะคัดค้านออกมาอย่างสุดเสียงแต่ด้วยอำนาจการตัดสินใจมันอยู่ที่ผม ผลมันก็เลยออกมาเป็นแบบที่กำลังเป็นอยู่ ทางผมเองก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่ต้องทำแบบนี้ แต่เพราะมันไม่มีทางเลือกถ้าไม่ทำมันก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้… ไม่สิ! มันกลายเป็นปัญหาแน่นอน …….…… ในเวลาต่อมา หลังจากที่มีน่ามารายงานผมเกี่ยวกับเรื่องการจับตัวมาได้ไม่ถึงชั่วโมง ชไนน์เดอร์ก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับชายร่างยักษ์ที่ดูเหมือนร่างกายของคนเถื่อนยังไงยังงั้น แต่สีผิวต่างออกไปเพราะเป็นสีผิวขาว สวมชุดพระแบบศาสนาคริสต์กำลังเดินตรงมาทางผมโดยมีชไนน์เดอร์เดินนำหน้ามา พร้อมกับเหล่าทหารกว่าสิบคนกำลังเดินขนาบชายร่างยักษ์อยู่ ตามจริงแบบนี้มันก็เกินไปที่ต้องใช้ทหารเพื่อคุ้มตัวชายหนึ่งคนตั้งสิบคน แต่ว่าเมื่อดูจากร่างกายของมันก็น่าจะเข้าใจได้ อันตรายมาก! เมื่อเดินทางถึงด้านหน้าของผมชไนน์เดอร์ก็เริ่มพูด “ข้านำตัวผู้ปกครองเมืองมาให้แล้วครับองค์ชาย” อ่าไม่ต้องบอกก็รู้แล้ว แกคงไม่เอาคนข้างถนนเพื่อมาเจอกับฉันคนนี้หรอก “ดีมาก! แต่บอกให้ทหารถอยไปก่อนข้ามี-” “แบบนั้นมันอันตรายเกินไปครับท่าน เพราะกว่าจะจับตัวมันมาได้แบบนี้พวกเราต้องเสียทหารหน่วยหลักไปกว่า 100 คน ถ้าปล่อยให้มันอยู่กับท่านเพียงสองคนข้าเกรงว่าอาจเกิดเรื่องได้” เห่ะ! เอาจริงเหรอเนี่ย??? ทหารหน่วยหลักของเรากว่า 10% ที่ตายไป ตายเพราะโดนหมอนี่ฆ่านะเหรอ ต้องยอมรับเลยว่าตกใจกับสิ่งที่ชไนน์เดอร์พูดออกมาเพราะไม่คิดเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีปีศาจแบบนี้ด้วย แต่หลังจากมองร่างกายและเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเลือดที่เต็มร่างกายของมันผมก็พอเข้าใจแล้วละ “ข้าเข้าใจแล้วงั้นก็ให้ทหารอยู่แบบนี้แหละ” “ครับท่าน” ถึงตอนนี้ดูจากท่าทางของมันแล้วต้องไม่ยอมบอกอะไรที่เป็นประโยชน์ออกมาแน่ แต่ยังไงลองมันก็ยังดีกว่าไม่ลอง เมื่อสามารถตัดสินใจได้ผมก็เริ่มพูดโดยมองไปยังชายที่โดนจับมาว่า “พระบิดาแห่งพระเจ้าอยู่ไหน” “…” ไม่ตอบอะไรออกมาแบบที่คิดเอาไว้ งั้นก็ลองอีกหน่อย “ถ้าบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาข้าจะไว้ชีวิตหะ-” “ท่านกำลังพูดเล่นอะไรอยู่องค์ชาย ไว้ชีวิต! อย่ามาพูดเรื่องตลกอะไรตอนนี้ได้ไหม นี่ท่านคิดเหรอว่าข้าจะเชื่อคำพูดของคนแบบท่านที่ฆ่าทูตของพวกเราที่ส่งไป หึ!” “แปลว่ายอมตายดีกว่ายอมบอกข้อมูลใช่ไหม?” “…” ไอ้บ้านี่กวนประสาทชะมัด! ถามอะไรก็ไม่ตอบพอตอบออกมาก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลยสักอย่าง พูดแต่เรื่องไร้สาระอะไรก็ไม่รู้ออกมา ชิ! “งั้นก็ได้ เพราะไม่ว่ายังไงเดี๋ยวข้าก็ไปหาตัวมันที่เมืองหลวงของจักรวรรดิเอง” ผมเว้นระยะพูดแล้วหันไปทางชไนน์เดอร์ “ชไนน์เดอร์!” “ครับท่าน” “จัดการปลิดชีวิตของมันได้เลย” “ครับ!” ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะสั่งฆ่ามันไปแล้วก็ตามแต่ชายด้านหน้าของผมมันก็ไม่ได้แสดงความกลัว หรือกำลังตกใจอะไรออกมาให้เห็น โบสถ์คงฝึกพวกนี้มาตั้งแต่เด็กสินะให้ไม่กลัวตายไม่งั้นไม่มีทางที่มันยังนิ่งได้แบบนี้หรอก แบบนี้รู้สึกว่าแผนล้วงเอาข้อมูลจะใช้กับคนของโบสถ์ที่ปกครองตามเมืองต่างๆ ใช้งานไม่ได้แล้วละ รู้สึกงานยากขึ้นเยอะเลยแฮะ เมื่อมาเจอพวกคนที่ฝึกมาดีแบบนี้!