เสียงวิพากษ์วิจารณ์กลับดังขึ้นอีกครา “เช่นนั้นข่าวลือที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของปรมาจารย์ทั้งสองนางกับเจ้าสมุทรก็คงมิใช่เรื่องเท็จสินะ? การบังคับขืนใจเช่นนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการกดขี่ อยู่ดี!”
ครั้งนี้ เทพฟ้าดิน แย้งเสียงดังลั่น “ผิดแล้ว! หากมิเต็มใจ ถึงได้ร่างกายไป เราก็ไม่มีวันแต่งงานด้วยเป็นอันขาด!”
เสียงก่นด่าจากกลุ่มคนต่างๆในเผ่าเทพดังก้องสนั่น “พวกท่านคือปรมาจารย์ที่ไร้ยางอายที่สุด!”
ราชาภูติหมอกเงินพลันแผดเสียงดุจฟ้าคำราม “หุบปาก! ต่อไปใครบังอาจดูหมิ่นสะใภ้ข้าอีก ก็เท่ากับว่า… คนผู้นั้นปรารถนาจะสิ้นชีวิตด้วยน้ำมือของข้า!” เสียงสะท้านลานจนผู้คนพากันก้มหน้าด้วยความหวาดหวั่น
พระราชินีรีบก้าวเข้ามายืนข้างพระสวามี ทรงตรัสเบาๆแต่ชัดเจน “เสด็จพี่ โปรดพิจารณา หากกล่าวเช่นนี้รังแต่จะเพิ่มความเกลียดชังให้กับพวกเขา แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาสามพันปีแล้วหากยิ่งเติมเชื้อไฟ เพลิงในใจนี้ของพวกเขาก็จะไม่มีวันสิ้นสุด”
จากนั้นพระนางจึงกล่าว “วันนี้เรามิได้มาขอสะใภ้ด้วยวาจาเปล่าๆ ข้าได้นำ ทองคำ 500 เกวียน แร่ธาตุหายากสำหรับฝึกวิชา 500 เกวียน ของวิเศษอันประเมินค่ามิได้อีก 500 เกวียน และที่สำคัญ…จะยกเลิกข้อห้ามการสร้างอาณาจักรและการตั้งราชวงศ์ใหม่ของพวกท่าน หวังว่าทุกท่านจะไม่ขัดข้อง”
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งลานอีกครั้ง ทุกสายตาตะลึงงันราวไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่นานนัก ร่างสูงสง่าของ เทพอัคคี เจ้าสำนัก ก้าวออกมากล่าวด้วยวาจาอันหนักแน่น “ข้า… เทพอัคคีผู้เป็นเจ้าสำนัก ขอน้อมรับของหมั้นไว้ในฐานะเจ้าสำนัก ส่วนพิธีแต่งงานก็แล้วแต่พระองค์ทั้งสองจะทรงเห็นสมควร”
“เช่นนั้น… กองงานพิธีการ!! จงร่วมมือกับสำนักเทพอัสนีย์ จัดเตรียมการทุกสิ่งไว้ให้พร้อมก่อนเช้าวันพรุ่งนี้” ราชาภูติสั่งการอย่างแข็งขัน
“รับทราบ” บรรดาข้าหลวงในกองงานพิธีการรับคำสั่ง
“ก่อนมาที่นี่… ข้าให้ท่านปรมาจารย์ในเผ่าภูติหาฤกษ์ไว้แล้ว พรุ่งนี้ย่ำรุ่งเคลื่อนขบวนแห่เจ้าสาว” พระราชินีประกาศก้องด้วยความดีพระทัย
“ของพระองค์ทรงพระเจริญ!!” เสียงถวายพระพรดังสะท้อนทั่วทั้งสำนัก
ในคืนนั้น ราชาภูติหมอกเงิน และพระชายาประทับในเรือนรับรอง บรรยากาศมื้อค่ำดูอบอุ่นเมื่อทรงโปรดให้บุตรชาย สะใภ้ และ เทพีเอวา ร่วมโต๊ะเสวย แสงโคมไฟส่องสะท้อนเงาไม้พริ้วบนผนัง ราวกับจะเฝ้าฟังเรื่องราวต่างๆบนโต๊ะอาหาร
ราชาภูติหมอกเงินทอดพระเนตรบุตรชายด้วยแววตาลึกซึ้ง เสียงตรัสนุ่มแต่หนักแน่น “เจ้ารู้หรือไม่… ปฐพีวิรุฬห์รายงานพ่อว่า แม่หนูเอวาได้แสดงศักยภาพจนทำให้องค์ชายใหญ่ถึงกับคลายความเคียดแค้นลงไปบ้าง”
“แต่ถึงกระนั้น…สายของหม่อมฉันก็รายงานมาว่า เจ้าสมุทรผู้นั้นหาได้มีความสามารถในการพิชิตใจนางได้เลย” ราชินีภูติกล่าวขัดเสมือนไม่ค่อยชอบองค์ชายใหญ่เท่าใดนัก นางยังเอื้อมพระหัตถ์แตะท่อนแขนเอวาเบาๆ แฝงถ้อยคำตักเตือน “จงจำไว้นะ แม่หนู…นับแต่นี้เจ้าต้องพึงระวังไว้ให้มาก องค์ชายใหญ่จะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆ” นางขมวดคิ้วถอนหายใจแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า “เขาผู้นี้เมื่อต้องการสิ่งใด ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครอง”
เทพีเอวาก้มศีรษะรับอย่างสงบ แต่ภายในใจคล้ายถูกลมพายุถาโถม จากประสบการณ์ของราชินีภูติที่ถ่ายทอดออกมา ด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน ทำให้เอวารับรู้ว่าคำเตือนนี้มิใช่เรื่องล้อเล่น
พระราชายิ้มบางๆ “พระราชินี… เจ้าก็พูดเกินไปหน่อยนะ” แล้วจึงตรัสเปลี่ยนเรื่อง “โชคชะตาเมตตาเรานัก ครานี้ได้พบสะใภ้งามพร้อมถึงสองคน”
สายพระเนตรหันไปยัง เทพีน้ำค้างเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน แฝงความชื่นชม “พรุ่งนี้เจ้าทั้งสองก็จะเข้าพิธีแต่งงานแล้ว พ่ออาจเร่งรัดไปบ้าง ก็ด้วยราชินีของพ่อน่ะสิเร่งรัดนัก นางกล่าวว่าฤกษ์ดีมีเพียงช่วงเช้าถึงค่ำของวันพรุ่งนี้เท่านั้น รออีกไม่ได้” ราชาภูติกล่าวพลางหลิ่วตาไปทางราชินีภูติ
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยิ้มละไม “หม่อมฉันกลับขอบพระทัยเพคะ หากไม่ใช่เพราะทั้งสองพระองค์เมตตา หม่อมฉันทั้งสองคงไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเพียงใดกว่าจะได้เข้าพิธีเพคะ”
ราชาภูติหัวเราะ “ฮ่าๆๆ สะใภ้เรา เจ้าช่างพูดได้ถูกใจเรายิ่งนัก”
แต่แล้วพระพักตร์ที่เปี่ยมสุขกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด พระองค์พึมพำแผ่วเบา “…น่าเสียดาย…พลังนั้น”
บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มชะงัก พระราชินีจึงรีบเอ่ย “พอแล้วเพคะ วันนี้ดื่มกันมากแล้ว ทุกคนไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังมีพิธีสำคัญ”
พระนางพาสะใภ้ทั้งสองและเทพีเอวา ออกจากวงสุรา แต่เจ้าวายุโบกมือ “ลูกยังไม่ไปเสด็จแม่ โปรดให้ลูกอยู่ดื่มกับเสด็จพ่ออีกสักครู่เถิด”
“ตามใจเจ้า แต่ห้ามดื่มจนฟ้าสางนะ” พระชายาตรัสเตือนก่อนพาสาวๆเดินออกมาภายนอกเรือนรับรอง แสงจันทร์โรยผ่านกิ่งไม้ พระชายากระซิบเบาๆ แก่สะใภ้ทั้งสอง “ลูกเอ๋ย…เจ้าวายุมีบางสิ่งซ่อนอยู่ในกาย สิ่งนั้นอันตรายยิ่ง หากมันตื่นขึ้นจะไม่มีผู้ใดยับยั้งได้ อีกเรื่องหนึ่งคือ… เจ้าสมุทร…นั้นมิใช่พี่ชายแท้ๆของเจ้าวายุ เขาเป็นเพียงแค่บุตรพระสนมเอก ในใจเขามีเพียงความต้องการอำนาจ ราชาภูติรักลูกเท่าเทียมกันก็จริง แต่เจ้าสมุทรก็หวาดกลัวพลังนั้นของเจ้าวายุยิ่งนัก ในใจเขาจึงมิอาจปล่อยให้เจ้าวายุมีชีวิตรอดไปได้ง่ายๆ”
ดวงตานางเปี่ยมด้วยความรักและห่วงใย “ขอพวกเจ้าจงปกป้องและอยู่เคียงข้างเขาอย่าได้ทิ้งกัน นับแต่นี้ไปอุปสรรคจะถาโถมมาดั่งพายุ จงอยู่เคียงข้างเขาเหมือนเช่นวันนี้ตลอดไป”
เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินก้มศีรษะรับคำ พระราชินียิ้มละไม แต่ในรอยยิ้มนั้นแฝงเงาแห่งความลับที่กดทับใจมานาน
เมื่อสบตาพระราชินี เทพีน้ำค้างเหมันต์จึงตัดสินใจเอ่ยถาม “เสด็จแม่…เหตุใดเจ้าวายุจึงจำเรื่องราวอดีตของตนไม่ได้ แต่กลับเล่าความหลังของผู้อื่นได้อย่างละเอียด? ขอทรงเมตตาเปิดเผยให้เราทั้งสองทราบด้วยเถิด”
แววตาพระราชินีเข้มงวดขึ้น นางตรัสเสียงต่ำอย่างแผ่วเบา “เรื่องนี้คือความลับสูงสุดของราชวงศ์ หากแพร่งพราย โทษคือประหาร” กล่าวจบนางจึงพาสองสะใภ้ออกห่างจากเทพีเอวา จนมั่นใจว่าไม่มีใครได้ยิน ก่อนเริ่มเล่าเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน
“เมื่อเทพอัสนีย์หลอมตนเข้ากับพิภพอัสนี ผลึกอัสนีคำรนสามก้อนก็ถือกำเนิดขึ้น ชิ้นหนึ่งพลัดไปพิภพมนตรา ชิ้นหนึ่งสู่พิภพภูติ และอีกชิ้นหนึ่งกล่าวกันว่าหายสู่พิภพมาร แต่ละก้อนมีเสี้ยวแก่นวิญญาณเทพอัสนี มอบพลังมหาศาลเหนือจินตนาการ”
นางหยุด หยาดน้ำตาคลอในดวงตา “ในครานั้นแม่ตั้งครรภ์ได้แปดเดือน พระราชานำผลึกอัสนีคำรนมาหลอมรวมกับลูกในครรภ์ เพื่อมอบพลังปกป้องเขา แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทันทีที่พลังนั้นหลอมรวมกัน บุตรชายก็คลอดออกมา จากนั้นร่างกายก็แปรเปลี่ยนเป็นบุรุษหนุ่มอายุราว 26 ปีอย่างรวดเร็ว เขามีพลังอัสนีและลม บรรลุถึงบรมเทพขั้นสามสิบแต่กำเนิด ชาญฉลาดแต่ไร้เดียงสา เล่าเรื่องกำเนิดของตนโดยไม่รู้ตัว”
เสียงนางสั่นพร่า “ราชาภูติจึงเชิญนักพรตเมฆาอัคคีมาผนึกความทรงจำของเขา ในกาลครั้งนั้นมีสายลับในราชวงค์อัสนีดาราแอบเห็นเหตุการณ์นี้ และนำเรื่องไปรายงานกับเทพราชามังกรเขียว ของเผ่าเทพ ดังนั้นเพื่อรักษาความลับนี้เอาไว้ พวกเราเผ่าภูติจำต้องวางยาเทพราชา โค่นล้มราชวงศ์อัสนีดารา และทำสงครามยึดพิภพเทพ แม้แต่เผ่าเทพก็มิอาจให้หลงเหลือไว้ หากเจ้าวายุไม่ขอร้องไว้ในครานั้น บัดนี้คงไม่เหลือเผ่าเทพอีกแล้ว”
“ความลับนี้สำคัญอย่างไรหรือเพคะ” เทพฟ้าดินถามด้วยใบหน้าสงสัยยิ่ง
“หากคนในเผ่าภูติรู้เข้าว่า เจ้าวายุมีกำเนิดแปลกประหลาด ก็อาจไม่ยอมรับเขา อย่าว่าจะให้เขาขึ้นเป็นราชาภูติเลย แม้ชีวิตเขาก็อาจจะรักษาไว้มิได้ เหตุการแบบนี้เคยเกิดขึ้นในราชวงค์ก่อนเมื่อมีผู้ถือกำเนิดขึ้นด้วยวิธีแปลกประหลาดสุดท้ายเขาผู้นั้นก็กลายเป็นจอมมาร ทำลายคนในเผ่าภูติ กว่าจะล้อมปราบคนผู้นั้นลงได้เผ่าภูติในตอนนั้นก็เหลือคนเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น” พระราชินีกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า
สองสะใภ้ฟังด้วยหัวใจสั่นสะท้าน นับแต่นี้พวกนางรู้แล้วว่า องค์ชายรองมิใช่เทพอัสนีกลับชาติมาเกิด แต่คือผู้ที่หลอมรวมพลังอัสนีคำรนไว้ในกาย ความลับนี้หากถูกเปิดเผยออกไป สงครามระหว่างเผ่าเทพกับเผ่าภูติจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และยิ่งกว่านั้นชีวิตของเจ้าวายุก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
พระราชินีจับมือสะใภ้ทั้งสองสาวแน่น “เก็บความลับนี้ไว้เถิด จงปกป้องเจ้าวายุให้ถึงที่สุด พรุ่งนี้เราจะพบกันอีกในพิธี”
สิ้นถ้อยคำนั้น นางก็พลันหันหลังเดินลับไป ทิ้งไว้เพียงเงาจันทร์สาดลงบนลานหิน เย็นเยียบ…และเต็มไปด้วยความลี้ลับที่กำลังรอวันปะทุ