ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 54 สูญเสียเงิน

            บทที่ 54

            สูญเสียเงิน

            ณจวนตระกูลเสิ่น

             ผู้คนภายในจวนกำลังตื่นตระหนกตกใจและก็กำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีผู้คนมากมายกำลังหวาดกลัวกับท่าทีของเสิ่นเหยียน

            เสิ่นเหยียนได้รู้ข่าวสำคัญที่ตนเองนั้นเพิ่งได้ล่วงรู้ตัวของมันยุ่งวุ่นวายกับธุรกิจและก็จัดการเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆมากมายกับการค้าขายของมัน

            เลยทำให้มันนั้นทรงทอดงานในการดูแลสวนผักวิญญาณต่อให้กับผู้อื่น 

            แต่ในตอนนี้มันได้ล่วงรู้ความจริงว่าสวนผักวิญญาณที่มันทำการเพาะปลูกขึ้นมาทั้งหมดล้มตาย

            ทำให้ตัวของมันสูญเสียเงินลงทุนไปกว่าพันตำลึง

            เงินจำนวนพันควันดำลึงที่พวกมันเสียไปเป็นเพราะว่าหนึ่งเลยที่ที่มันใช้ในการเพาะปลูกมันมีจำนวนที่กว้างขวางเป็นอย่างมาก

            ในการลงทุนครั้งนี้ตระกูลเสิ่นมันคิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่มีผู้ใดกล้าหลอกมันอย่างแน่นอน

            สูตรการเพาะปลูกผักวิญญาณมันเลยคิดว่าอย่างไรก็ถูกต้องการลงทุนครั้งนี้อย่างไรเสียก็ไม่มีทางพลาดและไม่มีทางขาดทุน

            ผักวิญญาณเป็นสิ่งที่มีผู้คนต้องการอยู่มากมายปลูกมากเท่าไหร่ก็มีผู้คนซื้อมากเท่านั้น

            มันเลยทำการใช้ที่ดินที่ยังคงว่างอยู่ของตนเองและไม่ได้ใช้ในการเพาะปลูกหรือไม่ได้ใช้ในการทำอะไรในการปลูกพวกมันทั้งหมด

            โดยสูตรการปลูกผักวิญญาณที่จางหยวนให้กับพวกมันไป

            จำเป็นจะต้องมีผู้ที่หล่อเลี้ยงพวกผักวิญญาณเหล่านั้นโดยเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ

            แน่นอนว่าตระกูลเสิ่นไม่ได้มีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมากมายขนาดที่จะดูผักวิญญาณทั้งหมดหลายส่วน

            เพราะแบบนั้นพวกมันจึงสูญเสียเงินในการจ้างผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ

            และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้พวกมันสูญเสียเงินเยอะที่สุดเพราะว่าพวกมันนั้นทำการจ้างพวกผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมาเพื่อที่จะใช้ในการหล่อเลี้ยงผักวิญญาณ 

            ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณคือตัวตนที่หาตัวจับได้ยากถือว่าเป็นตัวตนที่ล้ำค่า

            แน่นอนว่าผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณการที่อยากจะได้พวกมันมาทำงานให้ก็ย่อมต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากเพื่อทำการจ้างมัน

            ตระกูลเสิ่นเสียเงินจ้างผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมาหลายคน

            ทำให้เงินที่พวกมันสูญเสียไปทั้งค่าแรงและก็ทั้งอื้อหือขาววัตถุดิบอุปกรณ์มากมายรวมแล้วเป็นจำนวนเงินประมาณไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันตำลึง

            และเพราะว่าการลงทุนลงแรงตลอดเกือบเดือนที่ผ่านมาตอนนี้มีแต่ผลลัพธ์แห่งความว่างเปล่าที่ได้ตอบกลับ

            ไม่แปลกเลยที่เสิ่นมันจะแสดงท่าทางคุมขัง

            ภายในห้องโถงขนาดใหญ่เสิ่นเหยียนอยู่ภายในห้องโถงยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาตีลงที่โต๊ะข้างกายอย่างรุนแรง “ ปั้ง!!!! ”

            ใบหน้าของเสิ่นเหยียนกำลังแดงก่ำและเต็มไปด้วยความโกรธ “ มันกล้าหลอกข้า”

            “ สูตรการปลูกผักวิญญาณนั้นเป็นของปลอม ” 

            ได้ในทันทีว่ามันโดนบุรุษหนุ่มผู้นั้นหลอกเข้าให้

            เพราะว่าขั้นตอนการปลูกผักวิญญาณทั้งหมดมันล้วนแล้วทำตามขั้นตอนไม่ขาดตกไปเลยแม้แต่นิดเดียว

            แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมากลับเป็นแบบนี้เพราะแบบนั้นจึงรู้ได้ในทันทีว่ามันคือสูตรที่ผิดพลาด

            ของมันแดงก่ำความแค้นและความโกรธเกรี้ยวฉายออกมาจากภายในดวงตาอย่างชัดเจน

            เสิ่นเหยียนไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนมันใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มานานปีไม่เคยมีผู้ใดกล้าหยามมันแบบนี้

            ภายในใจอยากจะฉีกบุรุษหนุ่มผู้นั้นออกเป็นเสี่ยงๆ 

            เมื่อตัวของมันแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ออกมาก็ทำให้ผู้ที่อยู่รอบกายเริ่มแสดงท่าทางตึงเครียดไปด้วย

            ภายในห้องโถงมีบ่าวไพร่ผู้รับใช้อยู่เป็นจำนวนมากแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยอะไรออกมาเลย

            พวกมันทุกคนล้วนแล้วก้มหน้าเงียบแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจตัวของพวกมันรู้ดีในฐานของพวกมันเป็นคนที่โหดเหี้ยมเพียงใด

            ในช่วงเวลานี้ถ้าทำอะไรผิดไปเพียงแค่เล็กน้อยมีหวังว่าศีรษะของพวกมันคงจะไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้

            เสิ่นเหยียนใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปที่พ่อบ้านตระกูลเสิ่น “ พ่อบ้านเสิ่น!!!”

            มันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง

            ดวงตาของมันมองตรงไปยังพ่อบ้านร่างกายอ้วนถ้วนที่กำลังยืนอยู่พ่อบ้านเสิ่นเงยหน้าของตนเองขึ้นมันรีบก้าวเท้าเข้ามาหาผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว

            เท้าทั้งสองข้างของมันมาหยุดลงบริเวณด้านหน้า “ มีอะไรให้ข้าจัดการอย่างนั้นหรือขอรับนายท่าน”

            “ มันกล้าโกหกข้า ”

            “ ตัวของเจ้าจำเป็นจะต้องสั่งสอนมัน ”

            พ่อบ้านเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันที “ เข้าใจแล้วขอรับว่าแต่นายท่านจะให้ลงมือขนาดไหน? ”

            “ ฆ่ามันซะ!!! ”

            เมื่อได้ยินนายท่านของมันกล่าวออกมาเช่นนั้นพ่อบ้านเสิ่นแสดงท่าทางกล้าๆกลัวๆพูดสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ คือว่านายท่านเกี่ยวกับเรื่องนั้น…”

            “ มีอะไร?”

            “ คือว่าข้าอยากจะให้นายท่านลองคิดดูอีกทีนึงบางทีในครั้งนี้อาจจะเป็นแผนการของตระกูลโม่ ”

            “ เพราะว่าข้าเองก็ได้ยินว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นสด็จกลับตระกูลโม่ ท่านจะคิดลงมือในครั้งนี้ข้าคิดว่าในฐานควรจะลงมืออย่างเบามือสั่งสอนให้พวกมันรู้ก็พอ”

            “ ถ้าเกิดเราลงมือสังหารพวกมันไปเกรงว่าตระกูลโม่คงจะไม่อยู่เฉย ” พ่อบ้านเสิ่นมันกล่าวตามสถานการณ์ในตอนนี้ที่มันพอจะมองออก

            ตระกูลของมันในช่วงปีหลังเติบโตได้อย่างเชื่องช้าเทียบไม่ได้กับตระกูลสวีและตระกูลโม่ในตอนนี้มันเองก็เกรงว่าถ้าปะทะกับตระกูลโม่ทางฝั่งของมันจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ

            แน่นอนว่าการขัดแย้งของตระกูลใหญ่ในแต่ละครั้งผลลัพธ์ที่ได้ตอบกลับมาล้วนแล้วเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

            หลังจากที่ได้ยินพ่อบ้านของตนเองกล่าวเตือนเช่นนั้นเสิ่นเหยียนมันกลับมานั่งคิดด้วยใบหน้าจริงจัง

            คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน “ ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลตัวของข้าดูเหมือนว่าจะปล่อยให้อารมณ์ความโกรธครอบงำไปจึงลืมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้”

            “ บางทีแผนการของมันในครั้งนี้อาจจะเป็นแผนการของตระกูลโม่ลงมืออย่างเบามือก็เพียงพอสั่งสอนให้พวกมันรู้ ”

            เสิ่นเหยียนเมื่อคิดได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มันเองก็ไม่กล้าลงมือจนหนัก

            เพราะว่าถ้าลงมืออย่างหนักมันคือการสังหารแน่นอนว่าคงจะเกิดกลายเป็นเรื่องใหญ่โตบางทีเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตระกูลโม่

            แล้วถ้าเป็นแบบนั้นการเผชิญหน้ากันอย่างตรงไม่ใช่วิธีของมันเสิ่นเหยียนเลยตัดสินใจใหม่ไม่อยากจะรีบร้อนลงมืออย่างหนักเกรงว่าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น

            พ่อบ้านโม่หลังจากที่ได้ยินผู้เป็นนายของตนเองพูดขึ้นมาเช่นนั้นมันก้มศีรษะของตนเองลงไปกล่าวรับคำสั่งจากเสิ่นเหยียน “ เข้าใจแล้วขอรับนายท่าน!!”

            หลังจากนั้นแผนการของตระกูลเสิ่นมันก็ได้เริ่มขึ้น

            …

            เข้ายามรัตติกาลทั่วทั้งผืนท้องนภาถูกปกคลุมไปด้วยม่านเมฆสีดำสนิทภายในราตรีนี้บนท้องฟ้าถูกแต่งแต้มด้วยน้ำหมึกสีดำไร้ซึ่งดวงจันทราและดวงดาราที่ปรากฏขึ้น

            ราตรีนี้เป็นราตรีเดือนดับความเงียบปกคลุมสวนผักบนที่ดินประมาณห้าหมู่ของจางหยวน

            ร่างเงามากมายเคลื่อนที่ผ่านพ้นความมืดเข้ามาบริเวณด้านในเจตนามุ่งร้ายของพวกมันแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

            ร่างเงาของกลุ่มคนประมาณห้าถึงหกคนก้าวเท้าเข้ามาภายในสวนผักวิญญาณอันล้ำค่า

            พวกผักวิญญาณที่อยู่ภายในสวนกำลังเบ่งบานรอวันเก็บเกี่ยวที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า 

            เพื่อพวกมันก้าวพ้นเข้ามาภายในอาณาเขตของสวนผักดวงตาของพวกมันมองตรงไปยังสวนผักที่กำลังเปล่งแสงสว่างไสว

            พวกมันพยักหน้าส่งสัญญาณหากันพร้อมกับยกอาวุธของตนเองขึ้นมาเตรียมจะทำลายสวนผักแห่งนี้

            แต่ในขณะที่พวกมันกำลังจะลงมือแสงไฟสว่างไสวปรากฏขึ้นจากบริเวณรอบๆ

            ยามราตรีที่มืดมิดภายในสวนผักแห่งนี้กลับถูกปัดเป่าความมืดมิดด้วยเปลวเพลิงจากคบเพลิงที่ส่องแสงสว่างไสว

            กลุ่มคนที่ประสงค์ร้ายที่เคลื่อนที่เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ยามราตรีต่างพากันแสดงท่าทางที่ตื่นตระหนกตกใจ

            “ อันใดกัน!!! ”

            จบบท 

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน