สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๑๖๐ ประกาศความเป็นปรปักษ์

    ภายในห้องกลางลำยาน สองเจ้าสำนักยังคงนั่งปรึกษาหารือ หยุนยี่เชิ่งหยิบจอกชาขึ้นมาจิบ ชายชราหรี่ตาแล้วเอ่ยถามบุรุษผมขาวซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้า
    “แค่ปรุงโอสถเร่งการเจริญวัยด้วยโสมพันปีตัวผู้ เหล่าผู้ทรงความรู้แห่งหุบเขาเว่ยฟงรวมไปถึงเกาเพ้ยจื่อก็สามารถทำได้ เหตุใดต้องให้จิวฟงเดินทางไปถึงขุนเขาเหยาวู่ เหตุใดท่านป้านโหวลี่จึงส่งจิวฟงไปที่นั่น...”
    ป้านโหวลี่ประสานมือคำนับผู้มีอายุ ชายชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานประกอบไปด้วยสติปัญญา ในเมื่อหยุนยี่เชิ่งได้กลายมาเป็นเจ้าสำนักหนึ่งโลกาเคียงคู่กับตัวเขา คนแซ่ป้านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปิดบังอีกต่อไป
    “ข้าเอะใจนานแล้วว่าจิวฟงมีเชื้อสายของกึ่งเทพอสูร ข้าจงใจให้เขาเดินทางไปยังขุนเขาเหยาวู่เพื่อดูปฏิกิริยาของท่าน ในครั้งนั้นเจิ้งซิ่งฝูได้ซ่อนตัว เขารอจนกว่าท่านหยุนยี่เชิ่งจะตรวจร่างกายของจิวฟงเสร็จ แต่ท่านก็ยังไม่ทราบว่าจิวฟงมีสายเลือดผสม กลายเป็นว่าความจริงมาเปิดเผยตอนที่ท่านได้เดินทางไปยังตระกูลลี้ และท่านก็มิได้รังเกียจในตัวของจิวฟง นั่นทำให้ข้าดีใจยิ่งนัก ที่ข้าทำไปทั้งหมดเพราะต้องการหาพันธมิตรที่ไว้ใจได้ การสืบทอดปณิธานของรุ่นก่อนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ข้าจำเป็นต้องเตรียมการให้รอบคอบ ขอให้ท่านหยุนยี่เชิ่งได้โปรดให้อภัยที่ข้าปิดบังเรื่องราว...”
    คนแซ่ป้านยังคงก้มหัวและประสานมือขอโทษอยู่เช่นนั้น เมื่อครู่เขาจงใจพูดถึง‘รุ่นก่อน’ให้หยุนยี่เชิ่งได้รับรู้ ฝ่ายชายชราลูบเครายาวแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นคนแซ่หยุนก็เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
    “ท่านจ้าวเฉินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
    “สิ้นไปตั้งแต่ครั้งที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้คนตระกูลลี้ ที่เหลืออยู่เป็นเพียงแค่วิญญาณ รุ่นก่อนไม่อยากให้พวกชั้นฟ้าแย่งชิงพลังที่สถิตอยู่ในร่างจึงใช้โซ่ตรึงสวรรค์ผนึกพลังของตัวเองไว้ ในตอนนี้ดวงวิญญาณของท่านอยู่ที่เขตแดนของหุบเขาฉู่สี...”
    หยุนยี่เชิ่งพยักหน้าหนักๆอีกหลายหน เขานึกทบทวนถึงความหลัง นึกย้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของสำนักวายุจำรัส ทันใดนั้นคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของชายชรา
    “เหตุใดจึงเรียกท่านจ้าวเฉินว่ารุ่นก่อน ทำไมท่านป้านโหวลี่จึงไม่เรียกขานเขาว่ารุ่นแรก...”
    ชายผู้มีผมขาวหลับตานิ่ง ท่าทีของเขาประหนึ่งกำลังรำลึกถึงความหลังอันยาวนาน เขาลืมตาขึ้นมาแล้วมองดูคนแซ่หยุนด้วยแววตาเป็นประกาย ป้านโหวลี่พยักหน้าหนึ่งครั้งก่อนที่จะเปิดเผยเรื่องราว
    “ท่านจ้าวเฉินดูแลสำนักวายุจำรัสจากเบื้องหลัง แม้เจ้าสำนักแต่ละรุ่นจะล้มหายตายจาก แต่ท่านจ้าวเฉินก็ยังคงอยู่ เวลาผันผ่านไปอย่างเนิ่นนาน แล้วก็มาถึงยุคที่ไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าสำนัก ด้วยเหตุนี้ท่านจ้าวเฉินจึงต้องออกมาจากความมืดเพื่อปกครองสำนักวายุจำรัสอีกครั้ง แต่หลังจากที่กายเนื้อของท่านแตกสลาย สำนักวายุจำรัสก็ปราศจากผู้ปกครองอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้น ข้าซึ่งท่องเที่ยวไปทั่วทวีปเฉียนฉินก็กลับมายังเทือกเขาเฉวียนลวี่ซาน ข้าเข้าไปยังหุบเขาฉู่สีพร้อมกับรับตำแหน่งเจ้าสำนัก ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านรุ่นก่อนนี่แหละคือผู้ก่อตั้งสำนัก ข้าเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าไม่ให้แพร่งพรายเรื่องของท่านจ้าวเฉินไม่ว่าจะอยู่ในที่แจ้งหรือที่ลับ คำว่า‘รุ่นก่อน’ถูกใช้เพื่อเตือนสติของตัวข้าเอง” พูดจบป้านโหวลี่ก็สอดส่ายสายตามองเขตอาคมอันแน่นหนาอีกครั้ง
    ปรมาจารย์แพทย์เทวะพอใจยิ่งนัก เจ้าสำนักแซ่ป้านมิได้ปิดบังเขาผู้มีศักดิ์ทัดเทียมกัน ป้านโหวลี่เปิดเผยทุกอย่างโดยไม่ซ่อนเร้น ชายชราใช้ความคิดอยู่สักพัก แล้วเขาก็ถามคำถามที่ยังคาใจ
    “คล้ายกับว่ารุ่นก่อนไม่ต้องการให้ท่านหานยี่รู้ว่าดวงวิญญาณของท่านยังคงอยู่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”
    คราวนี้ป้านโหวลี่มีท่าทีลังเลใจ ชายผู้มีผมขาวจ้องเข้าไปในตาของหยุนยี่เชิ่งอยู่สักพักก่อนที่จะเปิดเผยความจริง
    “โซ่ตรึงสวรรค์...โซ่นั้นทำให้ความทรงจำของรุ่นก่อนค่อยๆเลือนหาย หลายครั้งที่ท่านรุ่นก่อนแสดงอาการวิปลาสให้เห็น ความจริงแล้วรุ่นก่อนดีใจยิ่งนักที่รู้ว่าธุลีแห่งความทรงจำของท่านหานยี่ยังคงอยู่ ท่านอยากจะสนทนากับท่านหานยี่อีกสักครั้ง หากแต่ไม่รู้ว่าอาการเสียสติประหนึ่งคนบ้าจะกำเริบขึ้นเมื่อใด เมื่อเป็นเช่นนี้สู้ไม่พบไม่เจอกับสหายเก่าเสียจะดีกว่า...” ป้านโหวลี่นิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นคนแซ่ป้านผู้ยิ่งใหญ่ก็เปิดเผยถ้อยคำของรุ่นก่อนด้วยเสียงสั่น
    “ให้หานยี่จดจำภาพของข้าเมื่อครั้งยังเป็นปกติ ปล่อยให้เด็กแซ่จิวเป็นตัวแทนของข้า โชคชะตานำพาจิวฟงไปพบกับความทรงจำของหานยี่ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จิวฟงผู้มีสายเลือดเดียวกับข้าต้องสืบทอดปณิธานนั้นให้เป็นจริง...”
    ฝูงเรือเหาะของสำนักหนึ่งโลกาและตระกูลลี้ลอยลำอยู่บนท้องนภาบริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นหานกับแคว้นฉู่ เจ้าเปี๊ยกควบรวมกับหงส์ขาวแล้วบินไปบินมาระหว่างยานลำต่างๆ เขาเข้าไปพูดคุยกับสหายและเหล่าบริวาร เหินลอยไปยังยานลำโน้นลำนี้ สุดท้ายเจ้าเปี๊ยกก็โฉบไปยังยานลำหนึ่งที่มีผู้อาวุโสหญิงนามว่าเยว่ผิงเป็นคนควบคุม
    จิวฟงเดินไปยังเสากระโดงกลางยานเหาะ ที่ตรงนั้นมีชายร่างใหญ่ถูกพันธนาการไว้กับเสาอย่างแน่นหนา เจ้าเปี๊ยกมองชายผู้นั้นอย่างสงสาร เขาหันไปหาเยว่ผิงที่อยู่ไปห่างออกไป
    “ปล่อยศิษย์พี่ฟู่ได้หรือไม่”
    “ไม่ได้! ขืนปล่อยฟู่ฟ่างชี่ให้เป็นอิสระ ไม่รู้ว่าเขาจะหายตัวไปไหนอีก โชคดีที่คนของสำนักพบตัวเขาก่อนที่พวกเราจะออกเดินทางไม่นาน คนผู้นี้เดินเวียนวนไปมารอบๆขุนเขาเหยาวู่ถึงสามเดือนเต็ม หากพวกเราไม่พบเขา ป่านนี้ฟู่ฟ่างชี่คงยังติดอยู่ที่ดินแดนแถบนั้นนั่นแหละ!”
    “อื้อ อูๆๆๆ อาๆๆๆ”
    ชายร่างใหญ่ผู้ถูกปิดปากไว้ด้วยผ้าสีขาวๆพยายามร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าเปี๊ยกเหลือบมองผู้อาวุโสหญิงแซ่เยว่เป็นเชิงสอบถาม เยว่ผิงถอนหายใจก่อนที่จะพยักหน้า เมื่อได้รับการอนุญาต จิวฟงก็ร่ายอักขระเพื่อถอนสะกดผ้าผืนนั้นออก
    “ศิษย์น้องฟง! ไม่สิ ศิษย์น้องจิว! ข้าได้ทำแผนที่รอบขุนเขาเหยาวู่อย่างละเอียด ด้วยแผนที่นี้ รับรองว่าข้าไม่มีวันที่จะหลงทางอีกต่อไป แต่ที่ว่าไม่หลงทางนั้น...หมายถึงข้าต้องอยู่ในเขตรัศมีของขุนเขาเหยาวู่ไม่เกินร้อยลี้เท่านั้นนะ!”
    ฟู่ฟ่างชี่ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ คนแซ่ฟู่ให้จิวฟงล้วงถุงวิเศษที่ห้อยไว้ข้างเอว จิวฟงหยิบกระดาษแผ่นใหญ่ออกมาตามคำสั่ง พอเจ้าเปี๊ยกกางกระดาษแผ่นกว้างก็พบว่ามันคือแผนที่ภูมิประเทศที่แสนละเอียดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
    บนแผ่นกระดาษมีเครื่องหมายบอกระดับความสูง มีสัญลักษณ์ต่างๆอยู่เต็มไปหมด แผนที่ของฟู่ฟ่างชี่เต็มไปด้วยลายเส้น เจ้าเปี๊ยกอดทึ่งไม่ได้เมื่อได้เห็นแผนที่ที่คนจอมหลงทางสร้างขึ้น
    “ศิษย์น้องจิว เลื่อนข้า...เลื่อนข้าขึ้นไปบนยอดเสากระโดง! ข้าอยากเห็นพื้นที่ด้านล่าง ข้าจะจดจำมันไว้แล้วลงมือทำแผนที่ทันทีที่ข้าเป็นอิสระ!”
    “แต่...อยู่สูงขนาดนี้ แม้แต่มหานทีหวางเหอก็เห็นเป็นเส้นเล็กๆ”
    “ช่างมัน อย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆ!” เสียงของฟู่ฟ่างชี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
    เจ้าเปี๊ยกถอนหายใจ เขาส่งสายตาไปสอบถามเยว่ผิงอีกครั้ง จากนั้นเด็กชายจึงร่ายอักขระเวทยกเอาคนร่างใหญ่ไปไว้ที่ปลายยอดของเสาไม้
    ฟู่ฟ่างชี่ดีใจยิ่งนัก เขากล่าวขอบคุณเด็กชายตั้งหลายครั้ง คนร่างใหญ่เบิ่งตากว้าง อาการของเขาคล้ายกับเด็กที่เห็นของเล่นชิ้นใหม่ ฟู่ฟ่างชี่หันซ้ายหันขวา เขาพยายามเอี้ยวไปสุดตัว เจ้าเปี๊ยกก็แสนจะใจดี เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่แซ่ฟูมองไม่เห็นด้านหลัง จิวฟงก็ช่วยร่ายอักขระแล้วหมุนตัวของฟู่ฟ่างชี่ไปมา
    “อา...มีกลุ่มยานเหาะมุ่งหน้ามาทางนี้!” ฟู่ฟ่างชี่ส่งเสียงร้องดัง เจ้าเปี๊ยกหันมองตามสายตาของฟู่ฟ่างชี่ แล้วเขาก็เห็นว่ามียานเหินหาวราวสี่สิบลำแหวกอากาศตรงเข้ามา
    ลำยานเหล่านั้นล้วนมีสีแดงเพลิง เยว่ผิงและคนทั้งหมดต่างหันหน้าไปมองกลุ่มยานเหาะ ผู้อาวุโสหญิงแซ่เยว่เพ่งพิจารณาผู้มาถึง จากนั้นนางก็เงยหน้าบอกกับฟู่ฟ่างชี่ที่ยังคงแสดงอาการตื่นเต้น
    “สำนักอัคคีผลาญ หนึ่งในพันธมิตรของเรา พวกเราจะเดินทางไปยังสำนักปฐพีพิฆาตด้วยกัน!”
    ขบวนยานเหาะกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าตรงไปยังทิศพายัพ ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ทั้งหมดก็เข้าสู่เขตแดนแห่งเทือกเขาที่มีภูมิประเทศอันหลากหลาย...
    เทือกเขาตี้เชียนใหญ่โตยิ่งกว่าเทือกเขาเฉวียนลวี่ซานยิ่งนัก ในเวลานี้หุ่นพยนต์เพ่งมองไปยังดินแดนที่ประกอบไปด้วยหน้าผาหินอันแข็งแกร่ง มองลานทรายที่อยู่บนชั้นกลาง มองดูป่ารกครึ้มที่อยู่บนยอดเขา ความทรงจำโบราณกวาดสายตาดูสรรพสิ่งอย่างไม่ละสายตา ทอดสายตามองเบื้องล่างอยู่เช่นนั้นก่อนที่จะพึมพำเบา
    “เทือกเขาตี้เชียน ดินแดนที่หานยี่จ้าวปฐพีได้ถือกำเนิดขึ้น...”
    ยานเหาะราวร้อยลำลงจอดที่เชิงเขาหินแกร่งดั่งแท่งเหล็ก พวกเขาลงมายืนอยู่ที่ตีนเขาตามธรรมเนียมปฏิบัติ ยานแต่ละลำบรรทุกคนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อย แม้พาหนะเหินหาวเหล่านี้จะมีขนาดเล็กกว่าลำยานของตระกูลมู่มาก แต่พันธมิตรที่มารวมตัวอยู่ที่ตีนเขาในวันนี้ ก็มีจำนวนไม่น้อยกว่าสมาชิกที่ทางตระกูลมู่ขนออกไปจากสำนักวายุจำรัสในครานั้น
    กวงหั่วผู้มีผมสีเพลิงแดง ป้านโหวลี่ผู้มีผมสีขาว และหยุนยี่เชิ่งผู้มีเครายาวยืนอยู่หน้าสุด ทั้งสามแหงนคอมองยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เพียงครู่เดียว จากนั้นพวกเขาเหินลอยไปบนท้องนภา คนทั้งสามช่วยกันร่ายอาคมรอบๆยานเหาะด้วยชุดอักขระสีทองอันทรงพลัง...
    พรึ่บๆๆ ฟรุ่บ!
    ผู้ฝึกตนจากสำนักต่างๆที่เพิ่งมาถึงต่างส่งสายตามองเหล่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แสงสีทองอันสว่างกระจ่างจ้าทำให้พวกเขาล้วนรู้สึกตื่นเต้น อักขระแต่ละคำช่างทรงพลังยิ่งนัก ขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังมาจากท้องฟ้า
    “ดูเหมือนท่านป้านโหวลี่จะไม่ไว้วางใจสำนักปฐพีพิฆาตของข้าสักเท่าไร ทำเช่นนี้เป็นการไม่ให้เกียรติข้าผู้จัดงานแสดงความรู้...” กล่าวจบเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความเหยียดหยันก็ดังขึ้น ชายผู้มีเบ้าตาลึกในชุดสีน้ำตาลนำคนอีกแปดร้อยเหินลอยลงมาจากท้องนภา
    สองเจ้าสำนักหนึ่งโลกาและเจ้าสำนักอัคคีผลาญมาหยุดอยู่บนพื้น ทั้งสามคารวะผู้เป็นเจ้าบ้าน คนแซ่ป้านผุดยิ้มมุมปากก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำ
    “ท่านฟ่านหม่านซือคิดมากเกินไป การดูแลความปลอดภัยให้ยานเหาะของตัวเองถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกสำนักพึงปฏิบัติ”
    สิ้นคำพูดของป้านโหวลี่ หวงหยินฟาก็ผุดยิ้มมุมปาก เขาพุ่งทะยานไปบนอากาศอย่างไวว่อง คนตาเดียวร่ายอักขระอยู่ไม่หยุด แสงสีทองเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์ ทุกลายเส้นทุกตัวอักษรช่างทรงพลัง มาบัดนี้รอบกลุ่มยานเหาะของเหล่าพันธมิตรมีอาคมกางกั้นถึงยี่สิบชั้น แต่ถึงกระนั้นหวงหยินฟาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือ
    ขณะนั้นเองหยุนยี่เชิ่งก็พยักหน้าให้กับเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย ทั้งเกาเพ้ยจื่อ หยินยู่หาน ฝูเต้อหลุน เฮ่อโถวและผู้อาวุโสที่เหลือต่างก็พร้อมใจกันก้มหัว แสงอักขระเวทของเหล่าผู้อาวุโสนับสิบคนสอดประสานและยกระดับอาคมที่ปกป้องยานเหาะ พวกผู้อาวุโสแห่งสำนักอัคคีผลาญเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า อีกไม่กี่อึดใจที่เชิงเขาอันกว้างใหญ่ก็สว่างไสว คล้ายกับว่าแสงอาทิตย์สาดส่องพร้อมกันถึงสิบดวง!
    ...เท่านั้นยังไม่พอ ซูเฉิงหยวนยังให้ผู้ชาญยุทธ์เฝ้ายานเหาะไว้ในทิศทั้งแปด แพทย์กระบี่ขาวก็เหินลอยอยู่บนอากาศเพื่อสำรวจความเคลื่อนไหว พวกผู้คุ้มภัยของตระกูลลี้ทะยานไปยังทิศทางต่างๆกัน ราวกับว่าคนเหล่านั้นจะสำรวจให้ทั่วถึงทุกความเป็นไปที่เกิดขึ้นรอบๆเทือกเขาตี้เชียน
    ผู้ฝึกตนจากสำนักต่างๆพลันรับรู้ได้ว่างานแสดงความรู้ในครั้งนี้ไม่ชอบมาพากล เหล่าเจ้าสำนักเร่งร่ายอักขระเวทเพื่อปกป้องพาหนะของตัวเองอยู่ไม่หยุด แสงอันสว่างไสวทวีความกระจ่างจ้ามากขึ้นทุกที
    ฟ่านหม่านซือมองมายังป้านโหวลี่และหยุนยี่เชิ่งแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ การกระทำของสองเจ้าสำนักเป็นการตบหน้าเขาชัดๆ ทั้งคู่จงใจให้คนในสังกัดร่ายอักขระเวท สำนักหนึ่งโลกกำลังประกาศความเป็นปรปักษ์กับสำนักปฐพีพิฆาตให้ผู้คนได้รู้
    คนแซ่ฟ่านสะกดกลั้นเพลิงโทสะไว้ในใจ เขาส่งยิ้มไปให้เจ้าสำนักน้อยใหญ่ จากนั้นเขาก็พูดจาด้วยเสียงเนิบๆ
    “เหล่าผู้คุมกฎและหน่วยทะลวงธรณีนับพันๆคนจะเฝ้าดูความเรียบร้อยของยานเหาะ ขอให้ท่านเจ้าสำนักทั้งหลายโปรดอย่าตื่นตูมโดยใช่เหตุ หากเกิดเหตุร้าย ข้า ฟ่านหม่านซือขอลั่นวาจาว่าจะรับผิดชอบทุกอย่างอย่างเต็มที่”
    เมื่อคนระดับฟ่านหม่านซือเอ่ยปาก แสงจากอักขระเวทของสำนักฝึกตนใหญ่น้อยก็ค่อยๆจางคลาย ทว่าแสงจากอักษรโบราณจากทางสำนักหนึ่งโลกาไม่มีทีท่าว่าจะดับลง ราวกับว่าคนเหล่านั้นต้องการประกาศศักดาให้คนทั้งหลายได้เห็น ตั้งแต่ที่เท้าของพวกเขาเหยียบเข้ามายังเขตแดนของสำนักปฐพีพิฆาต...
    หานยี่ไม่สนใจกับแสงของอักขระที่กระจ่างจ้า คนแซ่หานไม่ใส่ใจเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของเด็กๆ เขาปรายตามองคนแซ่ฟ่านเพียงเสี้ยวขณะเดียว แล้วเบือนหน้าไปทางอื่น หุ่นพยนต์กวักมือเรียกเด็กชายตัวจ้อย หานยี่ชี้ไปที่ทางขึ้นเขาซึ่งมีรูปปั้นหินขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่
    “ตุ๊กตาหินขาวคู่นั้นเปรียบได้กับผู้พิทักษ์ของสำนักฝึกตนธาตุดิน หุ่นปั้นสูงเก้าผิง (สามสิบเมตร) ปกปักรักษาแผ่นดินนี้มาตั้งแต่อดีตกาล ทางขึ้นอีกสามทิศก็มีตุ๊กตาอีกสามคู่เฝ้าประจำอยู่ หุ่นปั้นเหล่านี้ยืนยงผ่านกาลเวลา ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนใดก็ไม่อาจทำลายพวกมันลง”
    ขณะนั้นชายเบ้าตาลึกก็ปรบมือดัง ฟ่านหม่านซือมองมาที่หุ่นพยนต์ด้วยแววตาที่ชื่นชม แต่ครู่เดียวสายตานั้นก็เปลี่ยนเป็นเหยียดหยัน เจ้าสำนักปฐพีพิฆาตผายมือเชื้อเชิญแขกนับหมื่นให้ขึ้นไปบนเขา จากนั้นคนแซ่ฟ่านก็กลอกตามองหุ่นพยนต์
    “ความทรงจำโบราณ? ฉลาดนี่ ที่เจ้ากล่าวมาถูกต้องเกือบทุกอย่าง แต่ว่ารูปปั้นคนคู่ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ รูปปั้นเหล่านั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการมีอยู่ของสำนักปฐพีพิฆาตที่ยิ่งใหญ่!”
    หานยี่ยิ้มมุมปาก ความทรงจำโบราณไม่แม้แต่จะชายตามองคนเบ้าตาลึก เขาตบไหล่เจ้าเปี๊ยกสองสามทีก่อนที่จะพูดเสียงดังเพื่อให้คนทั้งหลายได้ยิน
    “จิวฟง ไอ้นี่มันโง่กว่าเจ้าเยอะ ในภายภาคหน้าเจ้าจงกลายมาเป็นเจ้าสำนักฝึกตนธาตุดิน ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถปลุกหุ่นทั้งสี่คู่ให้ตื่นขึ้นได้”
    “สามหาว!”
    ชายผิวสีดำแดงทะยานออกจากกลุ่มคนทั้งแปดร้อย ไม่ช้าคนอีกหลายสิบก็พุ่งมาจากด้านหลัง คนของสำนักต่างๆอยู่ในอาการตกใจ พวกสำนักหนึ่งโลกาเหยียบเข้ามาในเขตเทือกเขาตี้เชียนไม่นานก็เกิดเรื่องเสียแล้ว หานยี่มองผู้คนที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างไม่แยแส หุ่นพยนต์ชี้นิ้วไปข้างหน้า ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยเสียงเรียบ
    “จิวฟง จัดการพวกมันแทนข้าที”
    “อ้าว...เฮ้ย!”


    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน