ตอนที 1 — ครูคนใหม่
ป้ายแรกที่ต้อนรับธามเข้าสู่แดนสนธยาไม่ใช่ชื่อหมู่บ้าน แต่เป็คำเตือน
หลังตะวันตกดิน อย่าขานชื่อผู้ล่วงลับ
ตัวอักษรสีขาวบนแผ่นไม้ซีดจนเกือบกลืนกับม่านฝน ป้ายเอียงอยู่ริมทางแยก ถนนเส้นหนึ่งทอดเข้าหมู่บ้าน อีกเส้นคดหายไปหลังแนวต้นตาล ใต้คำเตือนมีข้อความอีกบรรทัดถูกสีดำป้ายทับ เหลือปลายตัวอักษรโผล่ออกมาสองสามขีด
ธามชะลอรถมอเตอร์ไซค์ เขาพยายามอ่าน แต่ฝนสาดเข้าตาจนต้องหันหน้าหนี
เขาไม่ได้เดินทางเกือบหกร้อยกิโลเมตรเพื่อแกะคำเตือนของหมู่บ้าน เขามาที่นี่เพื่อเริ่มต้นใหม่ ในที่ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังหนีอะไร
เขาบิดคันเร่งต่อ
ก่อนถึงบ้านหลังแรก ถนนพาดผ่านเนินเตี้ย ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยหลักไม้เรียงเป็แถว ไม่มีชื่อ ไม่มีวันเกิด ไม่มีวันตาย มีเพียงพวงมาลัยแห้ง ถ้วยข้าว และขวดน้ำที่เปิดฝาไว้แล้ว
สุสานไร้ชื่อ
หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นมะขามกลางสายฝน เสื้อสีหม่นแนบตัว ผมขาวเปียกติดแก้ม มือสองข้างวางทับหัวไม้เท้า ดวงตาขุ่นขาวหันมาทางถนน
ธามขี่ผ่านไปแล้ว แต่เมื่อมองกระจกข้าง ใบหน้าของนางยังหันตามรถ
หญิงชรายกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก
ล้อหลังลื่นบนดิน ธามรีบหันกลับมามองทาง เมื่อมองกระจกอีกครั้ง หญิงชราหายไปแล้ว
โรงเรียนแดนสนธยาตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน มีอาคารปูนสองชั้นสีเหลืองซีด สนามฟุตบอลเป็แอ่งโคลน และอาคารไม้เก่าซึ่งเชื่อมกับอาคารใหม่ด้วยทางเดินมีหลังคา ต้นหูกวางหลายต้นยืนบังแสงเย็นจนบริเวณโรงเรียนมืดเร็วกว่าบ้านรอบข้าง
ผู้หญิงร่างเล็กในเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มยืนรออยู่ใต้ชายคา นาฬิกากลมบนผนังด้านหลังบอกเวลาห้าโมงยี่สิบ
“ครูธาม?”
เขาจอดรถแล้วถอดหมวกกันน็อก “ครับ ธาม อัครเดช ครูภาษาไทยคนใหม่”
สีหน้าของหญิงตรงหน้าแข็งค้างเมื่อได้ยินนามสกุล ดวงตาเลื่อนไปมองแผลเป็เล็ก ๆ เหนือคิ้วซ้ายของเขา ก่อนรอยยิ้มจะกลับมา
“ฉันวารี คนที่นี่เรียกแม่ครู” เธอรับเอกสารจากมือเขาโดยไม่เปิดดู “มาถึงก่อนฟ้ามืดก็ดีแล้ว”
“ถ้าช้ากว่านี้จะมีปัญหาหรือครับ”
แม่ครูวารีมองนาฬิกาแทนคำตอบ “บ้านพักอยู่หลังโรงอาหาร ของใช้จำเป็อยู่ในตู้ ถ้าขาดอะไรค่อยเข้าไปซื้อในอำเภอวันเสาร์”
ธามรออยู่ครู่หนึ่ง “แล้วถ้าผมมาหลังมืดล่ะครับ”
เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยกนิ้วขึ้นทีละข้อ
“หลังหกโมง อย่าเปิดประตูให้คนที่มองไม่เห็นหน้า ถ้าได้ยินระฆังจากสุสาน ให้ปิดไฟและอยู่ในบ้าน และหลังตะวันตกดิน ห้ามเรียกชื่อคนตาย ไม่ว่าคนนั้นจะเป็ใคร”
ธามคิดว่าเธอกำลังทดสอบครูใหม่ แต่แววตาของแม่ครูไม่มีรอยล้อเล่น
“กฎของโรงเรียนหรือครับ”
“กฎของคนที่อยากมีชีวิตอยู่จนถึงเช้า”
เสียงฝีเท้าวิ่งฝ่าน้ำดังมาจากอาคาร เด็กหญิงผมเปียในชุดนักเรียนวิ่งลงบันได ในมือกอดสมุดไว้หลายเล่ม รองเท้าผ้าใบข้างหนึ่งขาดตรงหัวแม่เท้า
“ขิม ทำไมยังไม่กลับบ้าน” แม่ครูถาม
เด็กหญิงหยุดหอบตรงหน้า “เอาสมุดการบ้านมาคืนค่ะ”
สายตาของเธอเลื่อนไปยังธาม “ครูคนใหม่เหรอคะ”
“ใช่ ครูชื่อ—”
แม่ครูวารีคว้าแขนเขาจนคำพูดขาดหาย
มือของเธอเย็นจัด
“เด็กคนนี้รู้ชื่อคุณแล้ว” เธอบอกก่อนปล่อยมือ
ขิมพยักหน้า “ทั้งหมู่บ้านรู้ ั้แ่รถครูผ่านศาลา”
“ข่าวไปเร็วนะ”
“ที่นี่มีคนมาใหม่ไม่บ่อยค่ะ ส่วนคนหาย...” เด็กหญิงหยุดเมื่อแม่ครูมอง “ไม่มีอะไรค่ะ”
แม่ครูวารีสั่งให้เธอกลับก่อนฟ้ามืด ขิมรับคำ แต่ยังยืนกอดสมุดอยู่ที่เดิม
เสียงแตรรถดังจากหน้าโรงเรียน รถกระบะเก่าสีน้ำเงินจอดอยู่ข้างรั้ว ชายผิวคล้ำร่างผอมโผล่หน้าจากกระจก เขามีหนวดบางและรอยยิ้มง่าย ๆ
“ขิม จะกลับไหมลูก หรือจะให้พ่อนอนเฝ้าโรงเรียนด้วย”
“กลับแล้วจ้ะพ่อ”
เด็กหญิงวิ่งไปได้สองก้าวแล้วหันกลับ เธอสอดสมุดเล่มเล็กใส่มือธามพร้อมกองการบ้าน
“ถ้ามีใครถามถึงครูคนก่อน อย่าบอกแม่ครูนะคะ” เธอกระซิบ
“ครูคนก่อนคนไหน”
แต่ขิมวิ่งไปขึ้นรถแล้ว
ชายในรถยกมือไหว้ธาม “ผมสินครับ พ่อขิม บ้านอยู่เลยวัดไปหลังที่มีต้นขนุน ถ้าครู้าซ่อมอะไรเรียกได้ ผมทำได้เกือบหมด ยกเว้นซ่อมคน”
เขาหัวเราะกับมุกของตัวเอง ขิมทำหน้าระอาแล้วดึงแขนพ่อกลับเข้าไปในรถ
“อย่ามัวคุย เดี๋ยวมืด” เด็กหญิงเร่ง
สินยกมือโบกอีกครั้ง รถกระบะแล่นออกจากโรงเรียน ล้อบดน้ำเป็ทางยาว
ธามหันกลับมา “พ่อเด็กดูรีบกว่าลูกอีกนะครับ”
“สินจำได้ว่าความมืดทำอะไรกับบ้านเขา” แม่ครูวารีตอบ
“หมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่าเขาเสียภรรยาไปเมื่อปีที่แล้ว”
เธอรับกองการบ้านจากมือธาม แต่สมุดเล่มเล็กที่ขิมสอดไว้ยังค้างอยู่ใต้แขนเขา แม่ครูไม่เห็น หรือทำเป็ไม่เห็น
แม่ครูวารีพาธามดูอาคารใหม่และอธิบายตารางสอน ก่อนหยุดที่ทางเชื่อมอาคารไม้
เมื่อเดินถึงทางเชื่อมอาคารไม้ แม่ครูหยุด
โซ่เหล็กเส้นใหญ่พาดกั้นทาง แม่กุญแจขึ้นสนิมคล้องแน่น ป้ายห้ามเข้าเอียงอยู่กับเสา พื้นไม้ด้านในเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ตรงกลางทางเดินมีรอยเท้าเปียกคู่หนึ่ง มุ่งขึ้นบันได
ไม่มีรอยเดินกลับลงมา
“อาคารนั้นใช้ทำอะไรครับ” ธามถาม
“ไม่ได้ใช้”
“แต่มีคนเข้าไป”
แม่ครูวารีมองรอยเท้า สีหน้าไม่เปลี่ยน “ฝนสาด”
“ฝนสาดเป็รูปเท้าได้ด้วยหรือครับ”
เธอหันมาสบตา “ครูธาม ฉันรับคุณมาสอนเด็ก ไม่ได้รับมาซ่อมอาคารเก่า”
“ทำไมต้องล็อกครับ”
“เพราะของบางอย่างควรปล่อยให้ผุอยู่ที่เดิม”
เธอส่งกุญแจบ้านพักให้เขา พวงกุญแจมีแผ่นไม้เขียนเลข 3 ด้วยหมึกแดง
“ก่อนหกโมงให้เข้าบ้าน หลังหกโมงอย่าออกมา ไม่ว่าได้ยินอะไร”
“รวมถึงเสียงเด็กขอความช่วยเหลือหรือครับ”
“โดยเฉพาะเสียงเด็ก”
แม่ครูวารีเดินจากไปโดยไม่หันกลับ
ธามยืนมองอาคารเก่า ความรู้สึกคุ้นเคยแล่นผ่านหน้าอก เขาไม่เคยมาที่นี่แน่ แต่กลับรู้ว่าบนชั้นสองมีห้องเล็กติดหน้าต่างบานเกล็ด ถัดจากห้องนั้นเป็ห้องเก็บของ และใต้พื้นห้องเล็กมีรอยไหม้เป็วง
ภาพชัดจนเขาได้กลิ่นไม้เกรียม
ตามมาด้วยเพลงกล่อมสั้น ๆ เพียงสี่โน้ต
ธามหันตามเสียง มันไม่ได้ดังจากอาคารไม้ แต่ลอยมาจากห้องพักครูด้านหลังเขา
ประตูห้องแง้มอยู่ ทั้งที่แม่ครูเพิ่งล็อกเมื่อครู่
เขาเรียกแม่ครู ไม่มีเสียงตอบ นาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าโมงสี่สิบ อีกยี่สิบนาทีก่อนเวลาที่ทั้งหมู่บ้านดูเหมือนกลัว
ในห้องพักครูมีโต๊ะเหล็กสี่ตัว ตู้เอกสาร และแฟ้มเก่ากองรอทิ้ง พัดลมเพดานหมุนช้า ๆ ทั้งที่สวิตช์อยู่ในตำแหน่งปิด ทุกครั้งที่ใบพัดหมุนผ่านหลอดไฟ เงาดำจะกวาดข้ามผนังเหมือนคนเดิน
เสียงเพลงหยุด
บนโต๊ะตัวในสุดมีสมุดปกผ้าสีน้ำตาลวางอยู่ ใต้กองเอกสารฝุ่นหนา แต่บนปกไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย
บัญชีเรียกชื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยี่สิบเจ็ดปีก่อน
ธามเปิดหน้าแรก บางช่องไม่มีชื่อ แต่รอยดินสอในช่องมาเรียนเรียงครบทุกวันเหมือนเด็กคนนั้นยังนั่งอยู่ในห้อง
เขาไล่นิ้วตามแถวแล้วนับใหม่ มีเครื่องหมายยี่สิบสามคน แต่มีชื่อเพียงสิบเก้า
กลางเล่มมีหน้าหนึ่งถูกฉีก เหลือเศษข้อความติดสัน
...าม อัค...
หัวใจเขากระตุก ชื่อธามไม่ใช่ชื่อหายาก เขาบอกตัวเอง อักษรสองพยางค์อาจมาจากชื่ออื่น ส่วนนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วยอัคก็มีมากกว่าหนึ่ง
ธามยกสมุดเข้าใกล้หน้าต่าง แสงเย็นเผยรอยดินสอรอบเศษชื่อ คล้ายมีคนพยายามลบหลายครั้งแต่ลบไม่หมด
หยดน้ำตกลงบนกระดาษ
เขาเงยดูเพดาน ไม่มีรอยรั่ว
เมื่อก้มลง หยดน้ำนั้นกลับเป็รอยนิ้วมือเล็ก ๆ น้ำสีคล้ำซึมผ่านชื่อบรรทัดหนึ่ง ตัวอักษรเลือนหายทีละตัวเหมือนถูกดูดลงใต้กระดาษ เหลือช่องว่างสะอาด แต่เครื่องหมายมาเรียนยังอยู่ครบ
ธามใช้นิ้วแตะ รอยเปียกเย็นเหมือนน้ำจากตู้แช่ กลิ่นโคลนเน่าลอยขึ้นจากหน้ากระดาษ
ประตูห้องกระแทกปิด
เขาหันขวับ
ขิมยืนอยู่นอกหน้าต่าง ผมเปียเปียแนบไหล่ ทั้งที่เพิ่งขึ้นรถกลับไปกับพ่อ
“ครูเจอแล้วหรือคะ”
ธามรีบเปิดประตูออกไป “กลับมาได้ยังไง พ่อเธอล่ะ”
“รถยางแบนตรงวัด พ่อกำลังเปลี่ยนยาง หนูลืมของเลยวิ่งกลับมา”
“หมายถึงสมุดนี่?”
เด็กหญิงมองปกผ้าสีน้ำตาล “ครูคนก่อนก็เจอ เขาบอกว่าจะตามหาเด็กที่หายไป”
“เด็กคนไหน”
“ไม่มีใครจำชื่อได้”
“แล้วครูคนนั้นชื่ออะไร”
ขิมหยิบสมุดเล่มเล็กที่สอดให้เขาออกมาเปิด หน้ากระดาษเต็มไปด้วยลายมือของเธอ บางบรรทัดเขียนซ้ำหลายครั้ง
มีครูผู้ชายอยู่ก่อนครูธาม เขาสอนวิทยาศาสตร์ เขาพักบ้านเลข 3 เขามีแผลที่มือขวา เขาบอกว่าอย่าเชื่อถ้าทุกคนบอกว่าเขาไม่เคยอยู่
ตรงช่องชื่อมีรอยป้ายด้วยหมึกสีน้ำตาลจนอ่านไม่ได้
“ชื่อเขาหายจากที่หนูจดด้วยค่ะ” ขิมพูด “แต่เื่อื่นยังอยู่”
“เขาหายไปเมื่อไร”
“สามเดือนก่อน คืนหนึ่งเขาเข้าอาคารเก่า เขาพูดชื่อคนตายออกมาจากรายชื่อในสมุด พอเช้าแม่ครูบอกว่าไม่มีครูวิทยาศาสตร์ โรงเรียนขาดครูมาตลอด”
“แล้วพ่อเธอจำเขาได้ไหม”
ขิมส่ายหน้า “ไม่มีใครจำได้ หนูเองก็จำหน้าไม่ได้แล้ว หนูรู้แค่ว่าต้องเชื่อสิ่งที่เขียนไว้”
“บางทีเธออาจเขียนเื่แต่ง”
“หนูเขียนด้วยลายมือตัวเองว่าอย่าคิดแบบนั้นไว้ข้างล่างค่ะ”
ธามก้มดู ใต้ข้อความมีประโยคตัวใหญ่จนเกือบทะลุกระดาษ
ถ้าอ่านแล้วไม่เชื่อ แปลว่าเริ่มลืม
เสียงเครื่องยนต์ดังจากถนน สินขับรถกระบะมาจอดหน้ารั้ว ยางอะไหล่ด้านหลังยังเปื้อนโคลน
“ขิม!” เขาะโ “ฟ้าจะมืดแล้วลูก”
เด็กหญิงสะดุ้ง เธอคว้าสมุดเล่มเล็กคืน ก่อนวิ่งไปหยุดที่ประตู
“อย่าเอาบัญชีออกมาหลังมืดนะคะ”
“ทำไม”
“ครูคนก่อนเอาออกมา แล้วมันเริ่มเขียนชื่อใหม่เอง”
สินลงจากรถมารับลูก เขายิ้มให้ธาม แต่คราวนี้รอยยิ้มฝืนกว่าเดิม
“เด็กชอบเล่าเื่ให้ครูใหม่กลัว อย่าถือสานะครับ”
“คุณจำครูคนก่อนขิมได้ไหมครับ ครูวิทยาศาสตร์ ผู้ชาย”
สินขมวดคิ้ว “โรงเรียนนี้ไม่มีครูวิทยาศาสตร์มาหลายปีแล้ว”
ขิมจ้องพ่อ ริมฝีปากเม้มแน่น
“ขิมบอกว่าเขาพักบ้านเลข 3” ธามลองถามต่อ
สินหัวเราะแห้ง ๆ “บ้านนั้นว่างมานาน แม่ครูเพิ่งให้คนล้างไว้รับครูนี่แหละ”
“พ่อ เรากลับกันเถอะ” ขิมจับแขนเขา
“รีบอะไรนักหนา”
“หนูไม่อยากให้แม่รอ”
สินนิ่งไป รอยยิ้มหายจากหน้า “แม่ไม่อยู่แล้วลูก”
ขิมก้มมองพื้น “หนูรู้”
พ่อวางมือลงบนศีรษะลูกสาว เขาหันไปมองท้องฟ้าซึ่งเหลือแสงสีเทาบาง ๆ เหนือทุ่ง
“กลับบ้านกัน” เขาพูดเบาลง “วันนี้พ่อจะทำไข่เจียวแบบที่แม่ชอบ”
ก่อนสินขับออก เขาลดกระจกลง “ครูครับ ถ้าหลังมืดได้ยินใครเรียก อย่าขานรับนะ ต่อให้เป็เสียงคนในบ้าน”
“คุณเคยได้ยินหรือครับ”
ชายคนนั้นมองลูกสาวข้างกาย “ทุกคืนั้แ่เมียผมตาย”
รถแล่นหายไปหลังแนวต้นตาล
ธามลองนำบัญชีไปคืน แต่ประตูห้องพักครูล็อกแล้ว นาฬิกาเหนืออาคารชี้หกโมงตรง
หกโมงตรง
ประตูบ้านทุกหลังในหมู่บ้านปิดพร้อมกัน เสียงกลอนเหล็กดังต่อกันจากหัวถนนถึงท้ายถนน แม้แต่สุนัขที่เห่าอยู่หลังโรงอาหารยังเงียบเมื่อดวงอาทิตย์จมหายหลังทุ่ง
ธามมองสมุดในมือ ก่อนสอดมันไว้ใต้เสื้อกันฝนแล้วเดินกลับบ้านพักเลข 3
บ้านเป็เรือนไม้ชั้นเดียว ในลิ้นชักโต๊ะมีกระดาษแผ่นหนึ่งพับไว้
ถ้าเห็นข้อความนี้ แปลว่าผมหายไปแล้ว
อย่าเชื่อแม่ครูวารี อย่าอ่านรายชื่อดัง ๆ และถ้ายังจำผมได้ ให้เขียนชื่อผมด้วยหมึกในขวดดำ
ด้านล่างควรมีชื่อ แต่กระดาษตรงนั้นกลายเป็รูพรุน ราวกับตัวอักษรกัดเนื้อกระดาษจนหายไป
เขาวางบัญชีบนโต๊ะ แล้วเพิ่งเห็นว่ามีโคลนติดอยู่ใต้ปก เมื่อเปิดดู หน้าที่ชื่อหายไปมีข้อความใหม่เขียนด้วยรอยน้ำ
ยังเหลือที่ว่างอีกหนึ่งคน
ธามปิดสมุดทันที
เขาเพิ่งต้มบะหมี่เสร็จเมื่อไม้เท้าเคาะหน้าบ้านสามครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หญิงชราจากสุสานยืนอยู่หลังประตูมุ้งลวด ฝนหยุดแล้ว แต่เสื้อของนางยังเปียก น้ำหยดจากชายผ้าลงพื้นเป็สีดำ
ธามไม่เปิดประตู “ยายหลงทางหรือครับ”
“คนตาบอดไม่หลงง่ายเท่าคนที่คิดว่าตัวเองมองเห็น” นางสูดลมหายใจ “เอาสมุดกลับมาด้วยสินะ”
“ยายรู้ได้อย่างไร”
“มันมีกลิ่นของชื่อที่กำลังเน่า”
ธามมองสมุดบนโต๊ะ “ครูคนก่อนตายหรือเปล่า”
“ถ้าตาย อย่างน้อยก็ยังมีคนฝัง” หญิงชราตอบ “แต่เอ็งยังจำเขาไม่ได้ อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองต่างจากคนอื่น”
“ยายชื่ออะไรครับ” เขาถาม
หญิงชรายิ้ม “ก่อนมืด คนเรียกยายเพ็ง หลังมืดไม่ต้องเรียกอะไรทั้งนั้น”
“ชื่อคนเป็ก็ห้ามเรียกหรือ”
“ชื่อคนเป็เรียกได้ ถ้าแน่ใจว่าคนที่ตอบยังเป็คนเดิม”
ยายเพ็งยกไม้เท้าแตะประตูมุ้งลวด “คืนนี้ ถ้าได้ยินเสียงคนรู้จักเรียกชื่อ อย่าตอบ”
“คนรู้จักผมไม่มีใครอยู่ที่นี่”
“มันไม่ได้รู้จักเอ็ง” นางพูด “มันรู้ว่าเอ็งอยากได้ยินเสียงใคร”
ธามนึกถึงเพลงสี่โน้ต มือของเขาเย็นขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
“ข้อความใต้ป้ายทางเข้าถูกลบว่าอะไร”
ยายเพ็งหันหลัง “คำเตือนบางอย่างยิ่งอ่านออก ยิ่งทำตามยาก”
ไม้เท้าค่อย ๆ เคาะห่างไปในความมืด
ธามล็อกประตูแล้วโทรหาแม่ สายดังอยู่นาน ไม่มีคนรับ เขาไม่ได้คุยกับแม่มาสองเดือนแล้ว นับจากคืนที่แม่บอกให้หยุดพูดถึงน้องสาว
“ลูกคนเดียวจะมีน้องมาจากไหน”
ประโยคนั้นยังติดอยู่ในหัว
ธามเคยคิดว่าแม่พูดเพราะไม่อยากรื้อความสูญเสีย แต่หลังจากพบสมุดซึ่งชื่อหายได้ เขาไม่แน่ใจอีกแล้วว่าใครเป็ฝ่ายจำผิด
เขาเปิดรูปวัยเด็ก ในภาพหนึ่งเขายืนริมสระ มือซ้ายยื่นเหมือนจับมือใคร แต่ตรงนั้นมีเพียงแสงขาว
เขาจำมือเล็ก ๆ ได้ จำเสียงหัวเราะได้ จำริบบิ้นสีแดงได้
แต่จำชื่อไม่ได้
เสียงฮัมเพลงสี่โน้ตดังจากใต้พื้นบ้าน ธามหยุดหายใจ น้ำสีดำซึมผ่านช่องกระดานแล้วไหลไปหาบัญชีบนโต๊ะ
สมุดเปิดเอง
หน้ากระดาษพลิกไปหยุดตรงหน้าที่ถูกฉีก ตัวอักษรอีกส่วนค่อย ๆ โผล่จากรอยขาด
ธ
ธามถอยชนผนัง
เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ใต้บ้าน แล้วเพลงย้ายไปดังที่หน้าต่าง
เงาเด็กหญิงยืนอยู่หลังม่าน แต่เมื่อธามเปิดม่าน มีเพียงความมืดกับสนามโรงเรียนว่างเปล่า
แสงเล็ก ๆ เคลื่อนอยู่บนชั้นสองของอาคารไม้ เหมือนตะเกียงในมือใครสักคน
เขามองนาฬิกา เที่ยงคืนพอดี
ธามควรปิดไฟและรอเช้า แต่เขาย้ำกับตัวเองว่าอาจมีเด็กแอบเข้าอาคารเก่า
เสียงเด็กร้องดังแว่วมา
“ช่วยด้วย”
ครั้งแรกเบาจนเกือบเป็เสียงลม ครั้งที่สองชัดขึ้น
“พี่...ช่วยหนูด้วย”
ธามคว้าไฟฉายกับบัญชี เขารู้ว่ากำลังทำตรงข้ามกับทุกคำเตือน แต่คำว่า “พี่” ดึงภาพมือเล็กซึ่งหลุดจากมือเขากลับมา ภาพนั้นจบด้วยผิวน้ำดำทุกครั้ง เขาเคยยืนดูใครบางคนจมหาย และไม่เคยให้อภัยตัวเอง
ประตูบ้านเปิดออกพร้อมลมเย็น
ทางเดินไปอาคารเก่าเปียกทั้งที่ฝนหยุดแล้ว รอยเท้าเด็กปรากฏทีละคู่เหมือนมีใครเดินนำ
โซ่ที่กั้นอาคารไม้ยังคล้องอยู่ แต่แม่กุญแจเปิดอ้า ธามยกโซ่ออก เสียงโลหะครูดพื้นดังไปทั่วโรงเรียน
ธามก้าวขึ้นบันได ไม้ทุกขั้นร้องลั่น กลิ่นชื้นผสมกลิ่นควันเก่าเกาะอยู่ในลำคอ เขาไม่ต้องส่องหาป้ายห้อง เลี้ยวซ้าย ผ่านสองห้อง แล้วหยุดหน้าห้องเล็กติดหน้าต่างบานเกล็ด
ตรงตามภาพในหัวทุกอย่าง
ป้ายเหนือประตูเขียนว่า ป.๑ แม่กุญแจยังล็อกแน่นอยู่ด้านนอก แต่เพลงดังมาจากข้างใน
สี่โน้ต
หยุด
สี่โน้ต
“ใครอยู่ในนั้น” ธามถาม
เพลงหยุด
เสียงกระดาษพลิกดังขึ้นหลังประตู ครั้งหนึ่ง สองครั้ง สามครั้ง
แสงไฟฉายสั่นในมือ ธามก้มมองช่องใต้ประตู มีเงาเท้าเล็ก ๆ ทาบอยู่ เหมือนใครยืนชิดอีกด้าน
เขาเกือบเรียกชื่อขิม แต่คำเตือนของยายเพ็งดังขึ้นในหัว
ชื่อคนเป็เรียกได้ ถ้าแน่ใจว่าคนที่ตอบยังเป็คนเดิม
“ถ้าเป็นักเรียน ให้บอกเลขที่” เขาพูด “ครูจะตามแม่ครูมาเปิดประตู”
เงาเท้าไม่ขยับ
เสียงเด็กหญิงตอบ “หนูไม่มีเลขที่แล้ว”
“ชื่ออะไร”
ทันทีที่ถาม บัญชีในมือเปิดผาง หน้าที่ว่างหลายหน้ากระพือพร้อมกัน รอยนิ้วมือเปียกผุดขึ้นเต็มกระดาษ
เด็กหลังประตูหัวเราะ “พี่จำไม่ได้จริง ๆ เหรอ”
ธามจับลูกบิด ประตูล็อกจากด้านนอก แต่ลูกบิดหมุนจากข้างในตามมือเขา
“เราเคยอยู่ห้องนี้ด้วยกัน” เสียงนั้นพูด “พี่บอกว่าจะกลับมารับหนู”
ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว เด็กหญิงผูกริบบิ้นแดงนั่งอยู่กลางวงรอยไหม้ มีคนกำลังแกะเชือกจากข้อมือเขา ภาพดับไปก่อนเห็นใบหน้าของใคร
“เธอเป็ใคร”
ปลายนิ้วเล็ก ๆ สอดออกมาจากช่องใต้ประตู ผิวซีดและเปียก เล็บมีดินดำติดอยู่ นิ้วนั้นคลำพื้นไปมา ก่อนชี้มายังสมุด
บนหน้ากระดาษ ตัวอักษรน้ำค่อย ๆ ปรากฏ
พูดชื่อหนู
ธามถอยหนึ่งก้าว “ฉันไม่รู้ชื่อเธอ”
“รู้สิ” เสียงเด็กตอบ “มันอยู่ในเพลงที่แม่ร้อง”
เด็กเริ่มฮัมสี่โน้ตอีกครั้ง คราวนี้เสียงหลายเสียงฮัมตามจากห้องอื่นตลอดทางเดิน บานประตูสั่นพร้อมกัน ฝุ่นร่วงจากเพดาน
โทรศัพท์ในกระเป๋าธามสว่างขึ้นเอง หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจาก “แม่”
เขากดรับ “แม่?”
ปลายสายมีเพียงเสียงน้ำกระเพื่อม แล้วเสียงเด็กหลังประตูก็ดังออกมาจากโทรศัพท์พร้อมกัน
“ธาม อัครเดช”
ไฟฉายดับ
ความมืดปิดทางเดินจนหมด มือเล็ก ๆ เคาะประตูจากด้านในสามครั้ง เป็จังหวะเดียวกับไม้เท้าของยายเพ็ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่ธาม” เด็กหญิงเรียก “กลับมารับหนูแล้วใช่ไหม”
ธามกัดฟันไม่ตอบ
ไกลออกไปอีกด้านของหมู่บ้าน มีเสียงเด็กหญิงอีกคนดังขึ้นกลางสุสาน เสียงนั้นเบาจนเขาฟังคำไม่ได้ แต่ได้ยินชัดว่าพูดซ้ำสามครั้ง
ครั้งแรก ลมทั้งหมู่บ้านหยุด
ครั้งที่สอง น้ำสีดำไหลออกจากใต้ประตู ป.๑
ครั้งที่สาม ระฆังใต้หลุมศพดังขึ้น
พื้นไม้ะเื บัญชีเปิดไปยังหน้าว่าง หมึกเปียกไหลเป็ตัวอักษร
มีผู้ขานชื่อแล้ว
บรรทัดต่อมาเขียนช้ากว่าเดิม
กำลังเลือกคนแทน
ธามเงยหน้าจากสมุด เงาเท้าเด็กหลังประตูหายไปแล้ว กลับมีเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนแทน เส้นผมยาวเปียกน้ำลากอยู่บนพื้น
พร้อมกันนั้น โทรศัพท์สั่น ข้อความจากเบอร์ที่ไม่รู้จักปรากฏบนหน้าจอ
ครูช่วยหนูด้วย หนูเรียกชื่อแม่ไปแล้ว
ใต้ข้อความมีชื่อผู้ส่งเพียงคำเดียว
ขิม
ตัวหนังสือบรรทัดสุดท้ายค่อย ๆ ซึมขึ้นบนหน้ากระดาษ
กลับมาแล้ว 1 คน