มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 30 หลวงตาเสาร์จากไปอย่างสงบ

    ตอนที่30 หลวงตาเสาร์จากไปอย่างสงบ

     

    อีกหนึ่งปีผ่านไป.......

     

    หลังจากที่พระผาได้ออกบวชมานี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วที่เขาได้เป็นสมณะเพศและได้ผ่านพิธีกรรมทางศาสนามาหลากหลายรูปแบบพร้อมกับหลวงตาเสาร์ซึ่งในระยะเวลาหนึ่งที่ผ่านมานี้พระผาได้เรียนวิชาอาคมและศาสตร์ความรู้ต่างๆจากหลวงตาเสาร์ไปไม่น้อยเลย นอกจากจะสามารถใช้คาถาอาคมได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้นแล้วจิตใจของเขาก็สงบลงไปไม่น้อยด้วย……..

     

    ภายในพระอุโบสถณ เวลาตีห้าตรง.......

     

    หลังจากที่หลวงตาเสาร์ได้สวดมนต์ไหว้พระและทำสมาธิเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองพระประธานองค์ที่เก่าแก่และอยู่สูงที่สุดก่อนที่ท่านจะประนมมือพร้อมกับพูดขึ้นมา.........

     

    “ขอขอบพระคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายทั้งปวงที่ปกปักรักษาอยู่ในวัดท่าเสด็จแห่งนี้ที่คุ้มครองลูกมาจนถึงทุกวันนี้ ณ บัดนี้ คงใกล้ถึงเวลาที่ลูกจักไปอยู่กับท่านแล้วขอขอบพระคุณองค์พระประธานในพระอุโบสถผู้ศักดิ์สิทธิ!”

     

     

    ซึ่งท่านรู้ตัวเองดีแล้วว่าตนจะต้องสิ้นอายุขัยในวันนี้หลวงตาเสาร์จึงได้มาพูดขอบพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิที่ปกปักรักษาตนมาจนถึงปัจจุบันนี้ก่อนที่ท่านจะกราบสามครั้ง พร้อมกับลุกขึ้นเดินออกจากพระอุโบสถมุ่งหน้าสู่กุฏิของตนทันที........

     

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไปณ หอระฆังวัดบ้านท่าเสด็จ..........

     

    เม้งเม้งเม้งเม้ง เม้งเม้ง เม้ง

     

    ………………………….

     

    “เอ้! สายป่านนี้แล้วหลวงตาทำไมยังไม่ออกมาอีกหรือว่าท่านจะไม่สบายขึ้นมาอีกแล้วนะ ถ้าเช่นนั้น หลวงพี่ผา เจ้าหนูกล้วย ข้าขอไปดูหลวงตาสักหน่อยนะ!” หลังจากที่สิ้นเสียงของระฆังไปหลายนาที ไอ้จุกได้เห็นว่าหลวงตายังไม่มาทั้งๆที่ควรจะมาถึงได้แล้วมันจึงได้อุทานขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะหันหน้าไปหาพระผาและกล้วย เพื่อที่จะขอตัวไปดูหลวงตาเสาร์ที่กุฏิ........

     

    “ถ้างั้นก็ไปเถอะไอ้จุก! ถ้ามีเรื่องอะไรก็ตะโกนมานะ”พระผาพยักหน้าตอบรับไอ้จุก ก่อนที่เขาจะพูดบอกให้ไอ้จุกตะโกนกลับมาหากเรื่องอะไรเกิดขึ้น.........

     

    ขอรับหลวงพี่!

     

    ตุบตุบ ตุบ

     

    สามนาทีผ่านไปณ หน้ากฏิของหลวงตาเสาร์.......

     

    หลวงตาขอรับ!! หลวงตา!!

     

    …………………….?

     

    หือ?

     

    “ตะโกนดังขนาดนี้ยังไม่มีเสียงตอบรับอีกหรือว่าหลวงตาจะไม่สบายจริงๆ!”ไอ้จุกยิ่งเป็นกังวลและเป็นห่วงหลวงตามากกว่าเดิม เมื่อมันไม่ได้ยินเสียงตอบรับของหลวงตากลับมาไอ้จุกจึงได้รีบเข้าไปและยื่นมือไปเคาะที่ประตูกุฏิทันที…….

     

    ก๊อกก๊อก ก๊อก ก๊อก

     

    หลวงตาขอรับ!

     

    “หากไปเปิดประตูจุกจะบุกเข้าไปแล้วนะขอรับ!?”

     

    …………………..?

     

    แก๊กแอ๊ดดดดด

     

    “หลวงตาขอรับได้เวลาบิณฑบาตแล้วขอรับ!” หลังจากที่ไอ้จุดได้เคาะประตูกุฏิอยู่นาน โดยที่ไม่มีเสียงตอบรับของหลวงตากลับมามันจึงได้ตัดสินใจเปิดประตูและก้าวเดินเข้ามานั่งคุกเข่าในกุฏิเพื่อมาตามหลวงตาเสาร์ไปบิณฑบาตในเช้านี้……….

     

    ………………….?

     

    หลวงตาของรับ?!

     

    หมับ!

     

    เมื่อไอ้จุกได้ตะโกนบอกหลวงตาในระยะใกล้แล้วแต่หลวงตาก็ยังไม่ตอบกลับ มันจึงได้ตัดสินใจเดินเข่าเข้าไปใกล้ๆตัวของหลวงตาเสาร์ ก่อนที่มันจะยื่นมือไปจับที่ตัวของหลวงตาเสาร์ในขณะที่ท่านกำลังนั่งในท่าสมาธิอยู่...........

     

    หวืดดดดดด.......ตุบ!

     

    ห๊ะ!หลวงตาขอรับ!

     

    “หลวงตา!หลวงตาเป็นอะไรไปขอรับ!” ไอ้จุกตะโกนเสียงดังขึ้น หลังจากที่มันได้เห็นหลวงตาเสาร์เอียงตัวล้มลงด้านข้างพร้อมกับมีใบหน้าที่ซีดเซียวไปหมด ดังนั้น ไอ้จุกจึงได้รีบเอามือของมันไปแตะที่ตัวของหลวงตาเสาร์เพื่อดูว่าตัวร้อนหรือไม่แต่กลับเป็นว่า เนื้อตัวของท่านกลับเย็นเฉียบเสียจนน่าตกและเพื่อให้แน่ใจว่าหลวงตายังไม่ตาย มันจึงได้ยื่นมือขึ้นไปแตะที่จมูกอีกครั้งก่อนจะพบว่าท่านยังหายใจอยู่แต่เป็นลมหายใจที่แผ่วเบาเอามากๆ.........

     

    “หลวงตาอย่าพึ่งเป็นอะไรไปนะขอรับ!จุกจะรีบไปเรียนคนให้มาช่วยบัดเดี๋ยวนี้แหละ!”

     

    อุอุ อุ!

     

    ประเดี๋ยวก่อนอุ! ไอ้จุก!

     

    “ข้ามิเป็นไรดอก! นอนพักสักประเดี๋ยวก็คงจะหายเอ็งช่วยไปปล่อยนกทุกตัวที่อยู่ในกรองที่หน้ากุฏิของข้าให้หน่อย แล้วก็ไปตามพระผากับเจ้ากล้วยมาพบข้าทีอุ!!” ในขณะที่ไอ้จุกกำลังจะลุกออกไป หลวงตาเสาร์ก็ได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาเพื่อหยุดไอ้จุกเอาไว้ก่อนที่จะบอกให้ไอ้จุกไปปล่อยนกทั้งหมดที่หน้ากุฏิของตน รวมถึงให้ไปตามพระผากับกล้วยมาพบ.........

     

    “ขอรับหลวงตา! กระผมจักไปเดี๋ยวนี้ถ้ามีอะไรรีบเรียกจุกนะขอรับ!” ไอ้จุกรีบพยักหน้าตอบรับหลวงตาเสาร์ ก่อนจะวิ่งออกไปจากกุฏิเพื่อไปปล่อยนกทุกตัวที่อยู่ระเบียงหน้ากุฏิจากนั้นมันจึงวิ่งไปตามพระผากับกล้วยที่ยืนรออยู่หน้าวัดต่อทันที.........

     

    ตุบตุบ ตุบ ตุบ

     

    สามนาทีผ่านไป........

     

    เอ้าจุก!

     

    “หลวงตาเสาร์ล่ะ?ทำไมท่านถึงไม่มาด้วย?” พระผาส่งเสียงตะโกนถามไอ้จุก หลังจากที่เขาไม่เห็นหลวงตาเสาร์มาด้วยกันกับไอ้จุก..........

     

    “พระผาขอรับ  กล้วย หลวงตาเสาร์ให้ข้ามาตามทั้งสองไปพบ!” ไอ้จุกวิ่งเข้ามาหยุดที่เบื่องหน้าของพระผาและกล้วยก่อนจะพูดบอกให้ทั้งสองตามไปพบหลวงตาเสาร์ที่กุฏิ.........

     

    “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือพี่จุก!?”กล้วยได้เห็นสีหน้าของไอ้จุกที่ไม่สู้ดีนักและดูเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่ไม่สบายใจเขาจึงได้ถามออกไปอย่างสงสัยและเป็นกังวล ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับหลวงตาเสาร์หรือไม่.........

     

    “ก็หลวงตาเสาร์น่ะสิอาการไม่ค่อยดีเลย วันนี้หลวงตาเสาร์อาการหนักมากว่าวันนั้นอีก เพราะตัวท่านนั้นเย็นเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีสีหน้าที่ซีดเซียวจนน่ากลัว แถมยังมีลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับคนที่ใกล้ตายอีก!” ไอ้จุกได้ตอบกลับกล้วยด้วยสีหน้าที่เศร้าใจและเป็นห่วง.........

     

    หือ?!

     

    “ขนาดนั้นเลยรึ?! ถ้างั้นก็รีบไปกันเถอะ!” พระผาได้อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ หลังจากที่เขาได้ยินไอ้จุกพูดถึงอาการของหลวงตาเสาร์..........

     

    ขอรับพระผา!

     

    ตุบตุบ ตุบ

     

    หลังจากที่พระผากับกล้วยได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจากไอ้จุกทั้งสามก็ได้พากันเร่งรีบเดินตรงไปยังกุฏิของหลวงตาเสาร์อย่างไม่ชักช้ากระทั่งพวกเขาทั้งสามได้มาถึงที่หน้ากุฏิของหลวงตาเสาร์ แต่มีเพียงแค่พันผากับกล้วยที่เข้าไปพบหลวงตาเสาร์ส่วนไอ้จุกก็ได้นั่งรออยู่ที่ด้านหน้ากุฏิ.........

     

    “หลวงตาขอรับ! พวกกระผมมากันแล้วขอรับ!?”

     

    หลังจากที่พระพันผากับกล้วยเข้ามาในกุฏิและนั่งคุกเข่าใกล้ๆกับหลวงตาเสาร์แล้วเขาก็ได้ส่งเสียงบอกให้หลวงตาได้รู้ว่าตนกับลูกมาถึงแล้ว.........

     

    อุ!

     

    “มากันแล้วกระนั้นรึ! ดี! ถ้าอย่างนั้นข้าจะไม่พูดอ้อมค้อมใดๆอีก เพราะข้ามีเวลาเหลือไม่มากแล้วพระผา! ท่านจะรับปากหลวงตาสักอย่างได้หรือไม่?!” หลวงตาเสาร์ค่อยๆหันหลังกลับไปหาพระผา กับกล้วย ก่อนจะแสดงสีหน้าที่จริงจังแล้วขอให้พระผารับปากตนหนึ่งเรื่อง..........

     

    “เรื่องอะไรหรือขอรับหลวงตาไม่ว่าจะให้กระไปบุกน้ำลุยไฟที่ใด หรือให้กระผมทำสิ่งใด ขอแค่หลวงตาบอกมา! กระผมยินดีที่จะทำขอรับ!” พระผาได้พยักหน้าตอบรับหลวงตาเสาร์ โดยที่ไม่สนใจเลยว่าเรื่องที่หลวงตาอย่างให้รับปากคือเรื่องอะไร.........

     

    หมับ!

     

    “พระผา! เราเป็นผู้แสวงบุญไม่ใช่นักรบหรือนักฆ่า ข้าไม่สั่งให้ท่านไปทำเรื่องแบบนั้นดอกเรื่องที่ข้าจักขอท่านก็คือ ข้าอยากให้ท่านอนุญาตให้เจ้าหนูกล้วยไปร่ำเรียนวิชากับฤๅษีคงกระพันที่เป็นเพื่อนสนิทของหลวงตาเอง! เพื่อให้เจ้าหนูกล้วยได้ร่ำเรียนวิชาและศาสตร์ในการต่อสู้ที่มากขึ้นรวมถึงการได้ออกไปหาประสบการณ์การเอาชีวิตรอดข้างนอก ข้าหวังว่าท่านจะเห็นด้วยกับข้า”

     

    หลวงตาเสาร์ได้ยื่นไปมือจับที่แขนของพระผาเอาไว้แน่นก่อนที่ท่านจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ ว่าเรื่องที่ท่านต้องการขอพระผาให้รับปากนั้นคือเรื่องอะไร...........

     

    เอิ่ม............!

     

    “ก็ได้ขอรับหลวงตากระผมขอรับปากขอรับ!” พระผาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะตอบรับปากหลวงตาเสาร์กลับไป ด้วยสีหน้าที่ยังดูเป็นกังวล เพราะกล้วยเขายังเด็กนักแถมต้องเดินทางไปไกลห่างจากตน ด้วยความที่ไม่เคยห่างจากกัน เขาจึงรู้สึกเป็นห่วง.........

     

    “พระท่านพ่ออย่างได้กังวลไปเลยถึงอย่างไรก็ต้องมีสักวันที่ลูกต้องออกสู่โลกภายนอก ก็เหมือนกับท่านที่ออกมาบวชแล้วปล่อยให้ข้านอนคนเดียวที่บ้านไงขอรับ!” กล้วยดูโตขึ้นมากหลังจากที่เขาได้ศึกษาและเรียนรู้สิ่งต่างๆในสองปีที่ผ่านมาดังนั้น เขาจึงรู้ว่าตนจะต้องออกเดินทางสักวันเขาจึงบอกให้บิดาของเขาไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้……..

     

    “ถูกอย่างที่เจ้าหนูกล้วยบอกแหละพระผา!ไม่ว่าอย่างไร มีพบก็ต้องมีพาก!”

     

    ตุบ!

     

    หลวงตา!

     

    หลังจากที่หลวงตาเสาร์พูดจบประโยคมือของท่านที่จับแขนของพระพันผาเอาไว้แน่นก็ได้คลายออกแล้วตกลงพื้นอย่างไม่มีแรง ก่อนที่ร่างของหลวงตาเสาร์จะค่อยๆเอียงตัวแล้วล้มตัวลงไปนอนที่พื้นและสิ้นใจในลงในที่สุดอย่างสงบ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข.........

     

    ปัง!

     

    ไม่!!

     

    หลวงตา!! หลวงตาขอรับ!

     

    ฮือ!ฮือ! ฮือ!

     

    “หลวงตาทำไมถึงได้รีบจากพวกเราไปไวอย่างนี้ล่ะขอรับ!แบบนี้จุกจะอยู่กับใคร ฮือ ฮือ ฮือ” ในขณะนั้นเอง หลังจากที่หลวงตาเสาร์หลับไปอย่างสงบไอ้จุกก็ได้เปิดประตูกุฏิเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพราะมันได้แอบฟังที่พระผากล้วยและหลวงตาพูดคุยกันอยู่นาน จนรู้ว่าหลวงตาได้จากไปแล้ว มันจึงรีบเข้ามาและส่งเสียงตะโกนพร้อมกับร้องไห้โห่ออกมา.........

     

    “พี่จุก! หลวงตาจากไปแล้วท่านคงไม่อยากเห็นพี่เป็นแบบนี้หรอก!” กล้วยพยายามที่จะสะกดข่มอารมณ์เศร้าของตัวเองไว้ทั้งๆที่น้ำตาของเขาก็ไหลออกมา แต่ก็ยังหันไปพูดปลอบไอ้จุก……..

     

    ซูดดดดดดด!

     

    “ว่าแต่พี่เจ้าเองก็ร้องไห้เหมือนกันแหละ!”

     

    ฮือฮือ ฮือ!

     

    ในตอนนี้ทั่วทั้งห้องภายในกุฏิของหลวงตาเสาร์ต่างก็เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เศร้าใจและสูญเสียเป็นอย่างมากซึ่งบรรดาคนที่อยู่ในห้องมีเพียงพระผาเท่านั้นที่ไม่ได้ร้องไห้เพราะเขาผ่านเรื่องแบบนี้มามากแล้ว เขาจึงมีจิตใจที่เข้มแข็งกว่ากล้วยและไอ้จุกและเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เขาจึงคิดว่าควรที่จะบอกให้ทุกคนได้รู้เขาเลยหันไปหาไอ้จุกแล้วพูดขึ้นมาว่า.........

     

    “จุก! ไปตีกลองและฆ้องใหญ่บอกให้ชาวบ้านได้รู้ถึงการจากไปของหลวงตาเถอะพวกเราจะได้จัดพิธีอำลาให้กับท่านอย่างสมเกียรติ!”

     

    ซูดดดดดดด!!

     

    “ขอรับหลวงพี่ผาฮือ! จุก......จะไปเดี๋ยวนี้แหละ ฮือ!”

     

    ห้านาทีผ่านไป..........

     

    ตุ่ม!เม้ง! ตุ่ม! เม้ง! ตุ่ม! เม้ง!

     

    หลังจากที่ไอ้จุกออกมาจากกุฏิของหลวงตาเสาร์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและคราบขี้มูกแล้วมันก็รีบวิ่งไปที่ศาลาใหญ่เพื่อที่จะตีกลองและฆ้องใหญ่ ให้ชาวบ้านทุกๆคนในหมาบ้านได้ทราบว่าหลวงตาเสาร์ได้จากไปแล้ว..........

     

    หือ?!

     

    “เกิดอะไรขึ้น?!”

     

    “ทำไมที่วัดถึงได้ตีกลองและฆ้องใหญ่แบบนั้น?!”

     

    สิบนาทีผ่านไป........

     

    หลังจากที่ทุดคนได้ยินเสียงกลองและฆ้องใหญ่โดยฝีมือไอ้จุกพวกชาวบ้านท่าเสด็จก็ได้พากันมาถึงบริเวณวัดจนเต็มไปหมดเพื่อดูว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น...........

     

    ณบริเวณหน้าวัดท่าเสร็จ.........

     

    “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับพ่อผู้ใหญ่?”หนึ่งในชาวบ้านได้ถามขึ้นหลังจากที่ตนมาช้าแล้วเห็นผู้ใหญ่สุขมาถึงก่อน........

     

    “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ไม่นานก็คงจะรู้แล้ว” ผู้ใหญ่สุขเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเพราะเขาเองก็พึ่งมาถึง เนื่องจากต้องวิ่งมาจากไร่นาที่ท้ายหมู่บ้านจึงใช้เวลานาน...........

     

    นั่น!

     

    “หลวงพี่ผามานั่นแล้ว!”

     

    หือ?!

     

    ในขณะที่ชาวบ้านพากันพูดคุยและถามหาสาเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างกันเองแต่ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้นั่นพระผาก็ได้เดินออกมาหาฝูงชนด้วยใบหน้าที่จริงจัง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า............

     

    “ที่ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่คงเพราะอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใช่หรือไม่?เราจะบอกทุกท่านเองว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้เป็นวันที่หมู่บ้านท่าเสร็จของเราต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดเพราะหลวงตาเสาร์หรือท่านขุนบุญศรีเมตรผู้ที่เป็นที่รักยิ่งและเป็นผู้ที่ทุกคนเคารพรักได้จากพวกเราไปแล้วโดยไม่กลับมาอีก!”พระผาพยายามที่จะพูดบอกอย่างไม่เต็มใจเพราะเขารู้ว่าทุกคนคงจะรับเรื่องที่หลวงตาเสาร์จากไปไม่ได้แต่เขาก็ต้องพูดให้ทุกคนได้รู้........

     

    ห๊ะ!

     

    “หลวงตาเสาร์สิ้นแล้วกระนั้นรึ!?”

     

    “จริงหรือหลวงพี่ผา?โธ่! ไม่น่าจากไปเร็วเช่นนี้เลยหลวงตา!ก่อนหน้านี้ยังดูแข็งแกร่งอยู่เลย!”

     

    ฮือ! ฮือ! ฮือ!