สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 195 วิกฤตการณ์เมืองแซมบอร์ด

        หนึ่งวันก่อน

        นอกเมืองแซมบอร์ด  

        ฤดูใบไม้ร่วงอันหนาวเหน็บและทุ่งหญ้าไหวลู่ไปตามลม

        “บุก! ล้างบางเมืองแซมบอร์ด!”

        เมื่อดูจากคลื่นพลังหลากสีที่ห่อหุ้มบนร่างของบุรุษทั้งสี่คนแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีพลังระดับสี่ดาว ด้านหลังของพวกเขามีเหล่าราชาในชุดเกราะสีสว่าง สวมมงกุฎสีทองอยู่หลายคน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความดุร้ายและแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาเต็มที่ และข้างหลังพวกราชาก็เป็นทหารม้าเกราะดำที่มาพร้อมเสียงกีบเท้าม้าที่เหยียบย่ำพื้นดินจนฝุ่นตลบ สัญลักษณ์ดาบโค้งอาบเลือดและหัวกะโหลกฉายชัดบนธงผืนใหญ่ที่โบกสะบัดกลางอากาศประหนึ่งมังกรดำ ราวกับว่ามีรังสีสังหารสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

        ทั้งกองทัพราวกับหมาป่ากระหายเลือด มุ่งหน้ามาทางทิศตะวันตกอย่างฮึกเหิม

        ในที่สุด บริเวณเนินเขาสูงชันที่อยู่ไกลออกไปอันเงียบสงบและงดงามรอบนอกเมืองแซมบอร์ดก็ปรากฏสู่สายตาของเหล่าผู้รุกราน

        "ฆ่ามัน...จับพวกมันมาฆ่าให้หมด!"

        "ใช้เลือดของพวกแซมบอร์ดล้างเมืองมันเองเสีย วะฮะฮ่า อย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!”

        เมื่อเห็นเมืองแซมบอร์ดอยู่ตรงหน้าเหล่าผู้รุกรานก็ทำตัวราวกับเป็นฝูงหมาป่าที่ได้กลิ่นคาวเลือดอันหอมหวานพวกมันต่างร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

        สิบนาทีก่อนหน้านี้ ไอ้สารเลวสองตัวที่เรียกตัวเองว่าเป็นอัศวินโกลด์เซนต์อะไรนั่น หลังจากกระทำเรื่องชั่วช้าแล้วพวกมันก็รีบควบม้าหนีไปทันทีอย่างน่ารังเกียจ ฉากที่พวกมันตกใจกลัวจนต้องรีบหนีไปนั้น ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โกรธและความฮึกเหิมของเหล่าผู้รุกรานให้เพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิม 

        เมื่อเห็นเป้าหมายในการโจมตีปรากฏตรงเส้นขอบฟ้า เหล่าราชาที่สวมมงกุฎก็พากันแสยะยิ้มอย่างสมใจ ก่อนจะสั่งการบางอย่างลงไปจากนั้นก็มีเสียงแตรรบดังกระหึ่มขึ้นมา ความเร็วของเหล่าทหารม้าก็ค่อยๆช้าลง ก่อนที่จะรักษาระยะห่างกันพลางปรับรูปขบวนเล็กน้อย เพื่อประหยัดพลังงานในร่างกายให้ได้มากที่สุดและเตรียมพร้อมสำหรับการบุกเข้าไป

        ทว่า เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

        ฟุ่บๆๆๆ!

        ทันใดนั้น ลูกธนูห่าใหญ่ก็ถูกยิงออกมาจากด้านหลังเนินเขาด้านขวามือของเหล่าทหารม้า เงาสีดำของลูกธนูที่ปรากฏขึ้นมาทำให้เหล่าทหารม้าที่อยู่ใกล้ยี่สิบกว่าคนพลันกรีดร้องออกมาก่อนจะตกจากหลังม้า แล้วถูกม้าของสหายร่วมรบที่อยู่ด้านหลังเหยียบจนตายคาที่!

        “ซุ่มโจมตี! ...เป็นพวกพลธนูเมืองแซมบอร์ด ระวัง พวกมันอยู่ด้านขวามือ!” 

        “ไอ้พวกสมควรตายพวกเขาพบพวกเราแล้ว!”

        “ฮ่าๆๆซุ่มโจมตีอะไร พวกมันมีแค่สามสิบกว่าคนเอง คงมีใครบางคนคิดจะท้าทายกองทัพของข้า คลาวด์ เจ้ารีบนำทหารกองเล็กๆ สักห้าสิบนางฝั่งปีกขวาไปจัดการพวกหนอนแมลงเสีย ภายในสิบนาที จงหิ้วหัวพวกหนูสกปรกกลับมาให้ข้า...”

        ไม่ช้า แม่ทัพของฝ่ายศัตรูก็ได้ค้นพบที่มาของการโจมตีในครั้งนี้ เมื่อเห็นจำนวนพลธนูของเมืองแซมบอร์ดก็พลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมา องค์ราชาที่อยู่ฝั่งปีกขวาจึงโบกดาบล้ำค่าในมือ ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหัวเราะอย่างสะใจของเหล่าทหารม้าสีดำดังขึ้นมา ทหารม้าที่ได้รับคำสั่งต่างพากันควบม้าพุ่งไปหาเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดที่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านหลังเนินเขา ไม่ช้าเหล่าทหารม้าที่แยกตัวมาก็หายเข้าไปในเนินเขาและทุ่งหญ้า

        ผ่านไปไม่ถึงสองนาทีเหล่าผู้บุกรุกที่กำลังรอคอยการกลับมาของสหาย ทว่าทันใดนั้น...

        ฟุ่บๆๆๆ!

        มีลูกธนูถูกยิงออกมาจากในทุ่งหญ้าฝั่งซ้ายมือ

        นี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริงๆ!

        ทหารม้าสีดำฝั่งปีกซ้ายที่ไม่ทันระวังตัวถูกลูกธนูยิงเข้าที่ร่างจนต้องร้องโหยหวนออกมาร่างของผู้คนนับสิบพากันร่วงลงจากหลังม้า ไม่ช้าจำนวนของผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็นห้าสิบคน ในทุ่งหญ้าปรากฏเงาร่างคนเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เป็นพลธนูเมืองแซมบอร์ดอีกกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนประมาณยี่สิบกว่าคน พวกเขาฉลาดมากที่เลือกซ่อนตัวอยู่ที่เนินเขาต่ำๆและทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง เงาที่เคลื่อนไหวอย่างว่องไวและทักษะการยิงธนูที่น่าอัศจรรย์ แทบจะไม่มีลูกธนูดอกไหนเลยที่พลาดเป้า แต่เหล่าผู้บุกรุกกลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงจุดนี้พวกเขาใส่ใจเพียงแค่จำนวนของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น คนเพียงยี่สิบกว่าคนไม่มีทางสร้างภัยคุกคามให้กับคนจำนวนสองพันกว่าคนได้หรอกราชาที่อยู่ฝั่งปีกซ้ายพลันหัวเราะแล้วชักดาบออกมา จากนั้นก็แบ่งทหารม้ากลุ่มเล็กๆ ประมานร้อยคนไปบดขยี้ฝ่ายตรงข้าม

        แต่ไม่นานพวกผู้บุกรุกก็เริ่มค้นพบว่าเรื่องมันชักจะตงิดใจขึ้นมา 

        เพราะว่ายังคงมีห่าลูกศรทั้งสองฝั่งถูกยิ่งออกมาอย่างไม่ขาดตอน จากนั้นก็มีทหารม้าสีดำร้องโหยหวนออกมาแล้วตกจากหลังม้า ไม่ถึงสิบนาที จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็นสามสี่ร้อยคนอย่างไม่น่าเชื่อ และที่ทำให้พวกเขาตกใจก็คือ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งปีกซ้ายหรือฝั่งปีกขวา ทหารกลุ่มเล็กๆ ที่ออกไปไล่สังหารพลธนูเมืองแซมบอร์ดนับสองร้อยคน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครกลับออกมาเลยสักคน แม้แต่จะส่งสัญญาณออกมาก็ไม่มี เห็นได้ชัดว่ามีสิ่งเลวร้ายกำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา

        จนถึงตอนนี้ ด้านหลังของกองทัพพวกเขาก็ปรากฏพลธนูม้าของเมืองแซมบอร์ดอีกยี่สิบคนขึ้นมา ม้าศึกที่พวกเขาขี่ก็รวดเร็วว่องไวดุจสายลม พวกมันคอยยิงลูกธนูออกมาก่อกวนพวกเขาเรื่อยๆ อยู่ไกลๆ ลูกธนูหนึ่งดอกแลกกับชีวิตของพวกเขาหนึ่งคน 

        ภายใต้การก่อกวนนี้ ทำให้กองทัพที่จัดระเบียบมาอย่างดีเริ่มวุ่นวายขึ้นมา

        “นายท่านพวกเราควรทำอย่างไรดี?” สีหน้าของราชาที่สวมมงกุฎสีทองพลันเปลี่ยนสีเขารีบตะโกนถามยอดฝีมือที่อยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพที่กำลังโคจรคลื่นพลังทั่วร่างจนเกิดประกายแสงระยิบระยับรอบกาย ราชาคนนั้นเรียกเขาว่านายท่าน 

        “ดิ๊ก อลัน พวกเจ้าทั้งสองคนนำทหารม้าไปคนละสี่ร้อยนาย แล้วจัดการเก็บกวาดพวกพลธนูเมืองแซมบอร์ดให้หมดภายในยี่สิบนาที อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว! ส่วนเจ้ากัวโร เจ้านำทหารม้าหนึ่งร้อยนายไปจัดการพวกที่อยู่ด้านหลังเสีย ป้องกันไม่ให้พวกมันมาก่อกวนพวกเราอีก! ส่วนคนที่เหลือไม่ต้องไปสนใจพวกพลธนูที่แอบซุ่มโจมตี เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการบุก พวกมันแค่ถ่วงเวลาพวกเราเท่านั้น ด้านหน้าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน...เป่าแตรบุกโจมตี! ไปๆๆๆ!!!” ดูเหมือนว่าในบรรดายอดฝีมือทั้งสี่คนที่อยู่ด้านสุดของกองทัพสีดำจะมีผู้นำอยู่คนหนึ่ง

        ยอดฝีมืออีกสามคนที่มีพลังทัดเทียมกันต่างก็เห็นด้วย สองในสามชักดาบออกมาก่อนจะตะโกนลั่นประหนึ่งฟ้าผ่าจากนั้นก็นำกองกำลังทหารม้าจำนวนสี่ร้อยนายแยกไปที่ปีกซ้ายและปีกขวา พวกเขาแยกตัวออกมาจากกองทัพและควบม้าพุ่งทะยานไปทางตำแหน่งที่เหล่าพลธนูเมืองแซมบอร์ดหลบซ่อนอยู่

        ยอดฝีมือลึกลับทั้งสองคนที่ควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดของกองกำลังต่างโคจรเปลวไฟคลื่นพลังของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เพื่อทำลายห่าลูกศรที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้าทำให้ทหารม้าสีดำไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว ไม่ช้า พวกเขาก็สามารถเข้าใกล้ตำแหน่งที่พลธนูเมืองแซมบอร์ดกำลังหลบซ่อนได้

        ขณะเดียวกันยอดฝีมืออีกคนก็นำกองกำลังทหารม้าปีกซ้ายจำนวนร้อยกว่าคนแยกออกมาจากกองทัพ พวกเขาค่อยๆชะลอม้าไม่นานก็ถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลังเพื่อรับมือกับพลธนูม้าของเมืองแซมบอร์ดที่คอยไล่ตามยิงก่อกวนพวกเขาจากด้านหลังอยู่บ่อยๆ ด้วยการนำของยอดฝีมือคนนี้ ไม่ช้าพวกเขาก็สามารถหยุดพลธนูม้าเมืองแซมบอร์ดไม่ให้เข้ามาใกล้พวกเขาได้ในระยะรัศมีหนึ่งร้อยเมตร 

        ตอนนี้ผู้นำยอดฝีมือได้นำกองทัพทหารม้าสีดำจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยกว่าคนที่เหลือควบม้าทะยานไปด้านหน้าด้วยความเร็ว 

        ยอดฝีมือคนนี้แข็งแกร่งมากเขาไม่แม้แต่จะสวมหมวกเกราะเหล็กเลยสักนิด ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ผมสีดำสนิทพลิ้วไหวไปตามแรงลม เผยให้เห็นใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งที่ปกปิดไว้จมูก ปากและหูไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจน มันเหมือนกับโคลนเละเหี่ยวๆ ย่นๆเห็นได้ชัดว่าใบหน้าซีกนี้ของเขาถูกเผาด้วยเปลวไฟ ทำให้ใบหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัวเช่นนี้ ทว่าดวงตาสีดำของเขากลับน่ากลัวมากกว่า เพราะมันเหมือนกับดวงตาของปีศาจจากนรกก็ไม่ปาน

        ผู้ชายคนนี้ฉลาดมาก เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ค้นพบเจตนาที่แท้จริงของกองทัพเมืองแซมบอร์ดได้ มุมปากของเขาแสยะยิ้มออกมาเสียงหัวเราะคล้ายจะดูถูกดังขึ้นเบาๆ ในฐานะที่เป็นถึงยอดอัศวินแห่งราชอาณาจักร เขาผู้นี้ผ่านสงครามมาแล้วนับร้อยครั้ง และเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการบัญชาการรบ กะอีกแค่กลอุบายเด็กๆ พวกนี้คิดว่าจะตบตาเข้าได้อย่างนั้นหรือ?

        “สู้แบบหมาจนตรอกเฮอะ การแสดงห่วยแตก!”

        เมื่อเห็นกองทัพข้าศึกอยู่ไม่ไกลอัศวินที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชา เขารู้สึกว่าอีกไม่นานดาบของเขาจะต้องเปื้อนเลือดอุ่นๆในไม่ช้านี้แน่

        ในขณะเดียวกัน

        บนเนินหญ้าสูงที่อยู่ห่างออกไปเกอเทอ บรู๊คที่คอยสังเกตการณ์ผู้บุกรุกตลอดเวลาก็พลันหน้าเปลี่ยนสีเมื่อเห็นฉากนี้เขาพึมพำออกมาว่า “ในกองทัพของศัตรูมีผู้นำที่มีประสบการณ์ในการบัญชาการรบอยู่ด้วย นี่มันแย่มาก...พวกเราต้องเปลี่ยนแผนแล้ว!”

        บรู๊คกวาดสายตามองไปรอบๆคอยสังเกตลักษณะภูมิประเทศบริเวณใกล้เคียง ในหัวก็คำนวณแผนการที่พอจะเป็นไปได้ขึ้นมา เมื่อเปรียบเทียบกองกำลังทหารและยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ดกับความแข็งแกร่งของผู้บุกรุกเหล่านี้ บรู๊คก็รู้สึกอับจนหนทางขึ้นมาในทันที ดูเหมือนว่าไม่มีใครในเมืองแซมบอร์ดจะสามารถต่อสู้กับยอดฝีมือทั้งสี่คนของฝ่ายตรงข้ามได้เลย และหากไม่สามารถหาทางรับมือกับยอดฝีมือทั้งสี่คนนี้ได้ สงครามในครั้งนี้ก็ยากที่จะชนะได้ ในการทำสงครามบนแผ่นดินอาเซรอทยอดฝีมือเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ถ้าความห่างชั้นของยอดฝีมือทั้งสองฝ่ายมีมากเกินไปก็อาจทำให้ผลของสงครามพลิกกลับได้ กำแพงเมืองแซมบอร์ดแม้ว่าจะสูงใหญ่และมั่นคงแต่มันก็ไม่สามารถต้านทานผู้บุกรุกที่เป็นถึงนักรบระดับสี่ดาวถึงสี่คนได้เลย

        “ตอนนี้คงมีเพียงพุ่งชนเข้าไปเท่านั้น!”

        บรู๊คกัดฟันแน่น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว ในฐานะที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของเมืองแซมบอร์ดถึงแม้ว่าในยามปกติเขาจะเป็นคนไม่ค่อยพูดและความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ได้สูงที่สุดแต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ บรู๊คก็มีสิ่งที่ผู้นำจะขาดไม่ได้เลยก็คือ ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว บรู๊คมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 

        และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม ซุนเฟยถึงให้ความสำคัญแก่บรู๊คและวางตัวเขาในตำแหน่งผู้นำสูงสุด

        ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตราย บรู๊ครู้ตัวดีว่า ตัวเองจำเป็นต้องกอบกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายตรงหน้านี้ให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าองค์ราชาไม่ได้เลือกคนผิด 

        ……

        “ตามข้ามาสังหารพวกมัน!”

        ชายร่างผอมที่ควบม้าอย่างบ้าคลั่งพลางชูดาบในมือขึ้นคนนี้เป็นนักรบระดับสี่ดาวที่ชื่อว่าดิ๊ก ตอนนี้เขาได้เกิดอาการคลั่งขึ้นมา และนำกองกำลังทหารม้ากว่าสี่ร้อยคนไล่ตามเหล่าพลธนูม้าเมืองแซมบอร์ดที่มีแค่ยี่สิบกว่าคนไปติดๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าการจัดการกับคนพวกนี้เป็นเรื่องที่ง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก แต่ใครจะรู้ว่า ความจริงแล้วมันจะยุ่งยากมากขนาดนี้ ทักษะการยิงธนูของพวกมันน่าทึ่งมาก อย่าว่าแต่จะได้สัมผัสปลายเส้นผมของพวกมันเลย พวกเขายังโดนพวกมันยิงลูกธนูสวนกลับมาจนทหารม้าใต้บัญชาการของเขาต้องล้มตายไปร้อยกว่าคน นี่มันน่าอดสูเกินไปแล้ว!

        หลังจากโดนไล่ตามอย่างบ้าคลั่งสุดท้ายลูกธนูของพลธนูม้าเมืองแซมบอร์ดก็หมด 

        พลธนูม้าที่ไม่มีลูกธนูมันก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขป่าที่ถูกตัดเขี้ยวเล็บ แล้วแบบนี้ยังจะมีอันตรายอะไรอีก?

        “วะฮะฮ่า ลูกธนูหมดแล้วล่ะสิไอ้พวกเวร บุก...”

        ทว่าฉากต่อไปก็ทำให้พวกทหารม้าเกราะดำพลันกลืนเสียงหัวเราะลงคอแทบไม่ทัน เมื่อจู่ๆพวกพลธนูม้าที่สมควรตายกลับกลายเป็นพลขวานไปเสียดื้อๆพวกมันพากันยกขาขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ดึงเอาขวานที่แขวนอยู่ใต้อานม้าออกมา แล้วหมุนควงเป็นวงกลมอย่างทะมัดทะแมง ขวานยักษ์ที่มีใบขวานขนาดเท่าประตูส่งเสียงร้องยามปะทะกับสายลมขึ้น ก่อนที่พวกเขาจะขว้างขวานกลับไปด้านหลัง ทหารม้าเกราะดำบางคนที่ไม่ทันได้เตรียมตัวก็แหกปากร้องหาพ่อแม่ ก่อนที่ร่างจะถูกผ่าออกเป็นสองส่วนพร้อมโลหิตที่สาดกระจาย ขวานเพียงยี่สิบด้ามก็คร่าชีวิตพวกเขาอย่างง่ายดายไปแล้วถึงห้าสิบหกสิบคนจากทหารสี่ร้อยกว่าคนมาถึงตอนนี้ พวกเขาเหลือไม่ถึงสองร้อยคน และบางส่วนก็ยังได้รับบาดเจ็บหนักอีกด้วย

        สุดท้าย หลังจากไล่ล่ามาได้สิบกว่านาที เหล่าทหารม้าเกราะดำก็สามารถปิดล้อมทหารเมืองแซมบอร์ดได้ตรงใต้เชิงเขา เพราะป่าทึบที่หนาแน่น ทำให้ม้าไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้ พลธนูม้าของเมืองแซมบอร์ดเหมือนลิงที่ไหลลื่นกระโดดลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้าไปในป่า ไม่ช้าพวกมันก็หายลับเข้าไปในป่า

        “ลงจากหลังม้าตามพวกมันไป อย่างไรก็ต้องสังหารพวกมันให้ได้!”

        ตอนนี้ดิ๊ก นักรบระดับสี่ดาวเข้าสู่โหมดคลั่งอย่างเต็มตัว ทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจไปเขาสาบานกับตัวเองเลยว่า ถ้าจับพวกทหารแซมบอร์ดกลุ่มนั้นได้เขาจะถลกหนังของมันออกมาทั้งเป็น 

        แต่ไม่ช้าดิ๊กก็รู้สึกเสียใจในภายหลังที่ได้ทำแบบนี้

        เพราะทันทีที่ทหารม้าทั้งสองร้อยกว่านายได้ละทิ้งม้าไว้ด้านนอกแล้วพากันวิ่งเข้ามาในป่า พวกเขาก็ถูกความซับซ้อนของป่าที่เป็นเหมือนเขาวงกตทำให้มึนงงและพลัดหลงกันไป ในเวลานี้ ดิ๊กจึงเริ่มกลับมานิ่งสงบได้อีกครั้ง ในระหว่างที่เขาสั่งให้เหล่าทหารเกาะกลุ่มกันไว้ ก็ปรากฏร่างของบุรุษสูงใหญ่คนหนึ่งขึ้นมาตรงหน้าดิ๊กบุรุษคนนี้แบกดาบยักษ์สีดำไว้เบื้องหลัง

        ดิ๊กขมวดคิ้วเล็กน้อย

        เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่อันตรายลอยออกมาจากร่างของชายสูงใหญ่ผมสีแดงตรงหน้า

        “เจ้าเป็นใคร?”

        ดิ๊กถามพลางชักดาบออกมาในขณะเดียวกันเขาก็โคจรคลื่นพลังสีเขียวในร่างของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันก็เริ่มเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ 

        “ข้าคืออัศวินโกลด์เซนต์เลโอแฟรงก์ แลมพาร์ด และข้ามาเพื่อเอาชีวิตสุนัขของเจ้า”

        บุรุษผมแดงชักดาบยักษ์สีดำที่อยู่ด้านหลังออกมาแล้วนำมาปักลงบนพื้นดินตั้งตระง่านอย่างน่ากรงขามสีหน้าของเขาดูสงบนิ่งมาก ไม่นานก็มีลำแสงสีขาวกะพริบวิบวับออกมาจากร่างของเขา ราวกับว่าทั้งร่างกำลังถูกปกคลุมด้วยสายฟ้า ต้นไม้ที่อยู่รอบๆตัวเขาต่างก็ถูกสายฟ้าที่อยู่บนร่างของเขาเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโกอย่างรวดเร็วไม่ช้าควันก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมา

        “ยอดฝีมือธาตุสายฟ้า?” ดิ๊กพลันตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเลียริมฝีปากที่แห้งกร้านของตัวเองแล้วแสยะยิ้มออกมา“ความจริงก็คิดไม่ถึงหรอกนะ ว่าไอ้เมืองแซมบอร์ดเล็กๆ แห่งนี้จะมียอดฝีมืออย่างเจ้าซุกซ่อนอยู่ เยี่ยมเยี่ยม เยี่ยมมาก!” คลื่นพลังสีเขียวในร่างก็ยิ่งพวยพุ่งออกมามากกว่าเดิม“สิ่งที่ข้าโปรดปรานมากที่สุดก็คือ การได้สังหารพวกยอดฝีมืออย่างเจ้า ดาบเล่มนี้ตัดหัวพวกยอดฝีมือระดับสี่ดาวมาแล้วสามสิบหกหัว วันนี้ เจ้าจะเป็นหัวที่สามสิบเจ็ดของข้า” เขาชี้ปลายดาบไปที่หน้าแลมพาร์ดอย่างยโส

        “พล่ามมาก!” นี่คือคำตอบของแลมพาร์ด 

        ……

        ในขณะเดียวกันฝั่งด้านขวาของเมืองแซมบอร์ด

        ในทุ่งหญ้าที่สูงกว่าสองเมตร 

        อลัน ยอดฝีมือระดับสี่ดาวก็พบเหตุการณ์เดียวกันกับดิ๊กสหายของเขา ในระหว่างที่เขานำกองกำลังทหารม้าสีดำกว่าสี่ร้อยคนไล่ล่าเหล่าพลธนูเมืองแซมบอร์ดพวกเขาโดนทั้งห่าลูกศรและการขว้างขวานจนสร้างความเสียหายให้แก่พวกเขาเป็นอย่างมาก และนั่นก็ทำให้อลันโมโหจนหน้าดำหน้าแดงเขานำทัพบุกตะลุยเข้าไปในทุ่งหญ้าอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เมื่อวิ่งเข้าไปในทุ่งหญ้านี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับวิ่งเข้าไปในเขาวงกตทะเล ฝ่ายตรงข้ามจงใจกระจายกำลังทหารทั้งสองร้อยกว่าคนของเขา หลังจากนั้นก็มีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ทั้งสองคนปรากฏที่เบื้องหน้าของเขา 

        “ข้าอัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสดร็อกบาและอัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นเพียร์ซ...ฮึๆๆ เด็กน้อยเอ๋ยคราวนี้เจ้าตายแน่!” ร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของบุรุษทั้งสองคนประหนึ่งประตูขนาดยักษ์ที่กำลังขวางกั้นเส้นทางเขาเอาไว้ ชายทั้งสองคนดัดมือดังกร๊อบพลางแสยะยิ้มชั่วร้ายในขณะที่เดินเข้ามาใกล้ๆ

        “เฮอะ! พวกไม่รู้ความ! พวกเจ้าสองตัวเป็นนักรบที่ระดับไม่ถึงสามดาวเลยแท้ๆ ยังกล้ามาพูดจาเช่นนี้กับข้า หาที่ตายจริงๆ!” ดาบในมือของอลันสั่นระริกเบาๆ เปลวไฟคลื่นพลังสีฟ้าธาตุน้ำก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมา ก่อนที่เขาจะตวัดดาบสีฟ้าฟันไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วประหนึ่งดาวตก อลันเล็งฟันไปที่ลำคอของบุรุษทั้งสองคนที่อยู่ด้านหน้า

        “ยอดฝีมือ!”

        “เขาไม่ใช่คู่มือของเรา!”    

        ทันใดนั้น ดร็อกบาและเพียร์ซก็หน้าเปลี่ยนสีขึ้นมาทันที เมื่อรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของของอีกฝ่าย  

        ……

        “เตรียมตัว...ยิง!”

        ท่าทางของเกอเทอ บรู๊คดูเยือกเย็นและนิ่งสงบ เขาวาดปลายดาบฟันลงมาตามมาติดๆ ด้วยเสียงสั่งการ คันธนูสั่นไหวก่อนที่ลูกธนูจะลอยออกไปเต็มท้องฟ้า ราวกับฝูงตั๊กแตนที่หิวกระหายกำลังส่งเสียงร้องแหลมสูง เหมือนแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ขย้ำเหยื่อ เสียงฝ่าอากาศดังก้องไปทั่วสวรรค์และพิภพ เสียดแทงเข้าไปในรูหูของทุกคน ปลายลูกธนูที่แหลมคมเล็งไปที่ร่างของคัตรูที่กำลังวิ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งกระแสน้ำสีดำ

        เพียงชั่วพริบตา ทหารม้าสีดำที่อยู่ห่างออกไปก็พากันร้องโหยหวนก่อนจะล้มลงดุจใบไม้ร่วง

        นี่คือสงคราม

        ต้องโหดร้ายและไร้ซึ่งความปราณี

        ลูกธนูตกลงมาจากฟากฟ้าจากนั้นฝนโลหิตก็ได้สาดกระจายออกมา เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปถึงสวรรค์

        สหายที่ควบม้าอยู่ด้วยกันเมื่อวินาทีก่อนหน้านี้ต่างร้องโหยหวนก่อนจะร่วงลงจากหลังม้า แล้วถูกกีบเท้าม้าของสหายที่ตามหลังมาเหยียบย่ำจนเละเป็นโคลนเนื้ออย่างน่าสลดใจ เพียงพริบตาเดียวลมหายใจก็พลันปลิดปลิวหายไป

        ภายใต้ลูกธนูที่กำลังลอยอยู่บนฟ้า ทหารม้าทุกคนต่างกระทุ้งที่ท้องของม้าศึกตัวเองอย่างรุนแรงเพื่อให้มันวิ่งทะยานไปด้านหน้าให้เร็วที่สุด พวกเขาจะต้องเข้าใกล้พลธนูเมืองแซมบอร์ดให้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ พวกเขาพยายามย่นระยะห่างระหว่างตัวเองกับพลธนูให้ได้มากที่สุดในขณะเดียวกันก็สวดอ้อนวอนขอให้พระเจ้าคุ้มครองตัวเองไม่ให้ถูกลูกธนูสอยไปนอนจมกองเลือดเหมือนสหายคนอื่นๆ แต่ก็แทบไม่มีใครสามารถหลบพ้นฝนลูกธนูนี้ได้เลยนอกจากราชาที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของราชองครักษ์และยอดฝีมือระดับสูงของกองทัพแล้ว พวกทหารธรรมดาต้องหวังพึ่งเพียงความกล้าหาญ ความโชคดีและแต้มบุญที่สั่งสมมาเท่านั้น

        โชคดีที่พวกเขาเห็นศัตรูของพวกตนยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปประมานสองร้อยเมตร

        รูปขบวนป้องกันของพวกมันมีไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แต่ละคนดูเหมือนหุ่นไล่กาทื่อๆ ซอมซ่อ ฉากตรงหน้าได้กระตุ้นเหล่าผู้บุกรุกให้พุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างเร่งรีบประหนึ่งเห็นสาวงามเปลื้องผ้าอยู่ด้านหน้า เหล่าผู้บุกรุกทุกคนต่างเชื่อมั่นว่า แค่พวกเขาบุกโจมตีพวกมันครั้งเดียวก็สามารถบดขยี้พวกมันให้กลายเป็นเศษเนื้อได้ในพริบตา จากนั้นพวกเขาก็จะมุ่งตรงไปที่เมืองแซมบอร์ดอย่างรวดเร็วเพื่อสังหารชาวเมืองและเผาเมืองให้สิ้นซาก ผู้หญิงทุกคนจะต้องเป็นโสเภณีในกองทัพของพวกเขา และพวกเขาจะฉกชิงสมบัติทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อเพิ่มความมั่นคั่งให้แก่ตัวเอง

        ระยะห่างยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...

        จนถึงตอนนี้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองกองทัพเหลือไม่ถึงห้าสิบเมตรแล้ว

        ทหารม้าเกราะดำที่สายตาดีก็มองเห็นใบหน้าขาวซีดเหมือนใกล้จะเป็นลมของฝ่ายตรงข้าม และสองขาที่สั่นระริกของพวกมันที่เริ่มก้าวถอยหลังไปทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว ฉากนี้ยิ่งกระตุ้นนิสัยที่เหี้ยมโหดของพวกเขาให้ลุกหือขึ้นมา พวกเขาทุกคนต่างตะโกนออกมาอย่างคลุ้มคลั่งกระทุ้งม้าศึกให้วิ่งเร็วขึ้นอาวุธในมือชูขึ้นสูงรอตวัดลงมาฟันคอของศัตรูให้ปลิวกระเด็น 

        คงมีเพียงแต่อัศวินหน้าย่นที่กำลังโคจรเปลวไฟคลื่นพลังสีเงินบริสุทธิ์และควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพพลันขมวดคิ้วแน่นเขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่างขึ้นมาเสียแล้ว

        และไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนๆที่แสนคุ้นเคยลอยเข้ามาในจมูก บนเนินเขาที่อยู่ห่างออกไปปรากฏร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพฝ่ายศัตรู ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับข้าศึกจำนวนมากมายขนาดนี้แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้ธงประหลาดที่มีรูปหัวสุนัขสองหัวกำลังคาบดาบเปื้อนเลือดอยู่ ดวงตาของมันเป็นประกายแปลกๆขึ้นมา และนั่นทำให้อัศวินหน้าย่นพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแบบแปลกๆ!

        “มันผิดปกติ หรือว่ามีอุบายซ่อนอยู่กัน...” อัศวินหน้าย่นพลันตื่นตระหนกขึ้นมา บวกกับกลิ่นฉุนในอากาศที่เริ่มเข้มข้นมากขึ้นทุกที ความเป็นไปได้ที่น่ากลัวก็พลันสว่างวูบขึ้นมาในหัว

        แต่น่าเสียดายที่มันช้าไป

        ฟิ้วๆๆๆ!

        ตอนนี้เอง เสียงคันธนูก็ดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบ

        อัศวินหน้าย่นรีบเงยหน้าขึ้นมาลูกตาสีดำพลันหดลง ในดวงตาของเขาปรากฏลูกธนูเวทมนตร์ธาตุไฟจำนวนยี่สิบดอกกำลังพุ่งลงมาประหนึ่งดาวตก เปลวไฟของมันลุกโชนอย่างแจ่มชัดก่อนที่จะร่วงลงมาท่ามกลางกองทัพสีดำ 

        วินาทีต่อมาเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

        เสียงระเบิดดังสนั่น พื้นดินทั้งหมดก็เริ่มมีเปลวไฟลุกไหม้

        ใช่แล้ว พื้นดินทั้งหมด

        ทุ่งหญ้าที่สูงประมานครึ่งเมตรใต้เท้าของพวกเขากลายเป็นทะเลเพลิงที่ร้อนระอุจากในนรก มันเหมือนกับการปะทุของภูเขาไฟที่มีเปลวไฟสีเหลืองแดงทะลักออกมาจากพื้นดิน เปลวไฟลุกลามไปทั่วพื้นที่และเผาไหม้เหล่าทหารม้าที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างไร้ความปรานี กลิ่นฉุนและควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ใช้เวลาไม่นานเปลวไฟเหล่านี้ก็แผ่ขยายเป็นวงกว้าง และที่ทำให้ทุกคนตกใจก็คือ ภายในระยะเวลาไม่ถึงสามสิบสี่สิบวินาที เปลวไฟได้ลุกลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรไม่มีที่ใดไม่มีเปลวไฟ ทหารม้าทุกคนต่างตกอยู่ในกองเพลิงที่ร้อนระอุและหาทางออกไม่ได้ 

        ทันใดนั้นเอง เทพแห่งความตายก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน

        เปลวไฟที่ไร้ความปรานีได้ลามเลียไปทั่วทุกแห่ง

        ก่อนหน้านี้เหล่าทหารม้าจำนวนนับไม่ถ้วนพากันยิ้มเยาะอย่างลำพองใจ ในมือก็โบกสะบัดอาวุธร้ายอย่างหยิ่งผยองและเพียงเสี้ยววินาที จากเสียงหัวเราะก็กลายเป็นเสียงกรีดร้องร่ำไห้ออกมา เมื่อร่างของพวกเขาถูกเปลวไฟลุกท่วมร่างพวกเขาไม่ลังเลที่จะโยนอาวุธในมือทิ้งแล้วใช้มือตบๆ ไปตามเปลวไฟที่ลามเลียไปตามร่างของพวกเขา แต่ดูท่าว่าพวกเขาน่าจะเป็นที่รักของเปลวไฟมากๆเพราะมันไม่ยอมดับ ทั้งยังลุกลามไปทั่วร่างของพวกเขาไม่มีหยุด เพียงชั่วพริบตาชีวิตที่แสนสดใสก็พลันต้องมาตกตายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงอย่างน่าสังเวช 

        ฉากนี้น่าสยดสยองมาก มันไม่ต่างกับเวทมนตร์คำสาปต้องห้ามธาตุไฟในตำนานเลย  

        แต่อัศวินหน้าย่นรู้ดีว่ามันไม่ใช่เวทมนตร์คำสาปต้องห้ามอะไร 

        เพราะตั้งแต่ธนูเวทมนตร์เปลวเพลิงชุดแรกถูกยิงออกมาเขาก็รับรู้ได้ถึงความผันผวนของเวทมนตร์ธาตุไฟที่แสนคุ้นเคยนี้ทันที มันก็แค่ลูกธนูเวทมนตร์ธาตุไฟระดับต่ำเท่านั้นเอง และสาเหตุเดียวที่ทำให้ทุ่งหญ้าได้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ นั่นก็คือ ใต้ทุ่งหญ้าที่สูงกว่าครึ่งเมตรนี้ได้ฝังฟอสฟอรัสจำนวนมากเอาไว้ ฟอสฟอรัสมีกลิ่นที่ฉุนมาก และถ้ามันได้สัมผัสกับเปลวไฟเพียงเล็กๆก็สามารถลุกไหม้ได้ในทันที นี่ก็คือที่มาของกลิ่นฉุนๆ ในอากาศที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ อีกทั้งนี่ก็ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เปลวไฟลุกลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว 

        ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่สายลมได้เริ่มพัดเข้ามา 

        ด้วยความช่วยเหลือจากแรงลม ทำให้เปลวไฟเริ่มขยายใหญ่ขึ้นทุกที่เต็มไปด้วยกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนดังไม่ขาดสายทุกที่เต็มไปด้วยคนที่มีเปลวไฟลุกท่วมร่าง พยายามกระเสือกกระสนที่จะมีชีวิตรอดทุกที่มีแต่เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของม้าดังขึ้นมา...และทุกที่ก็เต็มไปด้วยเปลวเพลิง!

        หัวหน้าอัศวินหน้าย่นเร่งโคจรคลื่นพลังอย่างบ้าคลั่ง ภายในรัศมีสามเมตรรอบๆ กายเขา เปลวเพลิงไม่สามารถลุกล้ำเข้ามาได้

        “ทุกคนฟัง! อย่าตื่นตระหนก เพิ่มความกว่าเร็ว...วิ่งให้กว่านี้แล้วฝ่าทะเลเพลิงออกไป! มีแม่น้ำอยู่ด้านหน้า!”

        หัวหน้าอัศวินพลันตะเบ็งเสียงออกมาดังกึกก้องด้วยความโมโหเขาสั่งให้เหล่าทหารม้าควบม้าไปทะยานไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง พยายามฝ่าทะเลเพลิงออกไปให้เร็วที่สุด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พวกเขามีทางรอดเพียงทางเดียวนั่นก็คือวิ่ง! วิ่งไปด้านหน้า! เพราะลมพัดไปทางทิศใต้ มีเพียงพื้นที่ทางทิศเหนือที่พวกทหารเมืองแซมบอร์ดยืนอยู่ที่ไม่มีเปลวไฟลุกลามไปถึงตราบใดที่วิ่งไปทางตำแหน่งของศัตรู พวกเขาก็จะหนีออกจากทะเลเพลิงนี้ได้ 

        วิ่งไปด้านหน้า ไปสังหารไอ้พวกระยำเมืองแซมบอร์ด!

        นี่คือความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของอัศวินหน้าย่น 

        -------------------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน