สายลมยามสายพัดผ่านชายคาไม้เก่าๆ ให้เกิดเสียงครืดคราดเบา ๆ เรือนเล็กด้านหลังตระกูลเยี่ยยังคงเงียบงันเหมือนเดิมหากแต่ความเงียบนั้นต่างไปจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง
เมื่อวานห้องนี้ยังเป็เพียงที่กักขังเด็กหนุ่มอ่อนแอผู้รอความตาย
แต่วันนี้…
ภายในห้องเดิมกลับมีกลิ่นสมุนไพรเข้มข้นหลายชั้นผสมกันเป็กลิ่นแปลกประหลาด ทั้งขม ทั้งร้อนทั้งเย็น จนชวนให้รู้สึกเหมือนมีคลื่นพลังบางอย่างหมุนวนอยู่ในอากาศตลอดเวลา
เยี่ยเฉินหานยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้ดวงตาคู่ลึกนิ่งสงบกวาดมองสมุนไพรที่วางเรียงอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียดทีละอย่าง
เมื่อคืนเขาถอนพิษชั้นแรก
เช้าวันนี้ เขาตบหน้าหวงกวนแห่งหอสมุนไพรจนอีกฝ่ายพูดไม่ออก
และบัดนี้ สิ่งที่เขาต้องทำต่อไป ก็คือก้าวแรกของการ “เปลี่ยนชะตา”อย่างแท้จริง
ไม่ใช่เพียงการรักษาตนเอง
ไม่ใช่เพียงการเปิดลมปราณ
แต่คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งพอจะรับทุกอย่างที่เขาจะคว้ามาในภายหน้า
ชาติก่อน เขาแพ้เพราะอะไร
คำถามนี้เคยคมกริบอยู่ในใจั้แ่ฟื้นขึ้นมา
เขาแพ้เพราะอ่อนแอ
แพ้เพราะไร้พลัง
แพ้เพราะมีเพียงความรู้โอสถ แต่ไม่มีเขี้ยวเล็บไว้ปกป้องสิ่งที่ตนมี
โอสถมากมายแค่ไหนก็ไร้ค่าหากเ้าของโอสถเป็เพียงคนที่ผู้อื่นจะเชือดเมื่อใดก็ได้
เมื่อรู้ความจริงนั้นแล้วชาตินี้เขาจึงไม่มีทางทำผิดซ้ำ
สายตาของเยี่ยเฉินหานค่อยๆ เย็นลงอีกขั้น
เคล็ดวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์…
วิชานี้ไม่ใช่เพียงยอดวิชา
ไม่ใช่เพียงกายาพิเศษ
แต่เป็ “ต้นกำเนิด” ที่จะทำให้เขากลายเป็ภาชนะซึ่งบรรจุทุกวิชา์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผู้ที่ฝึกวิชานี้สำเร็จจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป
ร่างกายจะกลายเป็รากฐานแห่ง์
กระดูกจะทนทานกว่าศิลาเหล็ก
ชีพจรจะเปิดกว้างใหญ่ดุจลำน้ำ
ตันเถียนจะรองรับพลังได้มากกว่าคนทั่วไปสิบเท่า
ผิวกายจะค่อย ๆ ดูดกลืนปราณธรรมชาติเข้าสู่ร่างได้แม้ยามไม่ฝึก
พลังที่แสดงออกในทุกกระบวนท่าจะเหนือกว่าคนระดับเดียวกันหลายเท่า
และสิ่งที่ทำให้วิชานี้น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เพียงความแข็งแกร่งของกายา
แต่คือ “สามประตู์”
ประตูแรกเปิดพลังลมปราณให้พุ่งขึ้นสามเท่า
ประตูที่สอง เปิดพลังห้าเท่า
ประตูที่สาม เปิดพลังสิบเท่า
หากมีรากฐานไม่พอเปิดประตูแล้วร่างแตกตาย
หากรากฐานพอ มันจะกลายเป็ไพ่ตายที่ฝืนกฎทุกอย่าง
ชาติก่อน เขาเคยได้มันมา
แต่ไม่เคยฝึก
และเื่นั้น…คือาแที่แม้ตายแล้วก็ยังไม่จาง
เยี่ยเฉินหานหลับตาลง ภาพอดีตชาติค่อยๆ ชัดขึ้นในห้วงจิตอีกครั้ง
แดนเทพ…วังเมฆาเย็น…
คืนวันนั้นท้องฟ้ามืดครึ้มจนผิดธรรมชาติ สายฝนโปรยบางเบาเหนือศาลาหยกกลางสระบัวเขาเพิ่งกลับจากสุสานโบราณพร้อมกล่องหยกเก่าแก่ที่ซ่อนเคล็ดวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์อยู่ภายใน
ตอนนั้นเขาไม่ได้ตื่นเต้นนัก
เพราะในใจมีเพียงเื่โอสถ
มีเพียงความคิดว่าจะนำความรู้บางส่วนของวิชานี้ไปปรับใช้ในการปรุงโอสถเปลี่ยนร่างไม่เคยคิดจะฝึกมันจริง ๆ
เขาจำได้ว่าในคืนนั้นมีเพียงสองคนที่เขาเชื่อใจมากที่สุดอยู่ใกล้ตัว
คนแรกคือคู่หมั้นผู้เลอโฉมดุจจันทราเย็น
คนที่สอง คือสหายผู้ถือกระบี่ ผู้ที่ภายนอกมีท่าทีตรงไปตรงมายอมก้มหัวให้เขาเพราะได้รับโอสถจากเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาไม่เคยระวังทั้งสองคน
และนั่นคือความโง่เขลาที่สุดในชีวิต
ภาพในห้วงความทรงจำเปลี่ยนไป
ศาลาหยกกลางสระบัวในคืนนั้นไม่ได้งดงามอีกต่อไป
มันกลายเป็หลุมฝังศพของความไว้วางใจ
เสียงกระบี่ถูกชักดังแว่ว
พลังปราณอันหนักหน่วงกดลงมาจากทุกทิศ
เขาหันกลับไปและเห็นคมดาบจ่ออยู่ตรงคอของตน
ผู้ถือมันคือ “สหาย” ที่เขาเคยมองว่าไว้ใจได้
ดวงตาของอีกฝ่ายในคืนนั้นไม่มีความละอายแม้แต่น้อย
มีเพียงความละโมบอันเปลือยเปล่า
“ส่งเคล็ดวิชามา”
ประโยคนั้นยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำ
เยี่ยเฉินหานในอดีตชาติยืนนิ่งไปชั่วขณะก่อนหันไปมองหญิงงามข้างกาย
นางไม่ได้แม้แต่จะหลบสายตาเขา
กลับจ้องตอบด้วยแววตาเ็า ราวกับเขาเป็เพียงคนแปลกหน้า
“เ้ารู้หรือไม่ว่าวิชานั้นมีความหมายอย่างไร”
นางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“หากผู้ใดฝึกสำเร็จเขาจะอยู่เหนือทุกคนในฟ้าดิน”
“เ้ามีมันอยู่ในมือแต่ไม่คิดฝึก”
“เช่นนั้น…ก็ย่อมไม่คู่ควร”
แม้ตายไปแล้วเยี่ยเฉินหานยังจำความรู้สึกในวินาทีนั้นได้ดี
ไม่ใช่แค่โกรธ
ไม่ใช่แค่เจ็บ
แต่เป็ความขมขื่นที่เหมือนหัวใจถูกดึงออกจากอกอย่างช้าๆ
คนหนึ่งคือหญิงที่เขายอมเปิดเผยความลับให้รู้
อีกคนคือสหายที่เขาเคยช่วยชีวิต เคยให้โอสถเคยพยุงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งสองคนยืนอยู่คนละฝั่งของเขา
แต่หัวใจกลับอยู่ฝั่งเดียวกันมาตั้งนานแล้ว
เพียงแต่คนที่โง่จนมองไม่เห็น…คือเขาเอง
“เยี่ยเฉินหาน”
เสียงของบุรุษผู้ถือกระบี่ก้องขึ้นในความทรงจำ
“มอบเคล็ดวิชามาเสีย”
“เ้าปรุงโอสถเก่งท้ายที่สุดก็เป็เพียงหมอคนหนึ่ง”
“วิชานี้สมควรอยู่กับผู้ที่รู้จักใช้มันจริง ๆ”
เยี่ยเฉินหานในอดีตชาติยืนนิ่งเืในร่างเย็นเฉียบลงทุกขณะ
เขารู้ดีว่าตอนนั้นตนไม่มีทางรอด
รอบด้านเต็มไปด้วยผู้คนที่ถูกซื้อไว้แล้ว
ค่ายกลปิดฟ้าเปิดขึ้น
ทางหนีทุกสายถูกตัดขาด
และที่น่าสมเพชที่สุดก็คือ…
จนถึงวินาทีนั้นเขายังไม่มีแม้แต่พลังจะฟันทางรอดให้ตนเอง..!!
เขาเพียงยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมราวกับคนโง่ผู้หนึ่งที่เพิ่งเข้าใจสายเกินไปว่าในโลกนี้ไม่มีใครเกรงใจคนไร้เขี้ยวเล็บจริง ๆ
แต่ต่อให้โง่เพียงใด
เยี่ยเฉินหานก็ไม่เคยคิดจะมอบวิชานั้นให้
หากเขามอบออกไป
วิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์จะตกไปอยู่ในมือสองคนที่ไร้ขีดจำกัดด้านความทะเยอทะยาน
ฟ้าดินย่อมมิได้สงบอีกต่อไป
ดังนั้นในวินาทีสุดท้ายเขาจึงเลือกทำในสิ่งที่แม้ศัตรูก็คาดไม่ถึง
ทำลายตนเอง
ทำลายค่ายกล
ทำลายกล่องหยก
ทำลายทุกเบาะแสที่บันทึกวิชานั้นไว้
ตัวเขา…ะเิตายไปพร้อมเคล็ดวิชา
ไม่มีใครได้มันไป
ทั้งห้วงบรรพโกลาหล
ทั้งแดนเทพ
ผู้ที่ยังจดจำเคล็ดวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์ได้ครบทุกตัวอักษร
มีเพียงเขา
คนเดียว
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆลืมตาขึ้นจากห้วงอดีต
แววตาเย็นเยียบจนคล้ายธารน้ำแข็งใต้ผืนฟ้าเหมันต์
“ชาติก่อนข้ายอมตายไปพร้อมมัน”
“ชาตินี้…ข้าจะใช้มันขึ้นเป็ยอดคนอันดับหนึ่งของใต้หล้า”
น้ำเสียงของเขาเรียบสงบแต่ทุกคำเหมือนจารลงในชะตา
เขาไม่ได้คิดจะเพียงแข็งแกร่งพอเอาตัวรอด
ไม่ได้คิดเพียงจะล้างแค้นคู่หมั้นเก่าและชู้รักในแดนเทพ
สิ่งที่เขา้าในชาตินี้คือก้าวขึ้นไปเหนือทุกคน
เหนือสำนัก
เหนือราชวงศ์
เหนือแดนระดับต่ำทั้งผืน
และเมื่อถึงวันนั้น
เขาจะเหยียบทุกอย่างไว้ใต้เท้า
แล้วค่อยฉีกแดนเทพออกมาทวงหนี้เืทีละหยด
เสียงขยับเบา ๆดังขึ้นจากอีกมุมห้อง
เสี่ยวอวี้ที่นั่งคัดแยกสมุนไพรอยู่ข้างโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระวัง
“คุณชาย...ท่านเป็อะไรหรือไม่เ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานสลายความเย็นในดวงตาลงชั่วครู่ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ข้ากำลังคิดว่าชาตินี้จะไม่เดินผิดทางเดิมอีก”
เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆแม้ไม่เข้าใจคำพูดนั้นทั้งหมด แต่นางกลับพยักหน้าเบา ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
“เช่นนั้น...ข้าจะอยู่ข้างท่านเ้าค่ะ”
ประโยคง่าย ๆนั้นทำให้เยี่ยเฉินหานหันไปมองนางอีกครั้ง
เสี่ยวอวี้ยังคงอยู่ในเสื้อผ้าเก่าเรียบง่ายเหมือนเดิม
ใบหน้าของนางไม่ถึงกับอัปลักษณ์อย่างที่คนในตระกูลชอบด่า
แต่ก็หม่นหมองจากการทำงานหนัก ผิวคล้ำเพราะออกแดดข้อมือมีรอยแดงจากการถูกใช้งานจุกจิกไม่หยุด
ท่าทางระวังตัวเสมอเหมือนคนที่ถูกตำหนิจนชิน
ในความทรงจำของร่างเดิมนางถูกกลั่นแกล้งไม่น้อยไปกว่าเขา
บางวันถูกขว้างเศษอาหารใส่
บางวันถูกสาวใช้เรือนอื่นผลักจนล้ม
บางวันถูกพวกศิษย์ตระกูลหัวเราะเยาะว่า“หน้าตาเช่นนี้ยังกล้าติดตามสวะ”
ถึงขั้นเคยถูกดึงผมแล้วผลักลงโคลนเพียงเพราะนางเถียงแทนเยี่ยเฉินหานครั้งหนึ่ง
นางร้องไห้คนเดียวหลายครั้ง
แต่วันรุ่งขึ้นก็ยังลุกขึ้นมาหาข้าวหาน้ำให้คุณชายคนเดิม
คนเช่นนี้…หาได้ยากยิ่ง
หากชาติก่อนเขาฉลาดพอจะมองออกว่าใครจริงใจใครเสแสร้งบางทีเขาอาจไม่ตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้น
เยี่ยเฉินหานเดินเข้าหาโต๊ะช้าๆ หยิบใบสมุนไพรสามชนิดที่เพิ่งแยกไว้ขึ้นมา แล้ววางเรียงตรงหน้าเสี่ยวอวี้
“ยื่นมือมา”
เด็กสาวชะงัก “เ้าคะ?”
“ข้าบอกให้ยื่นมือมา”
เสี่ยวอวี้รีบวางของลงแล้วส่งมือทั้งสองออกไปอย่างลังเล
เยี่ยเฉินหานใช้นิ้วแตะชีพจรนางเพียงครู่เดียวก็รับรู้ทันทีร่างกายของนางไม่เคยได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โลหิตอ่อน กำลังภายในไม่มี เส้นลมปราณเล็กและตีบแคบแต่จุดที่น่าสนใจคือ ร่างนี้มีพื้นฐานบางอย่างที่เหมาะกับวิชาสายว่องไวและซ่อนคมไม่ใช่กายาหนักหน่วงเช่นของเขา
หากปั้นดี ๆ
นางจะไม่ใช่เพียงสาวใช้
แต่นางจะกลายเป็เงาคมที่ยืนอยู่ข้างเขาได้
“เ้าอยากแข็งแกร่งหรือไม่”เยี่ยเฉินหานถามตรง ๆ
เสี่ยวอวี้สะดุ้งเล็กน้อยดวงตากลมโตเบิกกว้าง
“ข้า...หรือเ้าคะ”
“ใช่”
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเม้มปากแน่น สีหน้ากลายเป็จริงจังอย่างไม่เคยเป็
“ข้าอยากเ้าค่ะ”
“อยากจนทุกคืนยังคิดว่าถ้าข้าเก่งกว่านี้...ข้าคงช่วยท่านได้มากกว่านี้”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่จริงใจจนเยี่ยเฉินหานเงียบไปชั่วครู่
จากนั้นจึงพยักหน้าเบา ๆ
“ดี”
“ั้แ่วันนี้ข้าจะสอนเ้าเอง”
เสี่ยวอวี้แทบไม่เชื่อหูตนเอง“คุณชาย...ข้า...ข้าเรียนได้จริงหรือเ้าคะ”
“ได้”
“แต่ก่อนอื่นร่างของเ้าต้องถูกผลัดเปลี่ยนก่อน”
เขาหันกลับไปหยิบสมุนไพรอีกกองขึ้นมา
“ร่างเดิมของเ้าถูกใช้งานหนักเกินไปโลหิตพร่อง เส้นลมปราณแคบ หากฝืนฝึกวิชาจะมีแต่ทำให้ตายเร็วขึ้น”
“ข้าจะปรับรากฐานให้เ้าเสียก่อน”
เด็กสาวยืนนิ่งมือสั่นเล็กน้อย ดวงตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเสียใจ
ไม่มีใครในตระกูลมองว่านางมีค่า
ไม่มีใครเคยถามว่านางอยากแข็งแกร่งหรือไม่
ไม่มีใครแม้แต่จะคิดว่าเด็กกำพร้าอย่างนางสมควรได้รับอะไรดี ๆ
แต่คนที่ทั้งโลกเรียกว่าสวะ
กลับเป็คนแรกที่พูดเช่นนี้กับนาง
เสี่ยวอวี้จึงคุกเข่าลงแทบไม่รู้ตัว“คุณชาย...ข้า ข้าจะติดตามท่านไปชั่วชีวิต!”
เยี่ยเฉินหานขมวดคิ้วเล็กน้อย“ลุกขึ้น”
“แต่—”
“ข้าไม่ชอบให้คนของข้าคุกเข่าบ่อย”
ประโยคเดียวทำให้เสี่ยวอวี้ตัวสั่นจนหัวใจแทบหยุดเต้น
คนของข้า…
คำสั้น ๆนี้กลับทำให้นางรู้สึกว่าตนไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป
เยี่ยเฉินหานไม่พูดซ้ำเขาหันไปจัดสมุนไพรต่ออย่างรวดเร็ว
วันนี้เขายังไม่อาจปรับกายาเสี่ยวอวี้อย่างเต็มรูปได้ เพราะทรัพยากรยังไม่พอแต่สิ่งที่พอทำได้คือชะล้างสิ่งสกปรกในร่างเบื้องต้น ปรับโลหิตและผิวกายบางส่วนเพื่อเตรียมทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในภายหน้า
ส่วนของเขาเอง ก็ต้องเริ่มฝึกขั้นแรกของวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์อย่างจริงจังแล้วเช่นกัน
เขายกสมุนไพรหนึ่งชุดขึ้นต้มน้ำยาใหม่อีกหม้อ กลิ่นครั้งนี้ต่างจากคราวก่อนโดยสิ้นเชิงไม่ได้ร้อนแรงเหมือนไฟ หากหนัก ลึก และกดดันคล้ายโลหะกำลังหลอมละลาย
เยี่ยเฉินหานยืนมองไอสีเทาจางที่ลอยขึ้นจากปากหม้อพลางทบทวนกระบวนแรกของวิชาในใจ
กระบวนแรก
“หลอมโลหิต”
ใช้สมุนไพรหล่อเลี้ยงเื
ให้เืในร่างรับแรงกระแทกและแรงะเืได้มากขึ้น
เมื่อโลหิตแข็งแรง การสะท้อนแรงกลับไปยังผู้ลงมือจะเริ่มปรากฏ
กระบวนที่สอง
“ชำระผิวและกล้ามเนื้อ”
ทำให้การโจมตีภายนอกลดอันตรายลง
เมื่อฝึกถึงระดับหนึ่ง แม้ยังไม่มีพลังปราณจริงหมัดเท้าของคนต่ำชั้นกว่าจะเหมือนทุบลงบนหนังเหล็ก
กระบวนที่สาม
“เปิดชีพจรเทพยดา”
จึงจะเริ่มเชื่อมไปสู่การดูดกลืนปราณธรรมชาติและเปิดสามประตู์ในอนาคต
ตอนนี้เขายังอยู่แค่ต้นทางของกระบวนแรกเท่านั้น
แต่เพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้พวกคนอย่างเยี่ยชงกับเยี่ยหลิน “รู้สึกผิดปกติ” ได้แล้ว
เยี่ยเฉินหานยิ้มบาง ๆ
เขาไม่รีบร้อนจะไปเอาคืนพวกแมลงพรรค์นั้นในทันที
การเอาคืนที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่ต่อยกลับหนึ่งหมัด
แต่คือการทำให้พวกมันไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนที่เคยถูกทุบตีจนหมอบกับพื้น
จึงค่อย ๆ กลายเป็สิ่งที่ยิ่งทุบยิ่งเจ็บมือเอง
เสียงเท้าหนัก ๆดังขึ้นจากด้านนอกอย่างไม่ปิดบังในขณะนั้น
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะคุ้นหูที่แฝงความชั่วร้าย
“ไอ้สวะเยี่ยเฉินหาน!ข้าได้ยินว่าเมื่อเช้าเ้าไปอาละวาดถึงหอสมุนไพร?”
เยี่ยชง
และเสียงอีกคนก็ตามมาติดๆ
“ฮ่า ๆหรือมันคิดว่าตบหวงกวนได้ครั้งเดียวแล้วจะเหาะได้จริง?”
เยี่ยหลิน
เสี่ยวอวี้สีหน้าซีดลงทันทีนางรีบมองเยี่ยเฉินหานอย่างกังวล
แต่คนที่ถูกเรียกว่าสวะกลับเพียงค่อยๆ วางฝาหม้อยาลงบนปากหม้ออย่างเงียบงันจากนั้นหันมองไปทางประตูด้วยสีหน้านิ่งสนิทราวผิวน้ำยามไร้คลื่น
เขาไม่ได้รู้สึกโกรธจัด
ไม่ได้ตื่นตระหนก
ไม่ได้รีบร้อน
ในสายตาของเขาคนสองคนที่อยู่ด้านนอกไม่ต่างจากก้อนหินสองก้อนซึ่งกำลังกลิ้งเข้ามาให้เขาลองทดสอบฐานรากใหม่ของตน
“พอดีจริงๆ”
เขาพึมพำเบา ๆ
เสี่ยวอวี้ได้ยินแล้วหัวใจเต้นรัว
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆเดินไปที่ประตู
ทุกย่างก้าวมั่นคงกว่าก่อนหน้า
ไหล่หลังตรงขึ้น
ท่าทางไม่เหลือแม้เงาของเด็กหนุ่มใกล้ตายที่คนทั้งตระกูลเห็นเมื่อคืน
เมื่อมือแตะบานประตูเขาก็หยุดไปชั่วครู่
“เสี่ยวอวี้”
“เ้าคะ”
“ยืนดูอยู่ข้างหลังอย่าเข้ามาแทรก”
เด็กสาวเม้มปากแน่นแต่พยักหน้าทันที
เยี่ยเฉินหานจึงค่อย ๆเปิดประตูออก
แสงแดดจากภายนอกสาดเข้ามาเต็มหน้า
เยี่ยชงยืนกอดอกอยู่หน้าบันไดหินสีหน้าหยิ่งผยอง ข้างกันคือเยี่ยหลินที่ยิ้มเยาะพลางหมุนข้อมือไปมาทั้งสองคนคงได้ข่าวเื่หอสมุนไพรแล้วไม่สบายใจ จึงรีบมาหาเื่กดเขาไว้ก่อน
ทว่าเมื่อประตูเปิดและเห็นเยี่ยเฉินหานยืนอยู่ตรงหน้าทั้งคู่กลับชะงักไปเสี้ยวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้า…ต่างจากเมื่อวานเกินไป
ใบหน้ายังซูบอยู่บ้าง
ผิวกายยังไม่ถึงกับมีเืฝาด
แต่ดวงตาคู่นั้น…
เย็นสงบและลึกจนทำให้คนที่สบมองเผลอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าสัตว์ร้ายที่หลับตาอยู่
เยี่ยชงรีบสะบัดความรู้สึกแปลกนั้นทิ้งแล้วหัวเราะเยาะกลบเกลื่อน
“ไอ้สวะเ้ามองเช่นนี้คิดจะทำให้ข้ากลัวหรือ”
เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ ๆ“เ้ามาเพราะกลัวอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
คำพูดนั้นแทงใจจนเยี่ยชงหน้าบิดทันที
“เ้าว่าอะไรนะ!”
“ถ้าเ้าไม่กลัวว่าข้าจะเปลี่ยนไปเ้าคงไม่รีบวิ่งมาหาถึงเรือนเช่นนี้”
เยี่ยเฉินหานก้าวลงจากบันไดทีละก้าวอย่างไม่ช้าไม่เร็ว“หรือข้าพูดผิด”
เยี่ยหลินแค่นหัวเราะแต่แววตากลับแข็งขึ้น “ดูเหมือนเมื่อเช้าเ้าจะได้ใจมากเกินไปจริง ๆ”
มันก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวยกหมัดขึ้น
“คราวนี้ข้าจะทำให้เ้าจำได้ว่าสวะก็ยังเป็สวะ!”
ปัง!
หมัดแรกพุ่งตรงมาที่หัวไหล่ซ้ายของเยี่ยเฉินหาน
เสี่ยวอวี้เผลออุทานเสียงเบา
แต่เยี่ยเฉินหานไม่ได้หลบ
เขายืนรับหมัดนั้นตรง ๆ
เสียงกระแทกดังทึบ
เยี่ยหลินหน้าชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
เพราะความรู้สึกที่ส่งผ่านมาจากกระดูกมือของมัน…ไม่เหมือนชกใส่เนืุ้์อ่อนแอ
แต่เหมือนชกใส่ไม้แข็งที่รองด้วยเหล็กบางชั้น
เยี่ยเฉินหานเพียงไหล่เอนเล็กน้อยแล้วกลับมาตั้งตรงทันทีสีหน้าแทบไม่เปลี่ยน
เยี่ยหลินตาเบิกกว้างแต่ยังไม่ทันคิดอะไร หมัดที่สองของมันก็ตามมาอีกครั้ง คราวนี้ใส่ทรวงอก
ปัง!
แรงกระแทกครั้งนี้หนักกว่าครั้งแรกชัดเจน
ทว่าเยี่ยเฉินหานยังเพียงถอยครึ่งก้าวจากนั้นเท้าก็หยุดอยู่กับพื้นอย่างมั่นคง
ส่วนเยี่ยหลินกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อนิ้วจนต้องสะบัดมือโดยไม่รู้ตัว
“เ้า…”
มันมองมือของตนอย่างไม่เชื่อสายตา
ข้อสองข้อเริ่มแดงคล้ำขึ้นแล้ว
เยี่ยชงที่ยืนดูอยู่สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อยก่อนแค่นเสียง “แค่ใช้วิธีแปลก ๆ รับหมัดสองครั้ง คิดว่าตนเก่งแล้วหรือ!”
มันก้าวเข้ามาเองคราวนี้ไม่ชกเล่น ๆ แต่รวบพลังปราณก่อกำเนิดขั้นต้นไว้ที่ฝ่ามือแล้วฟาดเข้าชายโครงของเยี่ยเฉินหานอย่างแรง
ปัง!
เสียงกระแทกคราวนี้ดังสนั่นกว่าเดิม
เสี่ยวอวี้ตัวเย็นวาบ
แต่ในวินาทีต่อมาเยี่ยชงกลับร้อง “อึก!” เบา ๆ ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวราวกับฝ่ามือตนเองกระแทกลงบนแผ่นเหล็กทึบ แขนทั้งข้างชาวาบไปจนถึงหัวไหล่
เยี่ยเฉินหานเองก็รู้สึกเจ็บเช่นกัน
แรงนั้นยังมากพอให้กระดูกซี่โครงะเื
เืลมพลุ่งพล่านขึ้นชั่วครู่
แต่ต่างจากเมื่อก่อนลิบลับ
ถ้าเป็ร่างเดิมเมื่อคืนเขาคงกระอักเืล้มลงทันที
ทว่าตอนนี้พลังจากกระบวนหลอมโลหิตที่เพิ่งเริ่มต้นกลับดูดซับแรงกระแทกส่วนหนึ่งไว้และสะท้อนความแข็งบางส่วนกลับออกไป ทำให้ผู้ลงมือเจ็บไม่แพ้กัน
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆเงยหน้าขึ้น มุมปากยกขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว
“แค่นี้หรือ”
ประโยคสามคำทำให้เยี่ยชงหน้าคล้ำจัดด้วยความอัปยศ
มันตวาดลั่น“ข้าไม่เชื่อว่าร่างสวะอย่างเ้าจะทนได้อีก!”
จากนั้นทั้งมันและเยี่ยหลินก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน
หมัด เท้า ศอก เข่ากระหน่ำใส่เยี่ยเฉินหานต่อเนื่อง
เสี่ยวอวี้หน้าเสียอย่างหนักแต่ยังจำคำสั่งได้จึงทำได้เพียงยืนกำชายเสื้อแน่นอยู่ข้างหลัง
เยี่ยเฉินหานไม่สวนกลับตรงๆ
เขายังไม่้าเผยมากเกินไป
และร่างกายยังไม่พร้อมสู้เปิดหน้า
เขาเพียงหมุนตัวหลบเท่าที่จำเป็รับเท่าที่จำเป็ ย้ายตำแหน่งแรงกระแทกให้ลงจุดที่กายาหลอมโลหิตเริ่มรับได้มากที่สุด
ผลที่ตามมาคือ…
เยี่ยชงยิ่งต่อยยิ่งหน้าบิด
เยี่ยหลินยิ่งเตะยิ่งหน้าซีด
เพราะทุกครั้งที่ลงมือเหมือนแรงส่วนหนึ่งตีกลับเข้ากระดูกตัวเอง
ไม่นานข้อนิ้วของทั้งสองก็แดงช้ำ
หน้าแข้งเริ่มปวดหนึบ
ฝ่ามือชา
แขนสั่น
ในขณะที่เยี่ยเฉินหานแม้จะหอบขึ้นบ้างแต่กลับยังยืนตรงได้เช่นเดิม
เยี่ยชงถอยออกไปครึ่งก้าวก่อนอย่างควบคุมไม่อยู่สีหน้าปนตกตะลึงและหวาดระแวง
“เ้าใช้ของลับอะไร!”
เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ“พวกเ้าต่อยข้าเอง แล้วจะถามข้าไปทำไม”
เยี่ยหลินกัดฟันแน่น มองมือของตัวเองที่บวมช้ำขึ้นชัดเจนก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
“เป็ไปไม่ได้…เมื่อคืนมันยังจะตายอยู่เลย!”
เยี่ยเฉินหานยิ้มบาง“นั่นคงเป็เื่ที่พวกเ้าต้องกลับไปคิดเอง”
เยี่ยชงกับเยี่ยหลินมองหน้ากัน
แม้ความหยิ่งยังมี
แม้ความแค้นยังล้น
แต่ความรู้สึกประหลาดและความเจ็บจริงในมือเท้ากลับทำให้ทั้งคู่ไม่กล้าพุ่งเข้าไปอีกทันที
เยี่ยเฉินหานเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวเสียงต่ำชัดทุกคำ
“กลับไปบอกคนที่อยู่เื้ัพวกเ้า”
“ถ้าอยากทดสอบข้าอีกก็ส่งคนที่เก่งกว่านี้มา”
คำพูดนั้นทำให้เยี่ยชงหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอับอายมันอยากด่ากลับ แต่พอมองดวงตาคู่นั้นของเยี่ยเฉินหานความเย็นวาบในใจกลับแล่นขึ้นมาอีกครั้ง
สุดท้ายทั้งสองจึงทำได้เพียงแค่นเสียงแรงๆ ก่อนหมุนตัวจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก
เมื่อเงาพวกมันลับไปแล้วเสี่ยวอวี้จึงรีบวิ่งเข้ามา สีหน้าทั้งใทั้งตื่นเต้น
“คุณชาย!ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่เ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานสูดลมหายใจเข้าช้าๆ กดเืลมที่ปั่นป่วนลงก่อนตอบ
“ไม่ถึงกับเป็ไร”
เขาไม่ได้โกหกทั้งหมดเพราะชายโครงยังเจ็บอยู่จริง เพียงแต่ความเจ็บนี้อยู่ในระดับที่รับได้และที่สำคัญกว่านั้น ผลลัพธ์ของการทดสอบครั้งนี้ดีกว่าที่คาดไว้
กระบวนหลอมโลหิตเริ่มทำงานแล้วจริง
กายาเริ่มรับแรงและสะท้อนกลับได้แล้วจริง
แม้ยังหยาบและอ่อน
แต่ทิศทางไม่ผิด
เสี่ยวอวี้มองรอยช้ำบางส่วนบนแขนเขาอย่างกังวล“ข้าไปต้มน้ำยาทาให้ท่านเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า ก่อนจะเหลือบมองทิศทางที่สองคนนั้นจากไปแววตาคมเย็นลงช้า ๆ
วันนี้เขายังไม่เอาคืน
แต่วันนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกมันรู้แล้วว่าคนที่เคยโดนรุมซ้อมจนไร้แรงตอบโต้ กำลังเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง
อีกไม่นาน ความขยาดจะค่อยๆ ขยายจากคนสองคน
ไปสู่ทั้งลานฝึก
ไปสู่ทั้งตระกูล
และเมื่อถึงตอนนั้น
เขาจะไม่ใช่แค่สวะที่ทนหมัดเท้าได้
แต่จะเป็ปีศาจที่แม้แต่คิดแตะต้องก็ยังต้องหวาดกลัว
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆหันกลับเข้าห้อง
บนโต๊ะหม้อยาหลอมโลหิตยังส่งกลิ่นร้อนเข้มไม่หยุด
กระดาษรายชื่อสมุนไพรยาวหลายแผ่นยังวางอยู่
เส้นทางยาวไกลเพิ่งเริ่มเปิด
เขามองทุกสิ่งเ่าั้เงียบๆ ก่อนกล่าวกับตนเองเบา ๆ
“นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น”
“ข้ายังต้องเปิดชีพจรหลักอีกห้าสิบสี่จุด
ต้องสร้างสามประตู์
ต้องผลัดเปลี่ยนร่างกายนี้จนเป็กายาอันดับหนึ่งแห่งห้วงบรรพโกลาหล
ต้องพาตัวเองขึ้นสู่ยอดคนอันดับหนึ่งของใต้หล้า
ต้องล้างแค้นทุกหยดเืที่ติดค้าง”
เขาหยุดเล็กน้อย
แล้วสายตาก็อ่อนลงเพียงชั่วครู่เมื่อมองไปทางเสี่ยวอวี้ที่กำลังรีบจัดเตรียมน้ำยาอย่างตั้งใจ
“และต้องทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างข้า...ไม่ต้องถูกใครเหยียบย่ำอีก”
แสงแดดยามสายเลื่อนขึ้นสูงกว่าเดิมเงาในห้องถอยร่นไปช้า ๆ
แต่เงามืดในใจเยี่ยเฉินหานกลับมิได้ถอยตาม
มันยังคงอยู่
ลึก หนัก และเย็นจัด
รอเพียงวันที่จะกลายเป็คมดาบ
ฟันผ่านคนทั้งโลก
และวันนั้น…
จะมาถึงเร็วเกินกว่าที่ทุกคนคิด