รุ่งเช้าในวันถัดมา เมืองฉางเจินยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบางจนแม้แต่เส้นขอบฟ้ายังพร่าเลือน แสงอาทิตย์ลอดผ่านเงาไม้และร้านค้าเก่าอย่างไร้เรี่ยวแรง บรรยากาศทั้งเมืองคล้ายอยู่ในห้วงฝันซึ่งไม่อาจแยกแยะได้ว่าคืออดีตหรือปัจจุบัน เสียงนกจากหลังคาบ้านเก่าทำลายความเงียบบางเบา ขณะที่เหวินอวี๋ก้าวเท้าออกจากโรงเตี๊ยม เขาหยุดยืนหน้าประตู สูดกลิ่นหมอกเข้าปอด ราวกับพยายามค้นหาบางสิ่งในกลิ่นจาง ๆ ของเมืองเก่า
ตลาดเช้าเริ่มขยับเคลื่อนไหว เสียงคนขายผักะโเรียกลูกค้า เสียงเหรียญกระทบกันเบา ๆ ดังก้องในตรอกแคบ ผสมกับกลิ่นของผักสด น้ำซุปกระดูกหมู และเกี๊ยวทอดร้อน ๆ ที่ลอยแตะปลายจมูก กลิ่นเ่าั้พาเหวินอวี๋ย้อนคิดถึงวัยเยาว์อันห่างไกล ครั้งหนึ่งที่เขาเคยเดินเคียงข้างบิดาในตลาดนี้ ยามแสงเช้าฉาบไหล่คนทั้งสองอย่างเงียบงัน
แต่ความทรงจำเ่าั้ไม่อาจกลบความอึดอัดในใจ ความรู้สึกคล้ายมีบางอย่างติดตาม ราวกับเงาที่ไม่มีเ้าของ เขาก้าวผ่านผู้คนอย่างเร่งรีบ ทั้งที่ไม่มีปลายทางแน่นอน หากแต่จิตใต้สำนึกกลับชี้นำให้มุ่งหน้าไปยังตรอกหลังของตลาด สู่ร้านที่เขารู้จักเพียงผ่านคำบอกเล่า—“จวิ้นซูเก่าแก่” ร้านขายของเก่าโบราณ ที่ได้ชื่อว่าเก็บของต้องห้ามมากกว่าของสะสม
ทุกฝีก้าวยิ่งพาเขาเข้าสู่ความเงียบงัน ร้านค้าส่วนใหญ่ในตรอกนี้ปิดเงียบ ประตูไม้ปิดสนิท หน้าต่างถูกปิดผนึกด้วยกระดาษเก่าจนแสงไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปได้ เขาเดินผ่านป้ายไม้ที่แทบอ่านไม่ออก ก่อนหยุดยืนหน้าประตูบานหนึ่ง ซึ่งไม้ที่ใช้ทำประตูนั้นกร่อนกรอบจากกาลเวลา บนแผ่นป้ายเหนือประตูเขียนไว้ว่า “จวิ้นซูเก่าแก่” ด้วยพู่กันจีนขนาดใหญ่ที่หมึกเลือนจนแทบมองไม่เห็น
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป เสียงกริ่งโลหะเบา ๆ ดังขึ้น ตามมาด้วยกลิ่นฝุ่นที่พวยพุ่งขึ้นมาแตะจมูกทันที ภายในร้านนั้นเต็มไปด้วยของโบราณั้แ่พื้นจรดเพดาน บรรยากาศคล้ายพิพิธภัณฑ์ลับ เสียงนาฬิกาไม้เดินช้า ๆ คล้ายจะตอกย้ำความเงียบและเวลาที่ผ่านไปช้าอย่างไร้จุดหมาย
“เ้าซ่ง... ข้าได้ยินว่าเ้ากลับมา” เสียงแหบพร่าจากด้านหลังม่านไม้โปร่งดังขึ้น ก่อนชายชราในชุดแพรยาวจะก้าวออกมา ดวงตาคมของเขาแม้จะลึกลงด้วยวัย แต่ยังเปี่ยมด้วยประกายแห่งความรู้และการสังเกต
“ท่านจวิ้น” เหวินอวี๋โค้งคำนับเล็กน้อย “ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากให้ท่านดู”
เขาวางเศษหยกสีแดงแหลกลงบนโต๊ะไม้เก่า จวิ้นซูหยิบขึ้นมาพลิกไปมาช้า ๆ ก่อนจะใช้แว่นขยายส่องอย่างละเอียด แววตาของเขาเปลี่ยนไปในทันที
“นี่มัน...” เขาพึมพำเบา ๆ แล้วหยิบสมุดเก่าเล่มหนาออกจากลิ้นชัก เปิดหน้าหนึ่งที่มีภาพวาดหยกคล้ายกัน
“หยกพิธี... ใช้ในพิธีคำสาบานัเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่พิธีนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่มีใครใช้มันอีก...เพราะ...มีคนตาย”
ซ่งเหวินอวี๋ขมวดคิ้ว “พิธีอะไรหรือ?”
จวิ้นซูหลุบตาลง “ข้าควรไม่พูด แต่ในเมื่อเ้าคือบุตรของซ่งเจิ้ง... เ้าควรรู้”
เขาเริ่มเล่าเื่พิธีกรรมลับของศาลเ้าร้าง พิธีที่ใช้หยกแดงในการสาบานซื่อสัตย์ต่อราชสำนักในอดีต หากผู้ใดโกหกหรือทรยศ... หยกจะ “แตกเอง” — และตัดลมหายใจผู้สาบาน
“มีบันทึกว่า...มีผู้เสียชีวิตระหว่างพิธี และหลังจากนั้น...พิธีนี้ถูกห้ามโดยเด็ดขาด”
เหวินอวี๋นิ่งฟัง ก่อนจะหยิบหยกของบิดาออกมา วางคู่กับเศษหยก จวิ้นซูเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ ว่า
“เ้ากำลังเข้าไปในเงา... ที่ครั้งหนึ่งแม้แต่ัยังไม่กล้าเหลียวมอง”
จวิ้นซูเดินไปยังชั้นไม้ด้านใน หยิบห่อผ้าสีกรมเข้ม คลี่ออกช้า ๆ เผยให้เห็นแผนที่ผืนเก่า ภาพวาดูเาหลายลูกและลวดลายัโบราณพาดผ่านกลางแผ่น แผนที่นี้ไม่เพียงแค่ระบุตำแหน่ง หากยังมีอักษรโบราณเขียนไว้ว่า “ที่ซ่อนแห่งคำสาบาน”
“นี่คือที่ตั้งของพิธีคำสาบานัครั้งสุดท้าย” จวิ้นซูเอ่ยเสียงเคร่ง “ว่ากันว่า มีสิ่งหนึ่งถูกฝังไว้ใต้แท่นกลางพิธี”
เหวินอวี๋ััได้ถึงแรงสั่นเบา ๆ ที่ปลายนิ้วขณะเขาััแผนที่ — ราวกับหยกในอกเสื้อของเขาตอบสนองกับบางอย่างที่ปรากฏเบื้องหน้า... ความรู้สึกประหลาดนั้นมิอาจอธิบายได้ แต่ในใจเขา เหมือนเสียงใครบางคนกระซิบแ่เบา “กลับไป... ที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น”
และเขารู้แล้วว่า... การสืบสวนครั้งนี้ จะไม่เพียงเปลี่ยนโชคชะตาของเมืองฉางเจิน — หากแต่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาเองตลอดกาล