กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 54 ลอบพบ

         หลวงจีนอู่เหลาเดินออกแรงอยู่สักพักใหญ่

         สำนักตระกูลหวงมีพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวาง เพียงแค่ก้าวย่างไปมาก็เป็นการฝึกร่างกายได้อย่างดี

         วันนี้มิได้ทบทวนวรยุทธ จึงมีเวลาขบคิดปัญหาข้อสงสัยต่าง ๆ ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่หลวงจีนอู่เหลาชอบใคร่ครวญถึงสิ่งที่พบเจออย่างละเอียดลออ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ไต้ซือฟางเว่ยนิยมอย่างยิ่ง

         เดินไปเดินมา ก็พบหวงซิ่นยืนอยู่หน้าตึกสี่ สีหน้าคล้ายคนไม่ได้รับประทานอาหารมาหลายวัน

         “ประสกท่าทางอิดโรย มิทราบไม่สบายหรือ”

         ดวงหาหวงซิ่นเหม่อลอย จับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ดูท่าไม่ได้ยินคำถาม

         “ประสกหวง ท่านเป็นไรแล้ว”

         หลวงจีนอู่เหลาถามเสียงดังขึ้น

         หวงซิ่นได้สติ

         “ขออภัยซือเฮีย ท่านกล่าวอันใด”

         หลวงจีนอู่เหลาสั่นศีรษะ

         คนผู้นี้ยิ่งมายิ่งอาการหนัก

         ไม่ว่าสุราหรือปัญญาก็ยังแก้ไขปัญหาของมันมิได้

         “ประสกยังหาทางออกไม่เจอ”

         สีหน้าของหวงซิ่นบ่งบอกว่ายอมรับโดยดุษณี

         “ข้าพเจ้ามิรู้จะทำฉันใด”

         “พอจะบอกปัญหาในตอนนี้ได้หรือไม่”

         “นางเป็นชนเผ่าไป๋ วันหนึ่งต้องกลับไปนอกด่าน ส่วนข้าพเจ้าเป็นคนภาคกลาง ทั้งตอนนี้รับตำแหน่งรองเจ้าสำนักตระกูลหวง มีภาระหน้าที่สำคัญมิอาจละทิ้งไปได้”

         “ดูเหมือนอุปสรรคของประสกจะเปลี่ยนไป”

         ตอนแรกหวงซิ่นทราบว่าเบย์ซาเป็นบุตรสาวหัวหน้าเผ่า เกรงว่าตนมิคู่ควร บัดนี้มันมีตำแหน่งรองเจ้าสำนัก กลับกังวลว่าตนจะไปกับนางมิได้

         “ซือเฮีย เหตุใดเรื่องของข้าฯซับซ้อนยากเย็นยิ่งนัก”

         “บอกประสกตามตรง จนบัดนี้อาตมายังไม่เข้าใจเรื่องความรักของฆราวาสเท่าใด แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุและปัจจัยเกื้อหนุนกัน ไม่ว่านางจะอยู่หรือท่านจะไป มิอาจดูเพียงบทสรุป ต้องประกอบไปด้วยสถานการณ์ระหว่างทางมากมาย การมองไปยังอนาคตที่ไม่แน่นอน มีแต่ความกังวล เหตุใดไม่ตั้งสมาธิอยู่กับปัจจุบัน”

         หวงซิ่นพยามยามที่จะย่อยถ้อยคำของหลวงจีนอู่เหลาแทนอาหารที่ทานไม่ค่อยได้

         “ซือเฮียกล่าวถูกต้อง วันนี้นางยังอยู่ที่นี่ ป่วยการคิดถึงวันพรุ่งนี้ ข้าฯจะทำสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุด หวังว่าสวรรค์คงเมตตา”

         สำหรับหลวงจีนอู่เหลา กรรมคือการกระทำอันกำหนดผลที่ตามมา มิใช่สรวงสวรรค์หรือทวยเทพ แต่จากสภาพของหวงซิ่น ทำให้มิอาจตัดใจขัดคอได้ลง

         “เจริญพร”

         หลี่ไฉสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งกระโจมพักให้เสี้ยวอู่หมิง แม้ไม่ใหญ่โตสวยงานเช่นกระโจมขุนนางผู้ใหญ่ แต่ก็สะดวกสบายพอควร ยิ่งถ้าเทียบกับไพร่พลทหารราบซึ่งส่วนมากนอนตากน้ำค้างบนพื้นดิน ถือว่าดีกว่ามาก 

         กระโจมนั้นพอจุคนได้สามสี่คน ทำด้วยผ้า ทาด้วยตัวยากันน้ำ ตั้งเสาใหญ่ตรงกลางหนึ่งต้น และมีเสาล้อมรอบอีกหกต้น ขึงด้วยเชือกแล้วโรยดินกลบชายกระโจมป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน มีทางเข้าด้านหน้า พื้นยังเป็นดินเพียงแต่ปัดกวาดไว้เรียบร้อย ใช้ไม้ขอนเรียงแทนเตียงอย่างง่าย ๆ ปูผ้าหนานุ่มแทนฟูก ก็เพียงพอให้หลับนอนยามเดินทัพ

    เสี้ยวอู่หมิงบอกให้หลี่ไฉพาคนมานอนในกระโจมด้วยกัน แต่อย่างไรมันก็ไม่ทำตาม

         “กองทัพต้องมีวินัย หากมีผู้พบเห็นทหารผู้น้อยนอนในกระโจมของผู้บังคับบัญชา อาจกลายเป็นพวกมันที่เดือดร้อน ส่วนข้าพเจ้านั้น นอนกลางแจ้งจนคุ้นชิน ขอท่านเสี้ยวอย่ากังวล”

         ที่แท้แม้แต่ลี่ไฉก็ยังไม่มีสิทธินอนในกระโจม นี่เป็นสิ่งที่เว่ยกงกงจัดการให้เสี้ยวอู่หมิงเป็นพิเศษ

         แน่นอนว่ากระโจมของเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางผู้ใหญ่ ย่อมต้องหรูหรากว่านี้มาก ขนาดใหญ่โตพอจุได้สิบคน เครื่องใช้ไม้สอยครบครัน แม้แต่พื้นยังปูด้วยพรมขนสัตว์หน้านุ่ม แต่สำหรับเสี้ยวอู่หมิงแค่กระโจมหลังน้อยก็พอใจแล้ว 

         ภายในกระโจมของเสี้ยวอู่หมิง มีโคมขนาดเล็กอยู่หนึ่งโคม ให้แสงสว่างเพียงรำไร ช่วงต้นฤดูตงเทียนเช่นนี้ อากาศเย็นจนต้องหาผ้าห่มคลุมกาย เสี้ยวอู่หมิงอดคิดถึงทหารที่นอนอยู่ด้านนอกมิได้ กระโจมที่ตั้งเรียงรายนับพัน ล้วนแต่เป็นของผู้บังคับบัญชาระดับสูง 

         เมื่อความมืดเข้าปกคลุม เสี้ยวอู่หมิงหลับไป ฝันเห็นสตรีนางหนึ่งนั่งรับแสงอาทิตย์ยามเช้าอยู่บนขอนไม้ใหญ่หน้ากระท่อมน้อย แม้จะเห็นหน้าไม่ชัด แต่ก็ทราบว่างามสุดหล้าฟ้าดิน เมื่อแสงอาทิตย์ระคายตา นางยกมือขึ้นบังไว้ เสี้ยวอู่หมิงขยับจะเดินไปหา แต่พลันสะดุ้งตื่น 

         โคมในกระโจมดับไปแล้ว แต่มีแสงจากโคมที่แขวนอยู่ด้านนอกและกองไฟที่พวกทหารก่อไว้

         สตรีนางหนึ่งยืนอยู่

         ดีที่เสี้ยวอู่หมิงมิใช่คนขวัญอ่อน จึงไม่ส่งเสียงเอะอะโวยวายออกมา

         เหมยฮวายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากของนาง เป็นสัญญาณมิให้ส่งเสียง

         เสี้ยวอู่หมิงสงสัยว่าสตรีงามนางนี้ลักลอบมาหามันถึงในกองทัพเพื่ออันใด หรือนางนิยมชมชอบมัน ก็มิน่าใช่ ด้วยมันรู้จักหน้าตาของตนดี

         “ท่านจำข้าฯได้หรือไม่”

         “เราพบกันที่อารามเจี่ยนยี่ แต่กล่าวไปข้าฯคุ้นหน้าท่าน”

         “นั่นก็ดีแล้ว ข้าฯมาแจ้งให้ท่านระวังตัว”

         “ระวังผู้ใด”

         “ข้าฯมิทราบ”

         “อ้าว”

         “ข้าฯ ตามกองทัพของพวกท่านมาห่าง ๆ พบว่ามียอดฝีมือเคลื่อนไหวในป่า แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด”

         เสี้ยวอู่หมิงพยายามจะอ่านภาษากายของนาง ก็ไม่พบความผิดปกติ เท่าที่เห็นนางเป็นสตรีงามที่สุดในชีวิตที่มันเคยเจอ 

         “พวกเรารู้จักกันมาก่อนจริงหรือ”

         เหมยฮวาเดินมานั่งลงที่เตียงเดียวกับมัน ด้วยในกระโจมนี้นอกจากเตียงที่สร้างอย่างลวก ๆ แล้ว ไม่มีที่นั่งอื่น เสี้ยวอู่หมิงต้องขยับตัวออกห่างเพื่อให้นางนั่งได้สะดวก 

         เหมยฮวาอดแปลกใจมิได้ นางเคยได้ยินเรื่องคนที่ถูกทำร้ายจนความจำเสื่อม แต่ไม่เคยรู้ว่ามีคนที่จำผู้อื่นได้บ้างไม่ได้บ้างแบบเสี้ยวอู่หมิง หากเป็นเมื่อก่อน เวลาอยู่ใกล้กัน มันจะหาทางเอาเปรียบนางเล็กน้อย ตอนนี้กลับดูไม่ไว้ใจนางเท่าใด

         หรือมันจำนางไม่ได้จริง ๆ

         “ข้าฯเพียงแต่เกรงว่าพวกมันจะเป็นคนของพรรคปราบมังกรตามมาทำร้ายท่านอีก”

         เสี้ยวอู่หมิงพยายามคิดทบทวนถึงวันที่ตนบาดเจ็บ ประมุขหวงเล่าให้ฟังว่ามันถูกหมัดของต้าคลุ่มคลั่งจนอาการร่อแร่ แล้วต้องปะทะกับเท้าของฟาร่า หากหวงฮูหยินไม่ใช้ดัชนีสกัดฝ่ามือของไป่เซ่อเชินไว้ ก็คงไม่รอดมาถึงวันนี้

         ตอนแรกมันเข้าใจว่าการต่อสู้กับคนของพรรคปราบมังกรเป็นเรื่องงานของทางการ แต่ลึก ๆ คล้ายกับมีเหตุผลอื่น เมื่อพยายามใช้ความคิด ก็จะเกิดอาการปวดหัวขึ้นมา ไต้ซือฟางเว่ยจึงแนะนำให้ออกเดินทางเพื่อให้ความทรงจำค่อย ๆ คืนกลับมาเอง ดีกว่าจะเค้นจนเกินกำลัง 

          อากาศในกระโจมเย็นลง เสี้ยวอู่หมิงสูดลมหายใจ กลิ่นกายของสตรีข้าง ๆ ลอยเข้ากระทบประสาทรับกลิ่นที่พิเศษกว่าคนทั่วไปของมัน เป็นกลิ่นหอมจากเรือนร่างของนางโดยแท้

         มันจำกลิ่นนี้ได้ 

         ทั้งสองไม่พูดจากันอีก

         เหมยฮวาเหมือนผิดหวังอยู่บ้าง ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ทางออก

         “ท่านจะไปที่ใด ระวังทหารยามพบเห็น”

         “ดึกเช่นนี้ พวกมันไม่ทันมองสิ่งใดดอก แต่หากเป็นพวกที่อยู่ใจกลางกองทัพต้องระวัง ตรงนั้นเต็มไปด้วยกองกำลังที่เข้มแข็งและยอดฝีมือ มิฉะนั้นข้าฯ คงมาหาท่านไม่ได้”

         “ถึงอย่างไรก็ขอขอบคุณที่มาเตือน”

         “จำไว้ ท่านต้องระวังทุกฝีก้าว ข้าฯคงไม่ได้มาหาท่านอีก”

         ไม่ปล่อยให้เสี้ยวอู่หมิงถามต่อ นางออกจากกระโจมไปอย่างเงียบเชียบ

         เสี้ยวอู่หมิงนั่งอยู่สักพัก รู้สึกว่าไม่อาจข่มตานอน จึงนั่งสมาธิโคจรลมปราณ พบว่ากำลังภายในเข้มแข็งต่อเนื่อง แต่ไม่กระโชกโฮกฮาก รู้สึกยินดี จึงนั่งอยู่ในท่านั้นจนถึงเช้า

         เมื่อรู้สึกตัวอีกทีแสงอาทิตย์ก็ส่องผ่านกระโจมเข้ามา มันจึงออกไปล้างหน้าล้างตาด้านนอก 

         “ท่านเสี้ยวนอนหลับสบายดีไหม”

         หลี่ไฉเดินตรวจแถวทหารตอนเช้า

         “สบายยิ่ง พี่ไฉมิต้องเป็นห่วง”

         หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จกองทัพก็ออกเดินทางต่อ หน่วยของเสี้ยวอู่หมิงอยู่ค่อนมาทางด้านหลังของทัพใหญ่ เมื่อคืนตั้งค่ายอยู่ใกล้แนวป่าทึบ เสี้ยวอู่หมิงคาดว่าเหมยฮวามาจากทางด้านที่ชิดกับป่าที่สุด แต่อย่างไรก็ต้องชมที่นางเคลื่อนไหวโดยไม่ถูกพบเห็น

         “การจัดเวรยามของเราเป็นอย่างไรบ้าง”

         เสี้ยวอู่หมิงหาจังหวะถามหลี่ไฉ

         “เป็นเช่นปกติ ทุกหน่วยจะต้องมีเวรยามอย่างน้อยหนึ่งชุดสลับกันทุกสองชั่วยาม ทั้งยังมีเวรเดินตรวจตรายามกลางคืน”

    ดูแล้วเวรยามพวกนี้ไม่สามารถป้องกันยอดฝีมือได้

         กองทัพหลวงเคลื่อนที่ได้ช้ายิ่ง เพราะต้องรักษาระยะจากทัพหน้า เสี้ยวอู่หมิงนั่งในรถม้าเพียงวันที่สองก็เกิดความเบื่อหน่าย บางคราวออกมานั่งโบกพัดกับสารถี บางครั้งก็ลงเดินเท้า 

         ผ่านไปสองสามคืน ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เหมยฮวาก็ไม่มาหาอีก เสี้ยวอู่หมิงเริ่มคิดว่านางอาจเข้าใจผิดไป หรือเพียงแต่เข้ามาดูอาการของตนเท่านั้น

         คืนนี้อากาศเย็นลง เสี้ยวอู่หมิงนอนห่มผ้าในกระโจมแต่ยังไม่หลับ การเดินทางในทัพใหญ่ด้วยรถม้า ไม่ทำให้เหนื่อยล้าเท่าใด ทั้งยังไม่มีการงานทำอย่างแน่ชัด ออกจะเหมือนท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำ

         จมูกสูดได้กลิ่นหอมจาง ๆ

         เสี้ยวอู่หมิงลุกขึ้นนั่ง มองผ่านผ้ากระโจมไปด้านนอก ไม่เห็นเงาคนเคลื่อนไหว

         มันลองผนึกลมปราณสูดลมหายใจยาวนาน

         ได้กลิ่นหอมอีกครั้ง

        ในกองทัพปกติมีแต่กลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นของนางจึงแยกแยะได้ชัดเจน

         “ท่านไยไม่เข้ามา”

         เสี้ยวอู่หมิงเอ่ยเสียงเบา

         ผ่านไปครู่หนึ่ง เหมยฮวาก็เร้นกายเข้ามาในกระโจม มองมาด้วยแววตาประหลาดใจ

         “ข้าฯอยู่ในเงามืดแน่ ๆ ท่านยังรับรู้ได้ หรือจมูกท่านยังใช้การได้อยู่”

         “ท่านทราบเรื่องจมูกของข้าพเจ้า แสดงว่าเราสนิทสนมกันยิ่ง”

         “ไม่เท่าใดดอก เพียงแต่มีเหตุให้ท่านช่วยเหลือข้าฯเท่านั้น”

         “อ๋อ”

         “อาการท่านเป็นอย่างไร”

         “ดีขึ้นมาก เพียงแต่ยังไม่ทราบว่าหลงลืมเรื่องใดไปบ้าง”

         เหมยฮวาอยู่ในความมืด มองมาด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก

         “เรื่องที่ลืมไปแล้ว มิต้องจำใส่ใจ ท่านแข็งแรงก็ดีแล้ว จะได้เตรียมรับมือกับพวกมัน”

         “รับมือกับผู้ใด”

         “คนที่ตามกองทัพมา”

         “แต่ละทัพมีทหารนับหมื่น จัดเวรยามตลอดทั้งคืน ยากที่จะก่อการ”

         “นั่นก็ใช่ แต่ข้าฯ ยังมาได้ ผู้อื่นจะมามิได้หรือ”

         เสี้ยวอู่หมิงมองตาคู่งามของนาง

         “ท่านเองก็ต้องระวังตัว หากถูกจับได้จะลำบาก”

         “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าฯดูแลตัวเองได้”

         หนุ่มสาวทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง นางก็จากไป

         เสี้ยวอู่หมิงมิได้รั้งนางไว้

         หลวงจีนอู่เหลานั่งสมาธิตามกิจวัตรประจำวัน

         หลายปีที่ผ่านมา อู่เหลาใช้ชีวิตกับธรรมะมาตลอด ฝึกจิตใจให้สงบดุจบ่อน้ำโบราณ แต่ความใฝ่รู้ประดุจนกน้อยโผบินล้อลม

         หวงซิ่นเป็นฆราวาส มิได้บวชเรียน การยึดติดในรัก โลภ โกรธ หลง เป็นสภาวะธรรมดา มิใช่สิ่งที่น่าตำหนิในสายตาของท่าน

         สำหรับเบย์ซา ย่อมไม่สะดวกที่หลวงจีนจะทำความเข้าใจอิสตรีโดยตรง คงต้องเรียนรู้ผ่านปฏิกิริยาของหวงซิ่น

         ไต้ซือฟางเว่ยเดินมายังบริเวณที่ศิษย์เส้าหลินนั่งสมาธิกัน 

         “อู่เหลามีเรื่องหนักใจอันใด”

          อู่เหลามิแปลกใจ อาจารย์มักจะทราบความเปลี่ยนแปลงของศิษย์โดยที่ยังไม่ได้เอ่ยวาจาด้วยซ้ำ

         “ตั้งแต่ออกจากวัด ศิษย์ได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น ได้เห็นว่าชีวิตของผู้คน บางครั้งเรียบง่าย บางคราวซับซ้อน น่าสนใจยิ่ง”

         “วุ่นวายหรือสงบนิ่ง ล้วนแต่เป็นสภาวะ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”

         ดวงตาของหลวงจีนอู่เหลาเปล่งประกาย

         “ขอบพระคุณอาจารย์”

         ผ่านไปอีกสองวันไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น เสี้ยวอู่หมิงเริ่มสงสัยว่าข้อมูลของเหมยฮวาอาจผิดไป

         วันนี้เมฆน้อย แสงแดดฤดูหนาวแผดจ้า      

         เสี้ยวอู่หมิงนั่งหลบร่มอยูในรถม้า

         เจิงเจิ้งจิงขี่ม้าเข้ามาทักทาย

         “น้องรองคงคุ้นกับการเดินทางบ้างแล้ว”

         “เป็นเช่นนั้นพี่ใหญ่ ว่าแต่มีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่”

         “นอกจากมีคนป่วยเพราะอากาศหนาว ก็ไม่มีสิ่งใดให้วิตก น้องรองพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือ”

         “ยังไม่ ข้าฯ เป็นห่วงเท่านั้น”

         “กองทัพของเราแม้ยังมิใช่การรวมพลครั้งใหญ่ที่สุด แต่หากจะก่อการคงไม่ง่ายนัก เจ้าพักผ่อนเอาแรงให้เต็มที่ เว่ยกงกงเป็นห่วงเจ้า ทั้งมีงานให้ทำที่ลั่วหยางอีกมาก”

         “ขอบคุณพี่ใหญ่”

          คืนนั้นอากาศเย็นกว่าที่ผ่านมา กลางวันร้อน กลางคืนหนาว ย่อมทำให้มีคนจับไข้หลายคน ดีที่เสี้ยวอู่หมิงอบอุ่นอยู่ในกระโจม แต่หากเย็นกว่านี้ก็อาจย่ำแย่

         พออากาศหนาว เวรยามที่อยู่ด้านนอกก็ต้องก่อกองไฟเพิ่มขึ้น หน่วยเก็บฟืนก็มีภาระหาไม้ฟืนมากขึ้นตาม ตกกลางคืนจึงพากันนอนพักเอาแรง 

         เสี้ยวอู่หมิงกำลังเคลิ้ม ๆ พลันได้กลิ่นสาบลอยมา

         นี่มิใช่กลิ่นของเหมยฮวาแน่ กลิ่นของนางจะหอมเย็น  แต่นี่เป็นกลิ่นของสัตว์

         เสี้ยวอู่หมิงไม่ขยับตัว แต่เพ่งตามองไปในความมืด เร่งเร้าประสาทสัมผัสทั้งหมดออก กลิ่นสาบยิ่งมายิ่งแรงขึ้น ทั้งได้ยินเสียงเลื้อยมาตามพื้นดิน

         เสี้ยวอู่หมิงเอื้อมมือหยิบพัด เป็นจังหวะเดียวกับเงาสีดำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ใบหน้า

    มันสะบัดพัดไปตามสัญชาตญาณ เงาดำนั่นลอยไปกระทบกระโจม 

         เสี้ยวอู่หมิงกระโดดขึ้นจุดโคม พอส่องดูถึงกับขนลุก

         งูสีดำตัวหนึ่ง ไม่ใหญ่มาก แต่ดวงตาแดงก่ำ อ้าปากเห็นเขี้ยวยาวสองเขี้ยวค้างอยู่ ส่วนคอคล้ายหักไปเพราะโดนพัด แต่ยังไม่ตายทันที จึงขยับจะเลื้อยเข้ามาหาเสี้ยวอู่หมิงอีก 

         เสี้ยวอู่หมิงหยิบไม้ท่อนเล็กจากเตียงสะบัดไปเบา ๆ ก็ปักหัวงูนั้นจมไปในพื้นดิน

    จากนั้นมันส่องโคมไปรอบกระโจมก็ไม่พบสิ่งใดอีก จึงเดินออกมาด้านนอก

    ทหารที่เข้าเวรยามเห็นเสี้ยวอู่หมิง รีบเข้ามาหา

         “อากาศด้านนอกหนาวเย็น นายท่านควรพักอยู่ในกระโจม”

         “เหตุการณ์ปกติหรือไม่”

         “ทหารนั้นงุนงง”

         “ตั้งแต่เข้าเวรมาประมาณหนึ่งชั่วยามเหตุการณ์ก็ปกติดี นายท่านมีอันใด”

         เสี้ยวอู่หมิงไม่ต้องการให้แตกตื่น

         “ข้าฯ สังหรณ์ใจ พวกท่านระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอไว้หน่อยแล้วกัน”

         ทหารนั้นยิ่งสงสัย ปกติอากาศหนาวเย็นขนาดนี้ มิค่อยพบงูหรือสัตว์เลื้อยคลานเท่าใด ชะรอยคนผู้นี้คงมาจากครอบครัวผู้ดี จึงไม่รู้เรื่องนี้  

         เสี้ยวอู่หมิงกลับเข้าไปในกระโจม ซากงูนั้นยังอยู่ มันนั่งสมาธิโคจรลมปราณ เข้าใจว่าเวลาผ่านไปไม่นาน แต่กลับเช้าแล้ว 

         หลี่ไฉมาที่หน้ากระโจม

         “ท่านเสี้ยวนอนอยู่หรือไม่”

         “ตื่นแล้ว พี่ไฉมีอันใด”

         หลี่ไฉเปิดกระโจมเข้ามา พอมองเห็นซากงูก็ผงะเล็กน้อย

         เสี้ยวอู่หมิงยิ้ม

         “เจ้านี่เข้าเยี่ยมเยียนเมื่อคืน”

         หลี่ไฉมองซากงูอย่างพินิจพิเคราะห์

         “นี่ก็ใช่แล้ว ข่าวว่าเมื่อคืนมีงูเลื้อยไปใกล้กับกระโจมของเชื้อพระวงศ์ แต่ถูกองค์รักษ์กำจัดได้ก่อน”

          “ประหลาดมาก เท่าที่ทราบ บริเวณที่พักของเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ จะถูกปัดกวาดอย่างดี ทั้งโรยผงกันงูและสัตว์มีพิษไว้ด้วย”

         หลี่ไฉใช้มีดเขี่ยซากงูขึ้นมา 

         “เป็นงูสีดำเช่นเดียวกัน ดูท่าเรื่องนี้ไม่รวบรัดเสียแล้ว”

         “พี่รองอยู่หรือไม่”

         เป็นเสียงของเฟิงตงเปียน

         “น้องเล็กเชิญเข้ามา”

          หลี่ไฉแอบแปลกใจ เสี้ยวอู่หมิงผู้นี้กลับนับพี่นับน้องกับนายทหารและบัณฑิตสังกัดเจ้ากรมสิงปู้ นี่ก็ยากว่ากล่าว เพราะตำแหน่งหน้าที่ของเสี้ยวอู่หมิงค่อนข้างเป็นความลับ ทั้งเจิงเจิ้งจิงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องบอกประวัติของเสี้ยวอู่หมิงให้หลี่ไฉทราบ 

         เฟิงตงเปียนเลิกประตูกระโจมเข้ามา

         เมื่อเห็นซากงูก็ทำท่าแปลกใจอีกคน

         “นี่แสดงว่ามีงูมากกว่าหนึ่งตัวจริง”

         หลี่ไฉเริ่มแตกตื่น มันเป็นเพียงหัวหน้าหน่วยเก็บฟืน ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญมาก่อน

         เสี้ยวอู่หมิงมองเห็นอาการของมัน

         “พี่ไฉอย่ากังวล เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้รอบคอบ จากนี้กำชับเวรยามให้ระวังสัตว์มีพิษ พี่เฟิงรีบรายงานท่านกงกงกับเจ้ากรม”

         “ข้าฯ ต้องรีบไป พี่รองระวังตัวด้วย”

         “ไม่ต้องห่วง เจ้าก็เช่นกัน”

         เช้าวันนั้น ทหารทั้งหมดได้รับคำสั่งให้ตรวจตราข้าวของและบริเวณที่พัก แต่ไม่พบงูอีก นอกจากสัตว์มีพิษเช่นแมลงป่องหรือตะขาบเล็กน้อยเท่านั้น

         แต่ด้วยเหตุนี้ขบวนเสด็จจึงออกเดินทางช้ากว่าปกติไปครึ่งชั่วยาม