ตอนที่189 โรงเก็บอากาศยานนี่เอง
“นี่คือเส้นทางลับของเผ่าอินคาที่สร้างไว้แน่ๆ”ซูเวยพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้นยินดี
เธอไม่คาดคิดว่าจะมีโชควาสนาได้พบกับอุโมงค์ทางลับที่ถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีอันคุ้นตาเป็นของเผ่าอินคาที่มีความรุ่งเรืองในสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นจากดาวอินคาพวกเขามีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากดาวอื่นเพราะสามารถหลอมรวมสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับเทคโนโลยีอันทันสมัยได้อย่างกลมกลืนสวยงาม
เธอรีบสร้างค่ายกลเพื่อปิดบังการกระทำของตนเองในการเข้าสู่อุโมงค์ลึกใต้ดินนั้นทันทีเป็นค่ายกลกักเก็บเพื่อเก็บเสียงและการสั่นสะเทือนเธอไม่ต้องการให้ผู้คนที่ตื่นมาหุงหาอาหารในตอนเช้าต้องแตกตื่นจนสร้างความโกลาหลได้จึงเลือกกระทำการเปิดเส้นทางอย่างเงียบเชียบที่สุด
จากนั้นซูเวยใช้พลังปราณระเบิดเปิดทางขนาดเล็กในตำแหน่งที่เธอมองเห็นอุโมงค์ลึกใต้ดินโดยเธอเปิดทางขนาดเล็กเท่าตัวเองเพราะไม่ต้องการเสียเวลาซ่อมแซมพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมเนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนมาเยี่ยมชมทุกวัน
หลังจากเปิดทางได้แล้วเธอกระโดดลงหลุมก่อนเข้าสู่อุโมงค์ลึกใต้ดินพร้อมกับใช้พลังปราณโบกพัดหิน พื้นดินและพื้นหญ้าให้ปิดทับหลุมที่เกิดจากแรงระเบิดเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
เธอเหินตัวบินลงไปตามอุโมงค์ขนาดกว้างสองเมตรลงสู่พื้นใต้ดินเบื้องล่างทันทีเป็นอุโมงค์ที่ทอดตัวลึกลงไปจากยอดเขาราวสามกิโลเมตรเธอลงจอดพื้นเบื้องล่างที่เป็นแผ่นหินปูนเรียบหนาและแข็งแรง
ถึงแม้ว่าภายในห้องโถงด้านล่างจะมืดมิดไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อยทว่าไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอแต่อย่างใดเธอกวาดสายตาสำรวจห้องโถงด้านล่างที่มีขนาดกว้างใหญ่ราว 120 ตารางเมตรมีชั้นวางสิ่งของ อุปกรณ์สื่อสาร และชั้นวางเศษชิ้นส่วนอาวุธปืนเลเซอร์รุ่นเก่าหลายชิ้นถูกตั้งชิดติดผนังทั้งสามด้าน
อีกด้านหนึ่งที่ไม่มีชั้นวางของแต่มีโต๊ะยาววางติดผนังพร้อมกับมีเก้าอี้ชำรุดเรียงรายอยู่แปดตัวบนผนังมีเศษชิ้นส่วนจอแบนยาวเท่ากับความยาวของโต๊ะซึ่งจอแบนทำจากวัสดุคุ้นตาของซูเวย เป็นวัสดุที่ประกอบเป็นจอภาพโฮโลแกรมแบบสามมิติ
สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของห้องโถงรวมทั้งอุปกรณ์ที่พบในห้องโถงนี้ล้วนระบุชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนห้องบัญชาการหลักของเผ่าอินคาในอดีต
“แสดงว่าที่นี่ถูกใช้เป็นห้องบัญชาการของพวกอินคาในอดีตพวกเขากำลังติดต่อสื่อสารอะไร?หรือติดต่อกับใครอยู่?”
ซูเวยเดินดูรอบๆห้องพลางตั้งคำถามกับตัวเองด้วยความสงสัย เพราะจากสภาพที่เธอมองเห็นนั้นบอกได้แค่ว่าผู้คนที่เคยอยู่ที่นี่ล้วนเร่งรีบออกไปคล้ายกับกำลังหนีอะไรบางอย่างเนื่องด้วยมีเศษวัสดุหลายชิ้นร่วงหล่นบนพื้นในทิศทางที่ดูชุลมุนวุ่นวาย
เธอเดินตามร่องรอยความชุลมุนไปจนถึงหน้าผนังด้านหนึ่งที่ดูราบเรียบธรรมดาไม่มีอะไรทว่ากลับมีปุ่มเล็กๆ ที่เธอมองเห็นในตำแหน่งไม่สะดุดตาหากเป็นคนอื่นที่ไม่มีทักษะพิเศษแบบเธออาจจะตรวจไม่พบความผิดปกติหรือสิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้
เธอตัดสินใจกดปุ่มเล็กๆนั้นทันทีด้วยความสงสัยใคร่รู้ เธออยากรู้ว่าเบื้องหลังประตูหินจะมีอะไรที่เรียกความสนใจจากเธอได้บ้าง
พอเธอกดปุ่มเล็กลงไปพลันมีเสียงขยับของฟันเฟืองที่ซ่อนอยู่ภายในผนังหินจากนั้นหินเริ่มขยับตัวพร้อมกับเปิดออกเป็นช่องกว้างเลื่อนจากซ้ายไปขวามือทันใด“ครื้ด! ครื้ด! ครื้ด!”
..........
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาของซูเวยในตอนนี้คือห้องลับขนาดใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอลห้าสนามเรียงต่อกันเป็นโรงเก็บอากาศยานที่มียานโดยสารลำเล็กหลงเหลืออยู่แค่หนึ่งลำนอกนั้นมีแค่สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นที่จอดอากาศยานเป็นจำนวนมากมาย
ซูเวยพบว่าเมื่อประตูเคลื่อนตัวเปิดพลันมีไฟส่องสว่างทั่วโรงเก็บยานทันทีเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกักเก็บไว้ด้วยแบตเตอรี่ชนิดพิเศษเธอไม่คาดคิดว่าจะมีอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยและมีอายุการใช้งานยาวนานได้เช่นนี้มาก่อนทำให้เธอส่งเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นกับภาพที่มองเห็นอยู่คนเดียวว่า
“โอ้โฮ! ที่นี่คือโรงเก็บอากาศยานนี่เอง มันช่างใหญ่โตเสียจริงไม่คิดเลยว่าจะเจอเทคโนโลยีของพวกอินคาที่นี่ เยี่ยมจริงๆ”
ซูเวยเดินสำรวจพื้นที่ของโรงเก็บอากาศยานทั้งหมดด้วยความตื่นตาตื่นใจเธอไม่คาดคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นเทคโนโลยีอันทันสมัยของเผ่าอินคาซึ่งมีตำราโบราณหลายเล่มยกย่องวิวัฒนาการของเผ่านี้ที่รุดหน้ามากกว่าเผ่าหรือดาวเคราะห์อื่นถึงแม้ว่าเทคโนโลยีพวกนี้จะล้าหลังไปแล้วในช่วงเวลาที่เธออยู่บนดาวเอเอสทว่าการได้พบต้นแบบของวิวัฒนาการความล้ำสมัยของพวกเขาย่อมทำให้ซูเวยตื่นเต้นอยู่ดี
“น่าเสียดายที่ยานโดยสารชำรุดไปแล้วแถมพวกเขาไม่ทิ้งอะไหล่ไว้ให้ฉันบ้างเลย แบบนี้ก็ซ่อมแซมได้ยากทีเดียว”ซูเวยสำรวจยานโดยสารขนาดห้าคนนั่งด้วยความสนใจเธอบ่นด้วยความเสียดายที่ไม่อาจใช้ทักษะตนเองซ่อมแซมได้เนื่องจากไม่มีอะไหล่สำคัญหลายตัว
อีกประการหนึ่งคือในโลกปัจจุบันยังไม่ค้นพบแร่ธาตุสำคัญหลายตัวที่จะใช้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอากาศยานลำนี้ทำให้เธอถอนหายใจพลางปล่อยวางด้วยความเสียดายและผิดหวัง
ในตอนนี้ซูเวยค้นพบอุปกรณ์สื่อสารที่ชำรุดตกอยู่บนพื้นซึ่งเธอคิดว่าตนเองพอจะซ่อมแซมได้บ้างจึงทำเท่าที่ทำได้เพราะต้องการรู้ว่าพวกเขาหายไปไหนกันหมดหรือมีเหตุร้ายใดเกิดขึ้นกับพวกเขาจึงทำให้ที่นี่ร้างผู้คนที่ดูเหมือนเร่งรีบจากไป
“ไชโย! ฉันนี่เก่งใช้ได้ทีเดียวน่าเสียดายไม่มีอุปกรณ์สำคัญบางตัว ไม่งั้นจะทำให้มันกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม”ซูเวยใช้เวลาอยู่ในโรงเก็บนี้นานครึ่งวันเพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์สื่อสารชิ้นเล็กๆเธอต้องการหาคำตอบบางอย่างเพื่อคลายความสงสัยของตัวเอง
เมื่อสามารถซ่อมแซมได้บางส่วนซึ่งทำให้ใช้งานได้ระดับหนึ่งเธอรู้สึกพึงพอใจตนเองที่ทักษะดั้งเดิมยังมีประโยชน์และใช้งานได้ดีอยู่ จากนั้นเธอเปิดปุ่มบันทึกการสื่อสารล่าสุดเพื่อดูว่ามีข้อความสำคัญใดที่น่าสนใจหรือไม่พลันมีเสียงขาดๆ หายๆ แต่พอจับใจความได้ว่า
“ไอหนึ่งแจ้งข่าว แจ้งข่าว ผ่านทุกกลุ่ม ให้รีบ ให้รีบออกจากฐานสื่อสารโดยเร็ว หัวหน้าหัวหน้ามันบุกเข้ามาแล้ว”
“ไอสองไอสองถึงไอสิบห้า แจ้งข่าว ด่วน เผิงซีฮัน เผิง.........”
“ปิ๊บ! เปรี๊ยะ!”
ทันใดนั้นอุปกรณ์สื่อสารพลันเกิดการลัดวงจรทำให้มันปิดตัวลงพร้อมกับมีประกายไฟและมีกลิ่นเหม็นไหม้ส่งผลให้อุปกรณ์สื่อสารหลอมละลายบิดงอและพังไปทันทีต่อหน้าต่อตาของซูเวยอย่างรวดเร็ว
“บัดซบ! กำลังจะรู้ข้อมูลสำคัญอยู่แล้วเชียว เอ๊ะ! เผิงซีฮัน!นั่นเป็นชื่อพ่อของเผิงซีซวนนี่นา เขาเกี่ยวอะไรด้วย?”
ซูเวยอุทานด้วยความโมโหและหงุดหงิดเพราะกำลังได้รับข้อมูลสำคัญพลันเธอนึกขึ้นได้ว่าชื่อที่อุปกรณ์สื่อสารบันทึกและถ่ายทอดเสียงออกมานั้นเป็นชื่อของพ่อเพื่อนคนหนึ่งในอดีตทำให้เธอสงสัยใคร่รู้มากขึ้นว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเผ่าอินคา หรือเป็นการส่งสัญญาณถึงอะไรเธอรู้สึกหัวบวมขึ้นมาทันทีทันใดเพราะข้อมูลสำคัญดันขาดหายไปกะทันหัน
ทันใดนั้นซูเวยพลันนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้สั่งการสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายของประเทศแถบนี้ให้ช่วยตามหาฐานหลักขององค์กรเคเอทำให้เธอรีบหาทางออกจากโรงเก็บให้ได้ก่อน เธอเลือกบินออกไปตามเส้นทางของอากาศยานซึ่งเธอมั่นใจว่าจะต้องมีช่องทางออกสู่ภายนอกอย่างแน่นอน
..........
ความคิดของซูเวยถูกต้องเพราะเธอใช้เวลาบินตามเส้นทางของอากาศยานไม่นานนักก็พบกับทางออกซึ่งเธอต้องกดปุ่มเล็กๆเพื่อเปิดปากอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เจาะทะลุกับปากถ้ำแห่งหนึ่งบนหน้าผาเป็นเส้นทางออกสู่อากาศและเหินบินได้ทันทีด้วยขนาดของปากถ้ำที่ใหญ่กว่าอากาศยานเล็กน้อยทำให้เป็นช่องทางออกตามธรรมชาติที่ดูไม่แปลกตาสำหรับผู้คนทั่วไป
ซูเวยเหินตัวบินไปลงจอดเหนือหน้าผาบนภูเขาสูงทันทีเธอส่งเสียงตะโกนจากพลังปราณด้วยรูปแบบเฉพาะที่เรียนรู้มาจากตำราควบคุมสัตว์เป็นเสียงแหลมเล็กที่คล้ายเสียงของสัตว์บางชนิดเรียกรวมกลุ่ม
พลันมีสัตว์ปีกบนท้องฟ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยตัวใหญ่บนพื้นดินและสัตว์น้ำที่อยู่ในแม่น้ำด้านล่างภูเขาสูงที่ซูเวยยืนอยู่พวกมันต่างมารวมตัวกันมากมาย จนเกิดภาพน่าอัศจรรย์บนท้องฟ้าที่มืดครึ้มเพราะเต็มไปด้วยสัตว์ปีกนานาชนิด
ส่วนพื้นดินก็มีภาพแปลกประหลาดเกิดขึ้นเช่นกันเป็นภาพของกองทัพสัตว์บกที่ไม่ต่อสู้ระหว่างกันทว่าพวกมันเคลื่อนตัวขึ้นไปเหนือภูเขาสูงพร้อมกันอย่างมีจุดหมาย
ส่วนแม่น้ำด้านล่างภูเขาสูงมีภาพของสัตว์น้ำน้อยใหญ่แหวกว่ายมารวมตัวกันบริเวณใกล้กับภูเขาที่ซูเวยยืนอยู่เธอกวาดสายตามองภาพรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ เป็นภาพแปลกประหลาดที่เพิ่งมองเห็นเป็นครั้งแรก
ที่ผ่านมาเธอแค่ส่งสัญญาณบอกกับสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายโดยไม่ได้สนใจจ้องมองภาพการเดินทางมาร่วมรับฟังคำสั่งจากเธอเช่นนี้มาก่อนทำให้เธอเต็มไปด้วยความรู้สึกทึ่งและประหลาดใจกับทักษะของตำราควบคุมสัตว์มากขึ้น
“ไม่แปลกใจเลยที่ตำราเล่มนี้ถึงแม้จะบางแต่หนักเหมือนกับว่ามันทรงพลังแค่เรียกรวมพลเพราะต้องการทดสอบก่อนออกคำสั่ง ยังเป็นการรวมพลที่น่าเกรงขามเช่นนี้หากต้องสู้รบกับจอมมารจริงๆ ฉันก็ไม่กลัวแล้ว”
ซูเวยพูดกับตัวเองอย่างมีความหวังเธอหวังว่านี่จะเป็นไพ่ลับหนึ่งของตัวเองในการรับมือกับจอมมารส่วนหัวหน้าองค์กรเคเอนั้น เธอได้แต่หวังว่าจะตามหาตรีศูลให้ได้ในเร็ววันจากนั้นจึงจะเป็นการปิดบัญชีแค้นระหว่างกัน
เธอเห็นว่าเรียกรวมพลสัตว์ทุกชนิดมากพอแล้วและไม่ต้องการสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนจึงรีบส่งเสียงสั่งการกับบรรดาสัตว์ทั้งหลายให้ไปทำงานสืบข่าวว่า
“สวัสดีสัตว์ทั้งหลายฉันเป็นเพื่อนของพวกแก ฉันอยากขอให้พวกแกทุกตัวช่วยกันไปค้นหาแหล่งที่ตั้งฐานปฏิบัติการลับขององค์กรชั่วร้ายหนึ่งมันชื่อว่าองค์กรเคเอ พวกแกมีตัวไหนเคยได้ยินหรือรู้จักบ้างไหม?”
ซูเวยตระโกนถามสัตว์ทั้งหลายด้วยความสงสัยใคร่รู้พลันมีเสียงตอบที่เบามาก ทว่าเธอสามารถแยกแยะและได้ยินอย่างชัดเจนจากสัตว์ทั้งหลายว่า
“ไอ้พวกนี้เองหรือข้าหนีรอดพวกมันได้อย่างหวุดหวิด ฐานปฏิบัติการลับของพวกมันมีอยู่หลายที่เชียวละมีที่........” กลุ่มสัตว์ปีกต่างพากันร้องบอกซูเวยเสียงดังเซ็งแซ่ทว่าเธอจับใจความสำคัญได้อย่างชัดเจน ทำให้เธอพยักหน้าอย่างพึง
พอใจ
จากนั้นสัตว์บกหลายชนิดต่างพากันแย่งบอกข้อมูลกับซูเวยว่า“โอ้! บนบกก็มีหลายที่เชียวนะ มีที่........”
เธอได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านล่างที่ปลาน้อยใหญ่กำลังบอกข้อมูลกับเธอว่า“ใต้น้ำก็มี ฉันเคยได้ยินพวกโลมามันคุยกัน มีหลายที่เลยละ อย่างเช่น........”
เธอยิ้มกว้างอย่างยินดีที่พบข้อมูลสำคัญจากสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายซึ่งช่วยประหยัดแรงงานการค้นหาไปได้มากเธอจึงพูดขอบคุณสัตว์ทั้งหลายด้วยความยินดีว่า “ขอบคุณเพื่อนทั้งหลายวันหน้าฉันอาจต้องขอความช่วยเหลืออีกครั้งนะ”
“ไม่มีปัญหา” สัตว์น้อยใหญ่ต่างพากันส่งเสียงตอบซูเวยดังลั่นจนเหมือนเสียงดินถล่มฟ้าทลายสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนที่อยู่บริเวณรอบพื้นที่ภูเขาสูงนั้นเป็นจำนวนมาก
“เฮ้ย! นั่นเสียงอะไร?ทำไมมันดังกึกก้องขนาดนี้?”
“หรือจะมีเหตุอาเพศเกิดขึ้น? ดูนั่นสิ!ฝูงนกบินวนเหนือมาชูปิกชูจำนวนมากแน่ะ”
“ไม่ใช่แค่นั้นดูสิ!มีสัตว์หลากหลายชนิดปีนขึ้นไปบนภูเขาสูงนั่น”
“ฮ้า! เกิดอะไรขึ้นที่มาชูปิกชู?”
“หรือว่ารอยแยกเปลือกโลกจะเคลื่อนตัวอีกแล้ว?”
“ถ้ารอยแยกเคลื่อนตัวก็ต้องมีแผ่นดินไหวสิแต่นี่ไม่ใช่”
“เฮ้! ดูสัตว์ในแม่น้ำสิทำไมพวกมันมารวมตัวที่นี่มากมายนัก?”
“โอ้! เป็นเหตุการณ์แปลกประหลาดเสียจริง”
“พระเจ้า! จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับที่นี่หรือยังไง?”
ซูเวยไม่ได้รับรู้เลยว่าการกระทำเรียกรวมพลของสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายของเธอจะสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากที่อยู่พื้นที่โดยรอบมีผู้สื่อข่าวและประชาชนจำนวนมากถ่ายภาพเหตุการณ์ประหลาดนี้โพสต์ลงอินเทอร์เน็ตจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงสัญญาณเตือนภัยจากเหตุอาเพศทางธรรมชาติออกมามีทั้งข่าวจริงและข่าวเท็จเป็นจำนวนมาก
ซูเวยส่งข้อความถึงสามองครักษ์โดยตรงเพราะเธอจำเป็นต้องระดมกำลังเพื่อเตรียมทลายฐานปฏิบัติการลับที่มีอยู่มากมายหลายประเทศแค่ฐานหลักที่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าเป็นที่อยู่ของหัวหน้าองค์กรเคเอ ก็มีมากถึง5 แห่งด้วยกัน
“พี่ชายทั้งสามคะฉันพบข้อมูลแหล่งที่ตั้งฐานปฏิบัติการลับขององค์กรเคเอแล้ว พวกมันกระจายตัวอยู่ในสถานที่สำคัญ5 แห่ง มีที่ใต้ท้องทะเลแถวสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เทือกเขาหิมาลัยรัฐทางตอนเหนือของประเทศเอ็ม ประเทศเกาะทางตอนเหนือของโลก และเทือกเขาแถบทะเลทรายที่เป็นชายแดนระหว่างสามประเทศ”
“ฮะ! พวกมันมีฐานลับเยอะขนาดนี้เชียวหรือครับ?” หลงลู่เพ่ยถามซูเวยขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
“แบบนี้พวกเราต้องหาตัวช่วยแล้วละครับเพราะตอนนี้หากพวกเราแยกกันไปคนละที่เพื่อโจมตีพร้อมกันก็ได้แค่สี่แห่ง
เท่านั้น”หัวอี้เฟิงแสดงความคิดเห็นตามสถานการณ์จริง
“ทางกองกำลังพิเศษที่เป็นหน่วยงานต่อต้านพวกนี้อยู่แล้วพวกเขาน่าจะช่วยพวกเราได้นะครับ”ไต้อี้เสนอความคิดเห็นขึ้นมาบ้างเพื่อให้การกวาดล้างครอบคลุมทุกแห่งพร้อมกัน
“ตกลงค่ะฉันจะลองคุยกันเจ้านายดูก่อน” ซูเวยเข้าใจความหมายที่สามองครักษ์ต้องการสื่อสารซึ่งเธอตั้งใจจะบอกเจ้านายอยู่ก่อนแล้ว