ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 132 ทหารรักษาเมือง

            “เอ้อใช่ ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งลืมบอกกับพวกเจ้า ข้าบอกพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าอย่าไปบอกกับคนอื่นล่ะ” ขณะที่เมิ่งไหลไฉเครียดจนแทบจะลมจับตู้เซ่าฝู่ก็มองเมิ่งไหลไฉกับหานซินสองคนนี้ด้วยสายตามีเลศนัย

            “เรื่องอะไร” หานซินกับเมิ่งไหลไฉต่างสนใจมาก ทั้งสองรีบแหงนหน้าไปใกล้ๆ ตู้เซ่าฝู่กลัวว่าคนรอบข้างจะได้ยินเข้าจริงๆ

            ขณะที่ทั้งสองแหงนหน้าเข้าใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มขยับแล้ว ไม่ให้สุ้มให้เสียงอะไรเขาก็ปล่อยสองหมัดเข้าใส่จมูกทั้งสองคนในระยะประชิด

            ในสี่คุณชายน้อยแห่งหลันหลิงหากวัดกันด้วยระดับฌาน ทุกคนต่างรู้กันดีว่าเฮ่อจวินแข็งแกร่งที่สุด หานซินเป็นที่สองส่วนกัวคุนกับเมิ่งไหลไฉพอๆ กัน

            “ปึงๆ!”

            จู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ก็ปล่อยพลังออกไปในระยะใกล้ขนาดนั้นหานซินกับเมิ่งไหลไฉจะหลบได้อย่างไรมีเสียงดังทุ้มจากแรงปะทะดังสนั่นพร้อมกับเสียงหักร้าวของดังจมูกตามมาติดๆ

            “กึกๆ…………”

            หานซินกับเมิ่งไหลไฉสองคนนี้สันจมูกแตกรูจมูกมีเลือดไหลออกมาเป็นสาย ทั้งสองร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

            ยอดฝีมือที่ยืนอารักขาอยู่ใกล้ๆเมิ่งไหลไฉต่างมองหน้ากันงงๆ หากไม่รู้สถานะของตู้เซ่าฝู่ตอนนั้นพวกเขาก็คงกระโจนหาและลงมือใส่ตู้เซ่าฝู่แล้ว ทว่าเมื่อทราบว่าตู้เซ่าฝู่เป็นคนของจวนผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงและยังเป็นญาติที่ไม่ธรรมดาของผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงอีกพวกเขาจะกล้าลงมือบุ่มบ่ามที่ไหนกันล่ะ

            ผู้ชมรอบๆ มองหน้ากันไม่มีใครคาดคิดว่าก่อนหน้าเพียงไม่กี่วินาทีตู้เซ่าฝู่เพิ่งจะแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับเมิ่งไหลไฉหานซินสองคนนี้มาก ต่อมาไม่กี่วินาทีกลับต่อยใส่หน้าแล้วทั้งยังเป็นการลงมือที่ไม่ให้สัญญาณให้ตั้งรับกับอีกฝ่ายเลย

            หานซินกับเมิ่งไหลไฉสองคนนี้ยกมือขึ้นมากุมจมูกยังคงแผดเสียงร้องสะเทือนลำคอไปอีกนาน ต้องนับถือให้กับความอดทนของสองคนนี้มากพวกเขาจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ตาเขม็ง

            ตู้เซ่าฝู่ปัดมือสองข้างของตัวเองจากนั้นก็ลูบจมูกของตนที่มีเลือดใคร จากนั้นยิ้มมองหานซินกับเมิ่งไหลไฉพร้อมกล่าวว่า“ที่ข้าจะบอกพวกเจ้าก็คือ ต่อไปห้ามคิดจะมาหลอกใช้ข้าไม่อย่างนั้นข้าจะอัดเจ้าอีก”

            ตู้เซ่าฝู่หยุดพูดสักพัก แล้วกล่าวต่อว่า “พวกเจ้าหลอกใช้ข้าให้ไปมีเรื่องกับพี่สาวของข้า ทำให้ข้าถูกพี่สาวกัดจมูกข้าอัดพี่สาวข้าไม่ได้ ดังนั้นข้าทำได้แต่อัดพวกเจ้าแทน ตอนนี้ถือว่าพวกเจ้ามาเจ็บจมูกด้วยกันกับข้าถือว่าปรองดองกันแล้ว ข้าไปล่ะ ไว้ว่างๆ ข้าจะมาเที่ยวสวนโบราณใหม่ สหายเมิ่งขอบคุณที่ต้อนรับเป็นอย่างดี”

            เมื่อพูดจบ ตู้เซ่าฝู่ก็กุมจมูกที่เลือดไหลของตัวเองแล้วสะบัดชายเสื้อเดินจากไป

            หัวหน้ากองจางหวงที่สามและคนอื่นๆ มองหน้ากัน ต่างรู้สึกสะอึกหายใจไม่ทั่วท้องทว่าก็ยังรีบติดตามหลังนายน้อยของเขาไปติดๆ

            วันนี้ทุกคนต่างเข้าใจและรับรู้เบื้องหลังคุณชายน้อยเซ่าฝู่กันแล้วคุณชายน้อยคนนี้ที่มีพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับคุ้มครองแต่อย่างใดเพิ่งมาถึงมณฑลหลันหลิงไม่นานภายในเวลาหนึ่งวันก็อัดสี่คุณชายน้อยแห่งหลันหลิงที่มีชื่อประจำเมืองนี้ครบแล้วช่างเป็นคนที่บ้าบิ่นไม่กลัวใครจริงๆ ในเมืองหลังหลินคงไม่มีคนเช่นนี้อีกแล้ว

            ทุกคนในสวนโบราณต่างมองไปที่ตู้เซ่าฝู่บริเวณที่เขาจะเดินผ่านทุกคนก็ถอยเปิดทางให้เขาเลยทันทีอย่างไม่ต้องคิดไม่มีใครกล้าขัดขวาง

            ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายและทายาทจากตระกูลที่ร่ำรวยมีอำนาจต่างยิ้มและผงกศีรษะทักทายตู้เซ่าฝู่กันราวกับว่าพวกเขาวางแผนที่จะมาตีซี้คุณชายน้อยที่มาจากจวนหลันหลิงคนนี้

            ขณะที่หานซินกับเมิ่งไหลไฉกำลังจ้องมองตามหลังตู้เซ่าฝู่อย่างเจ็บปวดเงาของตู้เซ่าฝู่ก็ค่อยๆ หายไปจากกลุ่มคนในนั้นแล้ว

            “หืม……”

            ขณะที่ตู้เซ่าฝู่เดินออกมาถึงประตูใหญ่ของสวนโบราณสีหน้าของเขาก็สะดุ้งออกมาด้วยความตกใจ

            เขาพบว่าด้านนอกสวนโบราณขณะนี้มีคนมารวมตัวกันมากมาย มีจำนวนราวๆ พันคน ต่างใส่ชุดเกราะถืออาวุธบริเวณนั้นมีลมปราณอันแข็งแกร่งคุกรุ่นฟุ้งตลบ

            คนจำนวนหนึ่งที่ขี่อสูรนำกลุ่มอยู่ด้านหน้าเป็นกลุ่มของชายที่เป็นยอดฝีมือระดับเหนือกว่าคนอื่นๆ

            “ท่านพ่อ เจ้าบ้านั่นแหละ ไอ้สารเลวนั่นทำร้ายข้าและแย่งถุงหยินหยางของข้าไป”

            ทหารสวมเกราะถืออาวุธจำนวนมากยืนคอยอยู่ด้านหน้ามีชายหนุ่มที่มีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้เกือบทั้งตัวนั่งอยู่บนเปลหามที่มีชายสองคนแบกไว้อยู่ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มแสยะให้กับตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “เจ้าบ้า วันนี้แกตายแน่แกบังอาจมาทำร้ายข้า วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเจ็บปวดรู้สึกว่าตายดีกว่าเป็นไปเลย”

            “คุณชายน้อยเซ่าฝู่ พวกเขาคือทหารรักษาเมืองของเมืองหลันหลิง” หวงที่สามก้าวขึ้นไปอยู่ข้างๆ ตู้เซ่าฝู่ จ้องมองไปที่กองทหารรักษาเมืองที่รวมตัวกันในใจเขาไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย

            ตู้เซ่าฝู่จำหนุ่มที่พันแผลเต็มตัวได้เขาคือชายหนุ่มชุดเหลืองที่ถูกตนอัดก่อนที่จะเข้าสวนโบราณไป เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นหันไปถามหวงที่สามว่า “ทหารรักษาเมืองใหญ่กว่าหรือว่าผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงใหญ่กว่า?”

            “คุณชายน้อยเซ่าฝู่ท่านล้อเล่นหรือ ทหารรักษาเมืองอยู่ภายใต้บังคับบัญชาเมืองหลันหลิงถือว่าอยู่ในสังกัดของเจ้าเมือง เจ้าเมืองเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าผู้ปกครองมณฑลต่างต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันทหารรักษาเมืองจึงไม่ใช่อะไรที่น่ากลัวเลยอย่าพูดถึงต้องเจอกับผู้ปกครองมณฑลก็ต้องกลัว ต่อให้ต้องมาเจอกับทหารส่วนตัวของจวนมณฑลหลันหลิงก็ยังต้องเกรงใจพวกเขามาเทียบกับผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงไม่ได้และเทียบกับกองทหารส่วนตัวไม่ติด” หวงที่สามตบที่หน้าอกและกล่าวแนะนำตู้เซ่าฝู่ ข้างๆเขาคือหัวหน้ากองประจำพลทหารส่วนตัวของมณฑลหลันหลิงคนหนึ่งเชียวนะ

            “เจ้าหนู เจ้าเป็นใคร?อายุแค่นี้ก็ลงไม้ลงมือเสียเผ็ดร้อนขนาดนี้ มาทำร้ายบุตรชายของข้าจนสาหัสขนาดนี้ดูท่าไม่เห็นข้าหัวหน้าทหารแซ่หลินอยู่ในสายตาเลยใช่หรือไม่?”

            ยอดฝีมือบุรุษวัยกลางคนที่อยู่นำหน้ากองทหารรักษาเมืองที่สวมชุดเกราะสีเหลืองร่างผอมบางมองไปที่ตู้เซ่าฝู่ แสดงสีหน้าเคร่งขรึมเขาคิดไม่ถึงว่าบุตรชายของเขาจะถูกทำร้ายจนสาหัสถึงเพียงนี้ด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ด

            “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคือใคร ข้าจะมองเจ้าอยู่ในสายตาทำไม”

            ตู้เซ่าฝู่ใช้มือข้างหนึ่งกุมจมูกไว้อีกมือหนึ่งชี้ไปที่คุณชายหลินที่ถูกห่อด้วยผ้าพันแผลเหมือนเป็นก้อนบ๊ะจ่างกล่าวว่า “เจ้าหมอนั่นเป็นลูกชายเจ้าสินะ เจ้ามาก็ดีเลยข้าต้องใช้หมัดต่อยลูกชายเจ้าจนข้าเจ็บมือไปหมดแล้ว เจ้าจ่ายค่ารักษามาเลยแน่นอนว่าหากจ่ายค่ารักษาน้อย ต่อไปอย่าคิดจะเจอลูกชายของเจ้าอีกเลยข้าพบเจอเจ้าอีกเมื่อไรข้าจะเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรมอัดสั่งสอนเจ้าทุกครั้งที่พบมีลูกชายไม่สั่งสอนให้ดี ดังนั้นข้าต้องอัดสั่งสอนเจ้าเพื่อความชอบธรรมแล้วล่ะ”

            “ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ……”

            บุรุษชุดเกราะหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาจ้องมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าชั่วร้าย กล่าวว่า “เจ้าบ้ามาจากที่ไหนกันช่างอวดดีเหลือเกิน หากวันนี้ข้าสั่งสอนเจ้าไม่ได้ต่อไปข้าแซ่หลินคนนี้จะเขียนชื่อตัวเองกลับหัวเลย”

            “เกิดเรื่องอะไรน่ะ……”

            คนจากในสวนโบราณพากันออกมาเสียงเอิกเกริกจากด้านนอกเรียกร้องความสนใจพวกเขา

            “ทหารรักษาเมือง” คนที่สามารถเข้ามาในสวนโบราณได้ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่ธรรมดาเมื่อพบว่าด้านนอกมีกองทหารใหญ่ ก็ต้องรู้จักและจำทหารรักษาเมืองของเมืองหลันหลิงได้ในทันที

            “นั่นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองนี่”

            ยอดฝีมือและทหารที่อยู่ในกองทหารรักษาเมืองจำนวนหนึ่งมองตามกลุ่มคุณชายที่ออกมาจากสวนโบราณก็สังเกตเห็นหานซินที่กุมจมูกอยู่เดินนำหน้ากลุ่มคนที่ออกมา ก็ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน

            “คารวะคุณชายน้อย”

            ขณะนั้นเอง ทหารรักษาเมืองวัยกลางคนแซ่หลินคนนั้นก็รีบลงจากพาหนะเพื่อคารวะทักทายหานซินด้วยความเคารพเขาเป็นหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองคนหนึ่งทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าบุตรชายของเจ้าเมืองเขาก็เป็นเพียงคนที่ต่ำต้อยคนหนึ่ง

            “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

            หานซินมองไปที่กองทหารรักษาเมืองกว่าพันนายจากนั้นมองไปที่ชายหนุ่มสภาพยับเยินที่อยู่บนเปลหาม เมื่อย้อนนึกถึงเรื่องราวที่เมิ่งไหลไฉเล่าให้ฟังในใจก็พอเดาและเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “เอ่อ……”

            ชายวัยกลางคนแซ่หลินคนนั้นไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดีเขาไม่สามารถบอกกับบุตรชายเจ้าเมืองได้ว่าเขาพากองทหารรักษาเมืองมาเพื่อแก้แค้นให้บุตรชายของเขา

            “สหายหาน พวกเขาจะมาอัดข้าล่ะมั้ง?”

            ตู้เซ่าฝู่พูดแทรกขึ้นมาจากนั้นเดินไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของหานซิน ทำท่ากุมจมูกเลือดไหลท่าเดียวกับหานซินเปี๊ยบ

            เมื่อตู้เซ่าฝู่พูดจบ กลุ่มคุณชายจากตระกูลร่ำรวยและมีอำนาจต่างยิ้มสีหน้าที่เหมือนไม่ค่อยจริงใจเท่าไรให้กับหัวหน้าทหารแซ่หลินคนนั้นชายทหารรักษาเมืองคนนั้นคิดจะลงมือกับคุณชายน้อยจอมโหดคนนี้น่ะหรือนี่เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ อีกเดี๋ยวคงมีฉากสนุกๆ ให้ชมแล้ว

            “สหายหาน……”

            เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มชุดม่วงเรียกบุตรชายเจ้าเมืองว่าสหายทหารแซ่หลินก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเท่าไร

            หานซินรู้สึกหน้าตึงมองหน้าทหารแซ่หลินคนนั้นด้วยความรู้สึกเห็นใจ ส่งสายตาให้กับทหารคนนั้น กล่าวว่า “เจ้าน่าจะชื่อหลิงหมิงใช่หรือไม่ เจ้ารีบพาคนของเจ้ากลับไปเถิด กลับไปเดี๋ยวนี้เลย”

            “อย่า อย่าเพิ่งไปสิ”

            ตู้เซ่าฝู่พูดโพล่งออกมาจากนั้นยิ้มให้กับหานซินกล่าวว่า “สหายหานเมื่อกี้ข้าอัดเจ้า คนของเจ้าอาจจะมาล้างแค้นให้เจ้าก็เป็นได้ทำไมเจ้าให้พวกเขากลับไปเช่นนี้ล่ะ”

            เมื่อหานซินได้ยินคำพูดของตู้เซ่าฝู่ก็แสดงสีหน้าตะลึง รู้สึกอ่อนแรงเปลี้ยไปทั้งตัว        

            “อัดนายน้อยอย่างงั้นหรือ……”      

            ทหารแซ่หลินคนนั้นสีหน้าเปลี่ยน เริ่มรู้สึกได้ว่าสายตาที่มาจากบรรดาคุณชายที่อยู่รอบๆเป็นสายตาของความเย้ยหยันราวกับตนกำลังถูกหัวเราะเยาะ และยิ่งเมื่อได้ยินที่ชายหนุ่มชุดม่วงบอกว่านายน้อยของเขาถูกอัดแต่ยังไม่สั่งให้เหล่าบริวารจัดการให้ นางน้อยยังส่งสายตาแปลกๆหาตนอีกทันใดนั้นเขาจึงรู้สึกได้ว่าเขาไปกระตุ้นโดนอะไรบางอย่างที่ไม่ควรไปยุ่งด้วยแล้ว

            “หลินหมิง เจ้าช่างบังอาจจริงๆ!”

            ในที่สุดหัวหน้ากองจางก็ก้าวออกมาข้างหน้าเขารู้ตัวว่านี่ถึงเวลาที่เขาออกหน้าได้แล้ว ไม่สมควรปล่อยให้คุณชายน้อยเซ่าฝู่เผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นเองลำพังแล้ว

            “หัวหน้ากองจาง”

            หลินหมิงที่เป็นหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองคนหนึ่งเมื่อเห็นชายคนนี้ก็นึกออกได้ว่าเขาเคยเจอมาแล้ว เพราะขณะนี้อีกฝ่ายสวมชุดไปรเวทดังนั้นเขาจึงจำหน้าไม่ได้ในทันที เพราะไม่ได้ตั้งใจสังเกตมองและไม่ได้ตั้งใจมองหน้าคนที่อยู่ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่ เมื่อเขานึกออกสีหน้าก็เปลี่ยนในทันที ในใจรู้สึกถึงสิ่งไม่ดีที่กำลังจะตามมา

            หัวหน้ากองจางสะบัดชายเสื้ออย่างสง่าและก้าวขึ้นไปด้านหน้าเล็กน้อยเขาจ้องหน้า หลินหมิง แสดงสีหน้าแววตาที่เคร่งเครียด พูดเสียงต่ำว่า “หลินหมิง พาทหารรักษาเมืองมาที่นี่เพราะว่าเจ้าคิดจะก่อกบฏหรือว่าเจ้าเมืองคิดจะก่อกบฏล่ะ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้น หานซินก็ตกใจตะลึงจนตาโตเขาเพิ่งจะถูกโดนเจ้าเด็กหนุ่มตัวแสบคนนั้นทำมาอย่างเจ็บแสบตอนนี้บิดาของเขายังต้องถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วยอีกหรือ

            “ก่อกบฏ ข้าไม่ได้จะก่อกบฏนะขอรับ ทำไมพูดเช่นนั้น?”

            หลินหมิงเองก็ตะลึงมากเขาไม่เคยคิดถึงการก่อกบฏเลยแม้แต่น้อย เขาไม่มีทางกล้าทำอยู่แล้ว

            “เจ้าบอกว่าไม่ใช่แล้วที่เจ้าพาทหารรักษาเมืองกลุ่มใหญ่เพื่อจะมาทำร้ายคุณชายน้อยเซ่าฝู่คนของจวนหลันหลิงเช่นนี้ก็เท่ากับไม่ไว้หน้าผู้ปกครองมณฑลหรอกหรือ ขนาดผู้ปกครองมณฑลเจ้ายังไม่เกรงใจนี่ไม่เท่ากับว่าเจ้าคิดจะก่อกบฏงั้นหรือ?” หัวหน้ากองจางพูดอย่างฉะฉาน

            “คุณชายน้อยเซ่าฝู่คนของจวนหลันหลิง?”

            หลินหมิงได้ยินก็ตกใจสั่นทั้งตัวด้วยความกลัวขณะนี้เขาสับสนไปหมดไม่เข้าใจว่าเหตุใดเหตุการณ์จึงเป็นเช่นนี้ แต่ในใจลึกๆเขารู้ดีว่าคราวนี้เขากำลังจะซวยแล้ว

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน