ตอนที่ 48 การแสดงที่โดนข่มไว้
ตอนที่ 48 การแสดงที่โดนข่มไว้หวังซินกลับไม่รู้ความคิดของหลินชงและซ่งเหมียวเหมียว สำหรับตัวเขาเองแล้ว ก็รู้สึกมาโดยตลอดว่าการแสดงของตัวเองนั้นถือว่าไม่เลวเลย เพราะว่ามีความช่วยเหลือจากห้วงแห่งความฝัน ที่มักจะฝึกซ้อมอยู่ข้างในนั้นบ่อย ๆ และก็ไม่รู้สึกว่าการแสดงของตัวเองดูแย่ถึงแม้ว่าปากจะไม่ได้บอกว่าตัวเองถ่ายละครได้ดี แต่ในช่วงหลายวันมานี้ก็ล้วนถ่ายละครที่ถ่ายผ่านในรอบเดียวทั้งนั้น ซึ่งก็ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจแล้วซ่งเหมียวเหมียวและหลินชงเป็นคนแบบไหนกันนะ?ทั้งสองคนถ่ายละครที่ได้พบเจอกับคนมากมายหลายประเภท ซึ่งในใจของหวังซินที่กำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งสองคนไม่ต้องมองก็สามารถรู้ได้ในเวลานี้หลินชงไม่ได้สนใจหวังซินที่ได้ใจ โดยในมือก็ได้ถือกล้องวิดีโออยู่ แล้วจึงพูดกับซ่งเหมียวเหมียวว่า: “โค้ชซ่ง ตอนนี้ก็รบกวนคุณช่วยให้คำแนะนำเด็กบ้าคนนี้เยอะ ๆ หน่อยนะ” ซ่งเหมียวเหมียวจึงพยักหน้า และไม่ได้พูดอะไรแต่ในใจหวังซินก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ ซึ่งการแสดงของตัวเองแสดงได้แย่อย่างงั้นเหรอ?นี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด“หวังซิน อีกสักพักตอนที่ไปถ่ายละคร เรียนกับโค้ชซ่งให้มากหน่อยนะ ฉันจะเอาจุดการแสดงของนายที่ยังเข้าถึงไม่ ชี้ให้นายดู” หลังจากที่หลินชงตักเตือนหวังซิน จึงได้เปิดกล้องถ่ายวิดีโอ แล้วจึงให้ทั้งสองคนเริ่มแสดงฉากการแสดงที่เลือกในครั้งนี้ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตอนหลัง ๆ จึงหยิบบทละครออกมาให้ทั้งสองคนดูสักครู่ ซึ่งหลังจากที่รอให้ทั้งสองคนทำความเข้าใจแล้ว ก็ได้เริ่มถ่ายทำขึ้นก่อนที่จะถ่ายทำ หลินชงได้พูดกับซ่งเหมียวเหมียวว่า: “โค้ชซ่ง คุณแสดงออกมาให้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องออมมือ” “ฉันรู้แล้ว” ซ่งเหมียวเหมียวยิ้มแล้วยิ้มอีก จึงมองหวังซินสักครู่ แล้วก็ได้เห็นสายตาที่อวดดีนั้นที่หางตาของหวังซิน แต่ก็ไม่ได้สนใจ ถึงยังไงก็ใกล้จะได้แสดงคู่กันแล้ว อีกเดี๋ยวจะได้ดูว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะอวดดียังไง“Action!” หลังจากที่หลินชงรอให้ทั้งสองคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็เริ่มถ่ายทำอย่างจริงจังขึ้นมาทันทีฉากคือแสดงหลิวซิงที่โดดเรียน และซ่งเหมียวเหมียวได้โมโหในฉากนี้เพิ่งจะเริ่ม การแสดงของทั้งสองคนก็ยังได้คะแนนเท่ากัน เมื่อแสดงไปแล้วครึ่งหนึ่ง หลินชงจึงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า: “โค้ชซ่ง คุณอย่าออมมือสิ” หวังซินไม่เข้าใจ ว่าการแสดงนี้ยังมาแบ่งอะไรที่ออมมือไม่ออมมืองั้นเหรอ?แต่หลังจากที่น้ำเสียงของหลินชงเบาลง หวังซินก็พบว่าซ่งเหมียวเหมียวได้โมโหขึ้นมาจริง ๆ แล้วซึ่งซ่งเหมียวเหมียวก็โมโหเป็นอย่างมาก แล้วก็ด่าหวังซินไม่หยุด“เธอนี่มันสุดจริง อายุยังน้อยก็ไม่ตั้งใจเรียน ยังจะรู้จักโดดเรียนมาเล่นเครื่องเล่นเกมอีก” ซ่งเหมียวเหมียวส่งน้ำเสียงที่โมโหออกมา โดยที่หวังซินก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ แล้วพูดต่อปากต่อคำไปว่า: “ผมไม่ได้ไปเล่นเกม ผมท้องเสีย นั่งในห้องน้ำมาคาบหนึ่งแล้ว” “โอ๊ เวลาที่นายใช้นั่งในห้องน้ำนี่มันนานเกินไปแล้ว หนึ่งคาบก็ตั้งสี่สิบห้านาทีนะ นายตกส้วมไปแล้วหรือเปล่า” “ปวดท้องรุนแรงมาก พอยกกางเกงก็เลอะลงมาที่เป้ากางเกง ผมจะกล้าไปเรียนได้ยังไงล่ะ” หวังซินเถียงคำไม่ตกฟาก ซึ่งในเวลานี้ก็พบว่ามีบางอย่างไม่ปกติ ที่เหมือนว่าพละกำลังของตัวเองได้อ่อนแอลงไป“งั้นคาบเรียนที่เหลือนายไปไหนแล้วล่ะ?ตอนบ่ายมีตั้งสามคาบเรียนเต็ม ๆ นายไม่ไปเข้าเรียนแม้แต่คาบเดียว นายพูดมาเลยว่านายไปไหนมา” ซ่งเหมียวเหมียวแทบจะตะคอกออกมาหวังซินยังคงเล่นตามบทของละคร แต่แค่รู้สึกว่าการแสดงของตัวเองถูกข่มไว้ ทำยังไงก็ไม่สามารถบรรลุถึงผลที่จินตนาการเอาไว้ได้ ซึ่งในตอนที่แสดง ก็แค่ฝืนใจให้สามารถต่อบทกันได้แต่ในเวลาต่อมา ความโมโหที่อยู่ในตัวซ่งเหมียวเหมียวที่เหมือนกับประทัด ก็แรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหวังซินก็มองดูซ่งเหมียวเหมียว ที่แค่รู้สึกว่าตัวเองโดดเรียนจริง ๆ แล้วกำลังเผชิญกับฉากความโกรธของแม่อยู่นั้น ทันใดนั้นเองหวังซินก็รู้สึกแค่ว่าหัวใจของตัวเองได้หลุดออกมา แล้วมือไม้ก็อ่อนไปชั่วขณะเทคนิคการแสดงที่ยอดเยี่ยม!ตัวเองก็โดนซ่งเหมียวเหมียวข่มไว้โดยสิ้นเชิง ซึ่งแม้แต่การแสดงที่เข้าฉากปกติแล้วก็ไม่สามารถถ่ายทำได้ในใจของหวังซินก็เอือมระอาไปชั่วขณะ ที่รู้ว่าฉากนี้ของตัวเองถือว่าแสดงล้มเหลวไปแล้ว“คัต!” ในเวลานี้หลินชงได้ตะโกนให้หยุดทันที หวังซินที่โดนข่มจนไม่สามารถเล่นคู่กับซ่งเหมียวเหมียวได้ ซึ่งยังไงฉากนี้ก็ถ่ายต่อไปไม่ได้แล้วหลังจากที่ตะโกนให้หยุด ใบหน้าของซ่งเหมียวเหมียวก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น โดยเทียบกับฉากที่โมโหไปเมื่อสักครู่นั้นก็เหมือนไม่ใช่คนเดียวกันเลย ที่ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้หวังซินตอบโต้กลับไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย “หวังซิน นายดูเองว่าตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง” หลินชงได้เอากล้องวีดีโอยื่นให้กับหวังซิน เพื่อให้หวังซินหาสาเหตุด้วยตัวเองเธอยิ้มไปยังซ่งเหมียวเหมียว แล้วพูดว่า: “โค้ชซ่ง ลำบากคุณแล้วล่ะ” “ลำบากอะไรที่ไหนกันล่ะ” ในเวลานี้ซ่งเหมียวเหมียวก็มองไปที่หวังซินด้วยความหยิ่งยโส ซึ่งเด็กหนุ่มคนนี้โดยปกติที่ถ่ายละครก็ไม่เท่าไหร่ แถมสายตาก็ยังอวดดีมาก ทันใดนั้นจึงได้ทำการข่มเขาเอาไว้ปกติถ้าไม่ใช่ว่าร่วมมือกับทีมงานเพื่อให้การแสดงออกมาดีแล้ว ฝีมืออย่างหวังซินนี้เธอก็ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยเมื่อมองดูท่าทางที่ยอมรับความเจียมตัวของหวังซินในตอนนี้ หลินชงและซ่งเหมียวเหมียวทั้งสองคนต่างก็รู้สึกว่าสมควรแล้วไม่ใช่เป็นเพราะว่าตัวเองแสดงผ่านทุกครั้ง แล้วจะทำท่าทีที่อวดดีได้ การทะนงตัวคือสาเหตุที่ทำให้คนถดถอย จึงควรจะให้หวังซินได้รับรู้บ้างหวังซินไม่รู้ว่าทั้งสองคนกำลังคิดอะไรอยู่ จึงได้รับกล้องวิดีโอจากมือหลินชงมาดูสักหน่อย ซึ่งการแสดงของตัวเองก็เริ่มจากตอนที่ซ่งเหมียวเหมียวโมโห แล้วก็ต้านทานพลังของเธอไม่ไหวจนถึงตอนท้าย พลังของซ่งเหมียวเหมียวก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ เมื่อพูดออกมาหนึ่งประโยค ก็ได้ข่มตัวเองไปโดยปริยาย จึงทำให้ตัวเองไม่มีทางต่อบทกับซ่งเหมียวเหมียวได้เลยแม้แต่น้อยจากในละครนี้ก็สามารถเห็นได้ว่าการแสดงของซ่งเหมียวเหมียวนั้นเข้าถึงบทบาทเป็นอย่างมาก ทุก ๆ การเคลื่อนไหว สัญญาณของความโมโห อารมณ์ความรู้สึก ก็ล้วนทำออกมาได้อย่างเหมาะสม และไม่เจอข้อผิดพลาดเล็กน้อยใดเลย เมื่อกลับมามองตัวเอง ตอนที่ซ่งเหมียวเหมียวเริ่มโมโห ตัวเองก็หมดหนทางที่จะแสดงต่อได้แล้ว“พวกเราไปก่อนละกันนะ นายลองดูเอาเองละกัน เข้าใจลึกซึ้งเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็ค่อยมาหาฉัน” หลินชงมองดูหวังซินที่ไม่มีปฏิกิริยาใดมานานมาก แล้วทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้ และจากไปพร้อมกับซ่งเหมียวเหมียวซึ่งก็ไม่ได้ชี้จุดอะไรให้หวังซิน นี่ก็เพื่อต้องการให้ตัวหวังซินไปหาปัญหาของตัวเองอย่างไรก็ตามหวังซินก็ได้ดูการแสดงของตอนนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นาน แต่กลับดูไม่ออกว่าการแสดงตรงส่วนไหนของตัวเองที่ยังเข้าไม่ถึง เขาดูออกแค่ตอนเริ่มต้น ที่การแสดงของตัวเองโดนข่มไว้หมดแล้ว ซึ่งนอกจากนี้ ก็ไม่พบปัญหาอะไรอีก“เกิดอะไรขึ้นกัน?” จนถึงตอนนี้หวังซินก็ยังไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วตัวเองเกิดข้อผิดพลาดตรงไหน เพราะว่าจากฉากที่ซ่งเหมียวเหมียวเริ่มโมโหนั้น การแสดงของตัวเองก็ทำออกมาได้เหมาะสม ก็แค่ว่าสุดท้ายทำไมถึงได้กลายเป็นหมดท่าไปได้กันล่ะ? จะต้องเป็นเพราะว่าพลังในตัวเธอแน่ ๆ ตอนถ่ายทำที่ใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในนั้น ที่ได้ข่มทับการแสดงของฉันเอาไว้เมื่อในใจหวังซินนึกถึงตรงนี้ ก็ส่ายหัวไปมา ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลัก ตอนนี้เดิมทีก็ไม่มีทางหาได้ว่าที่จริงแล้วการแสดงตรงไหนของตัวเองที่ยังเข้าไม่ถึงส่วนอีกด้านหนึ่ง ซ่งเหมียวเหมียวและหลินชงที่เดินอยู่ด้วยกัน พอนึกถึงการแสดงทั้งหมดของหวังซินเมื่อสักครู่ ก็เริ่มแสดงความคิดเห็นกัน“เด็กหนุ่มคนนั้นปกติถ่ายละครก็เทคเดียวผ่าน โดยรวมแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่นี่ก็เป็นแค่ละครซิทคอมที่ตัวนักแสดงเองก็ไม่จำเป็นจะต้องมีทักษะการแสดงสูง ถ้าไม่ใช่เพราะว่าจุดนี้ ปัญหาในการถ่ายละครของเขาก็กลับมีอีกเยอะแยะมากมาย” ซ่งเหมียวเหมียวได้แสดงความเห็นต่อปัญหาการแสดงของหวังซินเมื่อสักครู่“ใช่สิ แต่การพัฒนาของเขาเร็วมาก จากที่ตื่นเวทีในตอนแรกเริ่ม จนถึงการรวมเป็นหนึ่งกับการแสดง ก็พัฒนาค่อนข้างเยอะนะ” เป็นเพราะว่าหลินชงให้ความสำคัญในจุดนี้ของหวังซิน จึงได้อนุญาตให้หวังซินแสดงบท ‘หลิวซิง’ นี้ต่อไปได้ ไม่อย่างงั้นในตอนที่เริ่มต้น ก็คงจะให้หวังซินเขียนบทละครอย่างเดียวไปแล้ว“การแสดงจะต้องเข้าถึงอารมณ์ การที่จะพึ่งแค่ทักษะที่ตายตัว ไม่ใส่อารมณ์เข้าไปนั้นไม่ได้” ซ่งเหมียวเหมียวดูถูกการแสดงของหวังซินมาตลอด แต่ก็ยังให้ความร่วมมือกับหวังซิน แล้วลดระดับการแสดงของตัวเองลงมาแค่ว่าถ้ายัง ‘ตามใจ’ หวังซินนานไปแบบนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงผลเสียที่มีต่อตัวเอง แล้วจะไม่มีทางทำให้หวังซินพัฒนาต่อไปได้ ซึ่งจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้เช่นกันวิธีการของหลินชงในวันนี้ กลับได้ให้พื้นที่ในการพัฒนาของหวังซิน“ก็ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะสามารถหาสาเหตุเจอหรือเปล่านะ” หลินชงไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของซ่งเหมียวเหมียว ก็แค่ตอนนี้เอากล้องวิดีโอให้หวังซินไปดูการแสดงเมื่อสักครู่โดยตรง ไม่รู้ว่าหวังซินจะสามารถหาส่วนที่ขาดของตัวเองเจอหรือไม่หวังซินได้ดูการแสดงของตัวเองซ้ำไปมาอยู่หลายครั้ง ก็ล้วนไม่พบปัญหาอะไร แต่ก็รู้ว่าตัวเองจะต้องมีจุดที่ยังไม่เข้าถึงอย่างแน่นอน จากการมองโดยรวมแล้ว ปัญหาก็ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่เมื่อก่อนก็ได้แสดงแบบนี้ ทำไมตัวเองถึงยังหาสาเหตุไม่เจอกันนะ? เมื่อนึกถึงตรงนี้ หวังซินก็รู้สึกตกใจกลัวขึ้นมาทันทีฉะนั้น การแสดงที่ตัวเองถ่ายทำไปเมื่อก่อน ก็แค่ธรรมดาทั่วไป นับได้แค่ว่าถึงเงื่อนไขพื้นฐานในการถ่ายทำละครเรื่อง《Home With Kids》นี้ ในจุดที่โดดเด่นอย่างแท้จริงนั้น กลับไม่มีให้เห็นแม้แต่จุดเดียวเลย“ที่แท้การแสดงของเมื่อก่อนก็อยู่ในเส้นผ่านเกณฑ์ของละครเรื่องนี้มาโดยตลอด” ในเวลานี้หวังซินเหลือแค่รอยยิ้มที่ฝืนยิ้มไว้โดยเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนอวดฉลาดคิดว่าตัวเองมีความช่วยเหลือของห้วงแห่งความฝัน จึงสามารถที่จะเรียนรู้ในห้วงแห่งความฝันนี้ได้ ที่ตัวเองสามารถเข้าถึงบทบาทการแสดงทั้งหมดออกมาได้ดี เมื่อมาคิดดูแล้วตอนนี้ ก็ยังเป็นเพราะว่าตัวเองไร้เดียงสาจนเกินไปในห้วงแห่งความฝัน ตัวเองที่สามารถขอคำแนะนำจากคนอื่นได้ ปกติตอนที่แสดง ก็จะขอคำชี้แนะจากหลินชง แต่หลินชงในห้วงแห่งความฝันที่ให้คำแนะนำตัวเอง ก็ให้แค่ตัวเองผ่านเงื่อนไขของการแสดงไปอย่างช้า ๆ ที่ไม่ใช่ว่านักแสดงคนหนึ่งจะสามารถบรรลุเงื่อนไขในการแสดงทั้งหมดได้เมื่อหวังซินเข้าใจในจุดนี้แล้ว ก็เก็บความคิดที่อวดดีของตัวเองเอาไว้ ในห้วงแห่งความฝันไม่ใช่ว่าอะไรก็เป็นไปได้ทุกอย่าง สิ่งสำคัญก็คือตัวเองจะต้องหาสาเหตุให้ตรงจุด เข้าไปขุดมันออกมาให้ได้ ถึงจะได้ผลทั้งหมดนั่งอยู่บนโซฟาในห้อง หวังซินได้หลับตาลง และนึกถึงฉากที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ แล้วก็ตรงเข้าสู่ห้วงแห่งความฝันเลยเมื่อเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ก็ได้กลับสู่ฉากเดิมอีกครั้ง ที่ยังเป็นฉากโดดเรียนที่ตัวเองแสดงกับซ่งเหมียวเหมียวฉากนั้น ในครั้งนี้หวังซินเตรียมหาสาเหตุจากตัวเอง แล้วจึงเริ่มการแสดงในรอบใหม่อีกครั้งซึ่งเหมือนกับการแสดงก่อนหน้านี้ทุกอย่าง การแสดงทั้งหมดของตัวเองเริ่มจากตอนที่ซ่งเหมียวเหมียวโมโห ที่การแสดงของตัวเองโดนข่มอย่างสิ้นเชิง และไม่มีทางแสดงต่อไปได้เลยแม้แต่นิดเดียวหลินชงที่ยังถ่ายทำอยู่ด้านข้าง ก็เอาฉากที่ถ่ายทำให้เขาดูนี่คือฉากก่อนหน้านั้นที่กำลังแสดงซ้ำอีกครั้งในตอนนี้ หวังซินได้หยิบกล้องวิดีโอมาแล้วไม่ได้ดู แต่กลับถามหลินชงไปตรง ๆ “ผู้กำกับหลินครับ สามารถบอกผมได้ไหมครับ ว่าส่วนไหนของผมที่ยังเข้าไม่ถึงบทบาท?” ในห้วงแห่งความฝัน หวังซินได้แค่ถามหลินชงเท่านั้น หลินชงถึงจะบอกคำตอบหวังซินโดยในส่วนของคนอื่น เมื่อก่อนก็เคยลองดูแล้ว ซึ่งก็เหมือนในชีวิตจริงเลย ที่ไม่สนใจตัวเองยังไง ก็ยังไม่สนใจตัวเองอยู่อย่างงั้น...